วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปัญญา(ช่วยชาติไทย) โดย สมเด็จพระสังฆราช



วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ข้าพเจ้า สมเกียรติ กาญจนชาติ ได้เข้ากราบท่านเจ้าคุณ พระเทพสารเวที่ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ท่านได้เป็นห่วงประเทศไทย ในกรณีเกิดภัยพิบัติ จึงได้แนะนำธรรม นิพนธ์ของ สมเด็จพระสังฆราช ที่มีคุณค่าในการศึกษาธรรมะ ของชาวไทยทั่งประเทศ จึงขอนำมาเผยแพร์เพื่อประโยชน์แก่ชาวไทย 



อ ธิ บ า ย เ รื่ อ ง ปั ญ ญ า
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร 


ปัญญาเป็นรัตนของนรชน 

นี้เป็นพระพุทธสุภาษิต

เพราะนรชน คือคนเรามีรัตนะคือปัญญา ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
เป็นพิเศษกว่าสัตว์ร่วมโลกทั้งหลาย
จึงได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์และสามารถอบรมปัญญาให้มากขึ้นได้ด้วย

ฉะนั้นคนเราจึงมีความฉลาด
สามารถเปลี่ยนภาวะจากความเป็นคนป่า
มาเป็นคนเมืองมีความเจริญด้วยอารยธรรม วัฒนธรรม
มีบ้านเมือง มีระเบียบ การปกครอง มีศาสนา
มีเครื่องบำรุงความสุข ทางกายทางใจต่างๆ

สิ่งทั้งปวงเหล่านี้สัตว์เดรัจฉานทั้งปวงหามีไม่
ทั้งนี้ด้วยอำนาจของปัญญานี้เอง

พระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ก็เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญา 


แต่ปัญญาที่เป็นรัตนะของนรชนดังกล่าวมานี้
พึงทราบว่าจะต้องเป็นปัญญาที่ชอบ
มีลักษณะของความฉลาดรู้ ความจัดเจน
การวินิจฉัยถูกต้อง สามัญสำนึกดี มีเหตุผลในสิ่งทั้งหลาย

ปัญญาที่ชอบดังกล่าวเป็นผลที่สืบมาจาก
ปัญญาที่มีพื้นฐานอันได้มาแต่กำเนิดของนรชน
อันเรียกว่า สหชาติปัญญา และจากการศึกษาอบรมที่ถูกชอบ

อันสหชาติปัญญานั้นมีพลังอำนาจที่ทำให้ประจักษ์
เรียนรู้ เข้าใจและตระหนัก เป็นพลังใจทางปัญญาของบุคคล


ถ้าอบรมศึกษาในทางที่ผิด
ก็จะเพิ่มความรู้ในทางฉลาดแกมโกง
ในทางทำความชั่วร้าย ในทางเบียดเบียนต่างๆ

ฉะนั้นจึงตรัสสอนไม่ให้ประมาทปัญญา 

คือใช้ปัญญา พิจารณาอบรมศึกษาให้เข้าถึงความจริง
ตามเหตุและผลในสิ่งทั้งหลาย
 


เพื่อให้บรรลุถึงความชอบในทุกๆสิ่ง
รวมเข้ากันใน มรรคมี องค์ ๘ 
ที่พระพุทธเจ้าๆ ได้ทรงปฏิบัติมา
จนได้ตรัสรู้พระธรรม และทรงสั่งสอนไว้นั้นเอง

คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ (รวมเข้าเป็นปัญญาสิกขา)
สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ
(รวมเข้าเป็นจิตตสิกขาหรือสมาธิ)

มรรคมีองค์ ๘ นี้ ก็เท่ากับ ปัญญา ศีล สมาธิ นั่นเอง
อันแสดงว่าปัญญาเป็นหัวหน้า
แต่ที่แสดงไว้เป็นข้อปฏิบัติโดยทั่วไปเป็นลำดับว่า
ศีล สมาธิ ปัญญา 


พระพุทธเจ้าได้ตรัสรับรองไว้ด้วยว่า

สัมมาทิฏฐิ เป็นหัวหน้า
เพราะว่าเมื่อมี สัมมาทิฏฐิ
ก็ย่อมรู้เห็นทุกๆอย่าง ว่าผิดหรือถูกอย่างไร
และเมื่อมีความเพียรความชอบ ความระลึกชอบเข้าประกอบ
ก็จะทำให้มีความเพียร มีสติ 


ละทุกสิ่งที่ผิด ทำทุกสิ่งที่ถูกให้เกิดขึ้น
จนถึงเป็นความถูกต้องสมบูรณ์ 


แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยสมาธิเป็นหลัก เป็นที่ตั้งแห่งทุกๆ ข้อ

เพราะจิตที่ไม่มีสมาธิย่อมดิ้นรนกระสับกระส่าย
ไม่อาจที่จะใช้ปัญญาอบรมปัญญา ที่มีอยู่ให้เจริญขึ้นได้ 


เหมือนอย่างไฟฉายที่แกว่งไปแกว่งมา
ไม่อาจจะส่องอะไรให้มองเห็นชัดเจนได้
จึงต้องทำจิตให้สงบด้วยสมาธิเป็นหลัก
ก็จะปฏิบัติให้มรรคทุกข้อแวดล้อมเข้ามา

Image
[พระรูปเมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์สมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระญาณสังวร
(พระรูปฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)]


ปั ญ ญ า สู ง สุ ด

เรื่องกัมมัฏฐานสำหรับแก้นิวรณ์
เก็บจากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจากที่มาต่างๆ
และข้อที่ตรัสกำชับไว้ให้มีเป็นประจำ
ในการปฏิบัติแก่นิวรณ์ทุกข้อ
หรือในการปฏิบัติกรรมฐานทุกคราว

คือโยนิโสมนสิการ แปลว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย 

ได้แก่การใช้ปัญญาพิจารณาให้ทราบ
ตระหนักแน่ถึงเหตุผลในการปฏิบัตินั้นๆ ตามเป็นจริง
เมื่อใช้ปัญญาดังนี้ จึงจะไม่ปฏิบัติผิดทาง
ทั้งจะไม่หลงตัวลืมตัว

การใช้ปัญญาจึงเท่ากับเป็นการใช้เกราะป้องกันอันตราย
อันอาจจะเกิดขึ้นจากความหลงถือเอาผิดดังกล่าว
และการใช้ปัญญาก็เป็นการศึกษาธรรมนั่นเอง

การฝึกหัดปฏิบัติสมาธิอย่างขาดโยนิโสมนสิการ
หรือขาดการใช้ปัญญา
ก็เท่ากับไม่เป็นการศึกษาธรรม อาจหลงไปผิดทาง

เช่น หลงติดอยู่ในนิมิตที่พบเห็นสมาธิ
หรืออำนาจบางอย่างที่ได้จากสมาธิ
ทำให้กัมมัฏฐาน (ที่ถูก) หลุด
หรือหลุดจากกัมมัฏฐานได้ง่าย

พระพุทธเจ้าตรัสไว้อีกด้วยว่า 

“ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” 

การใช้ปัญญาอบรมเพิ่มเติมปัญญาให้ส่องสว่างยิ่งขึ้นโดยลำดับ
จึงเป็นเหตุให้มอง สัจจะ คือให้รู้แจ้งเห็นจริง
ให้บรรลุสุข ประโยชน์ตั้งแต่ขั้นต้น จนถึงขั้นสูงสุด 


เพราะปัญญาขั้นสูงสุด คือปัญญาที่สมบูรณ์เต็มที่
ย่อมทำให้จิตประภัสสรคือผุดผ่องสว่างเต็มที่
ทำให้รู้แจ้งเห็นจริง และบรรลุประโยชน์สูงสุด 


เหมือนดังพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย
ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนไว้ว่า

“อย่าประมาทปัญญา” 

คือให้ใช้ปัญญานั่นเอง

การที่ฝึกฝนใช้ปัญญาจนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว
ย่อมปฏิบัติตนไปในทางที่ถูกที่ควรตลอดเวลา
โดยปราศจากกิเลสตัณหา เป็นไปโดยอัตโนมัติ

สาธุ สาธุ สาธุ

(ที่มา : “รวมธรรมะ” : จัดพิมพ์เนื่องในงานฉลอง ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทรา-
บรมราชชนนี วันที่ ๑ มกราคม - ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓, หน้า ๒๑๘-๒๒๑)


ข้อมูลที่ http://www.dhammajak.net/forums/

หมายเหตุ :

บทความเรื่องดังกล่าวนี้
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน)
ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ เมื่อครั้งยังทรงดำรงสมณศักดิ์ที่
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๓

อันเนื่องมาจากการที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ทรงมีพระราชดำริว่า “หลักการทำสมาธิเบื้องต้น”
ของ สมเด็จพระญาณสังวร
เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างง่ายสำหรับผู้ที่มีความสนใจทั่วไป
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แสดงพระราชดำรินี้

พร้อมทั้งทรงอาราธนา สมเด็จพระญาณสังวร
ให้เรียบเรียงและอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง
“ปัญญา” “นิวรณ์และกัมมัฏฐานสำหรับแก้”

เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติจิตใจ
โดยใช้ปัญญาสำหรับป้องกันกับแก้ “การหลงตัวลืมตัว”
ซึ่งจะเป็นไปเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุข
และประสบผลสำเร็จด้วยดี


วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อำนาจกรรม โดย สมเด็จพระสังฆราช




 อํานาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม พระนิพนธ์ สมเด็จพระสังฆราช

อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก

อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก ไม่มีอำนาจใดทำลายล้างได้ แม้อำนาจของกรรมดีก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมชั่วและอำนาจของกรรมชั่วก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมดีอย่างมากที่สุดที่มีอยู่ คือ อำนาจของกรรมดีแม้ให้มาก ให้สม่ำเสมอในภพภูมินี้ ก็อาจจะทำให้อำนาจของกรรมชั่วที่ได้ทำมาแล้วตามมาถึงได้ยาก ดังมีเครื่องขวางกั้นไว้ หรือไม่เช่นนั้น ก็ดังที่ท่านเปรียบว่าเหมือนวิ่งหนีผู้ร้ายที่วิ่งไล่ตามมา ถ้ามีกำลังแข็งแรง วิ่งเร็วกว่าผู้ร้าย ก็ย่อมยากที่ผู้ร้ายจะไล่ทัน ความแข็งแรงของผู้วิ่งหนีกรรมชั่ว ก็หาใช่อะไรอื่น คือ ความเข้มแข็งสม่ำเสมอของการทำกรรมดีนั่นเอง

O โรคทางใจมีอยู่ทั่วทุกตัวคน

หนักเบาต่างกันที่อำนาจของกรรมที่ตนกระทำ คนน่าสงสารในโลกนี้มีมากนัก ทั้งน่าสงสารทางกาย และน่าสงสารทางใจ เราเองแทบทุกคนก็เป็นโรคน่าสงสารเช่นที่กล่าวแต่เมื่อไม่ใช่โรคทางกาย ก็ไม่เห็นกันไม่รู้กันว่า ตนเป็นคนหนึ่ง จำนวนมหาศาลที่น่าสงสาร และน่าสงสารยิ่งกว่าเป็นโรคทางกาย น่ากลัวน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเป็นโรคทางกาย โรคน่าสงสารทางใจตัวเอง ต้องรู้ด้วยตัวของตัวเอง ต้องยอมรับด้วยตัวของตัวเอง จึงจะแก้ไขได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางจะรักษาโรคทางใจได้เลย แม้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเป็นโอสถรักษาโรคทางใจของผู้ที่ไม่ยอมรับรู้ว่าใจของตนมีโรค นั่นก็คือผู้ไม่ยอมรักการรักษา ไม่ยอมรับโอสถของพระพุทธเจ้า เขาย่อมเป็นคนน่าสงสารตลอดไป พบคนเช่นนี้พึงย้อมดูตนเอง คงจะต้องพบโรคทางใจด้วยกันเพียงแต่ว่าจะมากน้อยหนักเบากว่ากันเพียงไร ตามอำนาจของกรรมที่ได้กระทำมาแล้วเท่านั้น

O กรรมให้ผลตรงตามเหตุแห่งการกระทำ

กรรมนั้นน่าเชื่อถือนักในการให้ผลตรงตามเหตุ ไม่มีอคติด้วยอำนาจใดเลย แม้เกิดอยู่ในฐานะที่สุขสบาย ก็มิใช่ว่าไม่จำเป็นต้องนึกถึงกรรม มิใช่ว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อกรรม สุขสบายเพียงไร ก็จำเป็นต้องนึกถึงกรรม ถ้าไม่ได้ทำกรรมดีอันควรแก่เหตุแล้ว จะอยู่ในฐานะสุขสบายได้อย่างไร ใครอื่นอีกมากมายหาได้อยู่ในฐานะเช่นนั้น อดอยากยากไร้เข็ญใจกันนักหนา ทำไมเป็นได้เช่นนั้น มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เป็นไป แม้ไม่ตั้งข้อคิดในเรื่องเช่นนี้เสียเลย ย่อมไม่อาจอบรมปัญญาให้เห็นถูกในเรื่องกรรม และการให้ผลของกรรมได้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญแก่ทุกชีวิตที่ปรารถนาความสวัสดี

