วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ชาวพุทธศิษย์ของพระอริยะ ต้องอ่านด่วน ?

ศิษย์หลวงตามหาบัวต้องอ่านโดยประวัติศาสตร์เมื่อ 22 พฤษภาคม 2011 เวลา 7:51 น.
เรื่องที่ท่านสนทนาและเป็นห่วง สถาบันพระศาสนา
สรุปเรื่องข้อมูล ภัยต่อความมั่นคงของสถาบันพระศาสนาของโลก

พระพรหมโมลี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติ (ที่สนับสนุนแม่ชีทศพร) นั้น ตามกฎนิคคหกรรมซึ่งเป็นกฏหมายสำหรับชำระคดีความทางสงฆ์ กำหนดให้เจ้าคณะภาค 1 เป็นประธานศาลสงฆ์ในคดีพระธัมมชโยโดยตำแหน่ง ซึ่งน่าแปลกใจว่า ประธานศาลสงฆ์ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีความของพระธัมมชโย กลับไปแสดงตัวเป็นพยานให้พระธัมมชโยในคดีอาญา ถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ? คือตัวเองเป็นผู้พิพากษาในคดีทีเกี่ยวกับพระธรรมวินัย
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความดีใจกับพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือหลวงพี่ธัมมชโย ผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกายให้ยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งในโลก กับการที่ทางอัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา "ขอถอนฟ้องพระธัมมชโย" ซึ่งต้องคดีอาญามาจากปี พ.ศ.2542 และนับจากวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปปาฐกถาที่วัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม คือเดือนก่อน ถึงวันนี้ (22 สิงหาคม) ก็แค่ 35 วันเอง เห็นผลทันตายิ่งกว่าต้มมาม่า วันที่ศาลอาญาได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าคำร้องขอมีเหตุผลพอเพียง จึงสั่งจ่ายคดีพระธัมมชโยออกจากสารบบ ปลดพันธนาการอันทุกข์ทรมานของท่านธัมมชโยซึ่งแทบจะเรียกว่า "ศึกหนักที่สุดในชีวิต" นี้ออกไป ต่อไปวัดพระธรรมกายก็คงจะเดินหน้าไปตามเป้าหมายหรืออุดมการณ์ที่วางไว้ ซึ่งสังคมไทยก็ต้องจับตาต่อไปว่า การตัดสินใจถอนฟ้องของอัยการสูงสุดครั้งนี้จะเป็นผลดีหรือผลร้ายต่อคณะสงฆ์ไทย ซึ่งต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

