วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข่าวประวัติศาสตร์ สถาบันพระศาสนา ต้องศึกษา


สะเก็ดข่าวศาสนาตลอดปี 2549

   
  สวัสดีปี ปีกุน พ.ศ. 2550 ท่านผู้อ่านผู้เป็นแฟนอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ทุกท่าน มาตามสัญญาสำหรับคอลัมน์นี้นับเป็นปีที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าเป็นคอลัมน์พิเศษของผู้เขียน ซึ่งใช้นามปากกาว่า "ปี้ส่าง"มาตั้งแต่เปิดตัวในจุลสารพระธรรมทูต วัดไทย ลาสเวกัส ฉบับปฐมฤกษ์ ในเดือนมกราคม พ.ศ.2542 พอเปิดคอลัมน์นี้ขึ้นมาในเว๊บไซต์แห่งนี้ก็แทบจะถือว่าเป็นนามปากกากิตติมศักดิ์ เพราะเขียนเพียงปีละครั้งเท่านั้น คือในวันที่ 31 ธันวาคม จะไม่เขียนในวันอื่นๆ เด็ดขาด ถึงใครจะใจป้ำให้ค่าเขียนครั้งละสิบหมื่นก็ต้องขออภัยที่ไม่สามารถเขียนได้ เพราะคอลัมน์นี้มีชื่อว่า "สะเก็ดข่าวศาสนาตลอดปี" ทีนี้ถ้ายังไม่หมดปีจะอุตริเขียนก็ถือว่าเสียสัจจะ ประเดี๋ยวท่านบรรณาธิการจะปรับโทษฐานไร้จริยธรรมพลอยอดเขียนอีก เอาละ ไม่พูดพร่ำรำฉุยฉายให้มากความ ขอพาท่านผู้อ่านย้อนเวลาหาอดีต 365 วันในรอบปีที่ผ่านมา เรามาดูกันว่า แวดวงศาสนาทั่วโลกนั้นมีข่าวศาสนาน่าสนใจอะไรแล้วบ้างนะ ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร ป.ธ.9) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ข่าวดังอันดับหนึ่งของประเทศไทยในปี 2006 ต้องยกให้ข่าว "ปลดสมเด็จเกี่ยว" เป็นข่าวเกรียวกราวที่สุดแห่งปี ถึงแม้ข่าวนี้จะดังแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยก็ตาม แต่สำหรับเงื่อนงำนั้นท่านว่ามีเยอะมากจนนักสืบยังสืบกันไม่เสร็จมาจนป่านนี้
      สมเด็จเกี่ยวนั้นเป็นชื่อจริงเสียงจริงของพระมหาเถระผู้มีนามจารึกในสุพรรณบัตร (แผ่นทองคำซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้จารึกราชทินนาม เพื่อทรงประกาศสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ) ว่า "สมเด็จพระพุฒาจารย์" ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีภูเขาทองต้องแสงพระอาทิตย์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์นั่นแหละ โดยแต่เดิมนั้นท่านมีนามว่า พระมหาเกี่ยว อุปเสโณ บ้านเดิมอยู่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมถิ่นของหลวงพ่อพุทธทาส บวชเรียนจบบาลีประโยค ป.ธ.9 ซึ่งสูงสุดในสายนี้ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณในราชทินนามว่า "พระเมธีสุทธิพงษ์" ในปี พ.ศ.2501 แล้วเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จากชั้นสามัญ ขึ้นเป็นชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นรองสมเด็จ จนกระทั่งได้เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ในปี พ.ศ.2533
      ปัจจุบัน สมเด็จพระพุฒาจารย์นั้นนับว่ามีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดกว่าบรรดาพระสมเด็จในมหาเถรสมาคมทุกรูป ซึ่งไปพ้องต้องกันกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย พ.ศ.2535 มาตราที่ 10 ที่ว่า "ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" แล้วหลังจากนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ได้ลงนามแต่งตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2547 ซึ่งถูกต่อต้านจากคณะพระวัดป่ามีพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เป็นประธาน ได้กล่าวโทษสมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า "ทำการช่วงชิงสิทธิอันเป็นของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีไถยเจตนา คือมีจิตคิดขโมยเป็นสมุฏฐาน" รวมความว่า คณะพระป่า 5,000 รูป ประกาศปรับอาบัติ "ปาราชิก" ต่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์บำเพ็ญตบะเป็นพระเตมีย์ใบ้ไม่รับไม่ตอบ ใครอยากว่าไงว่าไป "เป็นเรื่องประชาธิปไตย" ว่างั้น ส่วนอาตมานั้น "โน คอมเมนต์" คือไม่มีความเห็น ล่วงเลยมาจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีพระสงฆ์องค์ไหนกล้านิมนต์สมเด็จพระพุฒาจารย์ขึ้นศาลสงฆ์

สมเด็จพระพุฒาจารย์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

    เมื่อโดนประท้วงหนักเข้า วันที่ 17 กรกฎาคม 2547 รัฐบาลทักษิณจึงตัดสินใจ "ออกพระราชกำหนด" แก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ว่านี้เสียใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีข้อความว่า "ให้กรรมการมหาเถรสมาคมมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้" อีกสามวันต่อมา มหาเถรสมาคมมีสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นประธานการประชุม ก็รับลูกเหมือนนัดหมายรัฐบาลไว้แล้ว รีบออกมติมหาเถรสมาคม "แต่งตั้งตัวเอง-ให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ต่อไป จนกว่าสมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์สามารถปฏิบัติพระภารกิจได้
      เท่านั้นยังไม่พอ เรื่องพระเรื่องเจ้าเรื่องนี้ยังไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะคำสั่งครั้งแรกนั้นมาจากรองนายกรัฐมนตรี ทีแรกหลวงตาบัวก็กระแนะกระแหนนายวิษณุว่าเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด โดยกีดกันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้เป็นศิษย์รักไว้ในฐานะพยาน แต่นานไปเมื่อไม่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แสดงทีท่าว่าเห็นด้วยตน หนำซ้ำยังควงคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ศรีภริยา ไปทำบุญที่วัดสระเกศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนวัดป่าบ้านตาดที่เคยเข้าออกเป็นอาจิณสมัยทัวร์นกขมิ้นนั้น ทักษิณศิษย์รักดูท่าว่าจะลืมเส้นทาง "สายปลาแดก" เส้นนั้นเสียแล้ว
     และแล้วฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดผึง หลวงตามหาบัวเปิดตัวเป็น "บัวพันธุ์ใหม่" หรือบัวพันธุ์ที่ห้า แบบว่าเพิ่งได้ดวงตาเห็นธรรม เปิดอกเปิดใจทั้งน้ำตาว่า "คิดผิด เห็นว่าเป็นคนมีเงิน คงไม่ละโมบโลภมาก ที่ไหนได้ ฯลฯ" แปลว่า เสียงอรรถเสียงธรรมหรือสายตาระดับปรมาจารย์กรรมฐานของหลวงตาบัวที่อาจหาญออกออกมาการันตี "ทักษิณ ชินวัตร" ว่าเป็นคนดีที่สุดในโลกเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้นั้น กลายเป็นเพียงเสียงน้ำหมากขากเสลดและสายตาพร่าลายของหลวงตาแก่ๆ องค์หนึ่งเท่านั้น แบบว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ราคาตกยิ่งกว่าหุ้นชินคอร์ปในยุคทักษิณอินลอนดอนเสียอีก  ทีนี้หลวงตาก็เลยไม่มีน้ำใจไมตรีให้แก่ศิษย์รักทักษิณอีกต่อไป ขึ้นธรรมาสน์เทศนาแต่ละกัณฑ์ล้วนมีแต่ "ท้ากสิน ออกไป๊ๆๆ" สงสัยจะติดคารมนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไปเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่วัดป่าบ้านตาดให้หลวงตาบัวรับชมสดๆ นอกนั้นยังมีกลุ่มพลังธรรมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตพี่ชายที่แสนดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เชิญ"พ่อท่าน" โพธิรักษ์ แห่งสำนักสันติอโศก ผู้แอนอกยอมรับว่า "เคยโง่-สนับสนุนทักษิณมาก่อน" อีกคนหนึ่ง นำญาติธรรมเดินขบวนเข้าสู่ทุ่งพระสุเมรุเพื่อ ขับไล่ทักษิณ !
     3 หนุ่ม 3 มุม สามก๊กสามเหล่า รวมตัวกันเข้าเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้สโลแกนเดียวกันว่า "ท้ากสิน ออกไป๊" เมื่อสามเสียงประสานกันตั้งแต่วัดป่าบ้านตาดยันสนามหลวง ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องประกาศ "ยุบสภา" ในตอนค่ำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 แต่ยังรักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนพ้นพิธีเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปี ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วงนั้นประเทศไทยอยู่ในระหว่างการ "สมานฉันท์" อย่างแท้จริง
    แต่ครั้นพ้นงานฉลองครองราชย์ไปได้ไม่กี่เพลา เพลิงไฟที่สุมไว้ใต้ภูเขาทองก็ร้อนระอุขึ้นอีก แสดงว่าเป็นการสมานฉันท์เพียงชั่วคราวเท่านั้น ทักษิณเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 22 เดือนตุลาคม 2549 ขณะที่กลุ่มต่างๆ ซึ่งเรียกร้องให้ทักษิณออกไปนั้น ได้ปรับยุทธวิธีในการรบ จับมือกันเป็นการเฉพาะกิจในนาม "พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย" เพื่อไล่ทักษิณอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทักษิณก็ไม่แคร์ ใครอยากจะคล้องแขนใครถ้าไม่ปวดแขนเองก็ปล่อยเขาไป ขอเพียง 16 ล้านเสียงอย่าลืมผมเหมือนในเพลง "ไม่ลืม" ของสุรพล สมบัติเจริญ เท่านั้น ในเมื่อต่างคนต่างเดินสวนทางกัน โดยไม่มีใครหลีกทางให้กัน ประเทศไทยจึงตกอยู่ภายใต้ความวิกฤตที่สุดในโลก ดังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสกับคณะผู้พิพากษา
   และแล้ววันสุดท้ายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มาถึง แต่จะถึงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวก็ไม่มีใครรู้ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในหลายประเทศ จุดหมายสุดท้ายก่อนจะกลับไทยก็คือ มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทว่า ในเวลา 18.00 น. วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549  คณะนายทหารอันมีพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้า ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ประกาศยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณผ่านทีวีทุกช่อง ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเคว้งคว้างเดินทางไปพักที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะบินไปๆ มาๆ ระหว่างอังกฤษ-จีน-สิงคโปร จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมิมีทีท่าว่าจะได้กลับประเทศไทย

The last scene of Taksin Chinnawattara

    เมื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณได้แล้วนั้น ภารกิจสำคัญของคณะปฏิรูปก็คือ "ล้างบางระบอบทักษิณ" ไม่ว่าอะไรที่เป็นผลงานการประพันธ์ของทักษิณ หรือแม้แต่เกี่ยวข้องเป็นญาติใยกับทักษิณ ถือว่าเป็นของแสลงสำหรับประเทศไทยยุคเศรษฐกิจพอเพียง และหนึ่งในนั้นบังเอิญว่ามี "คำสั่งแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" รวมอยู่ด้วยสิ นี่แหละท่านผู้อ่านที่รัก ที่ผู้เขียนพาท่านนั่งรถเมล์อ้อมเมืองนั้น หาใช่มีเจตนาจะผลาญเวลาของท่านเล่นก็หาไม่ แต่ว่าเงื่อนงำมันอยู่ไกล จะเขียนสั้นๆ แบบคาถามหาเสน่ห์มุบมิบพึมพัมเพียง "พัวะเดียว" ก็กลัวจะไม่ได้ผล
     วันที่ 3 ตุลาคม 2549 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 93 พระชันษา ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก หนังสือพิมพ์ "ผู้จัดการ" ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เสนอบทความพิเศษในคอลัมน์ "หมายเหตุผู้จัดการ" เรียกร้องให้คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระพุฒาจารย์) พิจารณาลาออกเอง ถวายอำนาจคืนแด่สมเด็จพระญาณสังวรเสีย โดยตั้งฉายาให้แก่สมเด็จพระพุฒาจารย์ว่า "สังฆราชแห่งวังจันทร์ส่องหล้า" ซึ่งใช้คำว่า "วัง" มานำหน้าบ้านพักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอคัดข้อความส่วนหนึ่งมาเสนอดังนี้