O ทั้งคนและสัตว์ ต่างถูกอำนาจกรรมทำให้เป็นไป

คนก็ตาม สัตว์ก็ตาม เกิดด้วยอำนาจของกรรม กรรมนำให้เป็นคน และกรรมนำให้เป็นสัตว์ เชื่อไว้ก่อนย่อมมีโอกาสที่จะพ้นจากความเป็นสัตว์ เพราะเมื่อเชื่อว่ากรรมมีอำนาจถึงเพียงนั้น ก็ย่อมขวนขวายทำกรรมที่จะไม่นำให้ต้องไปเป็นสัตว์ ไม่มีใครที่ไม่กลัวความเป็นสัตว์ และมีโอกาสที่จะได้เกิดเป็นสัตว์แน่ในภพภูมิข้างหน้า แม้บังเอิญไปทำกรรมที่จะทำให้เกิดผลเช่นนั้นโดยจะรู้หรือไม่รู้ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม พลาดพลั้งไปทำกรรมผิดเข้า ก็จะไม่อาจปฏิเสธผลของกรรมได้เลย

O ไม่มีผู้ใดปรารถนารับผลของกรรมที่ไม่ดี

อันผู้ไม่ทำดีประการต่างๆ ด้วยกายวาจา อันเนื่องมาจากใจที่ไม่ดีของเขานั้น ที่จริงแล้วผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาพอสมควร ประกอบด้วยความเชื่อในเรื่องกรรม และการให้ผลของกรรมไม่น่าจะมีผู้ใดปรารถนาเป็นคนไม่ดี แต่ทำไมจึงมีคนไม่ดีมากมาย ทั้งๆ ที่มิได้ปรารถนา คิดให้เข้าใจในเรื่องของกรรมจะรู้ชัดว่ากรรมที่คนผู้นั้นทำไว้ในอดีต ได้ติดตามห้อมล้อมจิตเขามาให้ปรากฏเป็นผลในปัจจุบัน ทั้งที่ในปัจจุบันเขาก็มิได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น และหากเขาเข้าใจเรื่องของกรรมบ้างแล้ว เขาจะกลัวไปถึงชาติในอนาคต เขาจะพยายามไม่ทำกรรมไม่ดี เพราะเข็ดกลัวผลของกรรมที่ทำให้เขาต้องเป็นคนไม่ดีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่เขาไม่ปรารถนาเลย

O ความรักผู้อื่น ทำให้หลีกเลี่ยงการทำกรรมไม่ดีได้

เป็นผู้ใหญ่ก็อย่าทำกรรมไม่ดี เป็นเด็กหรือเป็นหนุ่มสาวก็อย่าทำกรรมไม่ดี แม้รักตัวเองก็อย่าทำกรรมไม่ดี จงทำแต่กรรมดี หรือแม้รักพ่อแม่พี่น้องลูกหลาน ก็อย่าทำกรรมไม่ดี ผลไม่ดีที่ผู้ทำได้รับนั้นจะทำให้บรรดาผู้ที่รักตนพลอยกระทบกระเทือนไปด้วย ลองนึกถึงใจตนเอง เมื่อเห็นผู้ที่ตนรักทำความไม่ดี แม้ผลไม่ดี ยังไม่ทันปรากฏชัด ตนก็ไม่สบายใจ ยิ่งเมื่อได้ผลร้ายเกิดขึ้นสนองผู้ทำกรรม เราผู้มีความผูกพันกับเขา ก็ย่อมเหมือนพลอยได้รับผลร้ายด้วย

O ถ้าเราทำกรรมไม่ดี ผู้ที่รักเราก็ได้รับผลไม่ดีไปด้วย

ดังนั้นแม้ไม่รักตนเอง ก่อนจะทำอะไรก็ควรนึกถึงใครทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องมีผู้เป็นที่รักอยู่ด้วย ถ้าเราทำกรรมไม่ดีได้รับผลไม่ดี ผู้ที่รักเราและผู้ที่เรารักก็จะต้องพลอยได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจไปด้วยอย่างไม่ยุติธรรม เพราะมิได้เป็นผู้ทำกรรมไม่ดีด้วย แต่ต้องพลอยได้รับผลไม่ดีเพราะความผูกพัน ดังนั้นจะทำความไม่ดีใด ก็น่าจะนึกถึงบรรดาผู้ที่มีความผูกพันกับเราบ้าง อาจจะช่วยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการหลีกเลี่ยงการทำกรรมไม่ดี

O ใช้สติยั้งคิดให้เคยชินก่อนทำกรรมไม่ดีใดๆ

ก่อนจะทำกรรมใด แม้หยุดยั้งตั้งสติ คิดให้ดีว่ากรรมนั้นดีหรือไม่ดี ก็จะทำให้ไม่ทำกรรมไม่ดีอย่างเต็มใจ อย่างสบายใจ แต่จะมีเวลายับยั้งชั่งใจ อันเป็นความสำคัญควรจะทำให้เป็นความเคยชินด้วยกันทุกคน

O หมั่นพิจารณาให้กลัวกรรมไม่ดีอยู่เนืองๆ

การพิจารณากรรมให้กลัวกรรมไม่ดีนั้น อาจทำได้แม้เมื่อเป็นสิงสาราสัตว์ จะเห็นตัวจริงหรือเห็นเพียงรูปภาพก็ตาม สัตว์เหล่านั้นล้วนมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด แต่ก็เหตุใดเล่าที่ทำให้ต้องมาเกิดเป็นสัตว์ ไม่ได้เกิดเป็นผู้เป็นคนเป็นมนุษย์ที่สูงกว่าประเสริฐกว่าเป็นอันมาก ต้องเป็นกรรมที่สัตว์เหล่านั้นได้ประกอบกระทำมาให้อดีตชาติปรุงแต่งให้เป็นไป ให้มีรูปลักษณ์ของสัตว์ ที่แม้บางชนิดจะน่ารักน่าเอ็นดู แต่ก็เป็นสัตว์ แม้จะได้รับความรักความเอ็นดูอุปถัมภ์บำรุงเลี้ยงดูอย่างดี ก็เป็นแบบที่ให้แก่สัตว์ และก็ไม่แน่ใจน่าสัตว์จะมีความคิดอย่างไร จะเศร้าเสียใจในความต้องการเป็นสัตว์หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพ้นจากภพภูมิมนุษย์ทันทีก็ได้ภพภูมิของสัตว์ อาจจะยังไม่ลืมชีวิตในภพภูมิมนุษย์ อาจจะยังจำผู้คนที่เกี่ยวข้องด้วยได้ จิตของสัตว์นั้นจะน่าสงสารสักเพียงไหน แต่เมื่อเกิดแล้วก็เลือกไม่ได้แล้วที่จะเกิดเป็นอะไรอื่น ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกคนมีโอกาสที่จะเลือกชีวิตข้างหน้า ภพภูมิข้างหน้าได้ ถึงทำความดีให้เต็มความสามารถ อย่าละโอกาสที่จะทำความดีเลย นั่นแหละจะเป็นการเลือกภพชาติข้างหน้าสำหรับตนได้ จะเลือกเป็นอะไรก็ได้ ไม่เป็นอะไรก็ได้

O ผู้ไม่ประมาท ระวังในการกระทำกรรม

อนิจจัง....ความไม่เที่ยง
ทุกขัง.....ความเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลง
อนัตตา....ความไม่เป็นไปตามปรารถนาต้องการ นี้คือ ไตรลักษณ์ ลักษณะสามที่มีในทุกคนทุกสิ่ง ความสุข ความทุกข์ ความเจริญ ความเสื่อม ความเป็นมนุษย์ ความเป็นสัตว์ เหล่านี้ตนอยู่ในไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ดังนั้นแม้ว่าชาติหนึ่งกรรมไม่ดีจะแต่งให้เป็นสัตว์ ก็มิใช่ว่าจะต้องเป็นสัตว์ทุกชาติ และแม้ว่าชาติหนึ่งกรรมดีจะนำให้เป็นมนุษย์ ก็มิใช่ว่าจะได้เป็นมนุษย์ทุกชาติ นั่นก็คือสัตว์ย่อมเป็นคนได้ และคนก็ย่อมเป็นสัตว์ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน แต่ละสัตว์ ผู้ไม่ประมาทระวังในการกระทำกรรม ย่อมสามารถพ้นจากการถือภพชาติอันไม่ปรารถนาได้

O ผู้ไม่ประมาทพึงทำใจให้พ้นจากความยึดมั่น

กรรมที่อาจทำให้มนุษย์ในชาติหนึ่งต้องเป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่ง หรือทำสัตว์ในชาติหนึ่งให้กลับเป็นมนุษย์ในอีกชาติหนึ่ง มีผู้เขียนบ้างเล่าบ้างไว้หลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องที่มีปรากฏในพุทธกาล จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามพึงไม่ประมาท กรรมใดที่เคยมีแสดงไว้ว่า ทำให้มนุษย์ต้องเกิดเป็นสัตว์ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่พึงทำ กรรมสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นกรรมทางใจคือความผูกพัน ผู้ตายมีความผูกพันในภพภูมิของตน เช่น ผูกพันในทรัพย์สมบัติของตนในภพภูมินั้น ความผูกพันยึดมั่นอาจนำให้กลับมาเกิดในบ้านเรือนตนอีกได้ แต่จะมิใช่เป็นมนุษย์ มีเรื่องเล่าว่า เกิดเป็นเล็นก็มี เกิดเป็นสุนัขก็มี ซึ่งน่าจะไม่มีผู้ใดปรารถนาจะเป็น จึงน่าจะต้องระวังกรรมทางใจให้มาก เช่นเดียวกับกรรมทางกายทางวาจา อย่ายึดมั่นห่วงใยในอะไรให้มากนัก วางเสีย ปล่อยเสีย ท่องพุทโธไว้เสมอนั่นแหละจะทำให้ถอนใจจากความยึดมั่นได้ เคยมีผู้เล่าเรื่องของพระพุทธรูปงดงามองค์หนึ่ง สิ้นชีวิตไปในขณะที่จิตใจกำหลังรักและหวงแหนพระพุทธรูปองค์นั้นอย่างยิ่ง เมื่อมีผู้มาขอชมพระพุทธรูป ก็มีงูใหญ่เลื้อยมาแผ่พังพานขู่อยู่ต่อหน้าแสดงความหวงแหน เมื่อผู้มาขอชมพูดว่าเพียงมาขอชมไม่ได้คิดจะนำไปเป็นของตน งูก็เลื้อยห่างไป ว่ากันว่าเจ้าของพระพุทธรูปได้มาเกิดเป็นงูเสียแล้ว เพราะความผูกพันหวงแหนพระพุทธรูป ความยึดมั่นผูกพันจึงเป็นกรรมทางใจที่น่าจะเป็นเหตุแห่งการทำให้มนุษย์ในชาติหนึ่งต้องเป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่งได้ จึงไม่พึงประมาท จะจริงหรือไม่จริง เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็อย่าประมาทไว้ก่อน พยายามทำกรรมทางใจให้พ้นจากความยึดมั่นถือมั่นให้ได้เต็มความสามารถเถิด

O อำนาจแห่งมโนกรรม

ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องที่พระภิกษุรูปหนึ่งเมื่อมรณภาพลงพระรูปหนึ่งจะนำจีวรไป พระพุทธเจ้าทรงห้ามและรับสั่งเล่าว่า พระภิกษุผู้เป็นเจ้าของจีวรนั้น ได้มาเกิดเป็นเล็นเกาะอยู่ที่จีวรที่ท่านซักตากไว้ เพราะจิตของท่านเมื่อจะมรณภาพนั้นผูกพันอยู่กับจีวรผืนนั้น ที่ท่านเพิ่งได้มา กรรมทางใจหรือมโนกรรมมีโทษหนักเพียงนี้ ทำมนุษย์ในชาติหนึ่ง ให้เป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่งก็ได้ ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือเมื่อเป็นสัตว์แล้ว ก็ยังระลึกถึงครั้งเมื่อเป็นมนุษย์ได้ จะเดือนร้อนใจเพียงไหน พระพุทธเจ้ารับสั่งห้ามไม่ให้นำจีวรไป เพราะเล็นที่เป็นเจ้าของจีวรครั้งยังเป็นพระภิกษุนั้นหวงอยู่ ถ้านำจีวรไปก็จะโกรธแค้นขุ่นเคือง จะทำให้ไม่ได้ไปเสวยผลแห่งกรรมดีที่ได้กระทำไว้แล้วเป็นอันมาก อำนาจกรรมแม้เพียงมโนกรรมทางใจ ไม่ได้ปรากฏเป็น กายกรรม วจีกรรม ถึงเป็นการเบียดเบียนทำร้ายผู้ใด ก็ยังมีอำนาจใหญ่ยิ่งเพียงนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงเตือนให้ระวัง ทุกคนจึงควรระวังให้จงหนัก