การที่ศาลอาญาพิจารณาให้ "ถอนฟ้อง" ได้ในครั้งนี้ นับเป็นกรณีที่แปลกประหลาด เพราะว่าเป็นการขอถอนฟ้องโดยผู้ฟ้องคืออัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดได้บอกเหตุผลแก่ศาลว่า เหตุที่ต้องขอถอนฟ้องพระธัมมชโยนั้น เพราะ
1. พระธัมมชโยได้คืนเงินให้แก่ทางวัดพระธรรมกายครบถ้วนทุกบาททุกสตังค์แล้ว ถือว่าได้ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จึงไม่มีเหตุผลที่จะฟ้องร้องเอาผิดอีกต่อไป
2. เรื่องพระธรรมคำสอน ได้รับความคิดเห็นสนับสนุนจากผู้รู้และมียศตำแหน่งในทางพระพุทธศาสนาสำคัญ 3 ท่าน คือ 1.อธิบดีกรมการศาสนา 2.ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 3.เจ้าคณะภาค 1 ซึ่งทั้งสามท่านยืนยันว่า พระธัมมชโยมิได้สอนสั่งนอกพระไตรปิฎกแต่อย่างใด ทั้งจำเลยยังได้ช่วยเหลือกิจการคณะสงฆ์ไทยเป็นอันมาก ทั้งในด้านการศึกษา การเผยแผ่ และสาธารณูปการ รวมทั้งการสาธารณสงเคราะห์ด้วย ซึ่งผลงานของวัดพระธรรมกายนั้นเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล มิใช่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น
3. ถ้าฟ้องร้องต่อไปให้สิ้นสุดกระบวนการ ก็จะเป็นการสร้างความแตกแยกในศาสนจักรและประชาชนคนไทยในชาติ นั่นเป็นเหตุเป็นผลที่ทางอัยการสูงสุดได้สืบเสาะหาในการอ้างต่อศาลเพื่อขอถอนฟ้องพระธัมมชโย ซึ่งก็เป็นการประจานตัวเองของอัยการว่า "นอกจากจะดำรงตำแหน่งอัยการแล้ว ยังรับจ็อบเป็นทนายช่วยแก้ต่างให้แก่พระธัมมชโยอีกต่างหากด้วย" และต่อไปนี้เป็น "มุมมองของพระมหานรินทร์" ต่อประเด็นที่อัยการขอถอนฟ้อง ประมวลเหตุผลที่อัยการได้อ้างมานั้น เราท่านจะเห็นว่า เป็นเหตุผลที่น่าฟัง แต่ก็ยังไม่สนิทใจ ก่อนอื่นต้องขอพูดคุยในเรื่องอำนาจหน้าที่ของอัยการเสียก่อน อัยการมีอำนาจหน้าที่ในการ "ยื่นฟ้อง" หรือ "สั่งฟ้อง" ต่อศาล เมื่อเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริงตามหลักฐานพยานที่ปรากฏ แต่การยื่นหรือสั่งฟ้องต่อศาลของอัยการนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์หาเหตุผลว่ามีน้ำหนักเอาผิดจำเลยได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อเห็นว่าจำเลยทำผิดจริง มีหลักฐานพยานชัดเจน และเข้าข่ายคดีอาญา อัยการก็จะทำเรื่อง "สั่งฟ้อง" หรือ "ยื่นฟ้อง" ต่อศาล เพื่อขอให้พิจารณาตัดสินคดี และเมื่อยื่นฟ้องไปแล้ว ก็จะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาจะพิจารณาไต่สวนประมวลความผิดและตัดสินลงโทษหรือยกโทษให้แก่จำเลยซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับการหักล้างกันในชั้นศาลเป็นประการสุดท้ายด้วย นั่นเป็นนิยามของคำว่า "สั่งฟ้อง" หรือ "ยื่นฟ้อง" แต่สำหรับคดีพระธัมมชโยครั้งนี้ อัยการมีคำสั่งฟ้องหรือยื่นฟ้องไปนานแล้ว กำลังอยู่ในระหว่างสืบพยานในศาลซึ่งทราบว่าเหลือพยานอีกเพียง 2 ปาก คดีก็จะสิ้นสุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว ทว่า ก่อนที่คดีจะเดินทางไปจนสิ้นสุดกระบวนการอยู่แล้ว จู่ๆ อัยการก็ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาว่า "ขอถอนฟ้อง" ซึ่งมิใช่การสั่งไม่ฟ้อง ตรงนี้ดูให้ดีนาท่านผู้อ่าน พระธัมมชโยนั้นถูกฟ้องโดยอัยการสูงสุดไปหลายปีดีดักแล้ว เพราะตอนนั้นอัยการพิจารณาจากพยานหลักฐานทุกประการแล้ว ก็ประชุมกันลงมติว่า "สมควรฟ้องศาลเพื่อเอาผิดพระธัมมชโย" แต่ต่อมา เมื่อดำเนินคดีไปได้หลายปีจวนจะจบแล้ว อัยการเกิดกลับใจกลับไปบอกศาลเสียใหม่ว่า "ไม่ติดใจเอาความกับพระธัมมชโยแล้ว" ตามเหตุผลที่ได้ยกมาอ้างข้างต้น
ดังนั้น การถอนฟ้อง จึงมิใช่การไม่ฟ้อง หากแต่เป็นการไม่ฟ้องโดยได้ฟ้องไปแล้ว
การถอนฟ้องพระธัมมชโยในครั้งนี้ มิใช่การตัดสินจากศาลอาญาว่า "พระธัมมชโยไม่ผิด" หากแต่เป็นการรอมชอมของอัยการก่อนศาลจะตัดสิน ซึ่งถ้าหากอ่านตามรูปการที่ว่า "คดีอาญายอมความไม่ได้" การถอนฟ้องครั้งนี้ก็ต้องนับว่าเป็นคดีมหัศจรรย์ หรือคดีทรงอิทธิพลแห่งยุคทีเดียว นั่นเป็นบทบาทและหน้าที่ของอัยการสูงสุด และทีนี้ก็จะเข้าสู่ข้ออ้างในการขอถอนฟ้องของอัยการ 3 ข้อข้างต้น ตามข้อแรกนั้น อัยการอ้างต่อศาลว่า "พระธัมมชโยได้คืนเงินให้แก่ทางวัดพระธรรมกายครบถ้วนทุกบาททุกสตังค์แล้ว ถือว่าได้ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จึงไม่มีเหตุผลที่จะฟ้องร้องเอาผิดอีกต่อไป"
ตรงนี้มีข้อวินิจฉัยใน 2 ประเด็น คือ
1. การที่พระธัมมชโยได้เบียดบังเงินวัดไปจัดซื้อจัดจ้างเป็นการส่วนตัวนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งครั้งแรกนั้นอัยการได้วินิจฉัยว่า "ผิด" จึงสั่งฟ้อง แต่เมื่อฟ้องไปได้เกือบสิ้นสุดคดีความแล้ว อัยการกลับอ้างว่า "พระธัมมชโยได้คืนเงินให้แก่วัดแล้วทุกบาททุกสตังค์ จึงไม่น่าจะฟ้องเพื่อเอาผิดอีก" เหตุผลก็คือ เพราะคืนเงินที่โกงมานั้นแล้ว ข้อสงสัยในประเด็นนี้ก็คือว่า ถ้าอัยการเห็นว่าการโกงเงินวัดนั้นเป็นความผิด เมื่อพระธัมมชโยได้โกงไป ก็แสดงว่าได้กระทำความผิดไปแล้ว แล้วอัยการก็สั่งฟ้อง แต่ตอนหลังพระธัมมชโยได้ขอไถ่โทษโดยการ "คืนเงินวัด" คำถามจึงมีว่า เมื่อมีการทำผิดนั้นครบถ้วนสมบูรณ์แล้วถือว่าเป็นความผิดหรือไม่ ? และการคืนเงินให้แก่วัดพระธรรมกายถือว่าเป็นการไถ่ถอนความผิดได้หรือไม่ ? ยกตัวอย่างเช่นว่า ถ้ามีการปล้นธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งโจรได้เงินไป 10 ล้านบาท ตอนหลังโจรถูกจับได้ และถูกส่งฟ้องศาลในคดีอาญา ต่อมาโจรนั้นสำนึกผิด ได้นำเอาเงินมาคืนให้แก่เจ้าทุกข์คือธนาคาร และอัยการก็เห็นว่าจำเลยได้คืนเงินแล้ว จึงเห็นสมควรถอนฟ้องต่อศาลอาญา การกระทำเช่นนี้มีเหตุผลสมกันในวิจารณญาณของอัยการสูงสุดหรือไม่ ? ซึ่งตรงนี้ ถ้าศาลยินยอมให้ถอนคดีออกไปได้ ก็ถือเป็นมาตรฐานได้ว่า ต่อไปถ้ามีพระรูปไหนโกงเงินวัดไป แล้วถูกดำเนินคดี ก็แก้ตัวง่ายๆ เพียงหาเงินมาคืนให้ อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือถอนฟ้อง ศาลก็สั่งปล่อยตัว ก็หมดมลทิน และอาจจะนำไปเทียบเคียงกับคดีโกงอื่นๆ ได้ด้วย โดยไม่ต้องมีการปรับไหมอะไรทั้งสิ้น
2. อัยการอ้างอิงพาดพิงถึงพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงมีพระสังฆราชวินิจฉัยไว้เป็น 2 ประเด็น คือ
2.1 พระธัมมชโยได้สอนสั่งพระธรรมวินัยระบุว่า พระไตรปิฎกบกพร่อง ก่อให้เกิดความแตกแยกในคณะสงฆ์เป็นสองฝ่าย ถือเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา เป็นอนันตริยกรรม 2.2 การเบียดบังทรัพย์สินของวัดไปเป็นสมบัติส่วนตัว พระธัมมชโยถ้าหากไม่มีเจตนาจะลักขโมยก็ต้องรีบคืนทรัพย์สินให้แก่วัดพระธรรมกายในทันทีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ มิเช่นนั้นก็เข้าข่ายอาบัติปาราชิกข้อที่ 2 ต้องสิ้นสุดจากความเป็นพระ ซึ่งตามประเด็นในพระลิขิตทั้งสองข้อนั้นก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เกี่ยวกับการทำลายพระธรรมคำสอน เป็นการสร้างความแตกแยกในคณะสงฆ์ ที่เรียกว่าสังฆเภท เป็นโทษขั้นอนันตริยกรรม ระดับเดียวกับข้อหาหนักอื่นๆ คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ และทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงเสียพระโลหิต พระธัมมชโยโดนคดีทางพระธรรมวินัยในข้อนี้ ซึ่งนับว่าสาหัสมาก ซึ่งส่วนที่เกี่ยวกับพระธรรมวินัยในข้อนี้ ต้องชี้ว่า "มิใช่อำนาจหน้าที่ของอัยการจะยื่นฟ้องต่อศาล" หากแต่เป็นอำนาจของ "ศาลสงฆ์" เท่านั้น ที่จะต้องพิจารณาไต่สวน ซึ่งคณะสงฆ์ได้ตั้งให้พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) วัดยานนาวา อดีตเจ้าคณะภาค 1 เป็นประธานในการสอบสวน ซึ่งได้สั่งปิดคดีไปหนหนึ่ง จนถึงพระพรหมโมลี (วิลาส) ถูกปลดจากกรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะภาค 1 ส่งผลให้พระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แทน และรับหน้าที่ประธานศาลสงฆ์สืบมา แม้กระทั่งวันนี้ศาลสงฆ์ก็ยังไม่สามารถลงมติได้ว่า "พระธัมมชโยผิดหรือถูก"
ดังนั้น การอ้างเอาผู้รู้ทางพระพุทธศาสนา เช่น อธิบดีกรมการศาสนา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือแม้แต่เจ้าคณะภาค 1 ซึ่งเป็นประธานศาลสงฆ์ มารับรองความบริสุทธิ์ของพระธัมมชโยในประเด็นเกี่ยวกับพระธรรมวินัย จึงน่าจะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของอัยการ อาจจะอ้างได้ก็เพียงเหตุผลเทียบเคียงเพื่อเพิ่มน้ำหนักหรือความชอบธรรมให้แก่จำเลยเท่านั้น เพราะอัยการไม่มีอำนาจสั่งฟ้องศาลในกรณีที่เกี่ยวกับพระธรรมวินัย และเพราะคณะสงฆ์ไทยก็มีศาลสงฆ์ไว้พิจารณาคดีนี้อยู่แล้ว จึงต้องแยกประเด็นให้ขัดเจนว่าอัยการฟ้องได้หรือไม่ได้ในประเด็นไหน ในข้ออ้างของอัยการเกี่ยวกับพยานบุคคลลำดับที่ 3 คือ เจ้าคณะภาค 1 ว่าได้รับรองว่าพระธัมมชโยมิได้สอนนอกกรอบพระธรรมวินัยแต่อย่างใด หากแต่ได้สอนถูกต้องตามกระบวนการในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น ตรงนี้มีประเด็นให้วินิจฉัยอีกข้อหนึ่ง คือว่า
เจ้าคณะภาค 1 เดิมปัจจุบัน คือ พระพรหมโมลี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติ (ที่สนับสนุนแม่ชีทศพร) นั้น ตามกฎนิคคหกรรมซึ่งเป็นกฏหมายสำหรับชำระคดีความทางสงฆ์ กำหนดให้เจ้าคณะภาค 1 เป็นประธานศาลสงฆ์ในคดีพระธัมมชโยโดยตำแหน่ง ซึ่งน่าแปลกใจว่า ประธานศาลสงฆ์ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีความของพระธัมมชโย กลับไปแสดงตัวเป็นพยานให้พระธัมมชโยในคดีอาญา ถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ? คือตัวเองเป็นผู้พิพากษาในคดีที่เกี่ยวกับพระธรรมวินัยนี้ แต่กลับไปเป็นพยานยืนยันช่วยเหลือพระธัมมชโยในอีกศาลหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องเดียวกันคือพระธรรมวินัย ในขณะที่ศาลสงฆ์ของตัวเองนั้นทำเป็นเก้ๆ กังๆ สืบสวนเนินนาบเนิ่นช้า จนป่านนี้ก็ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมาจากศาลสงฆ์ว่าพระธัมมชโยผิดหรือไม่ผิด นับเป็นความวิปริตในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยสมัยปัจจุบัน
ตามที่อัยการอ้างว่า "จำเลยที่ 1 กับพวกได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959,300,000 บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับพวก จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ครบถ้วนทุกประการแล้ว" จึงขอถอนฟ้อง ตรงนี้ต้องขอวิจารณ์ว่า คำอ้างของอัยการสมเหตุสมผลหรือไม่ ?
1. ที่อัยการสั่งฟ้องพระธัมมชโยไปนั้น เพราะมีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชออกมากระนั้นหรือ คือหมายความว่า แต่เดิมนั้นพระธัมมชโยกระด้างกระเดื่องต่อสมเด็จพระสังฆราช อัยการจึงสั่งฟ้อง หากแต่บัดนี้พระธัมมชโยกลับใจประพฤติตัวเสียใหม่แล้ว มิกระด้างกระเดื่องอีกต่อไป อัยการจึงเห็นสมควรถอนฟ้อง แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่า ตรงนี้มิใช่อำนาจหน้าที่วินิจฉัยของอัยการเลย เพราะอัยการมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวพันเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น มิได้เกี่ยวพันกับพระธรรมวินัยหรือพระวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราช เพราะไม่มีกฎหมายข้อไหนที่ระบุว่า "ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดฝ่าฝืนต่อพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช พระภิกษุสามเณรรูปนั้นมีความผิดเป็นคดีอาญา" ดังนั้นการอ้างว่า พระธัมมชโยปฏิบัติตามพระลิขิตทุกประการจึงขอถอนฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น หรือแม้แต่จะอ้างพระลิขิตเพื่อฟ้องก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
2. ในพระลิขิตระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า พระธรรมชโยได้เผยแพร่คำสอนนอกพระไตรปิฎก เป็นการทำลายพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ไทย ทั้งยังเป็นการสร้างความแตกแยกให้แก่คณะสงฆ์ไทย เป็นถึงระดับอนันตริยกรรม ตามข้อนี้แสดงว่า พระธัมมชโยเป็นตัวก่อการสร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนในชาติ และทำลายสถาบันศาสนา อัยการเห็นเช่นนั้นตามพระลิขิตจึงสั่งฟ้อง แต่บัดนี้ อัยการเองนั่นแหละกลับพลิกสำนวนเสียใหม่ว่า การดำเนินคดีกับพระธัมมชโยเสียอีกที่เป็นการสร้างความแตกแยกในชาติและศาสนา จึงมีคำถามต่อมาว่า ถ้าหากอัยการพิจารณาเห็นว่า การดำเนินคดีต่อพระธัมมชโยเป็นการสร้างความแตกแยกจริง เหตุไฉนจึงได้ดำเนินการฟ้องร้องพระธัมมชโยต่อศาล หรือว่าตอนนั้นมันมิได้พิจารณากันในจุดนี้ ซึ่งอัยการอาจจะมองไม่เห็น หรือพิจารณาไม่รอบคอบ จึงสั่งฟ้องไป บัดนี้เห็นภัยใหม่เกิดขึ้นจึงขอถอนฟ้อง เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ฟ้องไปถึงภูมิปัญญาในการทำงานเพื่อบ้านเมืองของอัยการสูงสุดเองว่าสมบูรณ์หรือบกพร่องเช่นใด
สรุปประเด็นนี้ชัดๆ ก็คือว่า อัยการอ้างเหตุผลขัดกันเอง คือแรกนั้นสั่งฟ้องเพราะเห็นว่าพระธัมมชโยเป็นตัวการทำลายชาติและศาสนา แต่ต่อมากลับเปลี่ยนใจใหม่ว่า การดำเนินคดีกับพระธัมมชโยเป็นการทำลายชาติและศาสนา ดังนั้น การยุติคดีต่อพระธัมมชโยจึงเป็นการรักษาไว้ซึ่งความสามัคคีในชาติ เอ่อ ยังงี้ก็มีด้วย ก็ดังที่ผู้เขียนได้สาธยายมาตามลำดับ คือว่า อัยการอ้างเอาพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชมาเป็นตัวหลักในการช่วยพระธัมมชโยให้พ้นจากการดำเนินคดี ทั้งๆ ที่อัยการไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาในพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชเลย อำนาจหน้าที่ของอัยการก็คือ พิจารณาดูว่า พฤติกรรมการเบียดบังทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายไปนั้นเป็นคดีอาญาหรือไม่ แล้วก็สั่งฟ้อง ก็แค่นั้น ส่วนพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชนั้นจะจริงหรือไม่จริง ก็มิใช่ประเด็นหลักที่จะนำมาอ้าง และเมื่อจะอ้างก็อ้างขัดกันอีก เพราะทีแรกก็อ้างว่าพระธัมมชโยผิดตามพระลิขิต จึงสั่งฟ้อง แต่ต่อมาก็อ้างว่า พระธัมมชโยได้ปฏิบัติตามพระลิขิตแล้ว จึงไม่ควรฟ้อง เพราะถ้าฟ้องก็จะเป็นการสร้างความแตกแยกในชาติ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นการสร้างสมานฉันท์ในชาติมากกว่า เพราะการสั่งลงโทษคนผิดนั้นถือเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ต้องตัดสินโดยไม่มีการลูบหน้าปะจมูก และในกฎหมายอาญาก็ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า "ถ้าพระหรือบุคคลใดมีอิทธิพลทางการเมืองหรือการศาสนามาก ก็ให้ใช้หลักรัฐศาสตร์ในการตัดสินคดี" ดังนี้เลย ยกเว้นก็แต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์
ประเด็นสุดท้ายที่อัยการนำมาอ้างขอถอนคดีจากศาลอาญาก็คือ "ขณะนี้ บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักร โดยเฉพาะพระภิกษุ สามเณร และประชาชนทั้งในและต่างประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ และไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้" ซึ่งประเด็นนี้ต้องวินิจฉัยกันยืดยาว คืออัยการเห็นว่า เวลานี้บ้านเมืองต้องการความสามัคคี การดำเนินคดีกับพระธัมมชโยจึงเป็นการขัดต่อความสามัคคีของคนในชาติ ทั้งยังเป็นการสร้างความแตกแยกในศาสนจักร ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงขอถอนฟ้อง ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องรัฐศาสตร์ มิใช่นิติศาสตร์
คำถามต่ออัยการก็คือว่า คดีความเช่นใดที่อัยการเห็นว่าถ้าฟ้องแล้วจะเป็นการสร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ ทั้งยังเป็นการเสียหายต่อศาสนจักร ถ้าเอาคดีพระธัมมชโยเป็นตัวอย่าง ก็ขอถามว่า คดีหลวงพี่เล็กใบ้หวยถือเป็นคดีที่สร้างความแตกแยกให้แก่ประเทศชาติและประชาชนไปจนถึงพระภิกษุสามเณรไหม คดีสันติอโศกด้วยใช่หรือไม่ แล้วทำไมสันติอโศกจึงถูกลงโทษ ขณะที่คดีธรรมกายกลับรอด นี่เป็นดับเบิ้ลแสตนดาร์ดหรือเปล่า ? เอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องล่ะ
การสอนสั่งนอกพระไตรปิฎกในประเด็นที่ว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ของพระธัมมชโยและสาวกธรรมกายนั้น พระธัมมชโยยอมรับหรือยังว่าตัวเองสอนผิด และขอสอนใหม่ ซึ่งต้องมีกระบวนการละทิ้งมิจฉาทิฐิในทางสงฆ์ แต่ถามว่า ที่อัยการอ้างมานั้นพระธัมมชโยได้ผ่านกระบวนการรับรองจากทางศาลสงฆ์แล้วหรือไม่ หรือแม้แต่การที่อัยการอ้างเอาเจ้าคณะภาคหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าศาลสงฆ์มาเป็นพยานช่วยในจุดนี้นั้นมันฟังขึ้นหรือไม่ ?
บทบาทของอัยการที่ออกมาจึงกลายเป็นว่า "อัยการมีใจเอนเอียงเข้าข้างพระธัมมชโย ฝักใฝ่ช่วยเหลือให้พระธัมมชโยหลุดคดี" จึงสู้อุตส่าห์เสาะหาเหตุผลเพื่อช่วยเหลือพระธัมมชโยให้รอดคดีอาญา ตามพฤติกรรมของอัยการที่ปรากฏชัดแล้ว
นี่เป็นข้อสงสัยของผู้เขียนต่อกระบวนการทางยุติธรรมของประเทศไทยในวันนี้
อย่างไรก็ตาม คดีธรรมกายนั้นนับว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พระสงฆ์ไทยต้องศึกษา จะได้รู้ว่า นอกจากเรื่องพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก และนิติศาสตร์แล้ว ยังมีรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ
การวินิจฉัยคดีความของอัยการและศาลไทยในวันนี้ มิได้ใช้แต่ประมวลกฎหมายอาญาแต่เพียงอย่างเดียวแล้ว ดูอย่างอัยการสิ อ้างมั่วตั้วไปหมด ขนาดประธานศาลสงฆ์ก็ยังถูกอ้างเป็นพยานช่วยเหลือจำเลยให้พ้นโทษ ! และศาลอาญาก็เชื่อเช่นนั้นด้วย นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลกโดยแท้
ยุทธวิธีในการบริหารคดีของหลวงพี่ธัมมชโยตั้งแต่เริ่มแรกในศาลสงฆ์และศาลอาญานั้นนับว่าคลาสสิกยิ่งนัก เป็นอะไรที่เรียกว่า "เคสสตั๊ดดี้" หรือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่งกว่าคดีสันติอโศก คือสันติอโศกนั้นดึงดันจะให้ศาลตัดสินให้สิ้นสุด แพ้หรือชนะไปว่ากันที่ศาลอาญา เรียกว่าเป็นการดับเครื่องชน ได้เป็นได้ เสียเป็นเสีย พังเป็นพัง ดับเป็นดับ แลกกันหนัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ใครดีใครอยู่ ซึ่งรู้ผลไปแล้ว แต่กับกรณีธรรมกายนี้ใช้วิธี "หนอนบ่อนไส้" ใช้คนเข้าประกบคณะผู้พิจารณาคดี ถ่วงคดีไว้ให้เนิ่นช้า ให้หมดอายุความ หรือถึงที่สุดก็ขอให้ศาลสงฆ์วินิจฉัยสั่ง "ไม่ฟ้อง" หรือวินิจฉัยว่า "ผิดเพียงเล็กน้อย" โดยอธิบายว่า "วัดพระธรรมกายยังไม่มีความรู้ในด้านพระอภิธรรมปิฎกอย่างเพียงพอ จึงต้องให้วัดพระธรรมกายตั้งสำนักเรียนพระอภิธรรมขึ้นมา จะได้ไม่สอนสั่งผิดแบบแผนคณะสงฆ์ไทยในพระไตรปิฎกอีกต่อไป" ซึ่งอ่านยังไงมันก็เป็นการช่วยเหลือกันดีๆ นี่เอง เพราะมีอย่างหรือ คนที่ประกาศตัวเองเป็นเจ้าลัทธิ อุตริตำหนิพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทยซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ทรงขวนขวายสร้างไว้คู่ชาติไทย แต่เมื่อถูกนำตัวขึ้นศาลสงฆ์แล้ว กลับถูกตำหนิเพียงแค่ว่า "ศึกษาพระอภิธรรมไม่กระจ่าง ต้องเรียนใหม่" เอ่อ แล้วนี่ถ้ามีพระสงฆ์ไทยรูปอื่นๆ อุตริสอนนอกพระธรรมวินัยเหมือนธัมมชโยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คงมิต้องเปิดโรงเรียนพระอภิธรรมเพื่อไถ่โทษทุกคดีหรือ
เมื่อพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) อดีตเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งเป็นประธานศาลสงฆ์สอบสวนพระธัมมชโยเป็นศาลแรกนั้น ท่านมีมติให้ตำหนิพระธัมมชโยในเรื่องความอ่อนด้อยในวิชาพระอภิธรรม จึงสั่งให้พระธัมมชโยไปเรียนพระอภิธรรมให้ลึกซึ้ง จะได้เข้าถึงหัวใจของพระไตรปิฎกว่างั้น ทั้งๆ ที่พระเณรไทยทั่วประเทศก็แทบไม่มีใครเรียนพระอภิธรรมจนจบหลักสูตรเลย เพราะในหลักสูตรภาคบังคับของคณะสงฆ์ไทย คือนักธรรมชั้นตรี โท และเอก นั้น ไม่มีวิชาพระอภิธรรมสอน ซึ่งตรงนี้ถ้าจะว่าพระธัมมชโยบกพร่องเพราะไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ก็ต้องตำหนิคณะสงฆ์ไทยหรือมหาเถรสมาคมเสียเองแหละว่า ไม่สั่งไม่สอน แล้วจะให้เขาตรัสรู้ได้อย่างไร จึงต้องถามด้วยว่า ถ้าใช้พระอภิธรรมเป็นหลักในการวินิจฉัยพระธรรมวินัย ในเมื่อพระสงฆ์ไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เรียนอภิธรรม ทำไมมหาเถรสมาคมจึงไม่บังคับให้พระสงฆ์ไทยทุกรูปต้องเรียนพระอภิธรรม จะได้ไม่สั่งผิดสอนผิดเหมือนพระธัมมชโย ตรงนี้กลับกลายเป็นความบกพร่องของระบบการศึกษาและการปกครองของคณะสงฆ์ไทยเสียเอง ต้องชอกช้ำระกำใจเมื่อทำอะไรเขาไม่ได้ จำใจต้องปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยจระเข้ลงหนอง ไปตามเวรตามกรรม เหตุการณ์ต่อมาก็คือว่า ทางวัดพระธรรมกายเล่นหัวหมอ เมื่อศาลสงฆ์ของหลวงพ่อวิลาศ วัดยานนาวา พิพากษาออกมาเช่นนี้ ก็ถือว่าผิดเพียงเล็กน้อย ธัมมชโยรอดตัวร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีผู้คนไม่พอใจได้ขอฟ้องต่อ ทีนี้วัดพระธรรมกายก็หัวหมอ ประกาศว่า "คดีที่สิ้นสุดไปแล้วนั้นจะฟื้นขึ้นมาใหม่ไม่ได้ เพราะผิดพระวินัย ใครรื้ออธิกรณ์ก็ต้องอาบัติ" ยันกันไปยันกันมา จนท้ายที่สุด พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ส่งผลให้ตำแหน่งประธานผู้พิพากษาคดีนี้สิ้นสุดไปด้วย พระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 และประธานศาลสงฆ์สืบต่อจากนั้น โดยมีมติมหาเถรสมาคมออกมาว่า "คฤหัสถ์สามารถฟ้องร้องพระสงฆ์ในทางพระธรรมวินัยได้" เทคนิกของทีมงานกฏหมายและพระธรรมวินัยขอวัดพระธรรมกายในการช่วยเหลือพระธัมมชโยก็คือ "ตัดตอนคดีไม่ให้สิ้นสุด" หรือถ้าจะสิ้นสุดก็ให้ "ผิดเบาและรื้อฟื้นไม่ได้"
มาจนถึงข่าววันนี้ที่อัยการขอถอนฟ้อง ทั้งๆ ที่ข่าวก็ระบุว่า เหลือพยานอีกเพียง 2 ปาก ศาลอาญาก็จะพิพากษาแล้ว แต่ธัมมชโยยังขยันวิ่งล็อบบี้อัยการสูงสุด ขอให้ถอนฟ้องก่อนคำพิพากษาจะออกมาในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า นับว่าเป็นกลยุทธ์สุดยอดทีเดียว แต่..แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่พระธัมมชโยและคณะวัดพระธรรมกายแสดงออกมานี้ ส่อแสดงให้เห็นว่า พระธัมมชโยและคณะวัดพระธรรมกายนั้น กลัวการซักฟอก กลัวคำพิพากษา ไม่กล้าฟังว่าตัวเองผิดยังไง จึงจำเป็นต้องหาทางตัดตอนคดีเสียแต่ตอนนี้ ซึ่งน่าเสียดายจริงว่า ถ้าท่านแน่ใจว่าท่านเป็นอัจฉริยะบุคคลแห่งยุค ระดับศาสตราจารย์เจ้าลัทธิ ผู้วางแผนสร้างวัดพระธรรมกายให้ยิ่งใหญ่ระดับโลกจริงแล้วไซร้ เหตุใดจึงไม่กล้าท้าพิสูจน์ในลัทธิธรรมกายของท่านว่ามันเป็นของจริงหรือของปลอม เหตุใดเล่า ในเมื่อจะค้าจะขายเป็นบุญเป็นพระประจำตัวหรือแม้แต่พระปลดหนี้ พวกท่านกลับประโคมโน้มน้าวว่าดีวิเศษอย่างโน้นอย่างนี้ วิชาธรรมกายเป็นสิ่งใหม่ในโลก หลวงพ่อสดตรัสรู้ด้วยตนเอง และต้องผ่องถ่ายเป็นวิชาลึกลับภายในสำนักวัดปากน้ำผ่านยายชีจันทร์สู่ธัมมชโยเท่านั้น แต่ในเมื่อต้องการท้าพิสูจน์ผ่านศาลว่าสิ่งที่ท่านอุตริสอนนั้นถูกหรือผิดตามหลักการในพระไตรปิฎก ท่านเสียเองที่รีบกลับคำว่า "ผมสอนผิด จะขอสอนใหม่ตามพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทย" ซึ่งเป็นการยอมรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า ทฤษฎีธรรมกายที่เคยอวดอ้างสรรพคุณมาทั้งหมดนั้นเหลวไหลไร้สาระ คือโกหกหลอกลวง เพราะท่านเองยอมรับว่าสอนผิด และขอสอนใหม่ แต่ถ้ามิเป็นจริงก็เป็นสิ่งที่ยินยอมกระทำไปด้วยใจคดโกง หลอกอัยการให้หลงเชื่อเพื่อให้ตนเองพ้นบ่วงคดีอาญาเป็นลิงหลอกเจ้าเท่านั้นเอง ซึ่งในสายตาของผู้รู้เมื่อรู้เห็นเช่นชาติเช่นนี้แล้ว เขาก็เห็นเป็นเพียง "คนกระจอก" กับ "คดีกระจอก" เท่านั้นเอง
หลวงตามหาบัว เคยเทศน์ว่า "เราเป็นนักรบของพระพุทธเจ้า" ถ้าท่านพร้อมที่จะปกป้องพระศาสนา เข้าร่วมโครงการที่ http://www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=174227445969409#!/note.php?note_id=158901190835368
ข้อมูล พระมหานรินทร์ นรินฺโท วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา http://www.alittlebuddha.com/
22 สิงหาคม 25491:30 P.M. Pacific Time. อ่านข่าวพระศาสนาโลกได้ที่ http://www.alittlebuddha.com/html/The%20Vision%20of%20P.M.Narin/The%20Vision%20of%20Phramaha%20Narin%2078.html
ผู้สรุปข้อมูล สมเกียรติ กาญจนชาติ วันที่ 21 พค.2554 อ่านบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ www.facebook.com/thaihistory




สมเด็จพระนเรศวร ประวัติศาสตร์ไทยไม่ควรลืมและเปิดเผยความจริง


ประวัติศาสตร์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ.วัดวรเชษฐ์ (นอกเกาะ) พระนครศรีอยุธยา (๔๑๙ ปีที่ถูกปกปิดความจริง)