"..เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชจึงสมควรจะได้พิจารณาว่า ถึงเวลาอันพึงยุติการปฏิบัติหน้าที่แทนแล้วหรือไม่ เพราะเมื่อทรงปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วก็ต้องถือว่าภารกิจของคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นอันสิ้นสุดลง
    
       พิจารณากันเสียเองจะดีกว่าที่จะให้ใครมาเรียกร้องหรือท้วงติง เพราะจะเป็นการไม่งาม อนึ่งเล่า การพิจารณาความจริงเสียเองจะดำรงรักษาความเป็นที่เคารพศรัทธาเอาไว้ได้ดีกว่า ทั้งจะเป็นสิริมงคลแก่วงการคณะสงฆ์ไทย ตลอดจนชาวพุทธทั้งมวลด้วย
    
       ใน 4-5 ปีมานี้ มีคนคิดการใหญ่ หวังยึดครองเอาพระพุทธศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง วางแผนคิดการจะตั้งสังฆราชของตนเองแทนที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา
    
       แล้วสมคบกันยึดอำนาจของพระสังฆราชาอย่างหน้าด้านๆ จำกัดและข่มเหงย่ำยีพระองค์ท่านอย่างอุบาทว์ชาติชั่ว แม้จะทรงพระกรณียกิจใด หรือแม้สื่อมวลชนจะถ่ายทอดพระกรณียกิจ ก็ต้องขออนุญาตจากผู้ถืออำนาจเถื่อน
    
       เราขอฟ้องต่อพี่น้องชาวพุทธทั้งประเทศ ให้ได้รู้ทั่วกันว่า การกระทำที่อุบาทว์ชาติชั่วเช่นนี้ กระทบกระเทือนน้ำพระราชหฤทัยสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าถึงเพียงไหน
    
       บัดนี้เงาอสูรร้ายผ่านพ้นไปแล้ว ฟ้าเบิกอรุณอันแจ่มใสแล้ว
 นิยายเรื่องสังฆราชวังจันทร์ส่องหล้าต้องถึงบทสุดท้ายแล้ว จึงเป็นเรื่องที่พุทธบริษัททั้งปวงจะต้องร่วมกันทำความถูกต้องดีงามให้เกิดขึ้น เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของราชอาณาจักรและพุทธบริษัททั้งหลาย .."
     
      อืม  เล่นแรงนะ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการนี่ พระเจ้าพระสงฆ์ก็จิกหัวด่าไม่เว้น มิน่าช่วงหลังแนวร่วมจึงน้อยลงไปทุกที เพราะเล่นไม่เก็บอารมณ์นี่เอง
      ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม 2549 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวอีกว่า "รัฐบาลจะต้องยกเลิกการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเสนอร่างแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ด้วยการคืนอำนาจในการสถาปนาให้กลับเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์"
     และต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม 2549 นายไพศาล พืชมงคล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เจ้าของนามปากกา "สิริอัญญา" และ "เรืองวิทยาคม" ได้นำสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 33 คน เข้ายื่นร่างแก้ไขพระราชกำหนดต่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอแก้ไขพระราชกำหนดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับทักษิณ เพื่อเปิดทางให้มีการถวายคืนพระราชอำนาจแด่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งก็ไม่มีใครทักท้วงอะไร เพราะเป็นเพียงการยื่นร่างกฎหมาย จะผ่านหรือไม่ผ่านก็ต้องผ่านการพิจารณาของสภาก่อน
      แต่แล้วในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ตื่นเช้ามาก็พบว่า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้พาดหัวข่าวตัวโตว่า"ปลดสมเด็จเกี่ยว" โดยเล่าว่า มีพระบัญชาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ส่งตรงถึงพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และให้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) วัดชนะสงคราม มาดำรงตำแหน่งแทน โดยพระบัญชาที่ว่านี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ คือ 7 พ.ย. เป็นวาระจร !
       พอข่าวนี้ออกไปไม่กี่นาที นอกจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับดังกล่าวจะหายเกลี้ยงจากแผงไปเหมือนอันตรธาน คือขายดิบขายดียิ่งกว่าศรีธนญชัยเอาขนมยายไปเทน้ำเทท่าแล้ว กระแสแห่งความพอใจและไม่พอใจต่อพระบัญชาดังกล่าวก็ลามไปทั่วประเทศ รวมทั้งชาวไทยทั่วโลกด้วย คณะพระนิสิตมหาจุฬาฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ นำโดยพระมหาโชว์ ทัศนีโย ได้เดินขบวนถือโทรโข่งมายังหน้าทำเนียบรัฐบาล ประกาศคัดค้านพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชฉบับดังกล่าว ทั้งๆ ที่มิได้เกี่ยวกับข่าวปลดตัวเองเลย แสดงว่ามีมือปืนรับจ้างในวงการสงฆ์เข้าแล้ว

     ลมเหนือลมใต้ลมตะวันออกลมตะวันตกพัดสวนทิศทางกันหวือหวา หลายชั่วโมงต่อมาเมื่อทิศทางลมเริ่มชัดเจนขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่า "สมเด็จเกี่ยวเริ่มกุมสภาพได้แล้ว" จึงเริ่มมีกระบวนการ"ออกตัว" หรือ "โยนกลอง" จากผู้เกี่ยวข้องในทำเนียบรัฐบาล โดยคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกมาปฏิเสธ"เดี้ยนไม่รู้" พระบัญชาฉบับดังกล่าว โบ้ยปากให้ไปถามแหล่งข่าวเอาเองว่าได้ข่าวมาจากไหน
      เมื่อได้รับการชี้แนะเช่นนั้น สายตาทุกคู่จึงจ้องไปยัง "วัดบวรนิเวศวิหาร-บางลำพู" อันเป็นสถานที่ระบุว่าพระบัญชาออกมาจากที่นั่น เมื่อนั้นวัดบวรก็เหมือนถูกเพลิงไหม้ ร้อนอกร้อนใจกันไปทั้งบาง พระเทพปริยัติวิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก็ออกมาปฏิเสธข่าวว่าคณะสงฆ์วัดบวรไม่มีใครรู้เรื่อง ต่อจากนั้น มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ออกแถลงการณ์ออกตัวต่อกรณีดังกล่าว มันลามปามไปทั้งระบบ กระทบทั้งธรรมยุติและมหานิกาย ในขณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์นั้น ยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ภายในตำหนักสมเด็จวัดสระเกศ มีเพียงพระพรหมสุธีหรือเจ้าคุณเสนาะศิษย์ก้นกุฏิ ออกมาให้สัมภาษณ์พอหอมปากหอมคอ แสดงว่าสมเด็จเกี่ยวท่านงัดกลยุทธ์ "ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ออกมาใช้ในเวลาวิกฤตของชีวิต ซึ่งต้องลุ้นใจระทึกว่า อุบายดังกล่าวจะใช้ได้ผลหรือไม่ ! เสียดายแต่ว่า ไม่มีใครเห็นสมเด็จเกี่ยวในวันนั้นเลย...
     จากวัดบวรปี่กลองและนักข่าวก็ข้ามไปยังวัดชนะสงคราม สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งถูกระบุว่าได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน พอพบหน้านักข่าวก็รีบปฏิเสธ "เผือกร้อน" ชิ้นนี้ว่า "อาตมาไม่ทราบ" ทั้งๆ ที่ลูกศิษย์นั้นลุ้นกันระทึกว่า "สาธุ ขอให้เป็นจริงเถิด" ก็ตาม ส่งผลให้กระแสข่าวที่ตอนแรกนั้น "ยอมรับว่ามีพระบัญชาจริง" ลดอันดับลงเรื่อยเป็นรายชั่วโมง ถึงเช้าวันที่ 7 พ.ย. ก็กลายเป็นเพียงลมพัดกิ่งไม้แห้ง "ไม่มีใครรู้เห็น-เป็นเพียงข่าวลือ" ซึ่งปิดข่าวโดยท่านนายกรัฐมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออกมาปฏิเสธว่า "ไม่มีวาระซ่อนเร้นดังกล่าวแต่อย่างใด" แต่ใครจะเชื่อ ??
      ภิมหาคลื่นยักษ์ "สึนามิ" เมื่อปลายปี 47 นั้นก็เหมือนกรณีนี้ คือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันไม่ทันตั้งตัว ถาโถมโครมเดียวตายเป็นแสนๆ แล้วสลายกลายเป็นเพียงฟองฝอยค้นหารากเหง้าก็ไม่เจอ นอกจากร่างไร้วิญญาณเกลื่อนหาดทรายเท่านั้น กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน กระแสข่าวที่หนังสือพิมพ์ "ไทยรัฐ" ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของไทยนั้นนำขึ้นปกหน้า ซึ่งมีสถานะระดับพายุ "ไต้ฝุ่น" และสำนักข่าวทุกสำนักต่างรับลูกรับกระแสกันอย่างพร้อมเพรียงนั้น มิน่าเชื่อว่า  เพียงชั่วข้ามคืนมันจะสลายกลายเป็นเพียง "ลมพัดลมเพ"ที่มีคนนิรนามพยายามสร้างเรื่องขึ้นมา
      แต่โบราณว่า ไม่มีฝอยหรือสุนัขจะทิ้งมูล โดยเฉพาะมูลนี้เป็นมูลใหญ่ ถ้าเล่นกันจริงจังก็กลัวว่าคนในผ้าเหลืองหลายรูปต้องติดคุกติดตะราง มันก็จะไม่ดีไม่งามไปอีก หัวหน้ารัฐบาลคือพลเอกสุรยุทธ์นั้นก็เป็นพุทธ มีภารกิจเฉพาะหน้าที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ไหนจะต้องตามเช็คบิลล์ทักษิณ ไหนจะต้องทำงานแข่งกับผลงานของทักษิณ ถ้าเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากเปิดศึกหลายทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องพระเรื่องเจ้า ดูอย่างทักษิณ ชินวัตร ที่ว่าอหังการณ์สิ กลายเป็นสัมภเวสีอยู่ทุกวันนี้น่ะมิใช่เพราะเล่นกับพระกับเจ้าดอกหรือ มหาเถรสมาคมและสมเด็จเกี่ยวหรือ ช่วงนี้ก็อยากได้คะแนนนิยมมิใช่น้อย ข่าวนี้ถ้าเป็นแต่ข่าวโคมลอยแล้วขายได้ก็ปล่อยให้นักข่าวเขาขายเถอะ ขอเพียงอย่าให้เป็นจริงเป็นใช้ได้ ดังนั้น ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อได้รับรายงานเรื่องนี้ (ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกแล้ว) ก็ประกาศในที่ประชุมมหาเถรสมาคมว่า "กระผมไม่ติดใจ"
เป็นการไม่ติดใจที่ใจระทึกทั้งวันเลยทีเดียว !
     นั่นคือปรีชาญาณ แปลง่ายๆ ว่า ความเยี่ยมยุทธ์ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศ ซึ่งเป็นลีลาที่เซียนได้เห็นก็ยังต้องยอมซูฮกว่า พระเดชพระคุณกอร์ปด้วยสติปัญญาสามารถ ที่จะนำพาสังฆมณฑลไทยในยุคพอเพียงนี้ ไปได้อย่างไม่มีใครจะทัดเทียม ปี้ส่างเองได้เห็นลีลาของพระคุณท่านแล้วก็ยังเลื่อมใส
     ผลของปรีชาญาณดังกล่าว ในเวลาต่อมาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 14 คน ได้พากันขอถอนชื่อออกจากร่างกฎหมายดังกล่าว ส่งผลให้ร่างกฎหมายของนายไพศาล พืชมงคล ต้องตกไป ไม่มีการนำมาพิจารณาในสมัชชานิติบัญญัติแห่งชาติ แปลให้ชัดก็คือว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจของสมเด็จพระสังฆราชอย่างสมบูรณ์เพียงรูปเดียว ต่อไป และต่อไป...
      ถ้าไม่ใช่เกมที่คลาสสิกระดับด๊อกเตอร์ยังต้องนั่งส่องกล้องดูแล้ว ปี้ส่างคงไม่กล้าฟันธงลงไปว่า นี่คือสุดยอดข่าวดังแห่งปี 49 อย่างแท้จริง !
    และด้วยความยิ่งยงในฐานันดรศักดิ์ดังกล่าว ทำให้พระสงฆ์ไทยต่างมั่นอกมั่นใจว่า พระเครื่องที่ควรจะกราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นศิริมงคลดลบันดาลยศถาบรรดาศักดิ์ ตั้งแต่ชั้นพระครูไปจนถึงเจ้าคุณให้แก่ตนเองได้นั้น พระเครื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศ กลายเป็นพระเครื่องยอดนิยมที่มีพระสงฆ์ไทยใช้บูชากันมากที่สุด เพราะเหรียญหลวงปู่ทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ที่ว่าเป็นสุดยอดนิยมราคาเรือนแสนนั้น ยังสู้พระเครื่องสมเด็จเกี่ยวไม่ได้ แม้แต่สมเด็จวัดระฆังก็ยังชิดซ้าย ใครไม่เชื่อก็ลองถามสรรพคุณจากท่านเจ้าคุณเสนาะดูได้ เพราะท่านได้ชั้นรองสมเด็จเพราะห้อยพระสมเด็จวัดสระเกศ มิได้ห้อยหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้แต่อย่างใดเลย จริงจริ๊ง !