O กรรมส่งผลแน่นอนต่อผู้กระทำ

ทุกวันนี้มีข่าวฆ่าฟันกันอย่างทารุณโหดเหี้ยม มิได้เว้นแต่ละวันพบแล้ว เห็นแล้ว ก็ให้นึกถึงกรรม เคยฆ่าเขามาก็ถูกเขาตามมาฆ่า คนละภพคนละชาติ ข้ามภพข้ามชาติแล้วก็ยังตามกันมาได้ มาส่งผลได้ เรื่องกรรมเป็นเช่นนี้ จึงน่ากลัวกรรมนัก พึงกลัวกรรมนัก ไม่พึงคิดว่าการเชื่อว่าการฆ่าฟันตามล้างตามผลาญกัน เป็นเรื่องกรรมนั้นเป็นความเชื่อที่เหลวไหล ไม่มีเหตุผล ไม่พึงคิดเช่นนี้ เพราะไม่มีคุณอย่างใด จะถูกหรือจะผิด ถ้านึกเชื่อไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องการให้ผลของกรรม ก็จะทำให้ไม่กล้าทำกรรมไม่ดีโดยตั้งใจ ก็จะพ้นจากผลของกรรมไม่ดีนั้น แน่นอน อุบัติเหตุในยุคนี้สมัยนี้ ที่รุนแรงก็มีมากมาย บางเรื่องไม่น่าเป็นก็เป็น บางคนไม่น่าประสบอุบัติเหตุเช่นนั้นก็ต้องประสบ ดูไปแล้ว คิดไปแล้ว ก็น่าจะรู้สึกว่าอุบัติเหตุอย่างนั้นๆ เกิดขึ้นเพื่อให้คนนั้นคนนี้ต้องบาดเจ็บหรือล้มตายไปเท่านั้น
เมื่อคิดเช่นนี้ เพราะไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ ก็ย่อมจะทำให้คิดว่าต้องเป็นเรื่องที่กรรมจะส่งผลแก่ผู้นั้น ในที่นั้น ในเวลานั้น อุบัติเหตุจึงต้องเกิดขึ้นดังนี้ การถูกฆ่าของเด็กไร้เดียงสาหาความผิดไม่ได้ ซึ่งปรากฏขึ้นบ่อยๆ ในยุคนี้ น่าจะทำให้ความเชื่อในเรื่องกรรมและการทำให้ผลของกรรมหนักแน่นขึ้น ทำไมต้องเป็นเด็กคนนั้นที่ถูกฆ่าทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องขุ่นเคืองโกรธแค้นกัน อยู่ดีๆ มีความสุข ก็ปุบปับถูกนำไปประหัตประหาร ในฐานะเป็นผู้ดู จงดูด้วยความรู้สึกกลัวกรรม ไม่ควรดูด้วยความรู้สึกอาฆาตขุ่นเคือง เพราะจะไม่เป็นคุณแก่จิตใจตนเอง มีแต่จะเป็นโทษ รู้แล้ว ปลงลง นี่แหละอำนาจของกรรมยิ่งใหญ่นัก พึงกลัวนัก

O ใจจักร้อนรุ่ม ถ้าไม่เข้าใจเรื่องกรรมและผลกรรม

แม้ในฐานะเป็นผู้ดู มิใช่ผู้พลอยได้รับความเดือนร้อนทนทุกข์ทรมานด้วย ถ้าไม่สามารถทำใจอบรมใจให้เข้าใจในเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรมได้แล้ว เมื่อตนต้องเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในเหตุการณ์อันร้ายแรง ก็ย่อมยากที่จะช่วยใจตนเองให้พ้นจากความร้อนได้ แม้เพียงพอสมควร

O รับรู้สิ่งใด พึงถือโอกาสอบรมจิตใจเรื่องกรรม

เรื่องร้ายแรงที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เกิดขึ้นอยู่มากมายทุกวัน ทุกคืน แม้จะอยู่ในบ้านเรือนตนสมัยนี้ก็สามารถรับรู้ได้ เห็นได้ ได้ยินได้ พึงถือโอกาสอบรมใจตนเองให้เชื่อในเรื่องของกรรม กรรมน่ากลัวเพียงไร คิดให้ดี เมื่อกรรมมาถึง หนีได้หรือไม่ คนดีในชีวิตนี้มิใช่ว่าจะไม่เคยทำกรรมไม่ดีมาก่อนในอดีตชาติ
ดังนั้น จึงปรากฏย่อยๆ ว่าคนดีแสนดีกลับต้องได้ความทุกข์หนักหนา ด้วยโรคภัยไข้เจ็บบ้าง ด้วยความไม่สมหวังในเรื่องใหญ่โตสำคัญแก่จิตใจบ้าง เป็นเหตุให้ต้องเศร้าหมองทรมานอย่างยิ่ง


O ผู้มีปัญญาพึงรับผลของกรรมให้ถูกต้อง

เราได้รู้ได้เห็นอย่าพิศวงสงสัย อย่าได้คิดผิดว่าคนทำดีไม่ได้ดี แต่จงวางใจให้ถูก ให้เป็นประโยชน์แก่ตน วางใจลงในกรรมที่สลับซับซ้อนยิ่งนัก ยากที่จักเข้าใจ แต่ก็ไม่ยากที่จะเชื่อไว้ก่อน อะไรที่เชื่อไว้ก่อนแล้วไม่มีโทษมีแต่คุณ ผู้มีปัญญาแม้พอสมควรย่อมไม่ดื้อปฏิเสธ การรับผลของกรรมนั้นสำคัญมาก สำคัญทั้งการับผลของกรรมชั่วและการรับผลของกรรมดี ไม่สำคัญแต่เพียงการรับผลของกรรมชั่วเท่านั้น การรับผลของกรรมดีก็สำคัญ การรับผลของกรรมดีนั้น ถ้ารับไม่ถูกก็มีโทษร้ายแรงแก่จิตใจน่าจะรุนแรงกว่าการรับผลของกรรมชั่วอย่างไม่ถูกวิธีเสียอีกด้วย ผู้ทำกรรมดีไว้เป็นบารมี ส่งให้ชาตินี้สมบูรณ์พร้อม แม้รับผลแห่งกรรมดีหรือผลของบารมีไม่ถูก ผลเสียที่จะเกิดตามมาคือ ความหลงตน อันความหลงตนนั้นจะพาความหลงอีกมากมายให้ตามมา เป็นโทษมหันต์นัก

O ผลของกรรมดีและกรรมชั่ว มีคุณและโทษในตัว

ผลของกรรมดีและผลของกรรมชั่ว มีทั้งคุณและมีทั้งโทษอยู่ในตัว คุณหรือโทษจะปรากฏตามการวางใจรับผลนั้น ผลของกรรมดีที่เกิดแก่ผู้ใดก็ตาม แม้ผู้นั้นวางใจรับไม่ถูก ไม่ประกอบด้วยปัญญา ผลดีก็จะไม่สมบูรณ์ ทั้งผลร้ายก็จะต้องตามมา

O การทำใจให้รับผลของกรรมดีอย่างถูกต้อง

ผู้ได้รับผลดีของกรรมดี คือ การได้ประสบโลกธรรมฝ่ายดี คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นั่นเอง ต้องรับให้ดี ต้องรับให้ถูก วิธีทำใจให้รับโลกธรรมอย่างถูกต้องที่สุดก็คือให้คิดว่า ลาภก็ตาม ยศก็ตาม สรรเสริญก็ตาม สุขก็ตาม ล้วนอยู่ในลักษณะของไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการ ได้รับผลดีของกรรมดี คือ ได้ประสบโลกธรรมฝ่ายดีเมื่อไร เมื่อนั้นให้ถึงคิดไตรลักษณ์ให้ทันที จะรับผลดีของกรรมดีที่ดียิ่งกว่าผลดีทั้งนั้น การคิดถึงไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการ คือ การทำความดีทางใจ
เป็นมโนกรรมที่ดี จึงย่อมได้รับผลเป็นความดีตรงตามเหตุที่ได้กระทำ ที่จริงมโนกรรม กรรมทางใจ คือ คิดดีนั้น แม้ตั้งใจจริงที่จะทำก็น่าจะง่ายกว่ากรรมทางกาย ทางวาจา เพราะเรื่องของความคิดเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของเราเองอย่างแท้จริง ไม่เกี่ยวกับผู้ใดหรืออะไรเลย ความคิดอยู่กับเราจริงๆ ไม่มีผู้ใดอาจล่วงล้ำก้ำเกิดไปบังคับบัญชาได้

O การทำใจเมื่อได้รับผลของกรรมชั่วอย่างถูกต้อง

ได้รับผลของกรรมชั่ว คือ ได้ประสบโลกธรรมฝ่ายไม่ดี ก็ควรต้องทำใจให้รับให้ถูก เช่นเดียวกับการทำใจรับโลกธรรมฝ่ายดีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะปล่อยใจให้ตกอยู่ในอำนาจของความทุกข์ ความเศร้าเสียใจ หรือความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาท รับผลไม่ดีของกรรมไม่ดี ด้วยวิธีคิดเช่นเดียวกับเมื่อได้รับผลดีของกรรมดี คือ คิดถึงไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น ทุกข์แล้วก็สุข เป็นธรรมดา

O ผลของกรรมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ทั้งผลของกรรมดี และผลของกรรมชั่ว ล้วนมีลักษณะสาม คือ ไม่เที่ยง ทนทุกข์อยู่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของผู้ใด กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งผลของกรรมดีและกรรมชั่วนั้น เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับ ไม่มีที่จะยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป

O พึงละความยึดมั่นในผลของกรรมทั้งปวง

สิ่งทั้งปวงเกิดแล้วต้องดับ คือมีลักษณะสาม มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ โลกธรรมผ่ายดีคือผลของกรรมดีก็เช่นกัน เกิดแล้วต้องดับ โลกธรรมฝ่ายไม่ดีคือผลของกรรมไม่ดีก็เช่นกัน เกิดแล้วต้องดับ เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อรู้เช่นนี้ตามเป็นจริงแล้ว ก็พึงละความยึดมั่นในผลของกรรมที่ได้ประสบอยู่ ไม่ว่าจะเมื่อประสบผลดีหรือเมื่อได้ประสบผลชั่วก็ตาม

O ถึงทุ่มเทจิตใจให้กระทำแต่กรรมดี

ความยึดมั่นถือมั่น เป็นความไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ละ แต่เมื่อยังละความยึดทุกอย่างไม่ได้ ก็พึงทุ่มเทจิตใจให้ยึดมั่นการทำกรรมดี ยึดมั่นความเชื่อในผลของการทำความดี ว่าทำดีจักได้ดีจริง มีความยึดมั่นความเชื่อในผลของการทำความชั่ว ว่าทำชั่วจักได้ชั่วจริง ความยึดมั่นเช่นนี้จักเป็นทางนำไปดี ให้ได้ทำดี ไม่ทำไม่ดี ซึ่งก็ย่อมจักนำให้พ้นทุกข์โทษภัยของกรรมไม่ดี ได้รับแต่คุณประโยชน์สารพัดของกรรมดี

กรรมของชาติไทยที่ควรศึกษา ที่  http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2011/10/blog-post_06.html

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ระวังโรคระบาด


สัญญาณอันตราย !
นกนางนวลตายเกลื่อนหาดออนทาริโอ
ลมหนาวกำลังมา เป็นสัญญาณว่าไข้หวัดนกจะรีเทิร์น







สื่อแคนาดาเผย พบนกตายเกลื่อนหาด คาดอาหารเป็นพิษ

สำนักข่าวของแคนาดารายงานว่า พบนกหลากชนิดจำนวนมากนอนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ตามแนวชายหายของรัฐออนแทริโอ โดยตำรวจท้องที่คาดว่า นกดังกล่าวตายเพราะอาหารเป็นพิษ...

สำนักข่าวโทรอนโตสตาร์ ของประเทศแคนาดา รายงานเมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่า พบนกเป็ดน้ำ
นกนางนวล และนกลูน จำนวน 5,000-6,000 ตัว นอนตายอยู่ตามแนวชายหาดจอร์เจียน เบย์ ในรัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดา เป็นระยะทาง 7.7 กิโลเมตร โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า นกเหล่านี้ตายเนื่องจากเป็นโรคโบทูลิซึม จากการกินปลาที่ตายแล้ว

ด้านนายไมเคิล กราเวลล์ โฆษกรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของแคนาดา เผยว่า ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ได้เก็บตัวอย่างซากนกเพื่อนำไปพิสูจน์หาสาเหตุการตายที่แท้จริงแล้ว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศเตือนว่า ผู้ปกครองของเด็กที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ ไม่ควรให้เด็กหรือสัตว์เลี้ยง สัมผัสกับซากนกดังกล่าว เพื่อป้องกันอันตราย แม้ว่าจากสถิติจะไม่เคยมีมนุษย์ป่วยเป็นโรคโบจทูลิซึม ซึ่งเกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า โคลสทริเดียม โบทูลินัม ที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อนก็ตาม.