โดยสมเกียรติ เบาะแสเมื่อ 2 มกราคม 2011 เวลา 11:36 น.
 ประวัติและความสำคัญ   พระราชพงศาวดารกล่าวว่า  สมเด็จพระเอกาทศรถทรงโปรดให้สร้างวัดขึ้นเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระเชษฐาของพระองค์โดยกล่าวชื่อวัดไว้ในพระราชพงศาวดารว่า ?วัดวรเชษฐ์? บ้าง ?วัดวรเชษฐาราม? บ้าง แต่มีวัดร้างในเขตพระนครศรีอยุธยาที่เรียกชื่อทำนองเดียวกันจำนวน  ๒  แห่ง  แห่งแรกตั้งอยู่ในกำแพงเมืองซึ่งในแผนที่พระนครศรีอยุธยาของพระยาโบราณราชธานินทร์  พ.ศ. ๒๔๖๙  ระบุชื่อว่า  ?วัดวรเชษฐาราม?   ยังเป็นชื่อเรียกในปัจจุบัน  แห่งที่สองตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทิศตะวันตกซึ่งในแผนที่พระนครศรีอยุธยาของ ดร. สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา  พ.ศ. ๒๕๑๐  ระบุชื่อว่า ?วัดประเชด?  แต่หลักฐานในคำให้การชาวกรุงเก่า  ระบุว่า  กองทัพของพม่าทัพหนึ่งที่ยกเข้ามา  ล้อมกรุงศรีอยุธยาเมื่อ  พ.ศ.  ๒๓๑๐  ตั้งอยู่ที่  ?วัดวรเชษฐ์?  ดังนั้น ต่อไปนี้จะใช้คำว่า ?วัดวรเชษฐาราม?  เมื่อกล่าวถึงวัดที่ตั้งอยู่ในเมือง  และใช้คำว่า  ?วัดวรเชษฐ์?  เมื่อกล่าวถึงวัดที่ตั้งอยู่นอกเมือง   พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ  (เจิม)  และฉบับพระราชหัตถเลขา  กล่าวเนื้อความตรงกัน  เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถทรงราชาภิเษก  ขึ้นครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา  เมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๘   ?ทรงสร้างวัดวรเชษฐารามวิหารอันรจนา  พระพุทธปฏิมามหาเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  สำเร็จกุฎีสถานปราการสมด้วยอรัญวาสี  แล้วก็สร้างพระไตรปิฏกธรรมจบบริบูรณ์ทั้งพระบาลีและอรรถกถาฎีกาคันถีวิวรณ์ทั้งปวง  จึงแต่งหอพระสัทธรรมเสร็จก็นิมนต์พระสงฆ์อรัญวาสีผู้ทรงศีลาธิคุณอันวิเศษมาอยู่ครองพระวรเชษฐารามนั้นแล้ว  ก็แต่งขุนหมื่นข้าหลวงไว้สำหรับอารามนั้น แล้วจำหน่ายพระราชทรัพย์ไว้ให้แต่งจตุปัจจัยไทยทานถวายแก่พระสงฆ์เป็นนิจกาล  แล้วให้แต่งฉทานศาลา  แล้วประทานพระราชทรัพย์  ให้แต่งโภชนาหารจังหันถวายแก่ภิกษุสงฆ์เป็นนิตยภัตรมิได้ขาด?  การก่อสร้างตามนัยแห่งพงศาวดารดังกล่าวมาเป็นการก่อสร้างก่อนที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ส่วนคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่า  เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถได้ครองราชสมบัติแล้ว  จึงให้ทำพระเมรุถวายพระเพลิงพระเชษฐาธิราช  แล้วทรงสร้างวัดอุทิศพระราชกุศลถวายพระเชษฐาธิราชวัดหนึ่ง  พระราชทานนามว่า  วัดวรเชษฐ์    และคำให้การขุนหลวงหาวัดให้ข้อมูลที่แตกต่างออกไปว่าสมเด็จพระเอกาทศรถ  สร้างวัดไว้ที่ถวายพระเพลิงพระนเรศวรแล้วจึงสมมุตินามเรียกว่า  วัดสบสวรรค์  พระองค์จึงสร้างวัดไว้ที่สวนฉลองพระองค์พระเชษฐาที่มาข้อมูลจาก http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=444.0
แต่ได้เกิดขบาบการที่ปกปิดความจริงเนื่องจากหวังในผลประโยชน์ ปัญหาที่เคยทำในสิ้นกรุงศรีอยุธยามาในอดีต และมีขบวนการนี้ในปัจจุบันดังจะสรุปเป็นเอกสารที่ท่านสามารถศึกษา โดยใช้วิจารณาญาณ ข้อมูลที่ http://picasaweb.google.co.th/ssomkiert 
http://picasaweb.google.com/poppop958/jNMWhB# 
พระปรางค์ที่บรรจุพระบรมศพ สมเด็จพระ นเรศวร วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๑๓๕ วันยุทธหัตถี คนไทยคงไม่ลืม (เราไม่ต้องหนุ่งผ้าแบบพม่า) ข่าวความผิดเจ้าคณะอำเภอที่ http://news.thaieasyjob.com/crime/show_news-23743-4.html http://thairecent.com/Politic/2009/460766/ 
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ http://picasaweb.google.com/ssomkiert/zqEUQH# 
พระกริ่งปวเรศ แบบเดียวที่ได้มอบให้ท่านเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้อมูล พระกริ่งปวเรศ ที่ http://dr-natachai.blogspot.com/
สรุป เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องในเรื่องที่เกิดขึ้นที่วัดวรเชษฐ์ ปัจุบันนี้ได้รับกรรมไปหลายท่านเช่น ๑.เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ข้าพเจ้าได้มอบพระกริ่งปวเรศ รุ่นแรก วัดบวร ไว้เพื่อหาทุนในการทำโครงการของข้าพเจ้า ได้รับแจ้งจากท่านก่อนมรณะภาพว่า หาไม่เจอไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน ๒.ทราบว่ามารดาของท่านเจ้าคณะอำเภอได้เสียชีวิตแล้ว มีท่านผู้ทรงปัญญากล่าวว่า การที่บุคคลหนึ่งมุ่งรายค่อผู้มีศีลมีธรรม บุคคลในครอบครั้วพ่อแม่พี่น้องลูกหลานต้องพลอยรับกรรมไปด้วย ๓.รองเจ้าอาวาสของท่านกำลังนอนรักษาตัวอยู่ที่ห้องICU
ข่าวล่าสุด เมื่อเวลา 21.00น. วันที่ 26 ธ.ค. นายอำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00น. วันที่ 26 ธ.ค. นางจุฬารัตน์ บุณยากร อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ หลังต้องเข้ารับการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ตั้งแต่ช่วงเดือนต.ค. ที่ผ่านมา และต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำการรักษา ประกอบกับช่วงหลังเกิดโรคแทรกซ้อน ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและเสียชีวิตในที่สุด
 ทั้งนี้จะมีพิธีพระราชทานน้ำอาบศพในวันที่ 27 ธ.ค. เวลา 17.00น. ที่วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ กำหนดการสวดพระอภิธรรมศพ วันที่ 27-30 ธ.ค. เวลา 19.00น. ที่วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร
  สำหรับนางจุฬารัตน์ บุณยากร เพิ่งเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่พ.ศ.2550 จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ข้อมูลจาก นสพ.คมชัดลึก
ล่าสุด สมเด็จพระมหาธีรจารย์ วัดชนะสงคราม ข้าพเจ้าได้เคยถวาย พระกริ่งปวเรศ ทองคำให้ท่าน ๑ องค์ 
มรณะภาพ วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ข้อมูลที่  http://www.thairath.co.th/content/edu/155198 
ดังนั้นในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ประชาชนชาวไทยทุกท่านควรศึกษาข้อมูลและลองไปเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ที่ วัดวรเชษฐ์ นอกเกาะ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อพิสูจน์ความจริงว่า ตอนนี้ดวงพระวิญาณ สมเด็จพระนเรศวร ท่านมีพลังที่เข้มแข็งขึ้นจริงหรือไม่ ท่านได้ทรงทำการยุทธหัตถี เพื่อปกป้องพระศาสนา และ ประชาชนในชาติ แต่ชาวไทยในปัจจุบันกลับลืมพระองค์ และหลายหน่วยงานที่ข้าพเจ้าได้ส่งเรื่องไป กลับไม่ยอมทำความจริงให้ปรากฎ ในวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๔ นี้จะมีพิธีบวงสรง ที่ วัดวรเชษฐ์ ของเรียนเชิญทุกท่านไปหาความจริงด้วนตนเอง และท่านสามารถสอบถามเรื่องราวได้จาก ท่านหลวงพ่อสิงห์ทน ที่ยอมเสียงสละในการเปิดเผยความจริงและถือ ธรรมะเป็นใหญ่ โดยท่านได้รับมอบหมายจากท่านเจ้าคุณ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงครามให้มาหาความจริงในเรื่องสำคัญของชาติไทย ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่มหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์และชาวไทยทั่งประเทศ ต้องยึดถือธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ รักษาธรรมวินัย เพื่อความความกตัญญู คือ ความรู้คุณ หมายถึงความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริบูรณ์ ต่อบูรพระกษัตริย์แผ่นดินไทย                     เขียนโดย สมเกียรติ กาญจนชาติ ๒ มกราคม ๒๕๕๔( ปีที่ธรรมเป็นใหญ่)
วัดวรเชษฐ์ นอกเกาะ จ.พระนครศรีอยุธยา สถานที่บรรจุพระบรมศพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ควรไปท่องเที่ยวเชิญประวัติศาสตร์ http://picasaweb.google.co.th/ssomkiert ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ http://www.facebook.com/profile.php?id=100001722216022#!/event.php?eid=192121917481160 
ข่าว วัดวรเชษฐ์ นอกเกาะ จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังมีเหตุการณ์วุ่นวายขณะนี้ โดยมีการขับไล่พระในวัดด้วยกัน ขอให้ท่านไปศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ จะทราบข้อเท็จจริงด้วยตนเองครับ
ภาพงานบวงสรวง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ข้อมูลจากผู้ศรัทธา
เรียนคุณสมเกียรติ์
นิวต้องขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญกับคุณสมเกียรติ์ในประเด็นเรื่องสมเด็จพระนเรศวร นิวพยายามส่งข้อความทางเฟสบุ๊คของคุณสมเดียรติ ปรากฎว่าเกิดเหตุขัดข้องที่คอมของนิว นิวขออภัยและขออนุญาติส่งให้ทางอีเมล์ของคุณสมเกียรติ์ซึ่งนิวได้มาจากเฟสบุ๊คของคุณสมเกียรติ์นะคะ นิวได้ฝันถึงสมเด็จพระนรเศวรเมื่อคืนวันที่ 28 ธ.ค. 2553 ท่านบอกนิวในบางเรื่องและให้นิวไปที่ "วัดพระนเรศวร" และในฝันก็บอกว่าต้องเป็นวัดที่มีเจดีย์นี้อยู่เท่านั้น ซึ่งในฝันนิวก็ไม่ทราบว่าวัดพระนเรศวรคือที่ไหนเพราะไม่เคยมีในการเรียนมาก่อน พอตื่นขึ้นมานิวได้พยายามหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตปรากฎว่าเจดีย์ที่นิวเห็นในฝันคือเจดีย์ที่บรรจุอัฐฐิของพระมหาเถรคันฉ่อง และเจดีย์ที่บรรจุอัฐฐิสมเด็จพระนเรศวร และในฝันท่านบอกนิวว่า...ช่วยจิตวิญญาณเหล่าทหารในที่นี้ที และท่านบอกให้นิวลองเข้าไปหาพวกจิตวิญญาณเหล่านั้นดู พระองค์ท่านบอกว่าพวกเขาไม่ทำอะไรเธอหลอก! ซึ่งในฝันจิตวิญญาณของหล่าทหารเป็นจำนวนมากกำลังรอบุญบารมีเป็นอย่างมากเพื่อปลดปล่อยพวกเขาไปสู่ภพภูมิที่ดี ซึ่งในฝันจิตวิญญาณเหล่านั้นไม่ได้มาทำร้ายอะไรนิวนะคะ เหมือนเขาต้องการบอกให้มีใครมาอุทิศบุญให้พวกเขา นิวขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมค่ะว่าการบวงสรวงฯ ควรมีการทำบุญ ปฏิบัติภาว (ซึ่งถือว่าเป็นบุญใหญ่) อุทิศบุญกุศลให้กับเหล่าทหารกล้าของสมเด็จพระนเรศวรด้วยน่าจะเป็นการดีนะคะ เพราะพวกเขาก็ได้ต่อสู้เพื่อประเทศชาติและพวกเราด้วยเหมือนกัน แต่ในฝันพระองค์ท่านดูมีพลังมากคะ มีแต่เหล่าทหารที่ยังมีพลังน้อยและเหมือนพวกเขาต้องการบุญเพิ่มด้วยคะ / ขอบพระคุณคะ
ข่าวประชาสัมพันธ์ จากข้าพเจ้า นาย สมเกียรติ กาญจนชาติ เนื่องด้วยการทำงานด้าน NGO นี้ต้องใช้ทุนในการดำเนินการโครงการต่างๆอีกมาก ท่านใดเห็นว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำนี้เป็นประโยชน์แก่สังคม ท่านสามารถมีส่วนร่วมในการบริจาคได้โดยเข้าศึกษาข้อมูลที่ http://picasaweb.google.co.th/ssomkiert  โทร 084-6514822
ข้อมูลสำคัญที่ http://www.facebook.com/note.php?note_id=182735668426186  
ข้อมูลสำคัญที่ https://picasaweb.google.com/ssomkiert/zqEUQH

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวจริยธรรม ที่ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบเพื่อความมั่นคงของชาติ

10ปีทบ.ใช้งบ900ล.ซ่อม'เบลล์212' เปิดข้อมูลลึกกองทัพบก 10 ปี หมดเงินซ่อมเฮลิคอปเตอร์ 'เบลล์ 212' แล้ว 900 ล. ผ่าน 3 บ.ค้าอาวุธใหญ่ โยงคอนเนกชันลึก 'บิ๊กพลเอก' กรณีเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตก 3 ครั้งในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน จากครั้งแรก เฮลิคอปเตอร์แบบฮิวอี้ ครั้งที่สองเฮลิคอปเตอร์แบบแบล็คฮอว์กที่แก่งกระจาน และล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นเฮลิคอปเตอร์แบบ เบลล์ 212 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ทั้ง 3 เหตุการณ์ทำให้กองทัพสูญเสียกำลังพลไปถึง 17 นาย แม้ทางกองทัพได้ออกมาชี้แจงว่าเป็นอุบัติเหตุ กระนั้น ได้ถูกตั้งคำถามถึงการจัดซื้อจัดจ้างด้วยเหมือนกัน ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ) ตรวจสอบพบว่า นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 กองทัพบก (กรมการขนส่งทหารบก) ใช้งบประมาณในการจัดซื้อจัดหาอะไหล่ ซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 (พล.ต.พิทยา กระจ่างวงศ์ ผบ.ศูนย์ฝึกการบิน ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันมีจำนวน 20 ลำ- นสพ.ไทยโพสต์ 25 ก.ค.2554) ไปแล้ว 901.8.ล้านบาท ผ่าน 3 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เบลล์ เฮลิคอปเตอร์ เอเซีย (พีทีอี) จำกัดจากสิงคโปร์จำนวน 24 ครั้ง วงเงิน 715.4 ล้านบาท (ไม่รวมจัดซื้อจัดจ้างแบบ 206 จำนวน 4 ครั้ง 16.7 ล้านบาท) 2.บริษัท โรยัลสกาย จำกัด 1 ครั้ง วงเงิน 26.2 ล้านบาท 3.บริษัท ริชมอนด์ จำกัด 2 ครั้ง วงเงิน 160.2 ล้านบาท ทั้ง 3 บริษัทเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่และเป็นคู่ค้ากับกองทัพมานาน โดย 1 ใน 3 รายมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพยศพลเอกคนหนึ่ง ในส่วนของ บริษัท เบลล์ เฮลิคอปเตอร์ เอเซีย (พีทีอี) จำกัด การจัดซื้อจัดจ้างชิ้นส่วน เฮลิคอปเตอร์ครั้งใหญ่ จำนวน 791 รายการ เกิดขึ้นวันที่ 30 กันยายน 2552 วงเงิน 369.9 บาท รองลงมา 6 รายการ 37.5 ล้านบาท วันที่ 11 ก.ย. 2552 และ 36.7 ล้านบาท จำนวน 7 รายการ วันที่ 30 กันยายน 2553 การจัดซื้อจัดจ้างผ่าน บริษัท โรยัลสกาย จำกัด1 ครั้ง 1รายการ 26.2 ล้านบาท เกิดขึ้นวันที่ 30 มีนาคม 2552 และการจัดซื้อจัดจ้างผ่าน บริษัท ริชมอนด์ จำกัด 2ครั้ง ครั้งแรก จำนวน 9 รายการ วงเงิน 37.9 ล้านบาท วันที่ 18 ธันวาคม 2551 ครั้งที่สอง จำนวน 7 รายการ 122.36 ล้านบาท วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 เบ็ดเสร็จมีการใช้เงินผ่าน 3 บริษัท 918.5 ล้านบาท .................…. (หมายเหตุ : ที่มา : ศูนย์ข้อมูล &ข่าวสืบสวน ฯ (TCIJ) http://www.tcijthai.com/)