รูปหล่อบูชาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ
รุ่นยอดนิยม หายากมากๆ ใครอยากเลื่อนสมศักดิ์ต้องรีบหามาบูชาด่วน




พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือธัมมชโย เจ้าสำนักวัดพระธรรมกาย

       อัยการสูงสุดถอนฟ้องธัมมชโย เป็นข่าวใหญ่โตสุดท้ายก่อนอวสานรัฐบาลทักษิณ ถูกจัดเรตติ้งเป็นข่าวดังอันดับ 2 ของประเทศไทยในปี 49 ความดังที่ว่านี้มีหลายสาเหตุ ทั้งจากเหตุที่ท่านธัมมชโยเป็นเจ้าอาวาสวัดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทย มีทรัพย์สินมากที่สุดถึงหลายหมื่นล้าน กิ่งก้านสาขาก็มากมายทั้งในและต่างประเทศ มีการออกนิตยสาร สื่อสาร เว๊บไซต์ แม้กระทั่งมีดาวเทียมเป็นของตนเอง พระธัมมชโยไม่ต้องอาศัยใครช่วยโฆษณาก็สามารถออกอากาศได้ตามใจปรารถนา ศาสนิกหรือก็ล้นวัด ขนาดว่าที่ดินนับพันๆ ไร่ที่ซื้อไว้นั้น เชื่อไหมว่าจัดงานใหญ่เข้าจริงๆ ปรากฏว่า "ไม่พอจอดรถ" ถ้าไม่มีชนักติดหลังเรื่องสร้างสัทธรรมปฏิรูปเมื่อปี 2542 แล้วละก็ ธัมมชโยคงลอยไกลไปจนถึงระดับสันตะปาปาแห่งนครรัฐวาติกันนั่นทีเดียว แต่โบราณว่า ถ้าบุญญาวาสนาไม่ถึงก็อย่าเขย่งเท้าเดินเลย ปวดเสียเปล่า ประเดี๋ยวเขาก็รู้ว่าหมู่หรือจ่า ดังนั้น เรื่องนี้ต้องขยาย...
      กล่าวกันตามที่เห็นและเป็นไป ปี้ส่างมิได้มีอคติกับท่านธัมมชโยเป็นการเฉพาะ ผลงานการสร้างวัดก็ดี สำนักเรียนก็ดี หนังสือหนังหาก็ดี ที่วัดพระธรรมกายทำออกมานั้น ยอมรับว่า "ดูดี" กว่าผลงานของวัดในประเทศไทยหลายหมื่นวัด อาจจะรวมทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุ วัดสระเกศ พวกนี้ด้วย แต่ที่ต้องออกมาตราหน้าอย่างรุนแรงก็เพราะพฤติกรรมของคณะวัดพระธรรมกาย ต่อกรณีที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ท่านได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีที่วัดพระธรรมกายได้ออกเอกสารระบุว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" นั่นแหละ
     ในฐานะที่พระธัมมชโยเป็นถึงพระราชาคณะเจ้าอาวาสมีพระมากที่สุดในประเทศไทย ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า "เป็นนักปราชญ์" ในทางพระศาสนาด้วยผู้หนึ่ง ซึ่งคุณสมบัติดังว่ามานี้ เมื่อมีหนังสือท้วงติงจากพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ซึ่งท่านได้เขียนอย่างสุภาพ ยกหลักฐานต่างๆ ทั้งในพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา เป็นต้น มาเทียบเคียงเพื่อให้สาธุชนได้ใช้ตรวจสอบลัทธิธรรมกาย ตอนนั้น เราคาดหวังว่าจะได้เห็น "การชี้แจงอย่างสุภาพเหมาะสมกับภูมินักปราชญ์เจ้าสำนักใหญ่ระดับโลกของพระธัมมชโย"
    แต่เปล่าเลย ธัมมชโยนอกจากจะมุดหัวอยู่แต่ในกุฏิ ไม่ยอมชี้แจงแถลงไขในเรื่องที่ตัวเองกระทำลงไปแล้ว ยังให้สมุนบริวารออกเอกสารโจมตีพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์อย่างข้างๆ คูๆ ใช้นามแฝงว่า "ชมรมสามเหล่าทัพ" บ้าง ว่า "ดร.เบญจ์ บาระกุล" บ้าง ส่วนตัวเองนั้นก็ใส่แว่นตาดำนั่งรถเข็นไปขึ้นศาล อ้างว่าป่วย ! แสดงความอ่อนแอให้คนเห็นในท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติเกี่ยวกับตัวเองและสำนักเรียน ไม่มีความองอาจ ขาดความเป็นนักปราชญ์หรือผู้ดี ไม่มีการกระทำอย่างลูกผู้ชาย นี่แหละคือตัวจริงเสียงจริงของธัมมชโย ซึ่งต้องกับโบราณภาษิตที่ว่า "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ" แต่สถานการณ์สำหรับธัมมชโยนั้นกลับกลายเป็นสร้าง "โมฆบุรุษ" ไปอย่างที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9)
วัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
บุคคลที่พระธัมมชโยและเหล่ากัลยาณมิตรต้องคิดถึงไปจนวันตาย

      หลังจากตะลอนขึ้นศาลสงฆ์และศาลอาญามาตั้งแต่ปี 2542 นั้น ธัมมชโยก็ให้เหล่ากัลยาณมิตรวัดพระธรรมกายออกมาส่งเสียง "ขอความเป็นธรรม" เป็นระยะๆ อ้างว่าทำคุณงามความดีเพื่อประเทศชาติศาสนามามากมาย ควรจะนิรโทษกรรมท่านธัมมชโยเสีย แต่กระพรวนบนคอแมวนั้น นอกจากจะหาหนูใจกล้านำไปผูกได้ยากแล้ว หนูตัวที่จะนำกระพรวนออกก็ยิ่งหาได้ยากกว่า ดังนั้นคดีดัง "ธรรมกาย" เมื่อเข้าสู่ศาลอาญาแล้ว ตามหลักก็จำเป็นต้องดำเนินการไปจนสิ้นสุดกระบวนการ ซึ่งประมาณว่า คดีนี้จะสิ้นสุดในประมาณปลายปี 2549 แต่จะออกลูกผีหรือลูกคนก็ไม่มีใครทายใจศาลอาญาได้
    การที่คดีอาญาของพระธัมมชโยจะเดินไปสุดทางนั้น แปลได้ 2 ความหมาย คือ 1.ถ้ารอด ก็เท่ากับว่าธัมมชโยเสมอตัว แต่ที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลมานานถึง 7 ปีนั้น ก็นับว่าเป็นเคราะห์กรรมมหันต์ และ 2. ถ้าศาลพิพากษาว่าธัมมชโยผิด ก็หมายถึงว่าต้องติดคุก ซึ่งพระที่ต้องคดีอาญาถึงติดคุกนั้นตามกฎหมายไม่สามารถจะเอาเข้าคุกทั้งผ้าเหลืองได้ ต้องเปลื้องผ้าเหลืองออกเสียก่อน หมายถึงว่า พระธัมมชโยต้องสึกสถานเดียว !
    แต่ปัญหามันมิได้มีเพียงเท่านั้น เพราะท่านธัมมชโยนั้นเป็นถึงระดับปรมาจารย์ เป็นผู้ก่อตั้งวัดจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก วัดพระธรรมกายตั้งแต่เกิดจนโตขึ้นมาได้ทุกวันนี้นั้นก็เพราะท่านธัมมชโย การจับพระธัมมชโยสึกจึงเป็นการทำลายวัดพระธรรมกายจนถึงรากถึงโคน เพราะถ้าไม่มีพระธัมมชโย รับรองว่ากัลยาณมิตรคุมกันไม่ติดแน่ แต่ในฐานะที่วัดพระธรรมกายนั้นใหญ่โตรโหฐาน มีสาวกนับแสน การจะจับเจ้าสำนักสึกจึงมิใช่เรื่องง่าย รับรองว่าจลาจลแน่ แต่เหนือนิติศาสตร์ก็ยังมีรัฐศาสตร์ ซึ่งตรงนี้อัยการสูงสุดได้นำมาทำเป็นลูกกุญแจดอกที่สอง สำรองไว้ไขความสำหรับการไว้ชีวิตพระธัมมชโยและคณะวัดพระธรรมกายในครั้งนี้
      ความเก่งกาจระดับซูเปอร์เซียนของทีมกฎหมายวัดพระธรรมกายนั้น ต้องขอยกนิ้วให้ว่า "ยอดเยี่ยมระดับโลก" ขอโฆษณาไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ถ้าใครไหนต้องคดีอะไร ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ก็ขอให้ไปติดต่อท่านธัมมชโยเพื่อขอให้ทีมทนายมาช่วยว่าความให้ เพราะไม่น่าเชื่อว่า เรื่องใหญ่ระดับประเทศนั้น ทนายความทีมนี้สามารถปลดชนวนระเบิดปรมาณูลูกใหญ่ ขนาดสามารถทำลายอาณาจักรธรรมกายหลายหมื่นล้าน ให้หมดฤทธิ์ลงได้อย่างง่าย โดยใช้กุญแจดอกที่ชื่อว่า "สมานฉันท์" ผ่านมือนักปลดชนวนคดีทางการเมืองชื่อก้องโลก "ทักษิณ ชินวัตร"
    ทีมกฎหมายวัดพระธรรมกาย ใช้ตรรกวิทยาที่ว่า ในเมื่อไม่มีหนูตัวไหนเป็นใจอยากไปปลดกระพรวนบนคอแมวออก ก็เห็นจำเป็นต้องใช้หนูตัวเดิมที่เอากระพรวนผูกคอแมวไว้นั่นแหละ ซึ่งในการฟ้องร้องต่อศาลอาญานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดจึงถูกกำหนดให้เป็นหนูตัวที่ต้องไปดึงเอากระพรวนบนคอแมวคือศาลอาญาออกมา เพราะผู้ผูกย่อมรู้ทางแก้ และสมการนี้แหละที่ทำให้วงการนักกฎหมายไทยต้องตะลึงเป็นคำรบสอง รองมาจากคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผ่านมาด้วยวาทะว่า "บกพร่องโดยสุจริต" นั่นเอง
ลำดับเหตุการณ์ระทึกใจในการ "ปลดชะนวนระเบิดวัดพระธรรมกาย" นั้นมีดังนี้
1. วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดจัดงาน “รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี” ที่วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี มีการเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หัวหนาพรรคไทยรักไทย ไปเป็นองค์ปาฐก
2. วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2549 ศาลอาญารัชดา โดยนายสุนพ กีรติยุติ ผู้พิพากษาอาวุโส และองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำสั่งอนุญาตให้ "ถอนฟ้องคดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และลูกน้องคนสนิท ตกเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ เงินบริจาควัดมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท
โดยศาลอ้างเหตุผลว่า
1. เพราะว่าจำเลยได้คืนทรัพย์สนที่ฉ้อโกงมาจากวัดพระธรรมกาย จำนวน 1,000 ล้านบาท คืนให้แก่วัดหมดแล้ว
2. ถ้าหากดำเนินคดีนี้ให้สิ้นสุด อาจจะเกิดความแตกแยกระหว่างพุทธศาสนิกชน
       ที่สังคมตั้งคำถามก็คือว่า การที่อัยการออกหน้าดึงเรื่องกลับมาจากศาลในครั้งนี้ ถ้าไม่มีคนที่ชื่อ"ทักษิณ ชินวัตร" ส่งสัญญาณให้แล้ว ลำพังอัยการจะกล้าหาญกระทำการเองหรือ หรือถ้าคิดจะทำ ทำไมไม่ทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ปล่อยให้คดีค้างคาศาลมานานถึง 7 ปีได้อย่างไร และทำไม พอทักษิณกลับจากวัดพระธรรมกายได้เพียง 35 วัน ศาลก็ออกนั่งบัลลังก์สั่งถอนคดีตามคำขอของอัยการ ?????
    ปิดท้ายรายการด้วย นายถวิล สมัครรัฐกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกมาประกาศว่า "เมื่อศาลสั่งจำหน่ายคดีอาญาแล้ว คดีทางสงฆ์ก็ถือว่าสิ้นสุดไปด้วย" แปลว่า สำเร็จพระธัมมชโยพ้นบ่วงกรรมแล้ว บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใย โดยไม่ต้องผ่านศาลไหนให้ตัดสินทั้งสิ้น ใช้ระบบ "ลอบบี้" หรือวิ่งเต้นมันจนวินาทีสุดท้ายนี่แหละ ตำราจีบของแม๊กอินทอชเขาว่า "ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก" และมันก็เป็นทฤษฎีที่ยังเวิร์คอยู่ ใครไม่เชื่อก็ดูเอาเองเถิด
    เรื่องนี้ในแวดวงพุทธศาสนิกชนคนไทยที่สนใจเรื่องหวยเรื่องเบอร์มากกว่าเรื่องพระธรรมวินัย ก็คงไม่มีใครคิดว่า "มันสลักสำคัญอะไร" เรื่องหลวงพี่น้ำฝนศิษย์หลวงพ่อพูลวัดไผ่ล้อม โดนห้ามให้หวยนั้นยังใหญ่กว่าเสียอีก เรื่องสำคัญระดับ "นักปราชญ์ทะเลาะกัน" นี้ จึงมีเพียงนักปราชญ์ไม่กี่คนเท่านั้นที่สนใจให้ความสำคัญ เชื่อไหมว่าถ้าปี้ส่างไม่นำเรื่องนี้มาฉายซ้ำ หลายคนดูเหมือนจะลืมเลือนไปแล้ว ที่ต้องบันทึกร่วมไว้ในหน้าเดียวกันก็คือว่า ผลงานการหลุดคดีนี้ของพระธัมมชโยนั้น นักปราชญ์ทางศาสนาเขาจัดให้เป็นผลงาน "โบว์ดำ" ชิ้นสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณก่อนจะสิ้นอำนาจด้วย