ประวัติศาสตร์ ในไทยโรคระบาดหลังน้ำท่วม http://www.facebook.com/note.php?note_id=170853416306812



พระช่วยพระ วัดบวร


เมื่ออุทกภัยมา ถึงคราพระช่วยพระ

ธารน้ำใจไทยช่วยไทย นอกจากหน่วยงานต่างๆออกมาช่วยเหลือกันแล้ว ยังมีพระภิกษุสงฆ์ออกมาช่วยพระภิกษุสงฆ์อีกด้วย

“อาตมาทำมาหลายวันแล้ว ลงพื้นที่แรกๆคือ ลพบุรี สิงห์บุรี อยุธยา และเรื่อยมาจนถึงบางบัวทอง และนี่อาจจะต้องออกไปช่วยเหลือชาวกรุงเทพฯอีก” พระ ดร.อนิลบอก

พระ ดร.อนิล ธมฺมสากิโย แห่งสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ตอบคำถามเรื่องสถานที่ออกไปช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ที่ประสบอุทกภัย ในนามสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

นัยหนึ่งคือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

“สมัยสมเด็จพระสังฆราชทรงแข็งแรง พระองค์ทรงออกไปช่วยพระภิกษุสงฆ์ ยามนี้แม้พระองค์จะอาพาธ แต่ด้วยพระปณิธานที่พระองค์เคยแสดงออก เคยช่วยเหลือไว้ เราก็มาคิดกันว่า ถ้าพระองค์ทรงแข็งแรงอยู่ จะทรงทำอย่างนี้ จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย”

เหตุการณ์ที่สมเด็จพระสังฆราชเสด็จออกช่วยเหลือเมื่อปี พ.ศ.2526 ย่อมยังอยู่ในความทรงจำของพระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างดี

สำหรับการออกไปช่วยเหลือคราวนี้ พระอนิลบอกว่า พยายามจะเข้าไปในสถานที่ที่คนเข้าไปถึงยาก เพราะคณะสำนักเลขาฯสมเด็จพระสังฆราช จะมีเรือเครื่องอยู่ 1 ลำ พอที่จะฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวลึกเข้าไปได้ ส่วนข้าวของที่นำไปช่วยเหลือนั้น จะมีรถบรรทุกขนตามไป

เมื่อรถไม่สามารถเข้าไปได้ ก็นำข้าวของลงเรือเข้าไป

ประสบการณ์การลงพื้นที่ที่ผ่านมา พื้นที่เขตบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยเฉพาะที่วัดละหารเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจดจำยากจะลืมเลือน ระดับน้ำย่านบางบัวทอง บางหมู่บ้านถึงเอว ขณะที่บางหมู่บ้านน้ำถึงคอ นอกจากระดับน้ำสูงแล้ว บางแห่งน้ำยังเชี่ยวกราก เหมือนจะกระชากทุกสิ่งทุกอย่างให้ลอยไปกับกระแสน้ำ

อย่างบ้านของนายอาจินต์ ศิริวรรณ เลขที่ 90/291 หมู่บ้านกานต์มณี หมู่ที่ 14 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 21 ตุลาคมระดับน้ำสูงถึงคอ หรือประมาณเกือบ 2 เมตร การเดินทางเข้า-ออกบ้านแต่ละครั้ง ต้องอาศัยเรือรับจ้างอย่างเดียว

“ผมต้องพึ่งเรือรับจ้างเพื่อเข้ามาดูสัตว์เลี้ยง และมาดูบ้านบ้าง เที่ยวหนึ่งก็ 50 บาท ถึง 100 บาท ไม่เข้ามาก็ไม่ได้ เป็นห่วงมัน” อาจินต์บอก

เมื่อถามถึงคนในหมู่บ้าน อาจินต์บอกว่า คนในหมู่บ้านประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ออกไปอยู่นอกพื้นที่ ส่วนที่เหลือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่ยอมออกไปเพราะต้องการเฝ้าบ้าน เพราะกลัวข้าวของหาย และเป็นห่วงสัตว์เลี้ยง

หน่วยงานต่างๆที่เข้าไปช่วยเหลือ บางหมู่บ้านเข้าถึง แต่บางหมู่บ้านก็เข้าไม่ถึง

ส่วนวัดละหารที่ท่านอนิลและคณะเข้าไปนั้น ตั้งอยู่เขตบางบัวทองเช่นเดียวกัน เมื่อเข้าไปในพื้นที่แล้ว ท่านพยายามถามชาวบ้านว่ามีย่านไหนที่เดือดร้อน และความช่วยเหลือเข้าไปไม่ถึงบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่า
วัดละหารมีพระอยู่มาก แต่ความช่วยเหลือยังไปไม่ถึง จึงหาทางเข้าไป

ระหว่างถามหาทาง “พบพระพายเรือมา ถามท่านว่าอยู่วัดไหน ท่านบอกว่าอยู่วัดละหาร กำลังออกมาหาเสบียง พระที่อยู่ในวัดมีอยู่กว่า 70 รูป ยังขาดเสบียงอยู่มาก ระดับน้ำที่วัดมิดหัว และพระท่านส่วนใหญ่ก็พายเรือกันไม่เป็น”

ทราบดังนั้น ท่านก็ใช้เรือติดเครื่องตรงไปยังวัดละหาร ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 17 หมู่ที่ 2 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง เอาเรือลำใหญ่ไป 1 ลำ บรรทุกของส่งไปให้ถึงวัด เมื่อไปถึงก็พบพระภิกษุเป็นจำนวนมาก ต่างรอความช่วยเหลืออยู่

สาเหตุที่วัดละหารมีพระอยู่มาก เพราะว่าเป็นวัดประจำอำเภอ เปิดสอบพระปริยัติธรรมแผนกธรรมตั้งแต่ปีพุทธศักราช  2489 และยังมีแผนกบาลีที่เริ่มเปิดมาตั้งแต่พุทธศักราช 2496 เป็นต้นมา นอกจากนั้น ยังเป็นศูนย์พุทธศาสนาวันอาทิตย์ อีกทั้งเป็นศูนย์สงเคราะห์พุทธมามกะประจำ

พระบางรูปเห็นท่านอนิลถึงกับตกใจ ไม่ฝันว่าท่านจะเดินทางเข้าไปด้วยตนเอง หลังถามสารทุกข์สุกดิบกันแล้ว พบว่าสิ่งของที่พระต้องการนั้น เป็นต้นว่า ยาแก้น้ำกัดเท้า ข้าวของเครื่องใช้ และที่สำคัญคือเสบียง เพราะไม่รู้ว่าน้ำจะลดเมื่อไร

การลงพื้นที่ ทำให้ท่านทราบว่าวัดบางวัดไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปช่วยเหลือ ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านลึกๆเข้าไป ความช่วยเหลือต่างๆเข้าไปไม่ถึง จึงเป็นเรื่องที่ต้องสืบเสาะและช่วยเหลือกันต่อไป

ท่านฉายภาพให้เห็นว่า “อาตมาเข้าไปถามชาวบ้านว่ามีปัญหาอะไร จุดไหน พยายามหาจุดที่ไม่มีคนเข้าไป เจอคนที่ไม่ทิ้งบ้าน เขาบอกว่าเป็นห่วงบ้าน ยังไม่มีใครเข้ามาเลย พร้อมกับขอถุงยังชีพ คนที่เข้าไปช่วยเหลือส่วนใหญ่เข้าไปในถนนหลัก แต่ซอยเล็กๆมีคนติดอยู่มาก อย่างหมู่บ้านชัยพฤกษ์ ช่วงน้ำท่วมใหม่ๆยังไม่มีใครเข้าไปตรงนั้น เพราะว่าเข้าไปไม่ได้ ถ้าเอาเรือมาก็ต้องแบกเรือในบางจุด บางแห่งตำรวจ ทหารก็เข้าไปไม่ได้ เพราะน้ำเชี่ยวมาก” พระอนิลบอก

หลังแจกจ่ายข้าวของแล้ว ปรากฏว่าของยังเหลืออยู่ แต่มืดเสียก่อน ท่านจึงขอลงพื้นที่อีกวันต่อมา จึงฝากเรือไว้กับชาวบ้าน วันต่อมาปรากฏว่าเรืออันตรธานไปแล้ว ครั้นตระเวนหาดูก็พบ เนื่องจากคนเอาไปใช้ไม่ได้เอาไปใช้ไกลมาก

และที่สำคัญ ข้อความสำนักเลขาฯสมเด็จพระสังฆราชยังปรากฏอยู่ชัดเจน

สำหรับโครงการช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ของสำนักเลขาฯสมเด็จพระสังฆราช ตั้งอยู่ที่สนามบาสของวัดบวรฯ เปิดรับความช่วยเหลือจากพุทธศาสนิกชนมานานแล้ว และเปิดต่อไปอีกนานจนกว่าสภาพน้ำท่วมขังจะทุเลาเบาบาง

ถุงยังชีพ “พระช่วยพระ” ข้าวของทั้งหมดได้มาจากชาวบ้านที่นำมาทำบุญ เริ่มสะสมมาตั้งแต่วันตักบาตรเทโว ทีมงานได้นำมารวมกับข้าวของที่ชาวบ้านร่วมทำบุญ นำมาใส่ถุงพลาสติก ภายในมีข้าวสาร อาหารแห้ง สบู่ ยาสีฟัน น้ำตาล แต่ละวันจะมีพระ เณร และชาวบ้านช่วยกันคัดแยก

ถุงแต่ละใบไม่มีตราใดๆประทับ “เราต้องการช่วยเหลือกันจริง ไม่มีการหาเสียงใด” พระอนิลบอก

ใครหมายร่วมสร้างกุศลกับสำนักเลขาฯสมเด็จพระสังฆราช ตรงไปที่วัดบวรฯได้ทันที เปิดรับตลอด 24 ชั่วโมง สงสัยประการใดสอบถามได้ที่หมายเลข 0-2281-2831-2

เหตุเภทภัยน้ำท่วมครั้งนี้ ท่านอนิลบอกว่า “คงจะเป็นไปตามธรรมชาติ เรื่องอุทกภัยมันเกิดขึ้นมาเป็นระยะๆอยู่แล้ว คงเป็นเรื่องธรรมชาติต้องการปรับตัวให้เกิดความสมดุลไปตามธรรมชาติ แต่เราซึ่งเป็นฝ่ายตั้งรับ อาจจะมีการวางแผนปรับตัวไม่ทัน หรือปรับตัวรับไม่ได้ หรืออาจจะไม่มีการเตรียมการที่ดีพอ”

ถึงกระนั้น “ก็ยังดีที่เรามีความสามัคคีกันในเวลานี้”

ท่านบอกว่าเรื่องของอุทกภัยนั้น มีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาลแล้ว อย่างครั้งหนึ่งขณะพระอยู่ในศาสนพิธีปาฏิโมกข์ เกิดน้ำไหลหลากเข้ามา จนไม่สามารถทำพิธีต่อไปได้ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขกันไป

น้ำมากหรือน้อยเป็นเรื่องห้ามไม่ได้ ปัญหามันอยู่ที่การจัดการ ปัจจุบันเรามีทั้งดาวเทียมและเครื่องไม้เครื่องมือมากมาย เราอาจยังนำมาใช้จัดการไม่ดีพอ หรือบริหารจัดการได้ไม่ดี หรือทำดีที่สุดแล้ว แต่ได้แค่นี้ก็อาจเป็นได้

แต่อย่างไรก็ตาม “อาตมายังพอเห็นชาวบ้านยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ คงยอมรับสภาพได้”

ตราบใดที่น้ำยังท่วมหนัก ตราบนั้นย่อมมีผู้ต้องการน้ำใจ

ถึงนาทีที่จะต้องช่วยเหลือกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนช่วยคน หรือพระช่วยพระ.

http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/211490


วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ประวัติศาสตร์ สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ


เก้าอี้อาถรรพ์ "ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ"
 





      สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น เป็นชื่อของหน่วยงานพิเศษ จะเป็นกระทรวงก็ไม่ใช่ ทบวงหรือกรมก็ไม่เชิง คือว่า แต่เดิมมานั้น กิจการพระศาสนาอยู่ในการกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรสงฆ์ที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อปกครองคณะสงฆ์ ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติ เหมือนๆ กับเป็นรัฐบาลผสมสองพรรค โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลเพียงตำแหน่งเดียว คือสมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของคณะสงฆ์ไทย ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นไปตามอำนาจของกฎหมายคณะสงฆ์ที่ชื่อว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งตราขึ้นในสมัยที่จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ที่คณะราษฎรโดยนายปรีดี พนมยงค์ ตราขึ้นนั้นทิ้งเสีย
ถามว่า     ทำไมต้องมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ?
ตอบว่า    เพราะคณะสงฆ์เป็นบุคคลพิเศษ เป็นผู้ที่ประชาชนชาวไทยให้การเคารพนับถือ แม้จะไม่อยู่เหนือกฎหมาย แต่ก็ได้รับสิทธิพิเศษมากมายหลายประการ การปกครองคณะสงฆ์ อันเป็นองค์รวมของพระภิกษุและสามเณร ซึ่งมีจำนวนมากถึง 300,000 รูป/องค์ นั้น จะใช้กฎหมายสามัญ เช่น ทะเลาะเบาะแว้งกันก็ให้ตำรวจคุมตัวไปสอบสวน ถ้าพูดไม่ถูกหูก็อาจถูกซ้อมได้ ดังนี้ จึงไม่เหมาะสม เพราะจะเป็นปัญหามวลชนกระทบกระเทือนถึงรัฐบาลง่ายๆ ดังนั้น จึงสมควรให้มีองค์กรพิเศษปกครองดูแลกันเอง โดยรัฐบาลเป็นผู้ถวายความอุปถัมภ์ ท่านอยากได้อะไรก็หาไปถวายเป็นสังฆทาน งานคณะสงฆ์ก็เรียบร้อย งานรัฐบาลก็ราบรื่น เราอยู่กันมาอย่างนี้ตั้งแต่ปี 05
     กล่าวถึงภาคปฏิบัติการ การทำงานนั้นจะให้คณะสงฆ์คิดเองเออเองเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับหลายฝักหลายฝ่าย โดยเฉพาะเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินงานนั้นๆ ให้สัมฤทธิ์ผล ก็ต้องอาศัยรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินงานให้ เพราะพระสงฆ์นั้นมีแต่พระคุณ ไม่มีพระเดช ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงตั้งกองสนองงานคณะสงฆ์ขึ้นมาคณะหนึ่ง ตั้งชื่อว่ากรมสังฆการี ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น กรมการศาสนา ให้สังกัดอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ และระบุไว้ด้วยว่า อธิบดีกรมการศาสนาดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ซึ่งไม่ต้องตีความให้เปลืองน้ำลาย ใครได้เป็นอธิบดีกรมการศาสนาก็มีหน้าที่จะต้องไปสนองงานมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นรัฐบาลของคณะสงฆ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นประชุมกันที่ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู แต่ตอนหลังมาท่านย้ายไปประชุมที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม
     ครั้นมาถึง พ.ศ.2544 สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านมีวิสัยทัศน์ยาวไกล สั่งให้ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เสียใหม่ เรียกว่า ปฏิรูประบบราชการ งานในกระทรวงไหนที่ซ้ำซ้อนกัน ก็ให้ย้ายหรือยุบไปรวมกับหน่วยงานที่มีเนื้องานเหมือนๆ กัน ไม่ต้องวิ่งโน่นทีนี่ทีให้เสียเวลา เข้าตำราของฝรั่งที่ว่า Onestop Service
     กล่าวทางพระสงฆ์ไทย สมัยนั้นมีปัญหาประทุขึ้นมาเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของคณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งจะตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีข้อความกำหนดให้ตั้งกระทรวงใหม่ใช้ชื่อว่า "กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม" โดยให้มีคณะกรรมการผสมมาจากตัวแทนของศาสนา 5 ศาสนาๆ ละ 1 ท่าน คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกซ์ และฮินดู มีอำนาจหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ ดำเนินการและประเมินผล เกี่ยวกับงานของทุกศาสนาในประเทศไทย ไม้เว้นแม้แต่ศาสนาพุทธ
     จุดนี้เองที่ทำให้พระหนุ่มเณรน้อยและพุทธศาสนิกชนทนไม่ไหว ได้รวมตัวกันประท้วง ไม่ขอเข้าร่วมกระทรวงบ้าบอนี่ แถมด้วยการเรียกร้องให้ตั้ง "กระทรวงพระพุทธศาสนา" ขึ้นมาปกครองพระสงฆ์เองเสียเลย รัฐบาลเข้าไก่เขี่ย เอ๊ย ไกล่เกลี่ย รอมชอมและยอมความกันได้ตรงที่
1. ไม่ตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา เพราะว่ามันจะใหญ่เกินไป ประเดี๋ยวเกิดมีการเรียกร้องให้พระสงฆ์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงนี้เป็นการเฉพาะอีก มันจะยุ่งไปกันใหญ่
2. ให้มีการตั้งองค์กรพิเศษดูแลงานคณะสงฆ์ โดยไม่ต้องขึ้นต่อกระทรวงไหน แต่จะไม่ขึ้นอะไรเลยก็ไม่ได้ เพราะต้องติดต่อกับราชการ จึงตกลงกันว่า ให้ตั้งเป็น "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" อยู่ในสังกัดนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีอาจจะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งดูแลแทน เพราะว่าไม่ค่อยว่าง หรือบางเวลาอาจจะลงมาทำงานเอง ก็สุดแท้แต่ พณฯ ท่านจะเห็นสมควร
     ก็สรุปได้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถือกำเนิดเป็นตัวตนได้ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2545 มีสำนักงานถาวรอยู่ที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ส่วนกรมการศาสนาเก่าในกระทรวงศึกษานั้นยังมิได้ยุบ แต่ถูกโยกเข้าไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ให้แก่ศาสนาทุกศาสนา โดยอธิบดีกรมการศาสนาไม่ได้เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมเหมือนเก่า ตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคมนี้ถูกยกให้เป็นของ "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" แทน
     ผู้กำกับการดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยการมอบหมายของนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 45 มาถึงปี 49 มีจำนวน 4 ท่าน ได้แก่
1. นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี
2. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
3. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี
4. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี
ส่วนตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น มีทั้งสิ้น 3 ท่าน ได้แก่
1. นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์
     ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 3 ตุลาคม 2545 ถึง 30 กันยายน 2546

2. พล.ต.ท.อุดม เจริญ
     
ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2546 ถึง 30 กันยายน 2547
3. นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์
     
ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2547 ถึง 17 ตุลาคม 2548
      นับจากวันที่ 17 ตุลาคม 2548 ถึงวันนี้ วันที่ 22 มกราคม 2549 ก็เป็นเวลา 3 เดือนเต็มกับอีก 5 วัน เป็นระยะเวลาที่ "เก้าอี้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา" ไม่มีคนนั่ง สาเหตุเพราะ 1.ไม่มีคนกล้านั่ง 2.คนที่อยากนั่งมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม
     เรื่องนี้เรื่องยาว ขอเล่าตั้งแต่ เมื่อเริ่มตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น นายสุทธิพงศ์ ตันตยาพิสุทธิ์ รองอธิบดีกรมการศาสนา ได้รั้งตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาเป็นคนแรก ซึ่งช่วงนั้นยังเป็นระยะเริ่มต้นเหมือนเด็กเพิ่งตั้งไข่ การปฏิบัติหน้าที่ของนายสุทธิพงศ์ จึงยังไม่โดดเด่น ทั้งยังอยู่ในวัยใกล้เกษียนอายุราชการด้วย
     เมื่อนายสุทธิพงศ์เกษียนอายุลงในเดือนตุลาคม 2546 ก่อนหน้านั้นก็มีข่าวฮือฮามาว่า ทางรัฐบาลโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ทาบทาม พล.ต.ท.อุดม เจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ข้ามห้วยมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีการโปรโมทคุณสมบัติในทางศาสนาของ พล.ต.ท.อุดม เจริญ ว่า "ขณะปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บัญชาการศึกษา ระหว่างปี พ.. 2540-2544  ได้ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยนำข้าราชการตำรวจร่วมกับครอบครัว และประชาชน ไปร่วมปฏิบัติธรรมในวัด   หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ    รวมเป็นจำนวนประมาณ 2 แสนคน อย่างเป็นระบบและมีความต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านดี ต่อผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรม"
     พล.ต.ท.อุดม เจริญ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เพียงสามเดือนกว่า ก็เจอเรื่องใหญ่ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย นั่นคือ คำสั่งแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งลงนามโดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 อันนำมาซึ่งการประท้วงมาราธอนของพระป่าคณะธรรมยุติในภาคอีสาน นำโดยพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี มีนายทองก้อน วงศ์สมุทร เป็นหัวหน้าศิษย์ผู้ทำหน้าที่แทน
      พล.ต.ท.อุดมนั้น เป็นตำรวจชำนาญข่าวกรอง เรื่องล้วงตับล้วงไตใครยกเว้นตุ๊กแกเสียก็ว่ากันว่า พล.ต.ท.อุดม เป็นเซียนแนวหน้าของประเทศไทยคนหนึ่ง เมื่อเกิดแรงกระเพื่อมกระทบถึงอำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ เช่นนั้น พล.ต.ท.อุดม คนสงขลา บ้านเดียวกับท่านวิษณุ เครืองาม ได้ออกหน้ารับก้อนอิฐแทนมหาเถรสมาคมและรัฐบาล ยืนฟัดกับนายทองก้อน วงศ์สมุทร ตัวแทนพระป่าสายหลวงตาบัวแบบหมัดต่อหมัด ถึงขนาดโชว์เช็คเงินสดกลางที่ประชุมมหาเถรฯ เป็นหลักฐานกล่าวหาหลวงตาบัวว่า "ว่าจ้างพระป่ามาประชุมนิคคหกรรมมหาเถรสมาคม" ปรากฎว่าได้ผลทันตาเห็น คือหลวงตามหาบัวยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีให้ปลดนายวิษณุ เครืองาม ออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แถมให้ปลด พล.ต.ท.อุดม เจริญ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วย แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่อำนวยตามก็ตาม ครั้นเมื่อ พล.ต.ท.อุดม เจริญ เกษียนอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2547 นั้น ด้วยความดีความชอบดังกล่าว มหาเถรสมาคมจึงลงมติแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.อุดม เจริญ เป็นที่ปรึกษามหาเถรสมาคม สงสัยจะปรึกษาเรื่องหลวงตาบัวเป็นการเฉพาะ ก็นี่แหละคือผลของงาน
     เมื่อ พล.ต.ท.อุดม เจริญ พ้นตำแหน่งไปแล้วนั้น ทาง ดร.วิษณุ เครืองาม ก็ดำเนินการทาบทามบุคคลผู้เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งแทน ทั้งนี้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนั้น ว่ากันโดยภาพรวมแล้วควรต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. เป็นข้าราชการประจำที่ยังไม่เกษียนอายุ แต่จะเป็นคนในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือคนจากกระทรวง (กรม) อื่น ก็อยู่ที่คุณสมบัติส่วนตัว ดังมี พล.ต.ท.อุดม เจริญ เป็นตัวอย่าง
2. ต้องมีฝีมือ หรือมีชื่อเสียง เท่าเทียมหรือไม่ด้อยไปกว่า พล.ต.ท.อุดม เจริญ เพราะ ผอ.คน เก่าเขารำได้ดีทั้งกลองทั้งปี่ เป็นที่ถูกอกถูกใจของแม่ยกคือมหาเถรสมาคมและรัฐบาล
      นี่คือแรงกดดันสำหรับใครก็ตามที่อาจหาญจะขึ้นดำรงตำแหน่งหรือนั่งเก้าอี้ "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ดังกล่าว ผู้เขียนเขียนไปยังรู้สึกหนาวไปด้วยเลย มันเป็นการแข่งขันที่ออกจะโหดร้ายเหลือใจจริงๆ
     และแล้ว บุคคลที่ท่านรองวิษณุคัดสรรอย่างดีก็มีชื่อปรากฏออกมาว่า ได้แก่ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์  บุตรชายของนายกรัฐมนตรีพระราชทาน คือ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะองคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ว่าโดยเกียรติศักดิ์ส่วนตัวนั้น นพ.จักรธรรม ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เคยเป็นรองปลัดกระทรวงเดียวกันมาก่อนแล้วด้วย ก็ต้องนับว่าดีกรีทั้งส่วนตัวและต้นทุนส่วนครอบครัวนั้นสูงยิ่ง ออกจะสูงกว่า พล.ต.ท.อุดม เจริญ ด้วยซ้ำไป
     และ นพ.จักรธรรม ก็ไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง เมื่อแรกเข้ารับตำแหน่งนั้นหลังจากเข้าพระบรมมหาราชวังไปนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตแล้ว เขายังเดินสายไปไหว้ครูเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง คือ
1.สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
2.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ.9) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
3.พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
     งานนี้หลวงตามหาบัวแฮปปี้มาก เพราะว่า ผอ.คนเก่าเขาไม่เคยมาหาเลย แถมยังกล่าวโทษท่านแบบเสียๆ หายๆ อีก หลวงตาบัวถึงกับประกาศว่า "พอใจกับการดำรงตำแหน่งของ นพ. จักรธรรม" แถมด้วยการเล่าประวัติของท่านกับครอบครัว "ธรรมศักดิ์" ตั้งแต่ นพ.จักรธรรม ยังแบเบาะอีก สื่อมวลชนและคนทั่วไปก็คาดการณ์ไปต่างๆ นาๆ ว่า นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ คนนี้แหละที่จะเป็นน้ำเชื่อมระหว่างพระกรุงกับพระป่าให้เข้ากัน เพราะแค่เข้ารับตำแหน่งวันแรกหลวงตามหาบัวก็ยิ้มได้แล้ว
     แต่ถ้ามองไปทางมุมของกรรมการมหาเถรสมาคมบ้าง ก็อาจจะมองเห็นตีนกาบนใบหน้าพระเถรานุเถระพร้อมๆ กับคำถามว่า "มันไปทำไม ทำไมต้องไปหาหลวงตาบัว ??" ทั้งนี้เพราะตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น คือ เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม ต้องสนองงานมหาเถรสมาคม มิใช่ไปสนองงานให้แก่หลวงตาบัว แม้จะสนิทชิดชอบกันปานไหนก็ตาม งานนี้ฝ่ายมหาเถรสมาคมย่อมมองว่า นพ.จักรธรรม เว่อร์เกินกว่าเหตุ นึกว่าตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไง !
     ต่อมารอยร้าวระหว่าง มหาเถรสมาคม กับ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ก็เด่นชัดและบานปลายไปเรื่อยๆ เสาสัญญาณจากวัดราชาธิวาส คือศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา ของพระเทพวิสุทธิกวี (เกษม สญฺญโต ป.ธ.9 Ph.D.รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ออกโรงฉะ นพ.จักรธรรมเป็นระยะ
     พระเทพวิสุทธิกวีนั้น เป็นเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เคยนำพระภิกษุสามเณรและญาติโยมเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจนสำเร็จมาแล้ว เมื่อมีคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชขึ้นมานั้น พระเทพวิสุทธิกวี วัดราชาธิวาส ก็ได้รับการประกาศชื่อเป็นคณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วยรูปหนึ่ง
     ย้อนหลังไปในวันที่ 30 กันยายน 2546 พระเทพวิสุทธิกวี (ขณะนั้นยังเป็นพระราชกวี) เคยถูกคณะของหลวงตามหาบัวยื่นหนังสือกล่าวโทษผ่านกรมการศาสนาพร้อมๆ กับพระอีก 4 รูป คือ พระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตโต) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) พระมหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศน์ มจร. วัดชนะสงครามพระศรีญาณโสภณ (สุวิทย์ ปิยวิชโช) วัดพระรามเก้า และ พระพิศาลพัฒนาทร (ถาวร จิตตถาวโร) วัดปทุมวนาราม โดยข้อหา "พระทั้งห้ารูปนี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับสมณเพศ กล่าวความเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี" โดยเฉพาะก็คือการเคลื่อนไหวสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับมหาเถรสมาคม ซึ่งถูกหลวงตาบัวประท้วงไปก่อนหน้านี้
     นี่แหละที่เป็นมูลเหตุให้ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาของพระมหาเกษมกับคณะของหลวงตามหาบัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน ทั้งเป็นการไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เหตุไฉน พระราชกวี (เกษม สญฺญโต ป.ธ.9 Ph.D) วัดราชาธิวาส ได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระพระเทพวิสุทธิกวี" และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณะเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วย แหมก็ทำงานเข้าตามหาเถรออกอย่างนั้น ดู พล.ต.ท.อุดม เจริญ เป็นตัวอย่างสิ หรือแม้แต่พระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตฺโต ป.ธ.9 Ph.D.) วัดจันทาราม สหายของพระเทพวิสุทธิกวี ก็ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระราชปัญญาเมธี" ด้วย
     นพ.จักรธรรม เคยให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา ของพระเทพวิสุทธิกวีไว้ว่า
     "ทุกวันนี้เขา (ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา) ก็ยังพูดนะ เขาไม่ได้ปิดบังความคิดนี้นะ เขายังพูดเขียนอยู่เลยว่าสำนักพระพุทธฯ เกิดมาได้ด้วยแรงของพุทธบริษัท ซึ่งก็คือกลุ่มนั้น และก็คาดหวังว่า เราจะต้องเป็นเด็กดีที่อยู่ในโอวาทของศูนย์พิทักษ์ฯ ซึ่งใน 1 ปีที่ผ่านมา มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผอ.เก่านำพาสำนักพระพุทธฯ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศูนย์พิทักษ์ฯ มาก พูดอะไรก็ได้หมด ซึ่งผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง ถ้ามีใครบังคับให้ผมทำอย่างนั้นผมก็คงต้องขอย้ายตัวเอง เพราะผมเห็นว่าสำนักพระพุทธฯ ควรจะเป็นกลาง และรับฟังทุกฝ่ายดูแลชาวพุทธทุกฝ่าย ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ ใหญ่กว่าเรื่องวันวิสาขะอีก จุดยืนผมเป็นอย่างนั้น"
และกล่าวถึงการวางตัว "เป็นกลาง" ของตนเองไว้อีกว่า
     "...ผมมาถึง ผมประกาศชัดเจนเลย ผมขอเถอะนะ ขอดูแลชาวพุทธทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นเหตุหนึ่งที่คุณสนิท (ศรีสำแดง) หรือคุณทองขาวไม่รู้ ออกมาพูดว่า ไม่ได้สำนักพระพุทธฯ เป็นกลางไม่ได้ สำนักพระพุทธฯ ต้องอยู่กับมหาเถรสมาคม
          ความเป็นกลางของผมไม่ได้แปลว่าผมไม่เข้าข้าง มส. ไม่ใช่ ผมรู้ว่านั่นเป็นบทบาทของ ผอ.สำนักพระพุทธฯ ตามกฎหมายเลย ต้องเป็นเลขาฯ มหาเถรสมาคม เลขาฯ จะไปเห็นต่างจากมหาเถรสมาคมไม่ได้ เห็นต่างมติไม่ได้ แต่ก่อนจะเป็นมติ ผมขอ perform duty ผมขอเสนอแย้งขอเสนอเรื่องใหม่ ขอเสนออะไรต่ออะไรบ้างได้ไหม"
     สรุปก็คือว่า นพ.จักรธรรม ขอกำหนดบทบาทของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยเฉพาะก็คือ ตำแหน่งผู้อำนวยการ เสียใหม่ ทำให้มีบทบาทออกนอกลู่ไปจากที่ พล.ต.ท.อุดม เจริญ เคยปฏิบัติมา คือ
     1. ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา วัดราชาธิวาส ซึ่งเป็นผู้ปั้นสำนักงานพระพุทธศาสนามากับมือ
     2. ทำตัวนอกเหนือไปจากอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเกี่ยวพันกับมหาเถรสมาคม
     ที่โดดเด่นมากที่สุดก็คือ ต้นเดือนตุลาคม 2548 นพ.จักรธรรม ได้ออกคำสั่งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ให้จัดการทำประวัติพระภิกษุผู้เห็นสมควรได้รับการแต่งตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์ในปี 2549 ซึ่งจะจัดทำเป็นพิเศษเนื่องในวโรกาสฉลองครองราชสมบัติครรบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งๆ ที่ยังไม่ผ่านงานเลื่อนสมณศักดิ์ประจำปี 2548 นี้เลย งานนี้เข้าตีนศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาของพระมหาเกษมเข้าเต็มๆ พระมหาเกษมจึงออกโรงเล่นงาน นพ.จักรธรรม อย่างรุนแรงว่า
     "การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปดำเนินการเอง ถือว่าละเมิดมติ มส. ไปทำลัดขั้นตอนหรือแอบดำเนินการ ที่สำคัญพระสังฆาธิการที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประจำจังหวัดไปคัดเลือกมา สมมติว่าจังหวัดละ 2 รูป 76 จังหวัดก็ 150 กว่ารูป ขณะที่โควตามีไม่กี่สิบรูป หากถึงเวลาพิจารณาแล้วไม่ได้เลื่อนจะส่งผลเสียหายแก่พระสังฆาธิการรูปนั้นๆ เพราะพระสังฆาธิการที่ได้รับการเสนอชื่อก็ย่อมมีความหวัง และที่ผ่านมาทุกครั้งก็จะมีกลุ่มคนไปหาผลประโยชน์ แอบอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นช่วยให้เลื่อนสมณศักดิ์ได้ เมื่อถึงเวลาแล้วไม่ได้ขึ้นมาก็จะผิดหวัง เสียทั้งเงินและถึงอาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งมีให้เห็นกันอยู่ทุกปี ดังนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องรับผิดชอบในกรณีที่เกิดขึ้น !."
    และต่อมา 18 ตุลาคม 2548 นพ.จักรธรรม ก็ออกมายอมรับว่า "ได้สั่งการไปจริง" แต่แค่หาข้อมูลช่วยคณะสงฆ์หรือมหาเถรสมาคมเท่านั้น มิได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงดังที่พระเทพวิสุทธิกวีระแวงแต่อย่างใด หวังว่าคงเข้าใจ
     ครั้นวันรุ่งขึ้น นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกไปพบ เพื่อแจ้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548 ให้ทราบว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการกระทรวงสาธารณสุข" ข่าวนี้ลับสุดๆ ขนาดว่า นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังไม่รู้เรื่องเลย แสดงว่า นายวิษณุ เครืองาม ล้วงลูกล้วงงานของนายสุวัจน์ด้วย ! ทั้งนี้ นพ.จักรธรรม ได้พูดทิ้งท้ายว่า "ถ้าเป็นไปได้ผมอยากมีโอกาสคุยกับนายกฯซัก 5 นาทีก็ยังดี" แต่ดูเหมือนว่าทุกสิ่งจะสายเกินไปเสียแล้ว
     นับตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ คือจากวันที่ นพ.จักรธรรมได้ย้ายออกไปเป็นต้นมา นับเป็นระยะเวลาที่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ "ว่างลง" อย่างเป็นทางการ เก้าอี้ตัวนั้นไม่มีใครกล้านั่ง มีเพียงนางบุญศรี พานะจิตต์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอยู่ข้างๆ
    กระทั่งวันที่ 18 ม.ค. 2549 พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม ได้ออกมาแถลงว่า "งานของมหาเถรสมาคมชะงักงัน เพราะขาดผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงอยากจะเร่งให้รัฐบาลรีบตั้ง ผอ.พศ.เสียโดยไว"
      อะไรเป็นอะไร ????????????
     ก็มหาเถรสมาคมเองมิใช่หรือ ที่ไม่เอา นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ รัฐบาลก็ตามใจ แต่ก็ยังอ่านใจมหาเถรสมาคมไม่ออก ว่าหลวงพ่อทั้งหลายท่านอยากได้ใครเป็น ?
     อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ทราบว่ามีการทาบทามตัวบุคคลให้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่มาโดยตลอด แต่หลายท่านที่ถูกทาบทามล้วนเซย์ "โน" ทั้งนี้เพราะเทียบเคียงคุณสมบัติส่วนตัวของตนเองกับ นพ.จักรธรรมแล้ว รู้ว่าสู้ไม่ไหว ขืนเข้าไปก็เด้งออกมาแน่ ก็ขนาดลูกอดีตนายกรัฐมนตรีและประธานองค มนตรีเขายังไม่ไว้หน้าน่ะ แล้วเราเป็นใคร
     เมื่อย้อนกลับไปดูคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ข้างต้น ก็พบว่า ต้อง..
1. เป็นข้าราชการประจำที่ยังไม่เกษียนอายุ แต่จะเป็นคนในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือคนจากกระทรวง (กรม) อื่น ก็อยู่ที่คุณสมบัติส่วนตัว ดังกรณี พล.ต.ท.อุดม เจริญ หรือ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ นั่นเอง
2. ต้องมีฝีมือ หรือมีชื่อเสียง เท่าเทียมหรือไม่ด้อยไปกว่า พล.ต.ท.อุดม เจริญ และ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์
เท่านั้นยังไม่พอ คุณสมบัติส่วนอื่นที่บอกผ่านโฆษกมหาเถรสมาคมก็ล้วนแต่ครอบจักรวาล พระธรรมกิตติเมธีท่านระบุว่า
     "คณะสงฆ์ไม่ติดใจเรื่องบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ จะเป็นใครก็ได้ ที่นับถือพระพุทธศาสนา เข้าใจลักษณะงานและวัตรปฏิบัติของพระภิกษุ เมื่อมาดำรงตำแหน่งแล้วต้องสามารถปฏิบัติงานได้เลย เนื่องจากขณะนี้เรามีงานเร่งด่วนอยู่มาก ตั้งแต่การจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของในหลวง กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสังคม เป็นต้น" สรุปง่ายๆ ก็คือว่า ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับมหาเถรสมาคม  แบบว่ามองตาต้องรู้ใจท่าน เท่านั้นเอง ทำเป็นหรือเปล่า ?
    คำถามก็คือว่า แล้วใครไหนในปัถพีที่มีคุณสมบัติ "เสมอ" หรือ "เทียบเท่า" หรือ "ยิ่งกว่า" สองอดีต ผอ.พศ. ที่ผ่านมา ยกเว้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
    กล่าวทางนางบุญศรี พานะจิตต์ ท่านผู้นี้เป็นคนดี ทั้งฝีมือไม่ธรรมดา แต่ทว่ามีข้อเสียตรงที่เป็นอิสตรี เข้าใกล้พระใกล้เจ้าไม่ได้ คุยกับหลวงพ่อซึ่งบางรูปหูฝาดเพราะอายุมาก นั่งไกลรายงานด้วยน้ำเสียงธรรมดาท่านก็ไม่ได้ยิน จะตะโกนก็หาว่าไม่เคารพ จะเข้าใกล้ก็ไม่เหมาะสม งานบางอย่างต้องรีบทำทั้งเช้าทั้งเย็น จะวิ่งรอกเข้าวัดในเวลาวิกาลก็จะเป็นที่ครหา นางบุญศรีซึ่งน่าจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. มาตั้งแต่ปีกลาย ก็ยังคงได้เพียง "รักษาการ ผอ.พศ." เท่านั้น วาสนา หนอ วาสนา..
     ส่วนบุคคลอื่นๆ ล่ะ ถ้ามองหาในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็หาตัวไม่มี เพราะถ้าเอาคนอื่นขึ้นเป็น ก็จะเป็นการข้ามอาวุโสของนางบุญศรี พานะจิตต์ ไป ถ้ามองหาจากหน่วยงานอื่น ใครไหนอยากจะเล่นกับเกมแห่งอำนาจอันร้อนแรงอยู่ทุกอณูในเวลานี้
     ที่สำคัญก็คือ คุณสมบัติของอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2 ท่านที่ผ่านมานั้นล้วนแต่ "เอกอุ" ถ้าเป็นทหารก็อยู่ในขั้น "อัศวิน" ยิ่งผลงานที่สองอดีต ผอ.โชว์ออกไปแล้วนั้น เป็นของจริงที่เลียนแบบได้ยาก เหมือน เดอะ เรียลลิตี้ โชว์ ของทักษิณ ชินวัตร ที่อำเภออาจสามารถ ก็ขนาดสุดยอดอย่าง พล.ต.ท.อุดม เจริญ และ นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ยังได้รับผลของงานต่างกันราวฟ้ากับดิน ทั้งๆ ที่ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดียวกันแท้ๆ แม้จะต่างเวลากันก็ตาม ดูที่เงินเดือนก็ไม่เห็นแตกต่างตรงไหน แต่ทำไมผลด้านอื่นกลับผิดกันไกล เรื่องฝีมือน่ะบางทีมิได้ห่วง ห่วงอยู่ก็แต่เรื่อง "แบ๊กกราวน์" หนุนหลังเท่านั้น ถ้ามีสูตรสำเร็จว่า"มาเพราะการเมือง ก็ต้องไปเพราะการเมือง" ก็เห็นทีจะไม่มีคนอาสา เพราะว่า การเมืองเป็นเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้ ใครไม่เชื่อก็ลองไปถาม นพ.จักรธรรมดูสิ ว่าวันที่ท่านรองวิษณุไปทาบทามให้มาดำรงตำแหน่ง กับวันที่ท่านแจ้งมติคณะรัฐมนตรีให้ไปเป็นผู้ตรวจการกระทรวงสาธารณสุขนั้น เหมือนกันไหม      
     ในท้ายนี้ขอชี้ว่า อันตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินี้ มีหน้าที่ในการสนองงานคณะสงฆ์หรือมหาเถรสมาคมโดยตรง แต่ไหนแต่ไรมามหาเถรสมาคมหรือพระสงฆ์ไทยไม่มีสิทธิ์เลือก รัฐบาลตั้งมาอย่างไรก็ทำงานร่วมกันไปตามนั้น จะถูกขาถูกคอหรือไม่ก็พูดยาก ถ้าได้คนที่เอากับมหาเถรสมาคมอย่างเต็มตัว เช่น พล.ต.ท.อุดม เจริญ มันก็พอสบายใจมหาเถรสมาคมหน่อย แต่ถ้าได้คนที่ครึ่งๆ กลางๆ เจ้าหลักการอย่าง นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ก็อึดอัดทั้งสองฝ่าย จะอยู่ก็ลำบาก จะไล่ก็ไม่งาม รัฐบาลควรคำนึงถึงจุดนี้ให้ดีเพราะอย่างไรเสีย รัฐบาลก็ต้องตั้ง ผอ.พศ. อยู่ดี แต่ตั้งแล้วจะดีหรือไม่ ? อันนี้มิใช่เรื่องดวงแน่นอน แต่มันจะสะท้อนถึงวิจารณญาณของผู้ตั้ง และฝีมือของผู้มาดำรงตำแหน่งอีกด้วย
    เก้าอี้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตัวนี้จึงมีอาถรรพ์ ซึ่งท่านว่าถ้าไม่บูชาให้เหมือนครูบาอาจารย์ละก็ ต้องกำราบให้อยู่หมัดเหมือนเณรแอย่างศพเด็กนั่นทีเดียวจึงจะเอาอยู่ อย่าทำเล่นๆ เป็นครึ่งๆ กลางๆ เหมือน นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ล่ะ เทวดาแถวๆ ภูเขาทอง เอ๊ย แถวๆ พุทธมณฑลท่านไม่ชอบหรอก สิบอกไห่...    