ข่าวทุจริต เพราะไร้จริยธรรม ของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ถ้าไม่นำศีลธรรมกลับมา คงสิ้นชาติไทย 'รถ-เรือดับเพลิง'วุ่นเดือดซัด‘อภิรักษ์’ 'รถ-เรือดับเพลิง' วุ่น อดีตผอ.สำนักป้องกันภัย กทม. เดือดซัด ‘อภิรักษ์’ ทำป่วน แฉยับ การเมืองเล่นงาน ด้านเจ้าตัวนัดแถลง แจงคดีวันนี้ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ส่งทนายฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีฮั้วประมูลรถ-เรือดับเพลิง มูลค่า 6,687,489,000 บาท ว่า หากศาลรับฟ้อง เขาก็ให้ทนายจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหา "ผมไม่เคยทุจริต ไม่มีอะไรกังวล เพราะได้ทำตามหน้าที่ เรื่องนี้ ผมก็ไม่เคยเป็นคนอนุมัติโครงการ ผู้ใหญ่เป็นคนเสนอเรื่อง ผมไม่ได้เป็นคนคิดเอง เมื่อผู้ใหญ่ตกลงซื้อ ผมก็ทำหน้าที่ในตอนนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง เพราะถ้าไม่มีการฟ้องผม ก็จะไม่รู้จะไปฟ้องใคร" พล.ต.ต.อธิลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ขอถามปปช.ว่า รู้ได้อย่างไรว่า โครงการนี้มีมูลค่าสูง แล้วตอนนี้หาได้หรือไม่ว่า บริษัทไสตเออร์ ขายให้ที่ไหนถูกกว่ากัน เรื่องนี้ ถ้าไม่ต้องการซื้อ แล้วนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้ว่าฯกทม.ไปเปิดแอลซีทำไม เพราะสัญญาก็ระบุชัดว่า ถ้าไม่มีการเปิดแอลซี ก็สามารถยกเลิกโครงการทั้งหมดได้ "ผมไม่มีอำนาจเปิด ถ้าผู้ว่าฯกทม.ขณะนั้นไม่สั่ง แต่ในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯกทม.ขณะนั้น ก็สั่งให้มีการเปิดแอลซี ผมก็ทำตาม แล้วพอนายอภิรักษ์ ได้เป็นผู้ว่าฯกทม. ก็ไปเปิดแอลซี แล้วก็มายกเลิก จนกระทั่งก็มีการเปิดแอลซีอีกครั้ง เรื่องก็เป็นปัญหาขึ้นมา เพราะถ้าไม่เปิดทุกอย่างก็จบ" พล.ต.ต.อธิลักษณ์ กล่าวว่า เขาเกษียณไปนานแล้ว ไม่เกี่ยวอะไร สัญญาต่อรองกันเลอะเทอะ แต่เขาไม่เกี่ยว ที่ผ่านมา ปปช. ก็ไม่เคยเรียกไปสอบ แต่กลับมาชี้ว่า เขาผิด "ผิดก็ผิด ระดับผมไม่มีปัญญาใช้เงินซื้อ 6 พันล้าน ฝันยังไม่ถึงเลย ผมไม่กลัว ผมไม่ทุจริต บาปกรรมมันมีจริง ให้มาเช็คธุรกรรมการเงินผมได้ ถามว่า ผมรู้จักกับนักการเมืองหรือไม่ ถ้ารู้จักนายประชา (มาลีนนท์) นายโภคิน (พลกุล) หรือนายสมัคร(สุนทรเวช) แต่ทำไมผมไม่เป็นใหญ่เป็นโต ชีวิตผมไม่เคยสนใจการเมือง ขออยู่เฉยๆ ถ้าผมร่วมมือกับพวกนี้ ผมก็เป็นใหญ่เป็นโตไปแล้ว” พล.ต.ต.อธิลักษณ์ กล่าว อภิรักษ์’ นัดแถลงเปิดใจ แจงทุกเรื่องวันนี้ ด้านนายอภิรักษ์ เปิดเผยทางโทรศัพท์สั้น ๆ ว่า จะแถลงข่าวเรื่องนี้ เวลา 10.30 น. วันนี้ (26ก.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์

การลงนามถวาย พระพร สมเด็จพระสังฆราช

ท่านสามารถไปลงนามถวายพระพร ได้ที่ โรงพยาบาลจุฬา ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล ชั้น6

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทศน์มหาชาติ เพื่อ พระเจ้าอยู่หัว

ในหลวง-พระราชินีทรงสดับพระธรรมเทศนา วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม 2554 เวลา 19:32 น เนื้อหาข่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว-สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสดับพระธรรมเทศนามหาชาติเวสสันดร “กัณฑ์ทศพร 19 พระคาถา” ในงานเทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาฯ พสกนิกรเฝ้าฯ รับเสด็จแน่นสองฟากฝั่งถนน เมื่อเวลา 17.37 น. วันที่ 20 ก.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินจากที่ประทับชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช โดยรถเข็นพระที่นั่ง การนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ รศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีนิน หัวหน้าสำนักงานศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นผู้ถวายการเข็นรถพระที่นั่ง พร้อมคณะแพทย์ พยาบาล โดยเสด็จด้วยรถยนต์พระที่นั่งผ่านตึกอานันทราช ไปยังหอประชุมราชแพทยาลัย ในขณะเสด็จฯ พระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพักตร์ที่สดใส แย้มพระสรวลให้แก่พสกนิกร ประชาชนต่างกู่ร้องทรงพระเจริญดังกึกก้องทั่วทั้งโรงพยาบาลศิริราช ประชาชนต่างพร้อมใจกัน เพื่อมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ และชูภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ตามสองฟากฝั่งถนน ทั้งใน และด้านนอกของโรงพยาบาลศิริราชอย่างเนืองแน่น ท่ามกลางสายฝน ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอยู่ในฉลองพระองค์สูทสีเทา ทับฉลองพระองค์เชิ้ตสีขาว เนคไทสีน้ำเงิน สนับเพลาสีเทา ฉลองพระบาทสีดำ และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้สีทอง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “เทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเฉลิมพระเกียรติ 79 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล” และทรงสดับพระธรรมเทศนามหาชาติเวสสันดร “กัณฑ์ทศพร 19 พระคาถา” ณ หอประชุมราชแพทยาลัย โรงพยาบาลศิริราช ในการนี้ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานคณะกรรมการจัดงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงหอประชุมราชแพทยาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงคม และ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ ประธานคณะกรรมการจัดงาน กราบบังคมทูลรายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดเทียนที่โคมเวียน แล้วพระราชทานให้เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปตั้งที่โต๊ะหมู่ข้างพานแว่นฟ้า ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชายิ่ง และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงคม พระราชธรรมวาทีขึ้นนั่งยังธรรมาสน์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์ พระราชทานให้เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปตั้งที่ธรรมาสน์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม ทรงศีล พระราชธรรมวาที ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนา “กัณฑ์ทศพร 19 พระคาถา” จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก จากนั้น ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายของที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ รองศาสตราจารย์อนุพันธ์ ตันติวงศ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายของที่ระลึกแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อได้เวลาอันสมควรจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ เทศน์มหาชาติจะมีทั้งหมด 13 กัณฑ์ ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสดับพระธรรมเทศนามหาชาติเวสสันดร “กัณฑ์ทศพร 19 พระคาถา” โดยเป็นกัณฑ์ที่ 1 ทศพร 19 พระคาถา อันว่าด้วยพรสิบประการ ที่พระอินทร์ทรงประทานแก่นางเทพธิดาชื่อว่า ผุสดี ผู้เป็นมเหสี ซึ่งทูลขอไว้ในวันจะจุติจากสวรรค์ลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ลักษณะพร 10 ประการ ที่พระนางทูลขอ เช่น “ขอเกิดในสีวีปราสาท ขอให้จักษุชาติคมขำ ขอให้คิ้วโก่งโขนงดำ ขอให้มีนามว่า ผุสดี ขอให้ได้พระโอรสผู้มีบุญ ขอให้ท้องไม่นูนเมื่อครรภ์มี” เป็นต้น อานิสงส์ที่ได้จากการฟัง และการบูชากัณฑ์ทศพร คือ จะได้รู้จักเป้าหมายในการอธิษฐานใจในการทำบุญทำกุศลว่า หวังจะให้ตนได้ประสบสุขอย่างไรบ้าง งานเทศน์มหาชาตินี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 ก.ค. เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเฉลิมพระเกียรติ 79 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้ง เพื่อรวบรวมจตุปัจจัยจากการจัดเทศน์มหาชาติ นำไปสมทบทุนสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช เพื่อผู้ป่วย ถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ ประเทศไทยจะมีสถาบันการแพทย์ที่มีศักยภาพแข่งขันกับนานาชาติ ทั้งด้านวิจัย การศึกษา การบริการ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสถาบันอื่น ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ ทั้งนี้ มี สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดหาทุน และประธานคณะกรรมการฝ่ายหารายได้ และ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการฝ่ายฆราวาส นอกจากนี้ ยังมีการแสดงประกอบเทศน์มหาชาติแต่ละกัณฑ์จากคณะศรราม น้ำเพชร และนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นอกจากนี้ ยังมีสาธิตการทำเครื่องบูชาสด และการฝึกอาชีพ 108 อาชีพ ของนักเรียนอาชีวศึกษา มาบริการแก่ประชาชนตลอดงาน ณ หอประชุมราชแพทยาลัย รพ.ศิริราช สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ รพ.ศิริราช โทร. 0 2419 7646-56 การเทศน์มหาชาติ เป็นการถ่ายทอดบทบาทชีวิตพระเวสสันดร ผู้มีความโอบอ้อมอารี บำเพ็ญทานบารมียิ่งใหญ่ในฐานะพระโพธิสัตว์ จัดเป็นเรื่องราวที่มีคุณค่าแก่การศึกษา เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาแก่สังคมในยุคปัจจุบัน การเทศน์มหาชาตินี้ เป็นประเพณีโบราณที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน ไม่ล้าสมัย เพราะเป็นคติสอนใจคนในสังคมได้ทั้งในวันนี้ และวันหน้า จนกล่าวกันว่า เป็นคัมภีร์เล่มใหญ่ที่จะช่วยให้สังคมไทยมีทางออกในยุควิกฤต นอกจากนั้น ในทางพุทธศาสนายังเชื่อกันว่า ถ้าได้ฟังเทศน์มหาชาติครบ 13 กัณฑ์ และดำเนินชีวิตตามหลักธรรมะที่ประมวลไว้ในคัมภีร์ จะได้รับผลดีถึง 3 ขั้น คือ 1.ชาตินี้ ชีวิตจะสุขเย็นดังเช่นอริยชน เพราะมีธรรมะรักษา 2.ครั้นแตกกายทำลายขันธ์ จะมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า 3.จะได้พบพระศาสนาของพระศรีอริยเมตตรัยในอนาคต.

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปาฎิหารย์ แห่ง สมเด็จพระสังฆราช ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ?

ปาฏิหารย์...แห่งสมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู กรุงเทพฯ ในห้วงเช้าอากาศครึ้ม สายหมอกโปรยปรายบางเบา จิตแจ่มใสมาก และได้หวนระลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์เป็นพระภิกษุที่สำรวมในจริยวัตรอันงดงามยิ่ง ปีนี้พระองค์มีพระชนมายุ ๙๘ ชันษาแล้ว แต่ผิวพรรณบารมีของพระองค์ยังผ่องใสและเป็นที่ปีติยินดีแด่ผู้ที่ได้เฝ้ากราบอยู่เสมอ พระองค์ไม่เคยทรงทอดทิ้งธุระในกิจการสงฆ์เลย ให้ความสนพระทัยสม่ำเสมอ แม้ในกาลปัจจุบันนี้ก็ยังทรงปฏิบัติของพระองค์อย่างเงียบๆ เรียบง่ายเสมอมา ทรงเป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติกรรมฐานควบคู่กับการศึกษาทางด้านปริยัติธรรมมาแต่ครั้งเป็นพระหนุ่มเณร ดังนั้น จิตของพระองค์จึงมากด้วยอานุภาพอะไรบางอย่างที่น่าพิศวงนัก แต่เรื่องราวในห้วงทำนองนี้น้อยนักที่จะมีผู้ใดนำมากล่าวถึง สิ่งที่นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังในคราวนี้ ส่วนหนึ่งได้ฟังจากผู้ที่สนองงานพระองค์มาหลายสิบปี หลายท่านหลายคน ทั้งผู้ที่เป็นบรรพชิตและฆราวาส คงจำได้ข่าวใหญ่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเมื่อหลายสิบปีก่อน ไฟไหม้ที่บางลำพู หลังวัดบวรนิเวศ ซึ่งตรงนั้นชาวบ้านอาศัยกันอยู่อย่างเนืองแน่ ไฟได้เริ่มลุกขึ้นโหมแดง เสียงรถน้ำของตำรวจหลายสิบคันมุ่งหน้ามาที่ซอยนี้ แต่ทว่ายังเข้าไม่ได้เพราะซอยเล็กมาก มีเรื่องเล่ากันว่า ในวันนั้นพระองค์ทรงประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ไม่มีภารกิจเสด็จไปไหน เมื่อทรงทราบข่าวว่ามีไฟไหม้หลังวัด ทรงดำเนินลงจากพระตำหนักมาทอดพระเนตรไปยังจุดที่เกิดเหตุอย่างจิตใจที่ตั้งมั่น ไม่มีผู้ใดทราบได้ว่าพระองค์ทรงดำริอะไร แม้แต่พระผู้ที่ติดตามในวันนั้น นายตำรวจที่ติดตามในวันนั้นเองก็ไม่ทราบ แต่ความอัศจรรย์ของอานุภาพแห่งธรรมได้ปรากฏ เมื่อพระองค์ละสายตาจากการทอดพระเนตรที่เพ่งมองด้วยจิตตั้งมั่นแล้วไม่ช้าไม่นาน ไฟที่ลุกโชตินั้นค่อยๆ สงบลงอย่างช้าๆ ทีละน้อยทีละน้อย ทั้งที่รถน้ำยังไม่ได้ทำการฉีดน้ำสักหยด ข่าวได้แพร่สะพัดไปอย่างอื้ออึงว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จอธิษฐานจิตดับไฟหลังวัดบวรนิเวศ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่อยู่อาศัย นี่ก็นับได้ว่าเป็นความอัศจรรย์ของอานุภาพแห่งธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งจะปรากฏและมีได้ต่อผู้ที่มีศีลและธรรมอันบริสุทธิ์ พระองค์เคยตรัสสอนเหล่าภิกษุนวกะบ้างพอสังเขปในเรื่องลักษณะเหตุแห่งธรรม ทรงตรัสว่า หากเรามีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิที่สงบ จิตตั้งมั่นดีแล้ว อะไรๆ ก็ปรากฏเกิดขึ้นได้ สิ่งเหล่านั้นก็เป็นธรรมะชนิดหนึ่งเหมือนกัน ด.ต.ปัญญา เกิดท้วม ตำรวจในสังกัดกองปราบปราม มีหน้าที่ถวายการอารักขาด้านการจราจร ในการเสด็จสนองงานต่อพระองค์มาหลายสิบปี เล่าให้ฟังว่า ผู้ใดก็ตามที่ได้มากราบพระองค์แล้วจะมีความรู้สึกเป็นสุข สงบ และร่มเย็นในจิตใจเป็นพิเศษ เชื่อเหลือเกินว่าคงเป็นเพราะอำนาจแห่งบารมีธรรมของพระองค์ท่าน แม้วันนี้ก็ยังทรงเป็นผู้ที่บารมีธรรมอันยิ่ง ทรงสุขภาพแข็งแรง รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหลายอย่างดี เพียงแต่ทรงเคลื่อนไหวพระองค์ช้าลง คิดว่าเป็นเรื่องปกติของผู้สูงอายุที่เป็นเหมือนๆ กัน พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีของพระภิกษุยิ่งนัก ทรงแสดงออกถึงสิ่งที่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ในบางคราวทรงพบกับพระเถระที่มีพรรษามากกว่าแต่ทางด้านสมณศักดิ์น้อยกว่า พระองค์ก็ทรงกราบพระเถระรูปนั้นโดยยึดถือตามหลักพระธรรมวินัย ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติมากกว่าสมณศักดิ์ เรื่องราวปาฏิหาริย์แห่งสมเด็จยังมีอีกมาก มีเรื่องเล่ากันว่า ในคราวที่นำเอาพระบรมสารีริกธาตุนั้นมาบรรจุเอาไว้ พระองค์ประทับอยู่ด้านหน้าของเจดีย์มิได้เสด็จขึ้นไปดู เพียงแต่ให้พระสงฆ์องค์เณรและช่างเป็นผู้อัญเชิญขึ้นไปประดิษฐาน โดยมีกระเช้าเป็นพาหนะนำขึ้นไป ครั้นเมื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุแล้วเสร็จก็ปิดพระเจดีย์ จึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ ในระหว่างทางนั้นพระองค์ประทับนั่งสมาธิมาโดยตลอด จนเกือบถึงกรุงเทพฯ ทรงตรัสว่า "พรุ่งนี้ต้องกลับไปที่วัดญาณฯ ใหม่อีกครั้ง เพราะอัญเชิญวางพระบรมสารีริกธาตุไม่ตรง" เมื่อเสด็จถึงวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงเสด็จขึ้นตำหนักพักอิริยาบท ลูกศิษย์ต่างก็ประสานงานไปที่วัดญาณฯ อีกครั้งว่า พระองค์จะเสด็จไปอีกเพราะทรงตรัสว่าอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุวางไม่ตรง ทุกวันพระองค์จะตื่นประมาณ 04.00 น.เพื่อสวดมนต์ไหว้พระและภาวนาสมาธิเป็นลำดับ กระทั่งรุ่งอรุณเป็นกิจวัตรประจำวันที่ทรงปฏิบัติมา ครั้นพอ 09.00 น.เศษ ทรงเสด็จลงเสวยพระกระยาหาร พระองค์เสวยเพียงมื้อเดียว และไม่โปรดฉันมังสะ (อาหารประเภทเนื้อ) ต่างๆ เว้นเสียแต่เนื้อปลาบ้างเล็กน้อย เมื่อมีผู้เข้ามาขอเฝ้า ทรงมีพระเมตตาเสมอเหมือนกันหมด ครั้นเมื่อแล้วเสร็จก็เสด็จไปวัดญาณฯ พระองค์ไม่ค่อยจะตรัสอะไรมากนัก ในวันหนึ่งๆ ทรงสำรวมในพระปาฏิโมกข์ยิ่งนัก เว้นเสียแต่ภารกิจสำคัญที่ต้องตรัส อาทิ เทศนา หรือปาฐกถาธรรม ระหว่างทางทรงประทับนิ่งด้วยจิตรวมเป็นหนึ่งในสมาธิอันยิ่งตลอดการเดินทาง ครั้นถึงวัดญาณฯ เสด็จตรงไปที่พระเจดีย์ จากนั้นเสด็จขึ้นกระเช้าเป็นพาหนะขึ้นไป มีทั้งช่างและพระเณรที่คอยอุปัฏฐากตามเสด็จด้วย เมื่อเปิดช่องของพระเจดีย์ออก ทุกคนที่เห็นต่างต้องตกตะลึง เพราะเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้นเอียงเอนไม่ตรงอยู่จริง ตามที่ทรงตรัสไว้เมื่อวาน ระหว่างที่ประทับอยู่บนรถยนต์พระที่นั่งตอนที่เสด็จกลับกรุงเทพฯ ทรงอธิษฐานจิตแล้วเอื้อมพระหัตถ์ทั้งสองประคองเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั้นให้ตรงและห่างจากช่องที่มีประตูเปิดปิด ทรงอธิษฐานจิตอีกครั้งหนึ่งแล้วเสด็จลง ใครหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์จึงเชื่อมั่นและศรัทธาในพระองค์ยิ่งนักว่าเป็นผู้มีธรรมอันเกษมโดยแท้ ทรงมีญาณทิพย์วิเศษด้วยวาระจิตแห่งธรรมที่ทรงสามารถรู้กาลต่างๆ ได้อย่างอัศจรรย์นัก แม้วันนี้พระองค์จะมีพระชนมายุ 98 พรรษาแล้ว แต่สิ่งที่ปรากฏในดวงจิตยังคงบริสุทธิ์มิจางคลาย เป็นธรรมอันเกษมปรากฏอยู่ ผู้ใดที่มีโอกาสได้เฝ้าพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งเป็นสถานที่ประทับรักษาพระวรกาย ย่อมจะได้ยลพระบารมีอันผ่องใสฉายแววบริสุทธิ์ออกมา ใครได้เข้าใกล้ได้กราบพระองค์ย่อมเกิดปีติ สงบเย็นในจิตอย่างยากที่จะอธิบายได้ นี่แหละที่เรียกว่า อำนาจแห่งบารมีธรรม ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19 ของแผ่นดินรัตนโกสินทร์จะค่อยๆ นำมาเล่า ท่านสามารถอ่านและศึกษาต่อได้ใน blog ของ somkiert