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข่าว ทรัพย์สินทางปัญญาชาติ ที่ต้องพัฒนา


กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนมางาน IP Fair 2011 (Intellectual Property) กันในระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยการจัดงานในปีนี้ ชูแนวคิด “ต่อยอดภูมิปัญญาให้ก้าวไกล สร้างสรรค์นวัตกรรมไทยสู่สากล”
เมื่อพูดถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว จะพบว่าเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญ หรือยังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจกันนัก แต่ถ้าประเทศไทยจะก้าวสู่เวทีโลกแล้ว เรื่องนี้นับเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ดังนั้นทางภาครัฐจึงต้องมีการรณรงค์และสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนัก และสำหรับงานครั้งนี้ทางผู้จัดมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้ชื่นชมพระปรีชาสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาตามรอยพระยุคลบาท และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการส่งออก
กิจกรรมหลักภายในงานประกอบด้วย
- โซน IP CREATIVE KING นิทรรศการแสดงผลงานทรัพย์สินทางปัญญาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันได้แก่ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า รวมถึงสิทธิบัตรใหม่ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ทูลเกล้า ฯ ถวายเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2553 ได้แก่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และชุดสำเร็จของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ และรางพืช และในวาระอันเป็นมิ่งมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดซุ้มให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสอันเป็นมหามงคลนี้ทางอินเทอร์เน็ตด้วย
- โซน IP Creative CITY (INNOVATION TOWN) นิทรรศการสรุป โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งหมดที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการปีที่ผ่านมา และปีปัจจุบัน รวมถึงกิจกรรม “จุดประกายความคิด เนรมิตเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้แสดงความเห็น สร้างเมืองสร้างสรรค์ให้ในแบบที่เราอยากให้เป็น
- โซน IP Showcase เป็นการนำผลงานสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์จำนวน 40 ผลงานมาจัดแสดง โดยเน้นผลงานที่มีศักยภาพทางธุรกิจ ผลงานที่โดดเด่นเรื่องนวัตกรรมและมีความแปลกใหม่
- โซน IP GI จัดแสดงผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของประเทศ (Geographical Indication หรือ GI) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 35 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น GI ไทย 29 ผลิตภัณฑ์ และ GI ต่างประเทศ 6 ผลิตภัณฑ์
- โซน IP MARKET ร้านค้าจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ของไทย ของต่างประเทศที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างถูกต้อง
- โซน IP CLINIQUE & SERVICE คลินิกให้คำปรึกษา และรับคำขอทรัพย์สินทางปัญญาเคลื่อนที่ Mobile Unit
- โซน IP AWARD จัดการประกวดผลงานออกแบบด้านทรัพย์สินทางปัญญาระดับอุดมศึกษา หัวข้อ ECO DESIGN จำนวน 70 ผลงาน
- โซน IP VAIRIETIES กิจกรรมแข่งขันตอบปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญา การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินค่ายแกรมมี่ ทรู และอาร์เอส การแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทย
- โซน IP SEMINAR การจัดอบรมให้ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ พาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัด / เครือข่ายทรัพย์สินทางปัญญาภาคประชาชน และเครือข่ายทรัพย์สินทางปัญญาภาคสถาบันการศึกษา”
ก็ไปชมกันให้จุใจไปเลยครับกับงานดีๆ ฟรีๆ ที่ได้ทั้งความรู้และความบันเทิงครบครับ ดีไม่ดี ดูไปดูมาเกิดปิ๊งๆ ไอเดีย สร้างสรรค์ IP ของตัวเองออกมาได้ ต่อยอดกลายเป็นธุรกิจอีกยิ่งแจ่มกันเข้าไปใหญ่ครับ สนใจเพิ่มเติม หาข้อมูลได้ที่www.ipthailand.go.th
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก www.ipthailand.go.th | media.thaigov.go.th


วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสำนักพุทธศาสนา


รับสมัคร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
เนื่องจากสำนักพุทธฯไม่มีบุคคลากรผู้เหมาะสม
จึงประกาศรับสมัครจากบุคคลทั่วไป
ใครรู้ตัวว่าสนองงานมหาเถรสมาคมได้ ก็เชิญฮะเชิญ !

เอ้อ..ถ้าเกิน 30 วันแล้ว ยังหาตัวไม่ได้ ก็เชิญยุบสำนักพุทธฯทิ้งไปเสียเถอะฮะ อายชาวบ้านเขาน่ะ เพราะถ้าทั้งกรมยังหาคนทำงานแค่นี้ไม่ได้ ก็ไม่สมควรสุมหัวกันอยู่ให้รกหูรกตามหาเถรเสียเปล่าๆ เกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเห็น เพิ่งจะเห็นก็ตอนนี้แหละ (ตอนที่นายนพรัตน์เป็น ผอ.สำนักพุทธฯ) จึงถือว่าเป็นบุญตา

สำนักพุทธฯ นั้นยกระดับมาจากกรมการศาสนา ซึ่งมีหน้าที่ในการสนองงานคณะสงฆ์ อธิบดีกรมการศาสนาแต่เดิมนั้นมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยเฉพาะ ต่อมาเมื่อเปลี่ยนเป็นสำนักพุทธฯแล้ว ภาระหน้าที่ก็เหมือนเดิม (เว้นแต่ ผอ.สำนักพุทธฯจะสะเออะไปทำเกินหน้าที่ เช่นทำตัวเป็นมหาเถรสมาคมเสียเอง เที่ยวกำราบปราบปรามพระสงฆ์องค์เณร หรือสัมภาษณ์ด่าพระเณรผ่านสื่อ เป็นต้น) ทุกสมัยที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เพิ่งจะมาเกิดวิกฤตบุคคลากรก็ตอนนายนพรัตน์ขึ้นเป็น ผอ.สำนักพุทธฯนี่แหละ เขาให้ทำอย่างหนึ่ง แต่ไพล่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง ไม่ทันไรก็ไม่มีคนเป็นงานในกองงานเลขามหาเถรสมาคมเสียแล้ว

ถ้าสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคมไม่มีบุคคลากรที่รู้งานและเหมาะสมในตำแหน่ง ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ก็ไม่สมควรเป็นสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม


สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รุกตั้งผู้ตรวจฯ-ยก 27 ผอ.พศจ.ขึ้นระดับ 9 พร้อมเปิดรับสมัครข้าราชการ พศ. เข้ารับการประเมินเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับ 9 จนถึง 30 ส.ค.นี้...
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้อนุมัติให้ พศ.ดำเนินการคัดเลือกข้าราชการ พศ. เพื่อเข้ารับการประเมินเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับ 9 ประเภทอำนวยการระดับสูง ดังนั้น จึงได้รับสมัครคัดเลือกข้าราชการ เพื่อเข้ารับการประเมินเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2 ตำแหน่ง ตำแหน่ง ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม 1 ตำแหน่ง และตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) 27 ตำแหน่ง ทั้งนี้ในส่วนของตำแหน่งผู้ตรวจฯนั้น เนื่องจากตนเห็นว่าในการดูแลงานด้านพระพุทธศาสนาในจังหวัดต่างๆ ซึ่งเดิมในการแบ่งส่วนราชการนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีอำนาจในการกำกับดูแลงานด้านพระพุทธศาสนาผ่านทาง พศจ. แต่ละจังหวัด แต่เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดมีภาระงานที่ค่อนข้างมาก การดูแลงานด้านศาสนาอาจจะยังไม่ทั่วถึง ดังนั้น จึงเห็นว่าควรจะมีตำแหน่งผู้ตรวจฯเข้ามาช่วยติดตามงานพระพุทธศาสนาในแต่ละจังหวัดด้วย

นายนพรัตน์กล่าวต่อว่า ในส่วนของตำแหน่ง ผอ.พศจ. นั้น เดิมตำแหน่งนี้จะเป็นตำแหน่งข้าราชการระดับ 8 ประเภทอำนวยการระดับต้น แต่ตนเห็นว่าในพื้นที่จังหวัดต่างๆ มีภาระงานที่ค่อนข้างมาก จึงเสนอขอให้ ก.พ. พิจารณาในส่วนของตำแหน่ง ผอ.พศจ.ด้วย ซึ่ง ก.พ. ได้พิจารณาแล้ว และเห็นว่ามี 27 จังหวัดที่เข้าเกณฑ์ สามารถให้เป็นข้าราชการระดับ 9 ตำแหน่งอำนวยการระดับสูงได้

ขณะที่ตำแหน่ง ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมนั้น เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งได้ จึงประกาศรับสมัครไปพร้อมกัน ทั้งนี้ พศ. จะเปิดรับสมัครข้าราชการ พศ. เพื่อเข้ารับการประเมินเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับ 9 ประเภทอำนวยการระดับสูง จนถึงวันที่ 30 ส.ค.นี้.

ข่าว : ไทยรัฐ
30 สิงหาคม 2554

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประวัติศาสตร์ facebook


ประวัติของ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง facebook
เขียนโดย ntsd
08 Jan 2011
ประวัติของ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง facebook

Click the image to open in full size.

Mark Zuckerberg มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก(มาร์ก สากกระเบือ) แฮ็กเกอร์หนุ่มจากฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้ง Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่สุดของโลก จนโด่งดังเปรี้ยงปร้างไปทั่ว และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ให้เป็นบุคคลที่ ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ประจำปี 2008 ขณะอายุเพียง 23 ปี โดยปัจจุบันมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 400 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อ 6 ปีก่อน วันที่ 4 ก.พ. ปี 2004

Click the image to open in full size.

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก "มาร์ค" มีชีวิตแสนจะธรรมดา เขาเกิดในครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิว เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ปี 1984 โตมาในย่าน ดอบส์ เฟอร์รี รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีพ่อเป็นหมอฟันและนักจิตวิทยา ชีวิตวัยเด็กของเขาค่อนข้างจะสุขสบาย ไม่เคยผ่านความลำบากยากจน เขามีพี่น้อง 4 คน ทว่า เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เป็นเด็กเรียนเก่งออกแนวเนิร์ดๆ ชอบขลุกอยู่แต่ในห้อง

Click the image to open in full size.