http://www.alittlebuddha.com/html/The%20Vision%20of%20P.M.Narin/The%20Vision%20of%20Phramaha%20Narin%2060.html
พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
22 มกราคม 2549เวลาแปซิฟิกโซน 06:30 p.m.

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พระปิยมหาราชกับสภาวะแวดล้อมของบ้านเมือง


สมเด็จพระปิยมหาราชกับสภาวะแวดล้อมของบ้านเมือง


แสดงเมื่อ วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 14:47:57

5-1.jpg
สมเด็จพระปิยมหาราชกับสภาวะแวดล้อมของบ้านเมือง
[ บทความ ศาสตราจารย์ ดร. ปิยนาถ บุนนาค หนังสือ 23 ตุลา ปีการศึกษา 2521 หน้า 26-29 ]
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งพระราชวงศ์จักรีซึ่งชาวไทยทั้งหลายถวายพระนามด้วยความเคารพรักอย่างสุดซึ้งว่าสมเด็จพระปิยมหาราชนั้น ทรงมีความสนพระทัยในกิจการด้านสาธารณูปโภค อันจะยังประโยชน์ให้แก่พสกนิกรของพระองค์มาก พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่และสนับสนุนกิจการด้านนี้เสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกิจการคมนาคม ดังจะเห็นได้จากข้อความในคำกราบบังคมทูลของเจ้าพระยายมราช ผู้อำนวยการกรมสุขาภิบาลซึ่งทูลเชิญสมเด็จพระศรีสวรินทราทรงเปิดสะพานสอุทัยเจษฏทิศ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2452 ความตอนหนึ่งว่า “...การสร้างสะพานก็ดี การทำถนนหนทางปลูกต้นไม้ให้มีร่มเงาก็ดี การขุดคลองน้ำก็ดี อันนับว่าเป็นถาวรวัตถุสาธารณทานเหล่านี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระบำเพ็ญอยู่เป็นนิตย์โดยทรงพระราชดำริว่าเป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงอาจย่นมรรคาไกลให้ใกล้ได้ ทั้งเป็นที่เจริญตาเจริญใจอาศัยร่มเงาเดินไปมา ได้ความสุขและงดงามแก่บ้านเมือง ดังได้ประจักษ์แก่ประชาชนทั้งหลายเช่นสะพานเฉลิมเผ่าต่าง ๆ และถนนราชดำเนิน...”

ในด้านการคมนาคมทางน้ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนการขุดคลองมากถึงกับทรงมีพระดำริว่าในพระราชอาณาจักรเขตสยามคลองเป็นสิ่งสำคัญในปีหนึ่งควรจะให้มีคลองใหม่ขึ้นสักสายหนึ่งจะทำให้บ้านเมืองเจริญ ถึงจะออกพระราชบัญญัติปีละพันชั่งหรือสองพันชั่งก็ไม่เสียดาย และปรากฏว่าพระองค์ได้ทรงทำตามจริง ๆ เช่น โปรดฯ ให้มีการขุดคลองสวัสดิเปรมประชากร คลองประเวศฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังโปรดฯ ให้มีการขุดซ่อมคลองเก่า ซึ่งพอมาถึงรัชสมัยของพระองค์ก็ชำรุดทรุดโทรมตื้นเขิน และสกปรก เช่นคลองแสนแสบ คลองโอ่งอ่าง คลองผดุงกรุงเกษม คลองบ้านสมเด็จ คลองมหานาค คลองตลาด คลองบางลำภู คลองเหล่านี้เมื่อได้รับการขุดลอกคลอง ก็ทำให้น้ำในคลองใสสะอาดและใช้เป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งได้

นอกจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระบรมราชโองการให้รัฐบาลของพระองค์ดำเนินการจัดการคมนาคมทางน้ำดังกล่าวแล้ว ประชาชนทั่วไปก็มีส่วนร่วมในการดำเนินการด้านนี้ด้วย เช่นผู้มีฐานะมั่งคั่งก็สามารถขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแต่มีข้อแม้ว่าคลองที่ขุดขึ้นนั้นจะต้องเปิดให้ราษฏรทั่วไปสัญจร ไปมาได้หรือในบางกรณีประชาชนหลายฝ่ายก็ร่วมมือกันขุดคลองเมื่อเห็นว่าคลองเก่าชำรุดทรุดโทรมมาก ดังเช่นในบริเวณคลองสำเพ็งแต่เดิมราษฏรได้ใช้คลองสำเพ็งเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งโดยสะดวก แต่ต่อมาชาวบ้านแถบนั้นได้ปลูกเพิงและทำเฉลียงเรือนยื่นลงมาในคลองก็ทำให้คลองคับแคบและยังเทขยะมูลฝอยลงมาในคลองอีก ก็ยิ่งทำให้คลองแคบและตื้นเขินมากยิ่งขึ้นและทำให้คลองนั้นสกปรกมากด้วย ซึ่งเป็นผลทำให้เรือแล่นไปมาลำบาก ราษฏรขาดแคลนน้ำใช้และยิ่งเมื่อเกิดอัคคีภัย ราษฏรก็ยิ่งเดือดร้อนมากขึ้นเพราะไม่มีน้ำช่วยดับเพลิงประกอบกับเป็นย่านที่แออัด เพลิงก็จะลุกไหม้อย่างรวดเร็วเป็นอาณาบริเวณกว้าง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก นอกจากนี้การที่คลองสกปรกมีกลิ่นเหม็นนับว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และในฤดูฝนเมื่อฝนตกลงมามากไม่มีทางระบายน้ำออกเป็นผลให้ตำบลสำเพ็งในส่วนที่ใกล้คลองมีน้ำท่วมตลอดเวลา ยิ่งเพิ่มความสกปรกและเป็นผลเสียต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีกลุ่มบุคคลทั้งขุนนาง ประชาชนชาวไทยและชาวจีนเห็นว่าสมควรรีบแก้ไขเรื่องนี้โดยด่วนจึงเข้าชื่อยื่นเรื่องราวขอออกทุนทรัพย์ ขุดซ่อมคลองนี้เองโดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกับทั้งขออำนาจเจ้าพนักงานของกรมพระนครบาลบังคับให้ชาวบ้านที่ปลูกอาคารลงมาในลำคลองให้รื้อถอนไปให้เรียบร้อยเสียโดยเร็ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตและโปรดให้รัฐบาลให้ความร่วมมือช่วยเหลือในการครั้งนี้จนกระทั่งการขุดซ่อมคลองสำเพ็งเรียบร้อยลง