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สมเด็จพระสังฆราช อาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา (15 ค่ำ เดือน 8) วัน อาสาฬหบูชา คือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวัน หนึ่ง ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน หลังจาก สมเด็จพระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญ เดือน 6 แล้ว ได้ทรงใช้เวลาทบทวนสัจธรรมและทรงคำนึงว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นี้ลึกซึ้ง มาก ยากที่ผู้อื่นจะรู้ตาม แต่อาศัยพระกรุณานี้เป็นที่ตั้งจึงทรงพิจารณาแบ่ง บุคคลออกเป็น 4 ประเภทคือ อุคฆติตัญญู ผู้ที่สามารถรู้ธรรมวิเศษได้ทันทีทันใดในขณะที่มีผู้สั่งสอน เปรียบเหมือนดอกบัวที่โผล่ขึ้นพ้นน้ำแล้ว พร้อมที่จะบานเมื่อได้ได้รับแสงอาทิตย์ในวันนั้น วิปัจจิตัญญู สามารถรู้ธรรมวิเศษได้ ต่อเมื่อท่านได้ขยายความให้พิสดารออกไป เปรียบเหมือนดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอระดับน้ำ จะบานในวันรุ่งขึ้น เนยยะ ผู้ที่พากเพียรพยายาม ฟัง คิด ถาม ท่องอยู่เสมอไม่ทอดทิ้ง จึงได้รู้ธรรมวิเศษเปรียบเหมือนดอกบัวที่ยังไม่โผล่ขึ้นจากน้ำ แต่เมื่อได้รับการหล่อเลี้ยงจากน้ำแล้ว ก็ย่อมจะโผล่และบานขึ้นในวันต่อ ๆ ไป ปทปรมะ ผู้ที่แม้ฟัง คิด ถาม ท่องแล้ว ก็ไม่สามารถรู้ธรรมวิเศษได้ เปรียบเหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำกับเปือกตม รังแต่จะเป็นอาหารเต่าและปลา เมื่อทรงเล็งเห็นเหตุนี้แล้ว พระพุทธองค์ตกลงพระทัยที่จะสอนบุคคลประเภทแรกก่อน จึงเสร็จจากตำบลพระศรีมหาโพธิ ถึงกรุงพาราณสี ในตอนเย็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน อาสาฬหะ ประทับแรมอยู่กับพระปัญจวัคคีย์นั้น รุ่งขึ้นวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตตสูตรโปรดพระปัญจวัคคีย์ สรุปลงด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ ความ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์ มรรค ทางที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเทศนาเป็นกัณฑ์แรก จึงเรียกเทศฯกัณฑ์นี้ว่า "ปฐมเทศนา" ขณะที่ทรงแสดงธรรมอยู่นั้น ท่าน โกณฑัญญะ หรือ อัญญาโกณฑัญญะ หัวหน้าคณะปัญจวัคคีย์มีความเข้าใจในหลักสัจธรรมของพระองค์ จึงได้สมัครเข้าเป็นสาวก นับเป็น"ปฐมสาวก" ของพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นพระอัญญาโกณฑัญญะทูลขออุปสมบท ซึ่งพระพุทธองค์ประทานอนุญาต ด้วย "เอหิภิกขุ อุปสัมปทา" นับเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระศาสนาที่บวชตามพระพุทธองค์ จะเห็นได้ว่า ปรากฏการณ์สำคัญ ๆ ในวันนี้มีถึง 4 ประการ ด้วยกันคือ เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ปฐมเทศนา เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ ปฐมสาวก เป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นใน โลก เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ เดิมวันนี้ไม่มีพิธีพิเศษ คงเนื่องมาจากวันก่อนเข้าพรรษาเพียงวันเดียว ประชาชนชาวพุทธได้ประกอบการบุญการกุศลเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ต่อมาสังฆมนตรี มีมติให้ชาวพุทธประกอบการบูชาเป็นพิเศษในวันนี้ และเรียกว่า "วัน อาสาฬหบูชา" เมื่อรัฐบาลเห็นชอบด้วยจึงนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชา นุมัติ จึงนับแต่ปี พ.ศ. 2504 จนถึงปัจจุบัน เมื่อถึงวัน อาสาฬหบูชาพวกเราชาวพุทธ ต่างก็ประกอบการบูชาเป็นพิเศษตลอดวันนั้น นับตั้งแต่รับศีล ฟังเทศน์ สนทนาธรรม สวดมนต์ เดินเวียนเทียนพระพุทธสถาน เช่น รอบโบสถ์ วิหาร เจดีย์ หรือต้นศรีมหาโพธิ เป็นต้น เช่นเดียวกันวันมาฆบูชา วิสาขบูชา ต่างกันที่เปลี่ยนคำบูชาพระก่อนเวียนเทียนตามประกาศของสำนักสังฆนายก ขอขอบพระคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : http://www.tlcthai.com พระสังฆราช ประทานโอวาท วันอาสาฬหบูชา พระสังฆราช ประทานโอวาท วันอาสาฬหบูชา ( สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แจ้งพระสังฆราช ประทานโอวาทวันอาสาฬหบูชา สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แจ้งว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท วันอาสาฬหบูชา พ.ศ.2553 ความว่า วันอาสาฬหบูชา เป็นวันบูชาที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในพุทธศาสนา ตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือ เดือนอาสาฬหะ เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากได้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ 2 เดือน ได้ทรงแสดงพระปฐมเทศนา ทรงประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี ท่านโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ว่า "สิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา" โดย สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปล่งพระพุทธวาจาให้เป็นที่ประจักษ์ว่า อัญญาโกณฑัญญะ คือ "โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ" วันนั้นจึงเป็นวันที่พระรัตนตรัยเกิดครบองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์แรกที่เกิดขึ้นคือ ท่านโกณฑัญญะ ด้วยพระบารมี พระรัตนตรัย จงมั่นใจ และจงปฏิบัติเทิดทูนบูชาพระรัตนตรัย ให้เต็มจิตใจทุกเวลา ขออำนวยพร ขอขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี จะตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกหนึ่งวัน นั่นคือ "วันอาสาฬหบูชา" ซึ่งในปี พ.ศ.2554 นี้ วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันที่ 15 กรกฎาคม และวันเข้าพรรษา ตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม ทั้งนี้ คำว่า "อาสาฬหบูชา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ อา-สาน-หะ-บู-ชา หรือ อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา ซึ่งจะประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ อาสาฬห ที่แปลว่า เดือน 8 ทางจันทรคติ กับคำว่า บูชา ที่แปลว่า การบูชา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน 8 วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานาม และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จน พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี ทั้งนี้ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัจจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระโกณฑัญญะจึงได้เป็น พระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ สำหรับใจความสำคัญของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ 1. มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลางๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือกามสุขัลลิกานุโยค การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค ดังนั้น เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่ 1. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง 2. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม 3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต 4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต 5. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต 6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด 8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน 2. อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่ 1. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด 2. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ 3. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา 4. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา พิธีกรรมโดยทั่วไปที่นิยมกระทำในวันนี้ คือ การทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในตอนค่ำก็จะมีการเวียนเทียนที่เป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยเรา ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรเข้าวัด เพื่อน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเป็นการช่วยชะล้างจิตใจให้ปลอดโปร่งผ่องใส จะได้มีร่างกายและจิตใจที่พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคที่ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นอย่างนี้...

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เพื่อพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระสังฆราช ชาวพุทธต้องศึกษาประวัติเรื่องนี้