ไอเดียสำคัญที่จุดประกายให้นักศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์ วัย 20 ปีคนนี้ ลุกขึ้นทำเฟซบุ๊กเกิดจากความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องคอม พิวเตอร์ และการเขียนโปรแกรม จนค้นพบปัญหาว่ามหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ดไม ่มีระบบหนังสือรุ่นทางออนไลน์ เขาจึงนำไอเดียไปเสนอเพื่อขอจัดทำ แต่กลับถูกมหาวิทยาลัยปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่มีนโยบายให้นักศึกษาเข้าถึงข้อมูลดังกล่ าว

Click the image to open in full size.

กระนั้น ด้วยความคันไม้คันมือ และอยากเอาชนะ เขาจึงสวมวิญญาณแฮ็กเกอร์เจาะเข้าไปในระบบทะเบียนประ วัตินักศึกษาของฮาร์วาร์ด ดึงรูปนักศึกษาและประวัติส่วนตัวจากฐานข้อมูลมหาวิทย าลัยมาใส่ในเว็บไซต์ Facemash พร้อมกันนี้ยังเชิญชวนเพื่อนๆนักศึกษาเล่นเกม Hot or Not โดยโพสต์รูป นักศึกษาให้เพื่อนๆเข้ามาช่วยกันโหวตว่าใครฮอต หรือไม่ฮอต ผลตอบรับดีเกินคาด เพราะภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมง มีนักศึกษาเข้ามาโหวตถึง 450 คน สร้างสถิติคลิกชม 22,000 ครั้ง แต่แทนที่จะได้รับเสียงชมจากอาจารย์ เขากลับถูกมหาวิทยาลัยลงโทษระงับการใช้อินเตอร์เน็ต

Click the image to open in full size.

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาลุยต่ อเพื่อสร้าง Facebook โดยเขานั่งเขียนโปรแกรมอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย และได้รับความช่วยเหลือจากรูมเมต "ดัสติน มาสโควิตซ์" ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก และรั้งตำแหน่งวีพีด้านเอนจิเนียริ่ง แรกเริ่มเขาพยายามเชิญชวนเพื่อนๆนักศึกษาส่งรูปและข้ อมูลส่วนตัวเข้ามาโพสต์บนเว็บไซต์ ซึ่งมีคนส่งรูปเข้ามาถึง 500 รูป ต่อมาได้พัฒนาโปรแกรมโดยสร้างเว็บเพจให้ เพื่อนร่วมชั้นสามารถส่งอีเมล์เข้ามาช่วยกันเขียนควา มคิดเห็น และเพิ่มเติม ประวัติได้อย่างไม่จำกัด ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากเว็บไซต์ เพื่อสร้างสัมพันธ์ในหมู่นักศึกษาฮาร์วาร์ด จึงขยายความฮิตฮอตไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆกว่า 30 สถาบัน

Click the image to open in full size.

ชีวิตของเขาต้องมาถึงทางแยก เมื่อเขากับเพื่อนๆชวนกันเดินทางไปดูลาดเลาที่พาโล อัลโต ซึ่งเป็นซิลิคอน วัลเลย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อหาเงินลงทุนก่อตั้งบริษัท และพัฒนาเว็บไซต์ ตอนนั้น พวกเขายังมีแผนจะกลับมาเรียนต่อในช่วงเปิดเทอม แต่ท้ายสุด เมื่อได้รับไฟเขียวอนุมัติเงินลงทุนถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภาพของ "บิลล์ เกตส์" ผู้สร้างตำนานลาออกจากฮาร์วาร์ด เพื่อมาสร้างไมโครซอฟท์ จึงผุดขึ้นตรงหน้า ทำให้ตัดสินใจทิ้งปริญญา และบอกกับตัวเองว่า ถ้าไมโครซอฟท์เจ๊งเมื่อไหร่...จะกลับไปเรียนฮาร์วาร์ ดทันที!!

ใครสนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่
http://www.thairath.co.th/column/oversea/around/70199

ภาพยนต์เรื่อง The social network ก็เกี่ยวกับชายคนนี้นั่นเหละครับ

Click the image to open in full size.

นโยบายรัฐบาล ที่รัฐเร่งดำเนินการ


“ยิ่งลักษณ์” ฟิตจัดลุยแจกนโยบายให้กับส่วนราชการ เร่งจัดทำแผนบริหารให้สอดคล้องงบประมาณ “ยิ่งลักษณ์” ย้ำเทิดทูนสถาบันทำชาติสามัคคีปรองดอง สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลั่นไม่คิดใช้เงินฟุ่มเฟือยโดยไร้เป้าหมาย พร้อมเสริมศักยภาพกองทัพให้เป็นที่พึ่งประชาชน ยังยืนยันแนวคิดแก้ไขไม่แก้แค้น เสนอไอเดีย ขรก.แต่งชุดไทยทุกวันอังคาร “ทักษิณ” บอกสื่อต่างชาติพร้อมกลับมาเป็นผู้นำประเทศไทยอีกครั้ง อ้างประชาชนส่วนใหญ่ต้องการและเรียกร้อง แต่ ยอมรับว่าอีกนานกว่าจะได้กลับบ้าน พร้อมระบุมีแผนเดินทางไปประเทศอังกฤษ “เฉลิม” โทร.สั่ง “ขวัญชัย” คุมเข้มเสื้อแดงเคลื่อนไหว ยันรัฐบาลไม่เกี่ยวฟอร์เวิร์ดเมล์คุกคามสื่อ ปชป.แฉม็อบเสื้อแดงล้อมกรอบรถ “ชวน” วันสภาฯล่ม

หลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ก็ได้เดินหน้าการทำงานด้วยการเรียกหัวหน้าส่วนราชการ เข้ามาประชุมชี้แจงนโยบายและการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุม พร้อมยืนยันจะเดินหน้านโยบายเร่งด่วน และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ในปีแรก

“ยิ่งลักษณ์” ร่ายยาวมอบนโยบาย

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 26 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานประชุมชี้แจงนโยบายของรัฐบาล และการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงาน โดยมี ครม.และหัวหน้าส่วนราชการ ปลัดกระทรวง ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร.และ ผวจ.ทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงประมาณ 500 คน ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เราอยากทำงานที่เป็นทีมเวิร์กเดียวกัน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้กับประชาชน และอยากให้กำลังใจเพราะทุกคนเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย ลำพังรัฐบาลคงทำไม่สำเร็จ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน หลักคิดต่างๆที่เรานำมาใช้ในการร่างนโยบาย สืบเนื่องมาจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจเรายังคงพึ่งต่างประเทศ ทั้งยุโรปและอเมริกา แต่เราต้องทำให้เกิดการเติบโตด้วยฐานรากในประเทศอย่างแท้จริง ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจขนาดเล็กและใหญ่ ที่จะทำให้การเติบโตแข็งแรงอย่างยั่งยืน เราให้ความสำคัญกับโครงการเมกะโปรเจกต์ เพราะเป็นรากฐานอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม ระบบขนส่งที่ยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น รวมทั้งเมกะโปรเจกต์ช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศ

เร่งสู่ความปรองดองประคอง ศก.

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่สำคัญ เราอยากเห็นประเทศก้าวไปสู่ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เพื่อจะทำให้ต่างประเทศที่กำลังมองอยู่มีความมั่นใจเข้ามาลงทุน เพราะบรรยากาศปรองดองจะเอื้อให้เกิดความสุขและเศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนเรื่องการเยียวยาฟื้นฟูประชาชนเรามองเป็น 2 ส่วน คือ เยียวยาสิ่งที่เกิดจากผลกระทบทางด้านการเมือง ตั้งแต่เริ่มการใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ทั้งภาคประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และเยียวยาเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ นอกจากนี้การตรวจสอบและค้นหาความจริงของ คอป.ที่ตั้งขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลจะให้ความอิสระเพื่อให้เกิดความสบายใจของทุกภาคส่วน และพร้อมสนับสนุนในส่วนที่ คอป.ร้องขอ นอกจากนี้ ปัญหายาเสพติดและเรื่องภาคใต้ ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญที่หลายคนกังวลนั้น มองว่าการร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสภาที่มีความอิสระ และเลือกตัดสินโดยภาคประชาชน สามารถทำได้ในปีแรก

ไม่เน้นแจกเงินมั่วซั่วไร้เป้าหมาย

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาค่าครองชีพจะมี 2 ส่วน คือ จะเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นในประเทศ ตั้งแต่นโยบายรายได้แรงงาน 300 บาทต่อวัน เชื่อว่าความหมายนี้จะชัดเจน และรายได้ปริญญาตรี 15,000 บาท ในส่วนการลดรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หรือค่าน้ำมันที่เป็นต้นทุนก่อให้เกิดราคาสินค้า ดังนั้น ถ้าเรามาดูเรื่องน้ำมันต้นทุนต่างๆจะลดลงได้ แต่ระยะยาวในการลดค่าใช้จ่ายคือการวางระบบขนส่งทั้งหมด และมีระบบที่ดีประหยัดพลังงาน รวมทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่สร้างให้เกิดอาชีพ โดยเฉพาะกองทุนต่างๆเราต้องการให้เกิดการสร้างอาชีพและช่วยเหลือในระยะยาว ไม่เน้นเอาเงินให้โดยไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์เอาไปทำอะไร เราจะใช้กองทุน เพื่อให้เกิดการตั้งตัวได้ในระยะยาว เกิดการเรียนรู้ในการประกอบอาชีพ และเกิดการพัฒนาในเรื่องประสิทธิภาพ ถือเป็นวัตถุประสงค์ของกองทุนทุกกองทุน ในส่วนของนโยบายเร่งด่วนโครงสร้างพื้นฐานจะมีทั้งโครงการภาคขนส่ง การบูรณาการน้ำอย่างแท้จริงทั้งประเทศ

เทิดทูนสถาบัน–กองทัพเพื่อ ปชช.

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า การลดภาษีนิติบุคคล สิ่งที่เป็นแนวคิดหลักคือวันนี้ภาษีนิติบุคคลจ่ายอยู่ 30% ขณะเดียวกันถ้าเราจะแข่งกับฮ่องกง สิงคโปร์ เราเองยังราคาสูงมากทำให้ศักยภาพผู้ส่งออกเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านห่างไกลมาก ถ้าเราลดภาษีจาก 30% ลงเป็น 23% ในปีที่ 1 ลดเป็น 20% ปีที่ 2 เพื่อให้เกิดการแข่งขันได้ในระยะยาว และจะเกิดการกระตุ้นในประเทศด้วย ซึ่งนโยบายทุกนโยบายล้วนเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสิ้น สำหรับนโยบายเรื่องความมั่นคง เราอยากเห็นเรื่องการเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย พร้อมให้ความร่วมมือ และขอฝากว่าทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ เพื่อให้กองทัพเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ขณะเดียวกันก็ฝากในการขจัดปัญหายาเสพติด อาชญากรรมและอบายมุข ให้หมดไปจากสังคมไทย เป็นสิ่งที่เราต้องมาดูด้วย ในภาคเศรษฐกิจการลงทุน เราอยากเห็นในภาคผลิต บริการและภาคเกษตร ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ เป็นอาชีพหลักของประเทศ ส่งเสริมการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มขายได้ในราคาแพง โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ต้องการความช่วยเหลือส่งเสริมอย่างมาก

นัดถกปัญหาเด็กสตรีนอกรอบ

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า นโยบายด้านสังคมและคุณภาพอาชีพ เราอยากเห็นการพัฒนาทางด้านการศึกษาทั้งระบบ วันนี้เราต้องมานั่งตั้งหลักกันก่อนว่าจะทำอย่างไร ในการเตรียมตัวให้กับเด็กและเยาวชน แข่งขันกับอาเซียนได้ ดังนั้นเราต้องวางรากฐานการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะครูเป็นสิ่งสำคัญ ระบบการศึกษาแนวใหม่เราไม่เน้นในเรื่องการเรียนการสอนที่ถูกต้อนให้เด็กไม่ได้คิด แต่อยากเห็นการทำอย่างไรให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนา และฝึกใช้ศักยภาพเต็มความสามารถ ขอให้กำลังใจครูเพราะเป็นอาชีพที่เหนื่อย อยากให้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ฝึกพัฒนาเด็กและเยาวชนของเรา เพื่อประเทศจะได้เติบโตไปข้างหน้า และการกีฬาเป็นสิ่งที่จะสร้างความสามัคคีคุณภาพชีวิตสังคมไทยด้วย วันนี้เชื่อว่าในระบบบริหารราชการของเราทำงานแต่ละกระทรวงเรื่องนี้ได้ดี แต่สิ่งที่อยากเห็นคือเรายังไม่มีหน่วยงานบูรณาการในเรื่องเด็กและสตรีอย่างจริงจัง อยากขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนระดมสมอง คิดตั้งแต่การพัฒนาแม่และเด็กอยู่ในครรภ์จนถึงเริ่มเติบโต และเรื่องของสตรี เพราะวันนี้มีหลายระดับที่ต้องการความช่วยเหลือ ตั้งแต่สตรีถูกรังแกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเรื่องของการใช้แรงงานเด็ก