เมื่อมีการขุดคลองและการขุดซ่อมคลองดังกล่าวแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเห็นความสำคัญของการดูแลรักษาคลองด้วย เพราะไม่เช่นนั้นคลองต่าง ๆ ก็จะกลับตื้นเขินสกปรกเป็นผลร้าย ต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และเป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมขนส่ง ซึ่งจะเป็นผลต่อมาถึงสภาวะแวดล้อมของบ้านเมืองทำให้บ้านเมืองสกปรกไม่น่าดู ดังนั้นเมื่อรัฐบาลและราษฏรช่วยกันขุดและซ่อมคลองต่าง ๆ พร้อมทั้งทำประตูน้ำในคลองบางแห่งเพื่อให้เรือเดินได้ตลอดปีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็โปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติรักษาคลองและทำนบขึ้น โดยมีบทบัญญัติลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ด้วย เช่น ห้ามทิ้งขยะมูลฝอยลงในแม่น้ำลำคลอง ถ้าฝ่าฝืนก็ถูกปรับไม่เกิน 20 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำคุก เป็นต้น และในคลองบางแห่งที่มีประตูน้ำ รัฐบาลก็จะกำหนดอัตราเก็บเงินเรือผ่านเข้าออกในลำคลองเหล่านี้เพื่อนำเงินมาใช้ในการดูแลรักษาคลองให้ใช้ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้รัฐบาลยังกำหนดข้อบังคับกันที่ริมคลองให้เป็นถนนหลวง ห้ามผู้ใดปลูกสร้างสิ่งใดลงในเขตที่กันเป็นถนนหลวงนั้น ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินไปมาทางบก ถ้าใครฝ่าฝืนรัฐบาลก็กำหนดอัตราค่าปรับไว้ด้วย นอกจากนี้ ถ้าใครจะทำสะพานข้ามคลองหรือจะทำสะพานท่าน้ำก็ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้การกระทำดังกล่าวก่อความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนคนอื่น

ด้วยความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 ภายใต้พระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทำให้กรุงเทพมหานครในตอนนั้นมีแม่น้ำลำคลองที่ใสสะอาดเป็นจำนวนมากมายหลายสาย ซึ่งมีผลต่อสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองทำให้บ้านเมืองสวยงามร่มเย็นสมกับที่มีผู้นิยมเรียกกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นว่าเป็น “เวนิสตะวันออก”

ส่วนทางด้านการคมนาคมทางบกนั้น เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นระยะ ที่ประเทศไทยกำลังปรับปรุงประเทศเป็นแบบสมัยใหม่เพื่อเตรียมพร้อมในการตั้งรับการ คุกคามของมหาอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตก ก็ปรากฏว่าการจัดการคมนาคมทางบก คือ การสร้างถนนหนทาง สะพาน ทางรถไฟ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสนองนโยบายดังกล่าว

ในด้านการสร้างถนนปรากฏว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตัดถนนเป็นจำนวนมากมายหลายสายในทิศทางต่าง ๆ รอบบริเวณความเจริญเติบโตของกรุงเทพฯ ในขณะนั้น ในการตัดถนนต่าง ๆ นี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราโชบายให้รัฐบาลรับไปปฏิบัติ คือ ให้รีบจัดการตัดถนนในที่ที่เจริญเป็นย่านธุรกิจการค้าขาย เพระว่าประการแรก ถ้ายิ่งปล่อยที่บริเวณนั้นไว้ยังไม่ได้ตัดถนน ก็ยิ่งจะทำให้การตัดถนนลำบากเพราะจะติดอาคารบ้านเรือนของประชาชนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพราะปรากฏว่าในบริเวณดังกล่าวมักมีถนนแคบ ๆ หรือมีถนนน้อยเกินไป ทำให้การไปมาค้าขายลำบาก เป็นเหตุขัดขวางความเจริญ ที่น่าจะมีได้อีก ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงรีบจัดการตัดถนนในบริเวณที่เจริญโดยเร็ว


ประการที่สอง เพราะว่า บริเวณดังกล่าวมักเกิดเพลิงไหม้เนื่องมาจากมีอาคารบ้านเรือนเบียดเสียดกัน เมื่อเกิดเพลิงไหม้ในที่หนึ่งก็จะลุกลามขยายเป็นอาณาบริเวณกว้างขวางอย่างรวดเร็ว และเจ้าพนักงานจะเข้าไปทำการดับเพลิง ก็เป็นไปได้ยากเพราะทางเดินแคบมาก และการที่บ้านเรือนแออัดคับแคบก็ทำให้รัฐบาลบำรุงการสุขาภิบาลได้ยาก ซึ่งเป็นผลให้บริเวณนั้นสกปรกรกรุงรัง มีเชื่อโรคเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของประชาชนในบริเวณนั้นและแก่ผู้ที่ไปมาค้าขายซึ่งเป็นทางนำไปสู่การแพร่เชื้อโรคด้วย ตัวอย่าง เช่น ระหว่าง พ.ศ.2434-2435 รัฐบาลได้ตัดถนนในแขวงสำเพ็งให้เป็นถนนใหญ่ มีขนาดกว้างประมาณ 3 วา และได้ตั้งชื่อตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อกันไม่ให้ประชาชนเรียกชื่อตามใจชอบ ได้แก่ ถนนยุพราช (หรือเยาวราช) ถนนราชวงศ์ ถนนจักรวงศ์ ถนนอนุวงศ์และถนนบูรพา (บูรพา)

ในด้านขั้นตอนของการตัดถนนนั้น เมื่อรัฐบาลเห็นว่าที่บริเวณใดเหมาะสมในการตัดถนนแล้วก็จะดำเนินการตัดถนน โดยเริ่มด้วยการกรุยทางโดยใช้หลักปักตลอดระยะทางที่กะเป็นถนนขณะเดียวกัน ก็ออกประกาศให้สถานที่นั้นเป็นบริเวณที่จะตัดถนนเพื่อให้ประชาชนอพยพบ้านเรือนออกจากบริเวณนั้นและห้ามผู้ใดปลูกอาคารล้ำเข้าไปไหนในบริเวณที่ปักกรุยนั้น แล้วเริ่มทำถนนถมอิฐหรือศิลาก้อนลงบนถนน หลังจากนั้นก็ทำบาทวิถีให้คนเดินแล้วทำรางน้ำและท่อระบายน้ำเพื่อเป็นทางระบายน้ำไม่ให้น้ำขังที่ถนนเพื่อไม่ให้ถนนชำรุดเร็ว และเป็นการป้องกันน้ำท่วมด้วย นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ก็มักโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นไม้ที่ขึ้นง่ายไว้ที่ขอบริมถนนราชดำริห์ ทั้งนี้เพราะอาจทรงตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ที่ขอบริมถนนคือรากของต้นไม้จะช่วยยึดขอบถนนเพื่อทำให้ถนนมั่นคงแข็งแรง และต้นไม้ยังช่วยระบายอากาศให้ความร่มเย็นและเพิ่มความงามแก่บ้านเมืองด้วย นอกจากนี้ก็เป็นเพราะได้ทอดพระเนตรเห็นแบบอย่างการปลูกต้นไม้สองฝั่งถนนตามประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่พระองค์เสด็จเยือนใน พ.ศ.2440 ด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือถนนราชดำเนิน ถนนสามเสน เป็นต้น

อย่างไรก็ดีในกรณีที่ถนนกว้างไม่ถึง 12 วาก็ไม่โปรดให้ปลูกต้นไม้ที่ขอบถนน เพราะต้นไม้เกะกะกีดขวางตึกข้างถนน แต่โปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นไม้ตรงกลางจัตุรัสแทน เช่น ในบริเวณถนนทหารบก ถนนทหารเรือ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ.2444 ส่วนถนนที่อยู่ในย่านชุมนุมชน ย่านธุรกิจเป็นการยากที่จะถนนให้กว้างใหญ่เพราะมีความจำเป็นของการใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์ทางการประกอบธุรกิจ กล่าวคือ มักมีอาคารร้านค้าปลูกอยู่ริมบาทวิถีทีเดียว แต่รัชกาลที่ 5 ก็โปรดให้การปลูกอาคารร้านค้านั้นให้เป็นระเบียบไม่รุกล้ำเข้าไปในเขตถนน เช่น ถนน ในบริเวณสำเพ็ง ดังที่กล่าวมาแล้ว


นอกจากนี้มีภาพตั้งถังขยะ และส้วมเป็นระยะตามถนนด้วย ข้อน่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งของการตัดถนนในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ มักโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนคู่ไปกับการขุดคลองไปตามริมถนนเช่น การขุดคลองราชดำริห์คู่ไปกับการตัดถนนราชดำริห์ คลองสาธรคู่ไปกับถนน สาธร      เป็นต้น

ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นความสำคัญของการตัดถนนมากทีเดียวกล่าวคือ ถ้าพระองค์ประทับอยู่ในประเทศไทยก็จะทรงงานอย่างใกล้ชิด ทรงพิจารณาและพระราชทานคำแนะนำเพื่อให้การทำถนนดีขึ้น เช่น ปลูกต้นไม้ริมถนนและทำทอระบายน้ำ บางครั้งก็ไม่ทรงสามารถเสด็จมาดูงานด้วยพระองค์เองได้ ก็จะ โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยไปดูงานแทน แล้วกลับมากราบบังคมทูลรายงานให้ทรงทราบ เช่น ครั้งหนึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) ไปดูลานทำถนนบริเวณสามเสน เป็นต้น การที่ทรงเอาพระทัยใส่ในกิจการดังกล่าวนี้ ทำให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชจริยาวัตรจนถึงบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ

นอกจากการขุดคลองและการสร้างถนนแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นความสำคัญของการสร้างสะพานเช่นเดียวกับการสร้างถนนถึงกับทรงกล่าวว่าถ้าไม่สร้างสะพาน การตัดถนนก็ไม่เป็นประโยชน์เต็มที่ ทั้งนี้เพราะเมืองไทยในขณะนั้นโดยเฉพาะกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลอง จึงจำเป็นต้องสร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างถนนต่อถนนซึ่งมีคลองกั้น

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดการคมนาคมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 คือ รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ทำถนน สร้างสะพาน หรือขุดคลองผู้เดียวยังมีประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจเป็นในรูปของหมู่คณะหรือเอกชน ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทรงพิจารณาหลักเกณฑ์ข้อเสนอต่าง ๆ ของผู้ขออนุญาตในที่ประชุมเสนาบดีถ้าเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวไม่ขัดต่อระเบียบของทางการและไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนก็มักจะทรงอนุญาตเพราะเป็นการทุ่นรายจ่ายของรัฐบาลซึ่งต้องใช้งบประมาณในการป้องกันประเทศ การปรับปรุงการปกครองแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ การที่ปล่อยราษฏรทำเองโดยรัฐบาลช่วยเหลือจะทำให้ราษฏรเหล่านั้นตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนเองทำซึ่งให้ประโยชน์แก่สาธารณประโยชน์และแก่ตนเองด้วย

จากการจัดการคมนาคมทางบกและทางน้ำในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดังกล่าวโดยสังเขปข้างต้นนี้ จะเห็นว่าการดำเนินการจัดการคมนาคมเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบตามขั้นตอนและได้รับการร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่ายนับแต่องค์พระมหากษัตริย์ รัฐบาลและประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ นั้นทรงเอาพระทัยใส่ในกิจการด้านนี้มาก ดังนั้น ในรัชกาลที่ 5 รัฐบาลภายใต้การนำของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คงจะมีการวางผังเมืองที่คำนึงถึงสภาวะแวดล้อมที่ดีของบ้านเมืองคือการทำให้บ้านเมืองมีความสะอาดร่มเย็นสวยงามด้วยถนนที่ตัดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ แม่น้ำลำคลองที่มีน้ำใสสะอาดและลึก ต้นไม้นานาชนิดที่เขียวชอุ่มให้ความสดชื่นและช่วยในการระบายอากาศ ประชาชนก็น่าจะมีการดำเนินชีวิตที่มีความสงบสุขร่มเย็น ดังข้อความตอนหนึ่งซึ่งศาสตราจารย์อัน นิมมานเหมินทร์ แห่งแผนกวิชาผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เขียนไว้ในบทความของท่านตอนหนึ่งว่า

“...ในราว พ.ศ.2443 หรือปลายสมัยรัชกาลที่ 5 พระนครธนบุรีขยายตัวมาถึงคลองผดุงกรุงเกษมมีพื้นที่ประมาณ 13.3 ตารางกิโลเมตร ประชากรหกแสนคนพระนครในยุคนี้เป็นชุมนุมชนที่เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามและมีชื่อว่าเป็นเมืองที่สะอาดสะอ้านที่สุดแห่งหนึ่งในภาคพื้นเอเชียในด้านผังเมืองก็ปรากฏว่า มีถนนที่กว้างขวางอยู่หลายสายไม่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง ทั้งสถานีรถไฟหัวลำโพงก็ตั้งอยู่นอกเมือง...”

ปรากฏว่าการจัดการคมนาคมอย่างมีแบบแผนและแผนการโดยคำนึงถึงสภาวะแวดล้อม ดังในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้ คงจะไม่ได้รับการปฏิบัติตามในสมัยต่อมาจึงทำให้ชาวไทยในสมัยปัจจุบันนี้ ต้องประสบปัญหาต่าง ๆ เช่นปัญหาน้ำท่วม การจราจรติดขัดและอากาศ เป็นพิษ เป็นต้น