แวดวงพระธรรมทูตไทยใน USA นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ ข่มผู้ที่ควรข่ม ยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง โดย..ปี้ส่าง พบกันอีกแล้วครับท่านผู้อ่าน ก่อนอื่น ปี้ส่างต้องขอกราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี ป.ธ.๖ Ph.D.) ประธานที่ปรึกษา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ซึ่งท่านได้มีเมตตาส่งสารมาถึงพระสงฆ์วัดไทย ลาสเวกัส ให้พรปีใหม่ สร้างขวัญและกำลังใจให้ปี้ส่างและคณะอย่างมหาศาลนับเป็น ความเมตตาล้นพ้นขอพระเดชพระคุณจงอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของศิษยานุศิษย์ไปตราบนานเท่านานถ้าเป็นภาษาหนังจีนก็ต้องบอกว่า “หมื่นปี หมื่นๆ ปี” นั่นแหละครับ สาธุ พระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลีองค์นี้แหละครับ คือทหารเสือในยุคมืดแห่งวงการสงฆ์ไทย ยุคจอมพลผ้าขาวม้าแดงครอง เมืองสมัยนั้นวงการสงฆ์เล่นกันวุ่นวาย พระเดชพระคุณพระพิมลธรรม (อาจอาสโภ ป.ธ. ๘ ) วัดมหาธาตุยุวราษฎ์รังสฤษฎิ์ ถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหานานัปประการ ผู้ที่อาจหาญยอมตายตามนายอย่างถวายชีวิตก็คือ พระมหานคร เขมปาลี หรือพระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลีในปัจจุบัน ขณะที่เพื่อนพ้องและลูกน้องของหลวงพ่ออาจหลายองค์ในขณะนั้น ต่างทั้งหักหลังและทอดทิ้งเอาตัวรอดก็เห็นมีแต่พระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลีองค์นี้ ที่ถือคติลูกผู้ชายว่า “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” ยอมติดคุกตามนายอย่างทรนงองอาจ นับเป็นชายชาติอาชาไนยอย่างแท้จริง และกาลเวลาก็ได้พิสูจน์คนอย่างแท้จริงว่าเพชรก็คือเพชร วันนี้พระเดชพระคุณยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อพระศาสนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งทั้งๆ ที่มีวัยอันควรแก่การพักผ่อนมานานแล้ว ปี ๒๕๔๓ นี้พระเดชพระคุณเจริญพรรษาได้ ๗๘ พรรษาแต่ประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาของพระเดชพระคุณนั้น มากมายมหาศาลนัก สามารถยังประโยชน์ให้เกิดแก่ประเทศชาติและพระศาสนาได้ พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙ Ph.D.) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย องค์ปัจจุบัน จึงได้กราบอาราธนาพระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลี ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านจึงเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน ไม่เหมือนคนในผ้าเหลืองเรียนสูงๆ บางคน ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นวันพฤหัสบดีขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๓ ถ้ารอไปอีก ๙ วันก็จะเป็นวันประชุมใหญ่ของพระอรหันตขีณาสพ ๑,๒๕๐ รูปเพื่อสดับรับฟังพระโอวาทปาติโมกข์จากสมเด็จพระบรมศาสดาในสมัยพุทธกาลแล้วแต่ว่าทาง มหาเถรสมาคมซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ ๑๔ รูป มีสมเด็จพระพุฒาจารย์วัดสระเกศ เป็นองค์ประธาน ได้เปิดประชุมมหาเถรสมาคมขึ้น ที่ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศน์วิหาร เพื่อพิจารณาพฤติกรรมของ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙ ) วัดยานนาวา ในฐานะเจ้าคณะภาค ๑ ผู้บังคับบัญชาสายตรงวัดพระธรรมกายซึ่งบังอาจฝ่าฝืนมติมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการให้ฆราวาสมีสิทธิ์ในการฟ้องร้องพระภิกษุได้ และการดึงดันไม่ยอมปฏิบัติตามกฏนิคหกรรมตามมติมหาเถรสมาคม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง พระมหาเถระผู้ “ตงฉิน” แห่งยุค ได้เสนอต่อที่ประชุมมหาเถรนัดนี้ ให้มีมติ “ปลด” พระพรหมโมลีออกจากตำแหน่ง โทษฐานฝ่าฝืนมติ “มหาเถร” ดังกล่าว ๑๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาถ้าดูทางโหราศาสตร์ก็ต้องนับว่าเป็นวัน “กาลีโยค” ของพระพุทธศาสนาโดยแท้ ครับ ก็นับว่าเป็นมิติใหม่แห่งวงการคณะสงฆ์ไทย ที่ได้พระมหาเถระผู้ “มีสันดานสัตย์ซื่อ มั่นคงดำรงรักษาพระพุทธศาสนาโดยแท้ มิได้อาลัยแก่ร่างกายและชีวิต ควรเป็นที่นับถือไหว้นบ เคารพสักการะบูชา” ดังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชตรัสไว้ครั้งสมัยในกรุงธนบุรีที่มีพระ “สอพลอ” ระดับสมเด็จพระสังฆราชทีเดียว พงศาวดารไทยยุครัตนโกสินทร์บันทึกว่า ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น ทรงมุ่งมั่นในการวิปัสสนามาก จนในท้ายรัชกาลทรงเกิดสัญญาวิปลาส คือเห็นผิดคิดว่าได้บรรลุโลกุตตรธรรมแล้ว วันอาทิตย์ที่ ๗ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๙ พ.ศ. ๒๓๒๔ ปีฉลู ทรงมีฎีกานิมนต์พระราชาคณะตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงไป ให้เข้าเฝ้าในพระบรมมหาราชวัง ทรงถามว่า “พระสงฆ์ปุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น จะได้หรือมิได้ประการใด ?” ในกาลนั้น พระราชาคณะที่มีสันดานโลเล มิได้ถือมั่นในพระบาฬีบรมพุทโธวาท ด้วยเกรงพระราชอาณา เป็นคนประสมประสานจะเจรจาให้ชอบพระอัธยาศัยนั้นมีเป็นอันมาก คือ พระพุทธโฆษาจารย์ วัดบางหว้าใหญ ่และพระโพธิวงศ์ พระรัตนมุนี วัดหงส์ เป็นต้น ถวายพระพรว่า “สงฆ์ปุถุชนควรจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นโสดานั้นได้” แต่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์)ได้ถวายพระพรว่า “ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาบันก็ดี แต่เป็นหีนเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชนก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันนั้น ก็บ่มิบังควร” ทีนั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ทรงพิโรธว่า ถวายพระพรผิดจากพระบาฬี (สงสัยฉบับวัดพระธรรมกายแน่ๆ) ด้วยว่าพวกที่ว่าควรนั้นมีเป็นอันมาก ว่าไม่ควรมีแต่สามองค์นี้เท่านั้น จึงดำรัสสั่งให้พระโพธิวงศ์และพระพุทธโฆษาจารย์เอาตัวสมเด็จพระสังฆราช พระพุฒาจารย์ พระพิมลธรรม กับทั้งถานา บาเรียน อันดับ ซึ่งเป็นอันเตวาสิกสัทธิงวิหาริกของพระราชาคณะทั้งสามรูปนั้นไปลงทัณฑกรรม ณ วัดหงส์ทั้งสิ้น และตัวพระราชาคณะให้ตีหลังองค์ละร้อยที พระถานาบาเรียนให้ตีหลังองค์ละ ๕๐ ทีแต่พระสงฆ์ซึ่งตั้งอยู่ในศีลสัตย์ว่าไหว้ไม่ได้นั้นทั้งสามอารามเป็นพระสงฆ์ถึง ๕๐๐ รูป ต้องถูกตีทั้งสิ้น และพวกพระสงฆ์ทุศีลอาสัตย์อาธรรม์ว่าไหว้ได้มีมากกว่ามากทุกๆ อาราม แต่พระราชาคณะทั้งสามพระองค์และพระสงฆ์อันเตวาสิกซึ่งเป็นโทษทั้ง ๕๐๐ รูปนั้น ให้ไปขนอาจม (ขี้) ชำระเวจกุฎีวัดหงส์ทั้งสิ้นด้วยกัน แล้วให้ถอดพระราชาคณะทั้งสามนั้นจากสมณฐานันดรศักดิ์ลงเป็นอนุจร จึงตั้งพระโพธิวงศ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระพุทธโฆษาจารย์เป็นวันรัตฯลฯ..” ครับ นี่คือเหตุแห่งความสูญสิ้นแห่งกรุงธนบุรี ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เพียงรัชกาลเดียวทั้งๆ ที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นั้นทรงเป็นวีรบุรุษของชาติไทยกอบกู้บ้านเมืองจากพม่าข้าศึก ถ้าหากไม่มีพระองค์แล้วเมืองไทยก็คงจะไม่เป็นเช่นวันนี้ แต่คนเราน่ะท่านบางทีเก่งตอนต้น แต่มาตกม้าตายตอนจบก็มี โดยเฉพาะเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้เป็นตัวอย่าง ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) แล้ว สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์เป็นปฐมบรมราชวงศ์จักรีในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดให้ถอดยศ สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงษ์ ลงมาเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี ให้สึกพระวันรัต (ทองอยู่) กับพระรัตนมุนี (แก้ว) ทรงให้นายแก้วไปเป็นพระอาลักษณ์ มีหน้าที่ขนานพระนามพระองค์เจ้าต่างกรมส่วนนายทองอยู่โปรดให้เป็นหลวงอนุชิตพิทักษ์อยู่ในกรมมหาดไทย (สงสัยไอ้สองตัวนี้จะเลียแข้ง เอ๊ย ! เลียพระชงฆ์สมเด็จพระเจ้าตากสินด้วยจึงโดนหนักหน่อย) โปรดให้สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ พระพุฒาจารย์ และพระพิมลธรรม ที่ถูกถอดยศกลับดำรงสมณศักดิ์และตำแหน่งเดิมต่อไป และเป็นที่มาแห่งพระวาจาดังกล่าวข้างต้น ครับ ที่นำมาเสนอเสียยาวยืดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ในอดีตพระเถระผู้ “กังฉิน” นั้นมีมากมายเพียงใด ในปัจจุบันนอกจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ปัจจุบัน สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม และพระธรรมปิฎก วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐมแล้ว ก็ยังไม่เห็นแววว่าผู้หลักผู้ใหญ่อื่นๆจะแสดงซึ่ง “สันดานสัตย์ซื่อ” ออกมาให้ปรากฏ ยิ่งลูกศิษย์หลวงพ่อสดด้วยแล้ว ถ้าไม่หนุนธรรมกายอย่างสุดๆ ก็กบดานกันเงียบกริบ ครับเรื่องพระศาสนากลายเป็นเรื่องพ่อเรื่องลูก เรียบร้อยโรงเรียนวัดปากน้ำไปแล้ว ขนาดเจ้าคุณ ป. จากสุพรรณบุรี องค์ที่สอง ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ในราชทินนามเดิมของพระธรรมปิฎกก็ยังแบ๊ะๆ คือพูดไม่ออกบอกไม่ได้ ไม่รู้ว่าอะไรมันอุดปากอุดคอ เมื่อก่อนเขาว่านี่แหละคือประยุทธ์ ๒ เพราะมีชื่อนำหน้าว่า ป. เหมือนกัน ซ้ำมาจากสุพรรณบุรีเมืองเดียวกันอีกด้วย แต่ก็อย่างว่าแหละท่าน สุภาษิตโบราณว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” นั้น ปัจจุบันก็ได้ทราบว่าบางสถานการณ์ก็สามารถสร้าง “โมฆบุรุษ” ได้เช่นเดียวกัน ยิ่งเจ้าคุณที่ออกบทปกป้องพระพรหมโมลี ขอให้ “ให้โอกาสอีกสักครั้ง” นั้น คนมีสติเขาได้เห็นได้ฟังแล้วหัวร่อ โถถัง ทำยังกะเด็กเล่นขายของ เวลานานข้ามเดือนข้ามปี พระพรหมโมลียังไม่มีปัญญาจะจัดการให้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมได้ ขนาดเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์เรียกไปแนะนำก็แล้ว ก็ยังดึงดันช่วยธรรมกายอยู่อย่างไม่ลืมหูลืมตา นั่นมิใช่การให้โอกาสอีกหรือครับ ชาวบ้านชาวเมืองเขายังเห็นว่า โอกาสของพระพรหมโมลีนั้นมีมากเกินด้วยซ้ำไป หัวหงอกหัวสีน้ำตาลกันจนปูนนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นโอกาสก็เอวัง อาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก (ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต) เขียนบทกลอนไว้ได้ใจความว่า กาลควรช้าพลันหุนหัน กาลควรหันหันพลันเนิ่นช้า ไม่แก้ไขด้วยปัญญา คนโง่ประสบปัญหาชีวิต ครับ น่าจะมีใครบางคนนำไปถวายเจ้าคุณแถวๆ ยานนาวาได้อ่านเล่นแก้เซ็งมั่ง ขอยกพระพุทธพจน์อีกบทหนึ่งมาประดับคอลัมน์วันนี้เกี่ยวกับเรื่องการได้ยศของบุคคลว่า อุฏฺฐานวโต สตีมโต สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ แปลว่า บุคคลผู้มีความเพียร มีสติมีหน้าที่การงานอัน สะอาดใคร่ครวญอย่างดีก่อนแล้วจึงทำ มีความสำรวมระวัง เลี้ยงชีพโดยความชอบธรรม และไม่ประมาท ย่อมเจริญด้วยยศ ส่วนบุคคลผู้เสื่อมยศจะให้พูดว่าอย่างไร ถ้ามิใช่ประพฤติตรงกันข้ามกับพระพุทธภาษิตข้างต้นนี้ ก็ขอฝากวิญญูชนได้ช่วยกันวินิจฉัยด้วย ประเด็นของพระพรหมโมลีไม่ใช่อยู่ที่ว่าวัดพระธรรมกายผิดหรือถูกแต่อย่างใด ปัญหามันอยู่ที่ว่า ท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะภาค ๑ ซึ่งเป็นผู้ปกครองของวัดพระธรรมกาย เพราะจังหวัดปทุมธานีที่วัดพระธรรมกายตั้งอยู่นั้นอยู่ในภาคที่ ๑ นี้ ทีนี้เมื่อเป็นเจ้าคณะภาค ๑ ดังนี้แล้วก็เป็นภาระหน้าที่ของท่าน ที่ต้องทำการสืบสวนสอบสวนกรณีธรรมกายตาม “กฏนิคคหกรรม” ของมหาเถรสมาคม แต่การชิงปิดคดีหรือออกมาตีความกฏหมายคณะสงฆ์ว่า “คฤหัสถ์หรือชาวบ้านฟ้องพระไม่ได้” ของท่านนั้น จึงไม่ใช่หลักการที่ถูกต้อง เพราะท่านมิใช่ “ตุลาการรัฐธรรมนูญ” ที่มีหน้าที่ตีความกฏหมายแต่อย่างใด หน้าที่ของท่านก็คือ ทำการสอบสวนหาความจริงเกี่ยวกับปัญหาวัดพระธรรมกาย ทีนี้ที่ท่านชิงปิดคดีก่อนก็ดี ปฏิเสธไม่ยอมรับการฟ้องร้องของคฤหัสถ์ก็ดี ทั้งๆ ที่ทางมหาเถรสมาคมได้วินิจฉัยประเด็นนี้แล้วว่า “คฤหัสถ์สามารถฟ้องร้องพระสงฆ์ได้” ก็เท่ากับว่าท่านเป็นเจ้าพนักงานที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ถ้าเป็นภาษาราชการหน่อยเขาก็ว่า “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” หรือเป็นผู้ที่ “ทำเกินกว่าหน้าที่” และที่สำคัญที่สุดก็คือบนตำแหน่งเจ้าคณะ ภาค ๑ ทำให้ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมด้วย ท่านจึงเป็นหนึ่งในมหาเถรสมาคม ที่ได้วินิจฉัยให้คฤหัสถ์สามารถฟ้องร้องพระสงฆ์ได้ แต่การที่ท่านไม่ยอมรับการฟ้องร้องจากคฤหัสถ์นั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง พฤติกรรมอันไร้มารยาทของท่านนี้เปรียบไปก็เหมือนรัฐมนตรีที่ไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เรียกว่าเขียนด้วยมือลบด้วยเท้านั่นแหละครับ ขอย้ำนะครับ ว่าเรื่องพระพรหมโมลีโดนปลดกับเรื่องอธิกรณ์ของวัดพระธรรมกายนั้นเป็นคนละส่วนกัน ส่วนของวัดพระธรรมกายนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องการการพิสูจน์ในชั้นศาล ส่วนของพระพรหมโมลีนั้นเป็นคณะผู้พิพากษาที่ไม่ยอมทำหน้าที่นี้ ได้ออกมาทำการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมมิให้ดำเนินไปตามครรลองอย่างปกติ วัดพระธรรมกาย จะผิดจะถูก ก็ควรจะทำหน้าที่วินิจฉัยตัดสินออกมาให้สิ้นสุดตามกระบวนการยุติธรรมเสียก่อน ถ้าหากผลการตัดสินของศาลสงฆ์ออกมาแล้ว ทางโจทย์และจำเลยไม่ยินยอมจะฟ้องต่อ ก็ยังมีศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาให้ร้องขอความบริสุทธิ์อีก แต่การที่ท่านดันทุรังไม่ยอมทำหน้าที่นั้น ก็สมควรที่ท่านจะไม่ต้องทำหน้าที่นั้นอีกต่อไป เพราะถ้าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวแล้วจะมาอาสาทำงานพระศาสนาไปทำไม กลับไปเขียนหนังสือหารางวัลต่อไปเถอะท่าน ให้คนที่เขารู้หน้าที่เข้ามาทำแทนจะดีกว่า กล่าวโดยสรุปก็คือพระพรหมโมลีหลงบทบาทของตนเอง เขาให้ทำอย่างหนึ่งแต่ไพล่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง แต่คนระดับนี้จะให้ใช้คำว่า “โง่” ก็ดูเกินไป จึงได้แต่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ท่านมีนอกมีใน หรือมีได้มีเสียกับวัดพระธรรมกายหรือเปล่า ? เท่านั้นแหละครับ ข่าวการปลดพระพรหมโมลีออกจากตำแหน่งนั้นเป็นข่าว “ Hot” ที่สุดของวงการคณะสงฆ์ไทยในปี 2000 เลยก็ว่าได้เพราะเพียงได้ข่าวว่า “พระพรหมโมลี” โดนปลดออกไปได้ไม่กี่นาทีผลการสอบถามทางอินเตอร์เนต ก็ปรากฏออกมาว่า “สะใจพระเดชพระคุณ” กันทั่วหน้ายิ่งบรรยากาศการประชุมที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์นำเสนอนั้น นับว่าถูกใจผู้ชมอย่างยิ่ง เพราะปรากฏว่ามีการ “หิ้วปีก” คือนิมนต์พระนักเขียนรางวัลซีไรท์เอ๊ย ! รางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งยุคนามว่า “ญาณวโร” ออกจากที่ประชุมมหาเถรสมาคมด้วย ก็ลาทีปากน้ำ เอ๊ย ! ลาทีพระพรหมโมลีผู้น่ารัก คิดว่าไม่นานเราคงได้เห็นผลงานวรรณกรรมชิ้นโบแดงในชื่อว่า “เมื่อข้าพเจ้าโดนหิ้วปีก” ออกมาสู่สายตาหนอนหนังสืออีกเล่มเป็นแน่แท้ เพราะต่อไปนี้ท่านคงมีเวลาเขียนหนังสือมากขึ้น ว่าแต่รางวัลน่ะทางธนาคารกรุงเทพฯเขาคงไม่ให้แล้วล่ะ ถ้าอยากได้ก็เสนอขอ “ธัมมชโย” สิ รับรองไม่ผิดหวัง ชัวร์ ! ข่าววงนอก นักเลงพระแถวๆ ท่าพระจันทร์ถามกันให้แซ่ดว่า “วันประชุมมหาเถรนัดหิ้วปีกนั้น พระพรหมโมลีห้อยพระกริ่งรุ่น “ฟ้าผ่า” ของหลวงพ่อกึ๋นวัดดอน ผู้เป็นอาจารย์ของพระพรหมโมลี เข้าร่วมประชุมด้วยหรือเปล่า ถึงได้โดนฟ้าผ่าจนหน้ามืดมาจนบัดนี้น่ะ” ฮา 5555.. ใกล้วันเข้ามาเต็มแก่แล้วกับการเตรียมงาน “ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทย ประจำปี 2000” ของวัดสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ เมืองเบเกอร์ฟิลด์ ในวันที่ ๑๔-๑๕ มิถุนายนนี้สถานที่นั้นเห็นว่าจะจัดกันใหญ่โต ว่าแต่เรื่องที่จะนำเข้าปรึกษาหารือกันนั้นไม่ทราบว่าจะมีเรื่อง “ใหญ่” หรือเปล่า ครับก็เขียนเตือนกันเอาไว้ล่วงหน้า การประชุมนั้นขอให้เป็นการประชุมเพื่อพระศาสนาอย่างจริงจังกันเสียที อย่าให้ใครต่อใครเขาว่าเอาได้อีกว่า “การประชุมสมัชชาสงฆ์ ก็คืองานปิดทองฝังลูกนิมิตเพื่อหารายได้ให้วัดเจ้าภาพ หรือไม่ก็เป็นการวางโปรแกรมนำเที่ยวของพระธรรมทูตไทย” เพราะในอดีตที่ผ่านมามักเป็นไปในทำนองนั้น ยิ่งเรื่องที่นำมาพูดคุยปรึกษาหารือกันประจำปีก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากเรื่องพระทะเลาะกันมั่ เรื่องเก็บเงินไปทำโน้นทำนี้มั่ง หรือไม่ก็ไปนั่งฟังกรรมการสมัชชาบางรูป “ฝอย” ให้ฟังไม่รู้จบยิ่งกว่าเหลิมดาวเทียมซะอีก ทั้งๆ ที่วัดของตนเองนั้น ก็ “ขี้เต็มก้น” ไม่แพ้วัดอื่นๆ เขาหรอก อย่างกรณี “วัดจันทร์ศรีสามัคคีธรรม” เมืองสต๊อกตันนั้นไปถึงไหนแล้ว คำสั่งของสมัชชาสงฆ์ไทยเป็นมติในที่ประชุมใหญ่วัดพุทธโสธร เมืองอัลบูเคอร์กี้ “ให้พระไทยทุกรูปย้ายออกไปจากวัดภายในหกเดือน” นั้นบัดนี้มีพระกี่รูปได้ย้ายออกไปแล้วบ้าง ถ้ายังไม่ย้ายหมายความว่ายังไง และถ้าย้ายจะให้เขาไปอยู่กันที่ไหน พระตั้ง ๑๐ กว่ารูปน่ะ วัดไทย ดีซีวัดวชิรธรรมปทีป วัดไทย แอลเอ ยินดีต้อนรับหรือเปล่า ใครจะเอาใครเป็นผู้รับ ผิดชอบคดีนี้ ครับ สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่น่าสงสารหรือไร ที่เห็นๆทำงานก็มีท่านประธานสมัชชา คือหลวงพ่อพระราชกิตติเวทีกับกรรมการที่เอางานเพียงไม่กี่องค์เท่านั้น และงานของสมัชชาสงฆ์ไทยหรือก็ดูมากมายจนล้นมือเชียวล่ะ นอกจากประชุมในรอบนอกรอบแล้ว ก็มีเรื่องอบรมพระธรรมทูตเท่านั้นที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย กรรมการสมัชชาบางท่านพอได้นั่งเครื่องบินกลับเมืองไทย ก็ตีตราอีโก้ใหญ่โตไปเชียว อวดเบ่งอยู่แถวๆ ท่าพระจันทร์จนชาวบ้านเขาเหม็นตดแล้ว ขี้ปากขี้ฟันยิ่งไม่ต้องพูดถึง วังเวงชะมัด! คอลัมน์นี้มิใช่มีเพื่อโจมตีท่านผู้ใดให้เสียหายอย่างไร้เหตุผลนะครับ เราติเพื่อก่อมิใช่เพื่อทำลาย อยากเห็นความเจริญก้าวหน้าของพระศาสนาก็ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ มิใช่ว่าเรื่องของพระศาสนาเป็นของกรรมการสมัชชาเท่านั้น อย่าให้ “ปี้ส่าง” ต้องสอนหนังสือสังฆราชเลย เพราะพวกท่านก็ฉลาดกันทุกคนอยู่แล้ว การทำงานของสมัชชาในการแก้ปัญหาของพระธรรมทูตที่เกิดขึ้นแต่ละทีนั้น มีน้อยนักที่จะมีการ “คลุกพื้นที่” กันอย่างจริงจัง ที่เห็นๆ ก็เป็นเพียงการหยิบกระดาษขึ้นมาพิจารณาบนโต๊ะประชุม พูดพล่ามไปตามเรื่อง รู้จริงมั่งไม่รู้มั่ง หรือไม่ก็ใช้วัดของตัวเองไปตัดสินวัดอื่น แล้วก็สั่งการวินิจฉัยตะบี้ตะบันออกไป ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า หรือมีมาตรการอะไรรองรับหรือไม่ เสือกระดาษที่ว่าหมดน้ำยายิ่งแล้ว ดูบทบาทของสมัชชาสงฆ์ไทยช่วงหลังๆ มานี้กลับมีลักษณะยิ่งกว่านั้นอีก สร้างความสิ้นศรัทธาให้แก่บรรดาพระธรรมทูตอย่างทั่วหน้า เรื่องเล่นพรรคเล่นพวกนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เห็นหน้าผองเพื่อนพี่น้องแล้วปี้ส่างได้แต่ถอนใจ อย่างกรณีธรรมกายนี้ มีการเขียนหนังสือโจมตี “พระธรรมปิฎก” ที่ปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาอย่างโจ่ง แจ้งแต่ก็หามีผู้ใดออกมาป้องปรามตรวจสอบไม่ วัดทั่วไปก็เอาแต่มุ่งหน้าหาเงินเข้าวัด วันๆ ก็คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้เงินมากๆ เอาไปสร้างโบสถ์มั่ง ศาลามั่ง กำแพงมั่ง อวดมั่งอวดมีกันไป หรือไม่ก็นั่งงัดข้อกับคณะกรรมการมั่ง กับพระในวัดมั่ง ส่วนที่เป็นกรรมการสมัชชาสงฆ์นับแต่ที่ปรึกษาและประธานสมัชชาลงมา ก็เห็นเงียบเป็นเป่าสาก ทางวอชิงตัน ดีซี. ก็กำลังเป็นปลื้มกับยศถาบรรดาศักดิ์ ท่านคงจะยังไม่ได้อ่านในใบตราตั้งเจ้าคุณกระมังที่ว่า “ขอพระคุณเจ้าจงรับเป็นภาระธุระพระศาสนา ช่วยระงับอธิกรณ์..” น่ะยิ่งปีสองปีให้หลังนี้ หลังจากลูกศิษย์ที่ส่งเข้าอบรมพระธรรมทูต “สอบตก” กันระนาว พอถึงฤดูอบรมพระธรรมทูต ท่านกรรมการสมัชชาทั้งหลายก็กระวีกระวาดกลับเมืองไทยกันทั่วหน้า นัยยะว่า “เพื่อคุมลูกน้องให้ผ่านสัมภาษณ์” อย่างนั้นแหละ จริงหรือไม่ ? ถามใจตัวเองดูสิครับ ยังไม่หยุด ครับหนังสือพิมพ์ ไทย-Thainews ของ วัดพระธรรมกาย ยังไม่ยอมหยุดพฤติกรรมอันป่าเถื่อน ยังคงตะบี้ตะบันสร้างความสับสนให้แก่สังคมไทยในสหรัฐอเมริกาอย่างไม่รู้จบ ขอเตือนนะครับว่า ท่านทั้งหลายเป็นจำเลยในคดีบิดเบือนพระธรรมวินัย ควรจะสงบปากสงบคำ นิ่งอยู่ให้ดูสมกับฐานะของจำเลยหน่อย รอให้คำพิพากษาจากศาลสถิตย์ยุติธรรมออกมาเสียก่อน ถ้ามีข้อมูลอันเป็นข้อเท็จ-จริงสิ่งใดก็ควรนำไปเสนอต่อคณะผู้พิพากษาสิ มิใช่ออกหนังสือมาสู้กันข้างนอก ตีโพยตีพายทำยังกะบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปอย่างนี้ สันดานแบบนี้เขาเรียกว่า “อันธพาล” ครับเป็นคำกล่าวสำหรับคนพาลโดยเฉพาะ น่าเสียดาย ผู้ที่ได้ชื่อว่าบัณฑิต-ปัญญาชนเป็นอันมาก ที่มีศรัทธาเสียสละชีวิตเพื่อพระศาสนา ได้เข้าไปบวชเป็นศิษย์ในสำนักวัดพระธรรมกาย แต่กลับถูกล้างสมองชักนำไปในทางที่ผิด ท้ายที่สุดก็ติดวัด ติดสถาบัน ติดตัวบุคคล แม้จะมีสติปัญญา แต่ก็หาได้ใช้อย่างเป็นอิสระไม่ ทว่ากลับถูกใช้โดยการชักจูงของ “ครูเลวๆ” บางคน คือเหลือแต่เพียง “ศรัทธา” โดดๆ พฤติกรรม “ให้เขาจูง” อย่างนี้เห็นมีก็แต่ วัว-ควายเท่านั้นแหละครับที่เดินตามเชือกน่ะ น่าเศร้า ครับบอกได้คำเดียวว่าน่าเศร้า กับระบบการศึกษาของสังคมไทย เพราะผลผลิตที่เป็นบัณฑิตได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยออกมานั้นกลับกลายเป็นหุ่นยนต์ไปสิ้น จะชี้นิ้วชักจูงไปทางไหนก็ง่ายดาย อันตรายครับ ดูอย่างพลังงานปรมาณูที่ถูกใช้ถล่มเมืองฮิโรชิม่า-นางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ในตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ โน้นสิ พลังงานที่ถูกใช้ไปในทางทำลายก็มีพลังทำลายมหาศาลเช่นเดียวกัน น่าที่ผู้บริหารการศึกษาควรจะหันมาใส่ใจกันให้จงหนัก ก่อนที่สังคมไทยจะพิกลพิการไปมากกว่านี้ อันที่จริงเราก็ไม่อยากยุ่งหรอกครับกับเรื่องธรรมโกงธรรมกายนี่ พวกนายจะไปเป็นอัตตาห่าโหยที่ไหนมันก็เรื่องของพวกนาย แต่ ! แต่ว่าอย่าตะแบงเอาคำพูดของตัวเองไปเป็นพระพุทธพจน์เท่านั้น อย่าตีความมั่วซั่ว แบบคนปัญญานิ่ม คือคิดง่ายๆว่า ถ้าไม่ซ้ายก็ต้องเป็นขวาอะไรทำนองนั้น เพราะเรื่องธรรมะนั้นเป็นสภาวะที่อยู่นอกเหตุเหนือผลด้วยเหตุนี้ไง พระพุทธองค์จึงทรงตั้งกฏหมายขั้นประหารชีวิต คือห้ามมิให้พระสงฆ์อวดอุตริมนุษยธรรม คำว่า “อุตริมนุษยธรรม” นั้น หมายถึงการอวดอ้างคุณธรรมอันยิ่งของมนุษย์ก็นับตั้งแต่อวดตัวเองว่ารู้เห็นภพภูมิ สวรรค์ นิพพานนั้นแหละครับ ถือว่าเข้าข่ายปาราชิกหมด นอกจากปัญหายาบ้ายาอีสารพัดสารพันที่คอยกัดกร่อนสังคมไทยในเวลานี้แล้ว ปัญหาทางพระศาสนา ก็เห็นวิ่งแข่งกับเขาอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนกัน บ้านเมืองก็เปรียบเสมือนร่างกาย ส่วนพระศาสนานั้นเปรียบเสมือนจิตใจ ทีนี้เมื่อติดโรคทั้งกายใจ ประเทศไทยก็รอวันตายอย่างเดียวสิครับ เรื่องโรงหมอโรงยานั้นแทบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะหนี้สินที่ทับถมเป็นภูเขาเลากานั้นใช้หนี้ร้อยวันพันปีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมด การประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัวเมื่อสามปีก่อนโน้น ดูๆ ไปแล้ว มันก็คือการประกาศใช้ระบบทาสในเมืองไทยอีกหนนั่นแหละครับ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงยกเลิกมานานร้อยกว่าปีแล้ว เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้หนักหนาสาหัสเข้าไปอีก ก็พฤติกรรมของคนไทยในอเมริกานี่แหละ เอะอะบ๊ะเทิ่งอะไรก็ขนเงินไปประเคนพี่น้องให้อยู่ดีมีสุขกันตะพึด หารู้ไม่ว่านั่นแหละคือการทำลายเมืองไทยทางอ้อม เพราะเงินที่พี่น้องทางนี้ส่งไปให้นั้น ส่วนมากไม่ได้นำไปใช้ในการทำมาค้าขายหรือเพื่อทำให้เกิดผลกำไรแต่อย่างใด มีแต่เอาไปกินเที่ยวเล่นเห็นเป็นของหาง่ายฟุ่มเฟือย ทีนี้พอกินหมดแล้วก็ร้องหาอีกสิครับเหมือนลูกนกน่ะ นอกจากจะกินไม่เป็นแล้ว คนไทยวันนี้เท่าที่เห็นยังหากินกันไม่เป็นอีก แนวพระราชดำริของในหลวงที่ว่า “เศรษกิจพอเพียง” นั้น มิทราบว่าพอจะอ่านกันออกหรือเปล่า สังคมไทยวันนี้จึงดูกะปลกกะเปลี้ยพิกลพิการอย่างยากแก่การเยียวยา จึงขอร้องขอเตือนว่า หยุดได้แล้วครับกับพฤติกรรมผีบุญของเศรษฐีเมืองนอกน่ะ จะให้ก็ไม่ว่าแต่ควรให้แต่พอประมาณ พอแก่การยังชีพเท่านั้น มิใช่การให้ตามที่ขอแบบไม่ลืมหูลืมตา สร้างสันดานอันไม่ดีให้แก่พี่น้องต่อไป ขอบิณฑบาตเถอะโยม นี่เพราะรักดอกจึงบอกให้ ฮา ! แล้วบรรดาผู้รู้ของเมืองไทยทั้งหลาย ก็เรียงหน้าออกมาตีความแนวพระราชดำริของในหลวงที่ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ไปกันคนละทิศละทาง บ้างก็ว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้นคือระบบเศรษฐกิจทวนกระแสนิยม บ้างก็ว่า คือระบบสหกรณ์ดีๆ นี่เอง หรือว่าคือเศรษฐกิจระบบพึ่งพาตัวเอง ก็ตามแต่จะว่ากันไป ปี้ส่างได้อ่านแล้วก็อดขำมิได้ ขอเรียนไว้ ณ ที่นี้ว่า พระเจ้าอยู่หัวของเรานั้นพระองค์มิใช่นักทฤษฎีนิยมหรือนักปรัชญาแต่อย่างใด แต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่ทรงครองราชย์มากว่า ๕๐ ปีนั้น พระองค์ทรงเป็นนักปฏิบัตินิยม ดังนั้นการวิจารณ์แนวพระราชดำรินี้จึงควรพิจารณาถึงเจ้าของแนวดำริดังกล่าวด้วย ปัญหาหลักของคนไทยก็คือความไม่รู้ และความไม่รู้นี้มี ๒ อย่าง คือหนึ่ง ไม่รู้จักหาและกินอยู่อย่างเพียงพอ มีสันดานเกียจคร้าน สันหลังยาว ไม่เอาการเอางาน เรียกง่ายๆ ว่า หนักไม่เอาเบาไม่สู้ คนแบบนี้มีดื่นไปในเมืองไทย เรียกว่าไม่ยอมพึ่งพาตนเอง เอาแต่อ้าปากร้องขอเขากิน และสอง ไม่รู้จักพอ พวกนี้มีสติปัญญาแต่ว่าโลภ ฉวยโอกาสขณะชุลมุนตักตวงเอาผลประโยชน์อย่างไม่ลืมหูลืมตา กะจะกินทีเดียวให้อิ่มไปร้อยปี สุดท้ายก็ต้องท้องแตกตายดังที่เห็นๆ ทั้งสองพวกนี้ได้ทำให้เกิดระบบ “เศรษฐกิจฟองสบู่” ขึ้นในเมืองไทยในระยะที่ผ่านมา พวกที่หนึ่งไม่ทำให้เกิดความพอดีด้วยการยกฐานะให้อยู่ดีกินดีแบบพอเพียง อีกพวกหนึ่งนั้นไม่ทำให้เกิดความพอดีด้วยการอยู่เกินดีเกินพอเพียง ในอดีตและปัจจุบันนั้นเราจะเห็นว่า สังคมไทยประสบปัญหาเพราะขาดเศรษฐกิจพอเพียงนี้ คือเกิดช่องว่างระหว่างคนไทยด้วยกันเอง มีคนอยู่สองระดับเท่านั้นในเมืองไทย คือ ระดับต่ำที่เรียกว่า Low Class และระดับสูงที่เรียกว่า High Class เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน คือที่จนก็จนติดดินที่รวยก็รวยล้นฟ้า ดังนั้นคำว่า “พอเพียง” นี้ ก็คือความเสมอภาคทางด้านเศรษฐกิจของคนไทยทุกคน เพราะเมื่อไม่เกิดความพอดีแล้วประเทศชาติก็ล่มจมอย่างที่เห็น คือจมทั้งคนจนคนรวย จนกระทั่งเมืองไทยมีศัพท์ใหม่ใช้ว่า “คนเคยรวย” มีศัพท์แสงทางพระพุทธศาสนาที่ควรนำมานิยามคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้ ก็คือคำว่า “สันโดษ” แต่ก่อนแต่ไรพระสงฆ์ไทยสอนแต่เพียงว่า สันโดษคือความยินดีตามมีตามได้ คือได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น หรือไม่ก็เน้นไปที่ความไม่โลภ แต่จริงๆ แล้ว คำว่า สันโดษ นี้ ควรจะมีความหมายมุ่งเน้นไปที่การทำให้มีให้พอเพียงบวกกับความไม่โลภมากจนลาภหายด้วย เราต้องยอมรับว่าสังคมไทยขาดสันโดษขาดความเพียงพอและพอเพียง ขาดสันโดษคืองอมืองอเท้าไม่เอาการเอางาน ในครอบครัวหนึ่งมีคนอยู่ ๕-๖ คนแต่ฝากปากฝากท้องฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกชายหรือลูกสาวที่ทำงานหาเงินเพียงคนเดียว อย่างนี้จะพอกินพอใช้ได้อย่างไร สุดท้ายก็ต้องขายไร่นาสาโทจนผืนแผ่นดินจะอยู่ก็แทบไม่มี นี่เป็นสังคมระดับล่าง การปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามชะตากรรมแบบหมาเน่าลอยน้ำนั้น เปรียบไปก็เป็นดุจการทรุดของผิวดินที่มีการขุดเจาะน้ำบาดาลออกมาใช้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบเบื้องบน ในอีกชนชั้นหนึ่ง ก็คือพวกผู้ดีมีระดับมีการศึกษา หรือปัญญาชนคนที่มีโอกาสทั้งหลาย ต่างใช้โอกาสเงินโอกาสทองนั้นอย่างไม่รู้จักสันโดษ คือละโมภจนเกิน ไปกู้เงินต่างชาติมาสร้างตึกแถวทาวเฮาส์คอนโดลอยฟ้า ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าจะหาใครมาซื้ออยู่ ทีนี้เมื่อขายไม่ได้แบบต้นก็ไม่ออกดอกก็ไม่งอก จนตรอกเข้าก็เข้าเรียกร้องขอรัฐบาลให้ช่วย ความขาดสันโดษของคนกลุ่มนี้เปรียบไปก็ดุจการล้มของตึกซึ่งสร้างสูงเกินไปไม่ได้วางรากฐานให้มั่นคงเพียงพอ ทั้งน้ำบาดาลที่ทำให้ดินทรุดทั้งตึกสูงที่ล้มทับแผ่นดิน ก็เลยทำให้เจ้าแผ่นดินนามว่าภูมิพลอดุลยเดช ต้องร้อนพระทัยออกมาเทศนาสอนสั่งประชาชนทั้งสองระดับนี้ให้มีความพอเพียง เพื่อที่เราจะได้คนกลุ่มใหม่ในสังคมเกิดขึ้นคนกลุ่มนี้ เรียกว่าคนชั้นกลางเป็นคนที่พอเพียงและเพียงพอไม่รวยไม่จนจนเกินไปนัก สำหรับวิธีการนั้นหรือพระองค์มิได้ตรัสไว้โดยเฉพาะ เพราะของอย่างนี้มันอยู่ที่กึ๋นของคนจะเข้าใจ ในขณะที่ใครต่อใครกำลังเพ่งเล็งนำเอาระบบเศรษฐกิจต่างๆ ของโลกมาตีความจนยุ่งนั้น ขอนำเอาวาทะพญามังกรนามว่า “เติ้งเสี่ยวผิง” มาใช้ในวิธีการเข้าถึงซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวนี้ว่า “แมวสีอะไรนั้นไม่สำคัญหรอกสำคัญ แต่ว่าไม่ว่าแมวตัวนั้นจะมีสีดำหรือขาวขอแต่ให้จับหนูได้เป็นพอ..” ซึ่งคำว่า “สี” นั้น เติ้งเสี่ยวผิงท่านมิได้ใส่ใจว่าท่านจะอยู่ในระบบไหน เศรษฐกิจแนวอะไร ขอให้มันเหมาะสมกับประเทศชาติและประชาชนก็เป็นพอเรียกง่ายๆ ว่า “เศรษฐกิจระบบเอาตัวรอด” นั่นแหละครับสำหรับคำว่า “ขอแต่ให้จับหนูได้” นั้นท่านเน้นไปที่การกระทำมากกว่าจะมัวถกเถียงกันในด้านทฤษฎี เพราะการถกเถียงแบบนักวิชาการนั้น ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ถ้าไม่กระทำ และถ้าจะให้พูดก็ต้องกล่าวว่า เติ้งเสี่ยว ผิงท่านนี้แหละคือผู้เข้าถึงคำว่า “พุทธะ” อย่างแท้จริง แม้ว่าระบบที่เขานำมาใช้จะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ว่าร่างกายและจิตใจของท่านกลับแสดงความเป็นพุทธ มากกว่าคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นพุทธ แต่พฤติกรรมกลับยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำไป เหนือสิ่งอื่นใด ที่เราสรุปได้จากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ผ่านมานั้นทรงมุ่งเน้นและย้ำลงตรงที่ว่า “ให้รู้รักสามัคคี” คือการร่วมมือร่วมใจกันทำในทุกระดับ ทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายประชาชนพระองค์ทรงเน้นด้วยว่า “เราก็เป็นประชาชนเหมือนกันเป็น นายก ฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้านจะปฏิเสธไม่ได้ ว่าเป็นประชาชนคนไทย ถ้าปฏิเสธก็หมายความว่าไม่ควรจะอยู่ ไม่ควรจะอยู่เป็นคนไทย แต่เป็นคนไทยด้วยกันทุกคน ผู้ใหญ่ ผู้โต ผู้น้อย เป็นประชาชนคนไทยทั้งนั้น คนไหนที่พูดภาษาไทยไม่ชัด ทุกคน แต่ว่าก็ต้องร่วมมือกัน ” ครับก็หวังว่าคนที่ชอบแต่สร้างความแตกแยกทั้งหลายจะได้มีจิตสำนึกหันหลังกลับมาร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์สังคมด้วยความสมัครสมานสามัคคีต่อไป อย่าให้เป็นเหมือนในอดีตที่เอาแต่ปากทำงานกล่าวร้ายนินทา ตัวเองไม่ทำแต่ว่าก็เอาเท้าราน้ำอยู่นั่น นิสัยแย่ๆ แบบนี้พอทีเถอะคุณ รายการ Entertainment Las Vegas สถานโทรทัศน์ ABC คืนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ได้ถ่ายทอดกิจกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์จีนนิกายมหายานจากวัดเส้าหลิน พระคุณเจ้าเหล่านั้นได้รับอาราธนาให้มาปฏิบัติศาสนกิจ แสดงกายกรรมจีนกำลังภายในให้ชาวต่างชาติได้รับชมความลึกล้ำแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา มีทั้งการนอนบนตะปูเอาค้อนทุบแผ่นศิลา เปลือยกายเอาหอกแทง ฟันดาบ รำทวน ไม่ต่างไปจากที่เราเคยดูในหนังจีนกำลังภายในเท่าไหร่ นึกได้จึงนำมาบอกเล่า นี่ถ้าได้พระสงฆ์วัดพระธรรมกายมาแสดงปาฏิหารย์ เช่น พาคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือสัมภาษณ์สีกาขณะลูบคลำพระวรกายของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ตั๋วเข้าชมคงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็น่าจะทำนะท่านนะ เพราะเห็นหนังสือพิมพ์ “Thai News” ของวัดพระธรรมกายชมนักชมหนาว่า ปาฏิหารย์ในพระพุทธศาสนานั้นพิสูจน์ได้ โถดูน่าเลื่อมใสเหลือเกินเจ้าประคู้ณ !!! เรียบร้อยโรงเรียนคนตาบอดไปแล้วครับกับกรณีของ วัดพุทธภาวนา ลาสเวกัส เมื่อศาลตัดสินให้ “การบริหารกิจการวัดพุทธภาวนาเป็นอำนาจของนายทรงวุฒิ เจริญบรรพชน” ต่อไป โดยมีเหตุผลว่า “ที่ผ่านมาเฮียตงหรือนายทรงวุฒิคนนี้ ขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดของวัด ก็มิได้ทำให้วัดพุทธภาวนาเสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด” ครับที่น่าเศร้าใจก็คือขวัญและกำลังใจของญาติโยมพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ฝากผีฝากไข้ไว้กับวัดวาอารามและพระสงฆ์องค์เณร เพราะหากว่าวัดไทยมีเจ้าอาวาสเป็นชาวบ้านคอยบงการให้พระสงฆ์ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ วันดีคืนดีไม่สบพระทัยพระรูปไหนก็ไล่ออกวัดไปแบบหมาไม่มีเจ้าน่ะ มันน่าเศร้าขนาดไหน เรื่องของวัดพุทธภาวนาจะมีที่มาที่ไปอย่างไร ปี้ส่างมิได้สนใจเท่าไหร่ เพราะมันไร้สาระกับการอ้างเรื่องเก่าเรื่องหลังว่า ฉันเคยเป็นโน้น ฉันเคยทำนี้ ฉันเคยสร้างโน่นสร้างนี่ ทั้งๆที่ปัจจุบันพวกที่ชอบอ้างทั้งหลายนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ที่น่าสนใจก็คือระหว่างการฟ้องร้องนานนับปีนั้น ทั้งงทางฝ่ายเฮียตงก็ไม่ได้ใส่ใจในการทำนุบำรุงวัดพุทธภาวนาแต่อย่างใด ใครจะทำอย่างไรกับวัดก็ชั่งขออย่างเดียว อย่าได้มาแตะเก้าอี้ของฉันเท่านั้นพอ ส่วนคณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปสู้คดีนั้นก็มิได้เข้าไปทำนุบำรุงวัดเช่นเดียวกัน อ้างกันแต่เพียงว่า ต้องให้เฮียตงถอนตัวออกมาก่อน จึงจะเข้าไปทำโน่นทำนี่ ฟังดูแล้วทุเรศ ก็ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งป้อมสู้กันข้างนอก ปล่อยให้วัดพุทธภาวนาเป็นแพแตกลอยเคว้งคว้างอย่างนี้ มันก็มีแต่ทรุดกับทรุดสิครับ จะร้องไห้ก็เสียดายน้ำตา ฟังเพลง “เสียน้ำตาที่คาเฟ่” ยังจะเท่ห์กว่าซะอีก ข่าวร้าย ครับขอพระสงฆ์ไทยโปรดระมัดระวังให้จงหนัก เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ วัดมงคลรัตนาราม Fort Walton Beach รัฐฟลอริด้า เมื่อเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๓ ได้มีชายนิรนาม ๑ คน แต่งชุดอำพราง สวมหมวกไอ้โม่ง ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากผีฮาโลวีน ควงปืนพกบุกรุกเข้าไปในวัด มุ่งหมายโจรกรรมตู้บริจาคของวัด เผอิญพระในวัดรูปหนึ่งมาพบเข้า เลยโดนจี้ไปขังไว้ในห้องจากนั้น เจ้าโจรใจทรามก็ยกเอาตู้บริจาคอันหนักอึ้งหนีลอยนวลไป ก็ยังนับว่าเคราะห์ร้ายแบบเบาๆ หน่อย เพราะยังไม่มีใครเจ็บเนื้อเจ็บตัวหรือถึงกับเสียชีวิตในงานนี้ แต่ว่าก็สุ่มเสี่ยงเหลือเกินแล้วละครับ เพราะถ้าพระอาจารย์รูปนั้นเกิดทำฮึดฮัดขึ้นมา ป่านนี้เราคงได้เสียน้ำตากันอีกครั้งหนึ่ง จึงบอกกล่าวเล่าขานเตือนพุทธบริษัทชาวไทยทุกท่านได้ระมัดระวังกันไว้ด้วย เหตุการณ์ในอดีตที่กระเทือนใจชาวพุทธไทยมากที่สุดก็ที่ วัดพรหมคุณาราม อริโซน่า ที่มีการสังหารพระสงฆ์หมดวัดนั่นแหละครับ อย่านึกว่าตายเมืองนอกแล้วดังดีนะท่าน เมืองนี้ ถ้าไม่ใช่อเมริกันละก็ตัวบทกฏหมายก็ออกบูดๆ เบี้ยวๆ ชอบกล คือไม่เอาจริงเอาจังกับการพิทักษ์ปกป้องคนต่างชาติเท่าไหร่ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือป้องกันตัวเองนั่นแหละครับ เฮ้อปี้ส่าง อ่านแล้วเศร้า ฟังข่าวแฮปปี้กันมั่งดีกว่าเนาะ ได้ดิบได้ดีไปแล้ว พระครูธรรมธรเศรษฐกิจ สฺมาหิโต วัดไทย แอลเอ หลังจากพ้นพงพ้นหญ้ากับคดีที่คนพาลฟ้องร้องที่ยืดเยื้อยาวนาน วันนี้ท่านผงาดขึ้นเป็นอินทรีย์เต็มตัว เพราะตำแหน่งต่างๆ ไหลมาเทมาสู่พระเดชพระคุณอย่างอั้นไม่อยู่ ทั้งตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดไทยนิวซีแลนด์ และที่ใหม่ล่าสุดก็เจ้าอาวาสวัดนาคปรก กรุงเทพฯ สำหรับตำแหน่งทางสมัชชาสงฆ์ไทยนั้นท่านก็ยังรั้งตำแหน่งอยู่ “กลองดียิ่งตียิ่งดัง” เช่นนี้แหละครับ โมทนาสาธุ ข่าวกรองจากทางวอชิงตัน ดีซี สำนักข่าวหัวเขียวรายงานว่า งานฉลองสมณศักดิ์พระราชาคณะของ ท่านเจ้าคุณพระวิเทศธรรมรังษี (สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท ป.ธ.๔) กำหนดไว้ในวันที่ ๑๐-๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ นี้ซึ่งตรงกับงานวันคล้ายวันเกิดของท่านพอดี งานนี้ซาบ เอ๊ย ! ทราบว่า บิ๊กๆ เพียบ ! ก็อย่างว่าแหละท่าน วัดไทย ดีซี ซะอย่างแบบคำโฆษณาหน้าจอทีวีที่ว่า “เล็กๆ มิต้าไม่ แต่ใหญ่ๆ มิต้าทำ ” นั่นแหละครับ เอิ๊กๆ อำลาอาลัย จากไกลใจยังคิดถึง แน่ะ ! เจ้าบทเจ้ากลอนอีกแล้ว ก็ฝากเพลงลอยลม เอ๊ย ! ฝากความอาลัยไปยัง ท่านกงศุลใหญ่นครลอส แองเจลิส-สุพจน์ ธีรเกาศัลย์ ผู้โชคดีได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนขั้นขึ้นเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศคูเวต แหม อยู่แอลเอก็ว่าใหญ่ สุดๆ แล้วนี่ท่านกงศุลใหญ่ได้ไปอยู่เมืองมหาเศรษฐีที่ชื่อว่าคูเวตอีก คงกะจะไปลดราคาน้ำมันที่กำลังแพงระเบิดอยู่ในขณะนี้ เพราะทราบว่าขณะอยู่ที่แอลเอ ท่านลดความซ่าของคนได้เยอะเลย จริงหรือเปล่า ? ส่วนท่านใหม่ที่มาแทนกงศุลใหญ่สุพจน์นั้น ทราบว่าคือ ท่านปิยวัชร์ นิยมฤกษ์ ก็ขอให้ฤกษ์ดีสมชื่อก็แล้วกัน เพราะว่าถ้าผ่านแอลเอไปได้น่ะจะเป็นดาวฤกษ์เชียวนะ สิบอกให่ ่ ! ระส่ำ ! ครับ กับวัดพุทธิ ชิโน ฮิลล์ ภายหลังจากการประกาศ “ลาออก” ของพระมหาบุญก้ำ ฐิตเวโท เจ้าอาวาส ก่อนจะบินกลับเมืองไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบว่าบอสองค์ใหม่ชื่ออะไร ใจของปี้ส่างรู้สึกฝ่อไปเยอะ เพราะตอนที่จัดงานถวายมหาสังฆทานตอนสิ้นปี ๙๙ นั้น ก็ยังเห็นยิ้มแย้มแจ่มใสกันดีอยู่เลย อย่างไรก็ตามก็ต้องขอให้กำลังใจท่านพระธรรมทูตที่ยังคงปักหลักสู้อยู่ต่อไป เอ้า ! สู้ครับสู้ ที่วัดมงคลรัตนาราม เอสคอนดิโด้ แคลิฟอร์เนีย ก็เห็นมีรายการผลัดแผ่นดิน เอ๊ย ! เปลี่ยนเจ้าอาวาสองค์ใหม่แล้ว ท่านพระมหาภิบาลเจ้าอาวาส ได้ลาออกกลับเมืองไทยส่วนองค์ใหม่นั้นเป็นสุดหล่อจากสุพรรณบุรีคือ ท่านพระมหาประยูร ปสุโต ป.ธ. ๙ พระธรรมทูตรุ่นที่ ๓ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยความจริงใจยิ่ง เพราะปี้ส่างก็อบรมร่วมรุ่นเดียวกันกับท่านบอสใหม่นี่แหละ ว่าแต่ว่าที่ว่ามาจากสุพรรณน่ะ เขาถามกันให้แซ่ดว่า “เสียงเหน้อ ถ่ำไม้ไม่เห้นมี” 555 วงการ Cyber Space มั่งก็ขอให้ระมัดระวังกันเอาไว้ด้วยนะเพื่อนๆ ทั้งหลายผู้นิยมชมชอบในการ Chat กับใครต่อใครทางโปรแกรม ICQ น่ะ สำนวนหมาหยอกไก่เอย สำนวนขุนแผนพรายกุมารเอย ขอกรุณาได้ลดลวดลายลงบ้าง เพราะแม่นาง “ปราย พันแสง” เธอได้โอ๊ะโอกับพระเอกพระรองของเราหลายท่าน แล้วก็เอาไปตีแผ่ในคอลัมน์ของเธอในหนังสือ “มติชน” รายสัปดาห์ หน้าชาที่สุดก็พ่อ “Praeak Of London” และที่ซวยเนื้อๆ ก็ท่าน “TuruN” ของเรานี่แหละ ท่านบ่นอุบว่า “นี่ขนาดผมไม่หวานกับใครนะยังโดนดีเลย” “เรานี่ซวย” ท่านว่างั้นนี่ยังดีนะที่แม่นางปรายพันแสงเธอไม่คิดค่าโฆษณาด้วย ไม่งั้นจะซวยมากกว่านี้ 555 ผ่านเข้ารอบแรกไปแล้วครับ สาวงาม เอ๊ย ! พระภิกษุผู้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตรุ่นที่ ี่ ๖ จำนวน ๗๒ รูป ทรวดทรงองค์เอวนั้นมีมาตรฐานเท่าไหร่ปี้ส่างไม่ทราบ ทราบแต่ว่า หนึ่งในคำถามบนโต๊ะสัมภาษณ์วันนั้นท่านถามว่า “พระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ? ” และถ้าปีนี้มีพระจากวัดพระธรรมกายผ่านการสัมภาษณ์ ก็หมายความว่า “พระนิพพานเป็นอัตตา” ใช่หรือไม่ครับ ท่านประธาน เอ๊ย! ประทานโทษ ท่านเจ้าคุณพระศรีปริยัติโมลี ที่เคารพ คำคมของใครที่ว่า “ก้าวแรกที่พลาดพลั้ง คือก้าวหลังที่มั่นใจ ก้าวแรกที่เสียไป คือก้าวใหม่ที่ได้มา” นั้นสงสัยจะนำมาใช้กับการอบรมพระธรรมทูตไม่ได้หรอกครับ เพราะรายการนี้ถ้ามีใคร “พลั้ง” ก็หมายความว่าสิ้นใจไปเลย เพราะสองสามรุ่นที่ผ่านมานั้นที่พลั้งถึงขนาดถูก “retire-แปลว่าโดนไล่” ออกจากโครงการก็มีหลายศพนะครับ ฉะนั้นขอได้โปรดท่องคาถามหานิยมเอาไว้ให้ดีว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ แปลว่า อย่าประมาทถ้าไม่อยากโดนไล่ออก และขอส่งกำลังใจไปถึงพระธรรมทูตรุ่นน้องทุกท่าน ขอจงแคล้วคลาดนิราศภัย ได้รับใบประกาศเป็นพระธรรมทูตกันทุกท่านเทอญ ข่าวด่วนสุดท้าย ใจหายกับการจากไปของ “สุรางค์ทองวิวัฒน์” ผู้ก่อตั้ง “วัดป่าพุทธยานันทาราม” ภายหลังจากการเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดครั้งใหญ่เมื่อปีก่อน จากนั้น คุณแม่สุรางค์ก็มีอาการออดๆ แอดๆ เรื่อยมา บวกกับปัญหาภายในที่รุมเร้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดวันที่ ๗ มีนาคม คุณแม่สุรางค์ก็ได้ตัดสินใจ “สละเรือวัดป่าพุทธยานันทาราม” โดยได้ทิ้งเอกสารของวัดทุกอย่างไว้เบื้องหลังขึ้นรถแท๊กซี่ไปเพียงลำพังโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง เรื่องลึกๆ นั้นปี้ส่างไม่ทราบ ทราบแต่ว่า แม่ชีสุรางค์ฝากคำไว้แต่เพียงว่า “ถ้าแม่ตายขอให้สวดศพให้เพียงคืนเดียว” และนับจากนี้ต่อไป วัดป่าพุทธยานันทาราม ลาสเวกัส ก็คงไม่มีบุพพการีนามว่า สุรางค์ ทองวิวัฒน์ อยู่เป็นเสาหลักให้อีกต่อไป ในขณะที่ใครต่อใครอาจจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับบทบาทของ “แม่ชีสุรางค์” ในอดีตที่ผ่านมา อันเป็นผลให้เกิดความเฉยเมยในการจากไป แต่ในใจของปี้ส่างแล้วขอกล่าวคำว่า “ชื่นชม” ในความกล้าได้กล้าเสียของผู้หญิงคนนี้ ที่รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย อันผู้ชายอกสามศอกบางคนควรจะเอาเป็นแบบอย่าง แม่ชีสุรางค์ คนดังแห่งลาสเวกัสได้ลาจากไปทั้งๆ ที่ยังเป็นอยู่ ทิ้งวัดป่าพุทธยานันทารามไว้เบื้องหลังกับโครงการ “ปฏิรูป” แนวทางวัดขนานใหญ่ และหนึ่งในนั้นก็คือ การจัดงานสงกรานต์ ! พระพุทธพจน์บทว่า “สัพเพ ธัมมา อนัตตา” นั้นยังคงเป็นอมตธรรมที่คงทนต่อการพิสูจน์มาทุกยุคสมัยอย่างเที่ยงแท้ อนิจจา.. ถามไถ่กันมากมายว่า “ปี้ส่าง” นี้เป็นนิคเนมของท่านผู้ใด ได้ยินได้ฟังแล้วก็อดเป็นปลื้มไม่ได้ ก็ขอขอบพระคุณท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่สนใจงานของ วัดไทย ลาสเวกัส ชื่อนั้นไม่สำคัญเท่าใดหรอกครับ หากว่าเรามีใจให้กัน ขอยืนยันว่า ถ้าท่านผู้อ่านไม่ทอดทิ้งปี้ส่างแล้ว ปี้ส่างจะทิ้งประชาชน เอ๊ย ! ท่านผู้อ่านได้อย่างไร พบกับปี้ส่างได้ใหม่ฉบับหน้า หน้านี้ ที่เดิม ! http://www.alittlebuddha.com/html/Jullasarn2004/J0243/Jullasarn02_7.html