นำไทยหวนคืนยืนหัวแถวอาเซียน

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า นโยบายด้านความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความหวัง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เป็นความละเอียดอ่อน ที่ต้องใช้ความรอบคอบ ฝากทุกหน่วยงานในการที่จะวิเคราะห์ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อฟื้นฟูสร้างความสัมพันธ์ อยากเห็นความสัมพันธ์ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ และนานาประเทศนั้นยังมีหลายเรื่องในการสานต่อความร่วมมือกัน ในส่วนภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยต้องยืนให้ได้ในฐานะความเป็นผู้นำของอาเซียน นโยบายพัฒนาบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การพัฒนาระบบราชการ สมรรถนะของบุคลากร อยากเห็นการเสริมในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆให้เข้าถึงอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะต่างจังหวัดอยากเห็นความเท่าเทียมกัน ไม่มีขีดกั้นระหว่างระยะทาง ที่สำคัญอยากเห็นความเป็นมืออาชีพในบริการประชาชน วันนี้เราได้ภาษีจากประชาชน ต้องถือว่าพี่น้องประชาชนคือลูกค้าสำคัญ ที่จะต้องให้ความสำคัญได้รับบริการจากมืออาชีพ และยึดหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาลในเรื่องการจัดการ ความโปร่งใส และฝากดูเรื่องปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย เพราะโลกเปลี่ยนไป การบริการเปลี่ยนไป ไม่อยากเห็นระบบข้อกฎหมายต่างๆเป็นข้อจำกัดในการทำงาน

ลั่นรัฐบาลนี้ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เจตนารมณ์ในเรื่องการทำงาน สิ่งที่อยากเห็นแนวการทำงานร่วมกันในลักษณะการบูรณาการ เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็ว คนทำงานในรายกระทรวงก็ทำไป ขณะเดียวกัน งานบูรณาการแนวนอนต้องเร่งให้เกิดขึ้น และอีกเจตนารมณ์หนึ่งอยากให้ทุกฝ่ายสบายใจ รัฐบาลนี้ไม่แก้แค้น เราไม่มีคำนี้ เราอยากเห็นความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้น แต่ขอให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสนองกับความต้องการของประชาชนอย่างมืออาชีพ ที่สำคัญอยากขอให้ทำงานตามนโยบายที่สัญญาเอาไว้กับพี่น้องประชาชน และทำอย่างไรให้เกิดความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ยุติธรรม ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นโอกาสสำหรับพวกเราในการจะกู้ชื่อเสียง วันนี้ตัวเลขดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยในปี 53 อยู่ที่ 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 เราคงต้องรณรงค์แก้ไขอย่างเร่งด่วน ต้องกอบกู้ชื่อเสียงคนไทยคืนมา ต้องไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน นโยบายต้องทำ แต่คนดีต้องดูแลและรักษา แต่การตรวจสอบทุจริตเราจะทำอย่างจริงจัง และให้สบายใจ เราไม่มีระบบการซื้อขายตำแหน่ง เพราะตนพร้อมเปิดรับคำแนะนำและร้องเรียนจากทุกคน แต่พูดแบบนี้ แต่ก็ให้กำลังใจทุกคนว่าขอให้สบายใจ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างเต็มที่ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนเพราะเราคือทีมงานเดียวกัน

เร่งรัดโครงการตามพระราชดำริ

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยว่า อยากขอในเรื่องของโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ค้างอยู่หลายโครงการ อยากให้ทุกคนเร่งรัดโครงการต่างๆเหล่านี้โดยเร็ว พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือตลอดถ้าเกิดอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และขอให้น้อมรับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องของยาเสพติด การปราบปรามต้องทำอย่างจริงจัง การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคือการให้ความรู้การศึกษา ส่วนเรื่องของปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราคงเน้นการสร้างเศรษฐกิจให้ภาคใต้ได้อยู่ดี กินดีขึ้น จะลดปัญหาความวุ่นวายเกิดขึ้นได้ การทำงานทั้งหมดยึดแนวพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ปีนี้เป็นปีเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 84 พรรษา ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันรณรงค์จัดงานให้สมพระเกียรติ

ให้ ขรก.แต่งผ้าไทยทุกวันอังคาร

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยว่า มีอีกเรื่องเป็นเรื่องเบาๆ เราอยากส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย รวมถึงโอทอปด้วย ทราบว่าทุกคนแต่งกายด้วยผ้าไทยอยู่แล้วสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เราอาจจะนัดกัน เป็นไปได้อาจจะใส่ในวันอังคารวันประชุม ครม.เน้นเป็นผ้าไทยรูปแบบใดก็ได้ เราจะได้ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย อยากเห็นความเป็นเอกภาพ และความภูมิใจในความเป็นไทยของเรา ตนขอบคุณทุกภาคส่วน และอยากหาโอกาสไปเยี่ยมให้กำลังใจทุกคน เพื่อขอรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ เพราะอยากทำงานแบบสองทางหรือทูเวย์ งานทั้งหมดสำหรับประเทศเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่รัฐบาลจะไม่สามารถทำสำเร็จลงได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกคน ที่ผ่านมาขอให้กำลังใจ พร้อมเปิดรับร่วมทำงานกับทุกคน

แจงเหตุไม่ได้ไปอวยพร “ป๋าเปรม”

ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินลงจากห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าไปยังตึกบัญชาการ เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยก่อนเดินขึ้นไปประชุมชั้น 5 ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า นายกฯมีกำหนดที่จะเดินทางไปอวยพรวันเกิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ในวันเดียวกันนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบแค่เพียงว่า “ท่านไม่เปิดบ้าน ก็เลยไม่ได้ไป” จากนั้นก็เดินเลี่ยงขึ้นไปประชุมทันที

“ทักษิณ” บอกสื่อต่างชาติพร้อมกลับไทย

วันเดียวกัน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ “เดอะไทม์ส” ของอังกฤษ ได้รายงานบทความสัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยผู้สัมภาษณ์คือนายริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี ผู้สื่อข่าวเดอะไทม์สในญี่ปุ่น โดย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า อาจกลับเมืองไทยเพื่อเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องการ แต่คงอีกนานกว่าจะได้เดินทางกลับประเทศไทย จนกว่าโทษจำคุก 2 ปี ด้วยข้อหาคอรัปชัน ที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองจะสิ้นสุดลง ทำให้ต้องรอคอยเวลาที่จะเดินทางกลับ เพราะไม่ต้องการให้ความยุ่งยากขัดแย้งในประเทศไทยเกิดขึ้นอีก เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ แม้ว่าจะไม่พยายามกลับเมืองไทยเพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ แต่ถ้าเป็นความ ปรารถนาของประชาชนชาวไทยแล้ว ก็อาจจำเป็นต้องทำเพราะเป็นหนี้บุญคุณประชาชนจำนวนมาก ประชาชนเหล่านั้นไม่เคยลืมตน ทั้งยังลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อตน ดังนั้น จึงเป็นหนี้บุญคุณประชาชนเหล่านั้น

ยอมรับว่ามีแผนจะเดินทางไปอังกฤษ

เว็บไซต์ “เดอะไทม์ส” รายงานด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่ามีการติดต่อกับนายทหารระดับนายพล เพื่อพูดคุยกันเรื่องความหวังดีที่มีต่อบ้านเมือง รวมถึงเรื่องที่กองทัพได้รับข้อมูลผิดๆ จนทำให้นายทหารบางคนแสดงความไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างโจ่งแจ้ง นี่คือปัญหาของประเทศไทย และเป็นเรื่องธรรมดาของกองทัพ ที่ผู้บัญชาการต้องมีภาวะความเป็นผู้นำ นอกจากนั้น ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เสียชีวิตของประชาชนต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสอบจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ รวมถึงดีเอสไอและตำรวจ ตอนนี้ทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่าผิดจริง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นประชาชนก็จะบีบให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวด้วยว่า มีแผนจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อใด ต้องรอดูเรื่องขอวีซ่า ซึ่งกรณีนี้ได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวไปพูดคุยกับกระทรวงมหาดไทยของอังกฤษ รวมถึงสถานทูตแล้ว

ก.พ.ปีหน้าเพิ่มรายได้แรงงาน 300 บาท

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า ไม่หนักใจที่ผู้ใช้แรงงานเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ตามที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ พรรคไม่ได้บิดพลิ้วเปลี่ยนค่าจ้างขึ้นต่ำเป็นรายได้ขั้นต่ำ ขอให้ดูที่เจตนา ไม่ชอบเล่นลิ้น ได้เดินหน้าตามนโยบายสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 บาทไปแล้ว โดยของบ 3 พันล้านบาท เพื่อปรับปรุงศูนย์และพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมในการยกระดับความสามารถ ให้แรงงานมีคุณภาพรองรับรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น คาดว่าเดือน ก.พ.ปีหน้า นโยบายลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้แก่แรงงานไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาท จะมีความชัดเจน โดยมีแนวคิดจะนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม โดยนำอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นของจังหวัดที่พร้อม ไปบวกให้กับจังหวัดอื่นเพื่อปรับฐานให้สูงขึ้น เช่น กทม.อยู่ที่ 215 บาทต่อวัน ขาดอีก 85 บาท คิดเป็น 40% ของอัตราที่เพิ่มขึ้น จะนำ 40% ไปบวกเพิ่มให้แก่จังหวัดที่ไม่สามารถปรับเป็น 300 บาท เพื่อยกระดับฐานะขึ้นมา

“กฤษณา” ฝันปั้นสถานีข่าวสร้างสรรค์

นางกฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า อยากจะเห็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) มีลักษณะสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ โดยเพิ่มพื้นที่ข่าวของท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวและศาสนา จึงอยากให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดมีบทบาทมากขึ้น ในการนำเสนอข่าวของทางจังหวัด นอกจากนี้ อยากเห็น อสมท หรือสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ เป็นสถานีข่าวที่มีคุณภาพ นำข่าวสารภาคเศรษฐกิจและธุรกิจของไทย ไปสู่การรับรู้ในระดับอาเซียน เมื่อถามว่า มีนโยบายอย่างไรต่อบางรายการทางช่อง 11 ที่เคยมีปัญหากับพรรคเพื่อไทย น.ส.สีหลักษณ์ตอบว่า ไม่อยากให้มองเป็นประเด็นว่ามีรายการที่มีปัญหา แต่นโยบายเร่งด่วนคือการนำความปรองดองสมานฉันท์กลับมาสู่สังคมไทย ทางสถานีก็ต้องมีแนวทางตามในนโยบายนี้ แต่ถ้ารายการใดไม่เป็นไปตามนโยบายคงต้องมีการพูดคุยกัน ส่วนรายการนายกฯพบประชาชน มีเสียงเรียกร้องเข้ามามาก จึงคาดว่าจะมี

“ฐิติมา” ระบุดีเจแดงเหมาะนั่งรองโฆษก

นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงการแต่งตั้งนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด อดีตดีเจวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯว่า ไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องของคนเสื้อแดง นายอนุสรณ์เป็นคนน่ารัก เข้ากับผู้คนได้ดี และตั้งใจทำงาน เชื่อว่านายอนุสรณ์จะมาทำงานได้อย่างดี มีความรู้ด้านการเมือง เพราะรัฐบาลต้องการให้มีรองโฆษกฯที่จะมาทำงานด้านการเมืองให้มากขึ้น ส่วนเรื่องแรงเสียดทานจากสังคมนั้น ขอให้ทำงานกันไปก่อน คงไม่มีปัญหาอะไรมาก ทีมงานโฆษกรัฐบาลจะต้องทำงานเป็นทีม ช่วยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ส่วนตัวแม้จะไม่เคยผ่านงานนี้มาก่อน ก็จะขอเรียนรู้ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป บทบาทที่ผ่านมาอาจดูว่าพูดจารุนแรง แต่นั่นคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมานายกฯไม่ค่อยชี้แจงอะไรจะจัดการอย่างไร นางฐิติมาตอบว่า ในช่วงแรกอาจเป็นแบบนั้น เนื่องจากยังไม่ได้มีการแถลงนโยบาย จริงๆแล้วท่านเป็นคนที่มีความสามารถและรวดเร็วมาก

“บรู๊ค–แซม” เลื่อนลำดับได้เป็นผู้แทน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในกรณี พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม นายบัณฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อแล้ว ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เลื่อนขึ้นมา 2 คนคือ นายดนุพร ปุณณกันต์ ลำดับที่ 62 และนายยุรนันท์ ภมรมนตรี ลำดับที่ 63 โดย พล.ต.ท.ชัจจ์ได้แสดงจุดประสงค์ลาออก ด้วยการแสดงสปิริตส่วนตัว และกรรมการบริหารพรรคหรือแกนนำพรรคก็ไม่ได้มีมติใดๆที่จะไปบังคับหรือมีข้อตกลงอะไร ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีนั้นต้องลาออกจาก ส.ส. ส่วนจะมีรัฐมนตรีลาออกจาก ส.ส.อีกหรือไม่นั้น ในขณะนี้ยังไม่มีการลาออกเพิ่มเติม

ชทพ.เชื่อฝ่ายค้านไม่ให้เวลาฮันนีมูน

นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงว่า ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลมีมุมมองที่น่าสนใจคือ ฝ่ายค้านจะไม่ให้เวลารัฐบาลฮันนีมูน โดยดูจากเนื้อหาสาระจากการอภิปรายสะท้อนให้เห็นถึงการคาดหวังและคาดคั้นต่อคำสัญญาของรัฐบาล นอกจากนี้เชื่อว่าเกมในสภาจะมีความเข้มข้นรุนแรงมากขึ้นด้วยความเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพของพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้เห็นถึงการทำงานที่เข้มข้นในสภา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการทำงานในสภาจะเป็นทางออกในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น เพราะตัวแทนของสีเสื้อต่างๆ ล้วนเข้าไปอยู่ในสภาทั้งหมด สำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน ส่วนประเด็นที่พรรคเป็นห่วงคือประเด็นเกี่ยวกับความจงรักภักดีที่ไม่ควรเอามาเป็นประเด็นทางการเมือง พรรคมองว่าการบริหารราชการแผ่นดินต่อจากนี้ นายกฯและรัฐมนตรีต้องเร่งผลงานออกมาให้ดีที่สุด ทั้งนี้ที่ประชุมพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เสนอชื่อนายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ ของพรรคชาติไทยพัฒนา ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ

“สุรพงษ์” ฟ้อง ป.ป.ช.สู้ ปชป.ถอดถอน

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ให้ถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กรณีร้องขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกวีซ่าให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่หนักใจอะไร แต่ก็อยากจะให้พรรคประชาธิปัตย์ทำการเมืองให้สร้างสรรค์ มิฉะนั้นประชาชนจะเกิดความเบื่อหน่าย เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เขากล่าวหา ดังนั้น จึงไม่มีหลักฐานใดๆทั้งสิ้น เพราะการออกวีซ่าเป็นเอกสิทธิ์ของญี่ปุ่น อย่างที่นายกฯได้ชี้แจงไปแล้ว และก็ได้มอบหมายให้คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. เอาผิดพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมดให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายที่จะสู้กัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีหลักฐานก็สุดแล้วแต่เขา เราต้องพิสูจน์ความจริง ส่วนตัวไม่หนักใจที่ถูกยื่นถอดถอนเรื่องนี้ ที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าไปทำขัดต่อกฎหมาย และดำเนินการก่อนแถลงนโยบาย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณก็มีคดีติดตัวนั้น ต้องเรียนย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายในเรื่องที่จะห้าม พ.ต.ท.ทักษิณไปที่ไหน ตอนหาเสียงเราก็ไม่ได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้เลย รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายในเรื่องนี้อยู่แล้ว เราไม่ได้ไปสั่งให้ญี่ปุ่นทำหรือออกวีซ่า เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้นๆ ยืนยันรัฐบาลไม่ได้ไปร้องขออะไร

ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” ขอวีซ่าเข้าอังกฤษ

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ไทม์สออนไลน์ว่าจะเดินทางเข้าอังกฤษ กำลังติดต่อกับเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ นายสุรพงษ์ตอบว่า ไม่ทราบ ทางอังกฤษก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมา ไม่รู้เรื่องจริงๆ ไม่ได้พูดคุยกันเรื่องพวกนี้เลย พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปประเทศไหน เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้นๆที่จะออกวีซ่า เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณร้องขอมาให้ช่วยจะดำเนินการอย่างไร นายสุรพงษ์ตอบว่า ไม่มีๆ เราไปยุ่งไม่ได้ ถ้าใครขอวีซ่าไปประเทศไหน เราไม่มีสิทธิไปยุ่งเกี่ยวกับเขา เป็นไปตามกระบวนการของประเทศนั้นๆ เราไม่ต้องประสานงานอะไรด้วย จะมีแนวโน้มจะให้วีซ่าหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่เขาจะทำอย่างไร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้ถือพาสปอร์ตประเทศไทย ท่านถือพาสปอร์ตมอนเตเนโกร แล้วจะไปขอวีซ่าเข้าประเทศไหนๆ เราก็ไม่รู้ ประเทศนั้นๆไม่จำเป็นต้องมาประสานกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยเลย

“วิรัตน์” ยัน “สุรพงษ์” ผิดจริงจึงถอดถอน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมืองไม่สร้างสรรค์ ที่ยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งว่า ยืนยันว่าพรรคทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอด ตามกรอบรัฐธรรมนูญและประเพณีที่ดีงามของการเมืองไทย ถ้าไม่ทำจะถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ที่ยื่นเรื่องถอดถอนก็ยืนยันว่ามีหลักฐานว่า รมว.ต่างประเทศทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างชัดเจน ขอตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำของนายสุรพงษ์ เป็นการทำตามคำร้องขอของผู้ใด หรือทำเพื่อตอบแทนใครหรือไม่ การทำผิดกฎหมายก็ควรต้องรับผิด ไม่ใช่มาโทษผู้อื่น และต้องขอบคุณนายสุรพงษ์ที่ยอมรับว่าความจริงคือความจริง เพราะเลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่นเป็นผู้แถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เพราะการร้องขอของรัฐบาลไทย ดังนั้น เมื่อนายสุรพงษ์กระทำการในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ก่อนแถลงนโยบายจึงผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ขอให้ยอมรับความจริง สังคมไทยจะได้ให้อภัยได้

“เฉลิม” เคลียร์ นปช.คุมแดงเคลื่อนไหว

เมื่อเวลา 08.50 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวถึงการให้ความเป็นธรรมกับคนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่าย ดุลพินิจการให้ประกันตัวหรือการตัดสินคดีความเป็นอำนาจของศาล รัฐบาลแทรกแซงไม่ได้ ในวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้พูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ที่ปรารภเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จึงรับปากว่าจะไปเจรจาให้ว่า การเคลื่อนไหวต่างๆจะต้องไม่กระทบสิทธิผู้อื่น และได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ซึ่งเขาก็รับปากว่าจะไปดูแลให้ทุกอย่างเรียบร้อย ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นักศึกษาถูกคนเสื้อแดงทำร้ายที่หน้ารัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า เรื่องนี้ขออนุญาตไม่เปิดเผย เพราะไปกระทบใจ แต่ได้เรียกตำรวจมาสอบถามแล้ว และทราบว่าใครอยู่เบื้องหลัง เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็นเดี๋ยวจะกระทบใจกัน พูดได้เพียงว่ามันมีวาระซ่อนเร้นนิดๆ

สั่ง สตช.ตั้งวอร์รูมฟันเว็บไซต์หมิ่นฯ

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งวอร์รูมและคณะทำงานติดตามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนจะได้มากน้อยแค่ไหนขอให้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ผู้สื่อข่าวถามถึงการกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมจะมีการเช็กบิลข้าราชการในสังกัดหรือไม่ โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รองนายกฯตอบว่า เพียงแต่กำกับดูกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้เป็น รมว.ยุติธรรม อย่างมากนายกฯก็คงอาจจะมอบหมายให้ไปเป็นประธานคณะกรรมการดีเอสไอ อย่าได้กังวลใจไปเลย ถ้าได้เป็นประธานก็จะแสดงความคิดเห็นว่า การทำงานของดีเอสไอมันต้องพิเศษจริงๆ ไม่ใช่คดีมโนสาเร่ เพราะฉะนั้นคดีเล็กคดีน้อยอย่าไปยุ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่าจะมีการเช็กบิลนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอหรือไม่ ร.ต.อ. เฉลิมตอบว่า เป็นหน้าที่ของ รมว.ยุติธรรม ไม่ใช่ตน

เผยนายกฯมอบดูแลเสื้อแดงข่มขู่สื่อฯ

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวถึงกรณีที่มีการข่มขู่ผู้สื่อข่าวว่า จะให้กองบังคับการเทคโนโลยี สตช.ตรวจสอบ เนื่องจากนายกฯได้สั่งให้ติดตามเรื่องดังกล่าวว่าเป็นมาอย่างไร ซึ่งในความรู้สึกของตน ถ้าใครเข้าใจว่าเป็นรัฐบาลข่มขู่คงไม่มีหรอก จะไปข่มขู่สื่อฯคนเดียวทำไม เพราะสื่อฯมีไม่ต่ำกว่า 5,000 คน อีกทั้งสื่อฯที่น่าจะถูกข่มขู่คือคอลัมนิสต์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนจะไปข่มขู่ เพราะออกอากาศเองไม่ได้ต้องผ่านหัวหน้าข่าวที่กลั่นกรอง

“รัฐบาลทำได้ผลอะไร มันไม่มีเลย ไม่มีเหตุผลหรอกที่รัฐบาลจะไปข่มขู่ ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลจะทำหรือไม่ผมไม่รู้ เพราะมีตั้ง 15 ล้านคน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวและว่า ส่วนที่มีการสอบสวนว่าพรรคเพื่อไทยแทรกแซงสื่อฯนั้น ที่สอบสวนไม่มีการซื้อสื่อฯ แต่กรรมการสอบสวนออกทะเล มาบอกว่าเสนอข่าวใครมากกว่า ส่วนการดำเนินการกับบางรายการของกรมประชาสัมพันธ์นั้น คนจัดรายการมานั่งด่าทุกคืนไม่ใช่สื่อฯ แต่เป็นมือปืนรับจ้าง

พท.วอนกองเชียร์อย่าคุกคามสื่อฯ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีฟอร์เวิร์ดเมล์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ข่มขู่คุกคามผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์บางช่องว่า ถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรกระทำ และเราจะตรวจสอบที่มา โดยการทำหนังสือถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ให้ตรวจสอบว่าผู้โพสต์เป็นใครและหวังผลอะไร ทั้งนี้ ขอเรียกร้องไปยังประชาชนหรือเป็นมือที่สาม ขอให้หยุดการกระทำดังกล่าวเพราะไม่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งเป็นกองเชียร์พรรคเพื่อไทย เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์คนที่ถูกเชียร์เสียหายได้

“มาร์ค” แนะ “เฉลิม” อย่าใช้มวลชนกดดัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแบ่งงานโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ดูแลรับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เท่าที่ดูแล้วไม่ได้มีอะไรที่น่าแปลก แต่ละคนรับผิดชอบงานที่ตนเองเกี่ยวข้อง แต่อยากฝากให้ทุกคนยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศ ซึ่งช่วงอภิปราย ร.ต.อ.เฉลิมก็มาคุยกับตนหลายเรื่อง และที่คุยกันเป็นประจำคือทำอย่างไรให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงฝากว่าในฐานะที่จะต้องมาดูแลหรือคาบเกี่ยวเรื่องความมั่นคงและการเมือง อย่าให้เกิดปัญหาที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ คือสภาพของมวลชนที่ใช้วิธีการกดดัน ข่มขู่คุกคาม ไม่ต้องการให้สภาพอย่างนี้ดำรงอยู่ มีอะไรก็สามารถใช้กระบวนการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกระบวนการของรัฐสภาแก้ไข ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมก็รับปากว่าจะดูแล และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายค้านก็ไม่ได้หวั่นไหว เดินหน้าทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่อยากเรียกร้องกับพรรคเพื่อไทยคือ เมื่อยอมรับว่าเป็นเนื้อเดียวกับเสื้อแดง จะมีท่าทีที่จะให้ปัญหาเหล่านี้ยุติหรือไม่ เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาชุมนุม

หวั่นซ้ำรอยยุค “ทักษิณ” ไม่ใช้สภาแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จบการแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วมองวุฒิภาวะผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างไร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า การตอบคำถามในสภาเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่เห็นชัดว่าแนวทางที่จะทำงาน คงมอบให้ ร.ต.อ.เฉลิมชี้แจงเป็นหลัก ก็จะคล้ายๆย้อนกับไปสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯที่สภาฯไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ เพราะการตอบคำถามต่างๆหลายครั้ง ผู้รับมอบหมายก็ตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของหัวหน้ารัฐบาล แต่ก็ต้องเปิดโอกาสว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ไม่อยากให้กลับไปเป็นแบบนั้น เพราะอยากให้ใช้เวทีรัฐสภาให้เป็นประโยชน์ที่สุด ช่วยทำให้บรรยากาศของบ้านเมืองดีขึ้น ไม่ต้องไปเผชิญหน้ากันข้างนอก ส่วนกรณีที่เว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่การจัดอันดับสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประจำปี 2554 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 59 นั้น ต้องถือว่าเป็นผู้หญิงที่ได้ดำรงตำแหน่งก็เป็นธรรมดา แต่เมื่อดำรงตำแหน่งบริหารแล้วอยากให้ใช้ตำแหน่งสร้างประโยชน์ให้กับชาติ และยึดส่วนรวมเป็นหลัก การทำหน้าที่ก็จะช่วยบ้านเมืองได้

“วัชระ” ปัดจ้าง 2 นศ.วางหรีดป่วน

นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงที่บริเวณประตูทางเข้าสวนสัตว์ดุสิต ถ.อู่ทองใน ฝั่งตรงข้ามรัฐสภา พร้อมชี้ให้ดูสภาพรถจี๊ป สีดำ หมายเลขทะเบียน ญบ 2590 กรุงเทพมหานคร   ของนายวัชระที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวในวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งถูกกลุ่มเสื้อแดงที่มาชุมนุมหน้ารัฐสภา ปล่อยลมยางจนแบน โดยนายวัชระกล่าวว่า นายไพศาล พุ่มมะเดื่อ ทนายความของตน ได้นำรถมาจอดที่หน้าสวนสัตว์ดุสิตเมื่อวันที่ 25 ส.ค. และถูกกล่าวหาจากคนเสื้อแดงและตำรวจว่า เป็นรถที่นำนักศึกษา 2 คนมาส่ง เพื่อวางหรีดประท้วงการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จนถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทำร้าย ทำให้รถของตนถูกปล่อยลมยางจนแบน 2 ข้าง และยังนำสติกเกอร์ต่อต้านประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาปิดทับสติกเกอร์พรรคประชาธิปัตย์ที่ติดอยู่ที่กระจกรถด้านหลังด้วย ทั้งนี้ ยอมรับว่ารู้จักนักศึกษา 2 คนนี้ แต่ยืนยันว่าไม่ได้สั่งการ ว่าจ้างหรือมาส่งนักศึกษาทั้ง 2 คน แต่ก็สนับสนุนการกระทำของนักศึกษาทั้ง 2 คนที่ออกมาเคลื่อนไหว ขอเรียกร้อง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯว่า สิ่งที่ยืนยันในสภาฯว่าจะไม่แก้ไข มาตรา 112 สวนทางกับความจริงที่ด้านนอกรัฐสภา ที่มีการต่อต้านมาตรา 112 และสวนทางสิ่งที่บอกว่าต้องการสร้างความปรองดอง

ปชป.แฉเสื้อแดงล้อมรถ “ชวน”

นายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายและคณะทำงานของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีฟอร์เวิร์ดเมล์ข่มขู่ผู้สื่อข่าวว่า ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายมีความเป็นห่วงต่อสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องสื่อมวลชน ตนขอร่วมประณามการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรีที่มีพฤติกรรม ข่มขู่ คุกคาม พี่น้องสื่อมวลชนและขอเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าว เพราะผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งนี้ ในช่วงเวลา 24.00 น.ของวันที่ 24 ส.ค. ซึ่งเป็นคืนที่การประชุมรัฐสภาล่ม ขณะที่มีการแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อรถของสมาชิกรัฐสภาต่างทยอยเดินทางออกจากรัฐสภา ได้มีคนเสื้อแดงราว 3-4 คนมาเกาะรั้วด้านหน้ารัฐสภาบริเวณทางออก เพื่อคอยสังเกตดูมีรถของใครบ้างที่กำลังจะออกมา หากเป็น ส.ส.พรรครัฐบาลก็จะปรบมือต้อนรับ แต่พอถึงรถของนายชวนที่เปิดไฟในรถเพื่ออ่านเอกสาร หนึ่งในคนเสื้อแดงได้ตะโกนส่งสัญญาณว่า “เฮ้ย รถนายชวน” ทำให้คนเสื้อแดงที่ปักหลักอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐสภา ได้วิ่งฮือมารุมล้อมรถพร้อมตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ขณะที่คนเสื้อแดงบางคนก็ใช้ด้ามธงฟาดเข้าที่ตัวถังรถ โชคดีที่คนขับรถได้เร่งเครื่องเคลื่อนตัวออกไปก่อน จึงทำให้รถของนายชวนหลุดพ้นจากวงล้อมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างฉิวเฉียด

เตือนอย่าสร้างอาณาจักรแห่งความกลัว

นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุตย์ ว่าที่โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีควรที่จะมีมาตรการห้ามปรามกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนของตัวเอง แต่ก็น่าผิดหวังที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากรัฐบาลที่จะหยุดยั้งพฤติการณ์ในการข่มขู่ คุกคามของคนเสื้อแดงเหล่านี้ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีท่าทีอะไรออกมาเลย เมื่อวันนี้เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว และมีนโยบายปรองดอง ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ควรที่จะเริ่มต้นจากการให้คนเสื้อแดงยุติการเคลื่อนไหวกดดันละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ประเทศจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ ฝ่ายบริหารต้องไม่สร้างอาณาจักรแห่งความกลัวให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ ก็มองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากมีจุดประสงค์ที่จะใช้คนเสื้อแดงเป็นกองกำลังเรดการ์ดนอกสภา ทำให้ฝ่ายค้านและภาคประชาชนไม่กล้าที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแน่นอน จึงขอให้รัฐบาลเร่งทำความเข้าใจกับกลุ่มคนเสื้อแดงว่า เมื่อไม่มีความจำเป็นใดๆ ก็ไม่ควรชุมนุมที่หน้ารัฐสภา หรือหากต้องการยึดพื้นที่ชุมนุม ก็ไม่ควรละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ส.ส.เพื่อไทยยื่นประกันเสื้อแดงยิง ฮ.

นายไชยยันต์ สุวรรณยิ่ง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 5 (พระโขนง) กล่าวถึงกรณีศาลจังหวัดพระโขนง พิพากษายกฟ้องนางนฤมล หรือจ๋า วรุณรุ่งโรจน์ นายสุรชัยหรือปลา นิลโสภา และนายชาตรี หรือหมู ศรีจินดา ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วม นปช.ที่ก่อเหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ และครอบครองอาวุธสงครามจำนวนมาก แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า อยู่ระหว่างขอคัดคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์ จากนั้นต้องอ่านคำพิพากษา เพื่อพิจารณาว่าเห็นด้วยกับคำพิพากษาที่ศาลยกฟ้องหรือไม่ คาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์หน้า

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช.กล่าวว่า ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้ง 3 แล้ว โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย 4 คน ประกอบด้วย น.ส.จารุวรรณ กุลดิลก น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร และนายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ โดยคำร้องประกันตัวระบุว่า ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 แล้ว ที่ผ่านมาจำเลยทั้งสามให้ความร่วมมือมาตลอด จึงสมควรได้รับการประกันตัวตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ศาลรับคำร้องไว้ก่อนส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

ไม่ให้ประกันตัวเสื้อแดงเผาศาลากลาง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 10 คน นำโดยนายสุพล ฟองงาม นายกานต์ กัลป์ตินันท์ และนายชูวิทย์ พิทักษ์พรวัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี ได้นำเอกสารรับรองเงินเดือน พร้อมด้วยหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน ไปยื่นขอประกันตัวคนเสื้อแดง 4 คน ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ร่วมกันทำลายทรัพย์สินและวางเพลิงเผาอาคารศาลากลาง เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ประกอบด้วย น.ส.ปัทมา มูลมิล นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ นายสนอง เกตุสุวรรณ และนาย

สมศักดิ์ ประสานทรัพย์ โดยมีญาติของทั้งสี่มาคอยให้กำลังใจและติดตามฟังคำสั่งศาล แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 ต้องโทษคดีร้ายแรง มีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากได้ประกันตัวผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงยกคำร้องดังกล่าว ซึ่งทางทีมทนายของกลุ่มเสื้อแดงอุบลราชธานีก็จะได้ทำเรื่องยื่นคำร้องขอประกันตัวกับศาลอุทธรณ์อีกครั้งในสัปดาห์หน้า

ศาลขอนแก่นปล่อยตัว 3 แกนนำแดง

วันเดียวกัน ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้เรียกตรวจสอบทรัพย์สินและเอกสารการขอประกันตัวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั้ง 4 คน ที่ถูกคุมขังในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เผาศาลากลางและสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีขอนแก่น โดยมีนายธนิก มาสีพิทักษ์ นางมุกดา พงษ์สมบัติ นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยื่นหลักทรัพย์และหนังสือรับรองเงินเดือน ในการประกันตัวคนละ 5 แสนบาท รวม 2 ล้านบาท ในที่สุดศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ในคดีวางเพลิงเผาศาลากลางและสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ประกอบด้วยนายอุดม คำมูล นายจิรัฐตระกูล สุมมะหา นายอดิศัย วิบูลย์เสข และนายสุทัศน์ สิงห์บัวขาว แต่นายสุทัศน์มีคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินและบุกรุกสถานที่ราชการ จึงให้คุมขังต่อไปจนพ้นโทษในปลายเดือน ก.ย.นี้

นายจิรัฐตระกูล สุมมะหา แกนนำคนเสื้อแดงที่ได้รับการปล่อยตัว กล่าวว่า ดีใจที่ศาลเมตตาและเชื่อมั่นมาตลอดว่าจะมีวันนี้ เพราะที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ไม่ได้มีการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา ดีใจมากที่ได้กลับบ้านเพื่อมาอยู่ร่วมกับครอบครัว ยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าสู้เพื่อประชาธิปไตย และดำเนินการทุกอย่างตามกรอบของกฎหมาย ขอฝากไปยังเพื่อนคนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำต่างๆทั่วประเทศว่า ยังคงเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป

โผทหารเสร็จแล้วรอ รมว.กลาโหม

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงการจัดทำโผโยกย้ายนายทหารประจำปี 2554 ว่า รอ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม เรียกประชุมคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ส่วนของแต่ละเหล่าทัพไม่มีอะไร เรียบร้อยหมดแล้ว ทุกอย่างชัดเจน ตนและ ผบ.เหล่าทัพทุกคนทำงานใกล้ชิด กับผู้ใต้บังคับบัญชามานานพอสมควร นอกจากจะเห็นและทราบนิสัย ดังนั้น ความเกี่ยวข้องโยงใยไปถึงกันหมด ไม่เคยมีโหวตในการประชุม พูดจาด้วยเหตุผล ทุกอย่างจบแล้ว เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามองว่า ผบ.ทหารสูงสุดและ ผบ.ทร.มีใจกับฝ่ายการเมือง พล.อ.ทรงกิตติตอบสวนทันทีว่า ตนเคยยุ่งเกี่ยวการเมืองหรือไม่ ใครคิดว่าตนเข้าไปข้องเกี่ยวให้ยกมือ เมื่อถามว่า ผบ.เหล่าทัพจะมีความคิดเห็นในการปรับย้ายนายทหารตรงกันใช่หรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติตอบว่า เราไม่เคยคิดต่างจากกันเลย แต่วิธีการอาจไม่เหมือนกัน  แต่การเป็นทหารที่เดินทางอันยาวนานกว่าจะมาถึงวันนี้ เหมือนประเทศบางครั้งก็มีความยากลำบาก บางครั้งก็มีความสุขมีรอยยิ้ม แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาและหล่อหลอมคนขึ้นมาตามลำดับห้วงระยะเวลา