วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ร่วมกันแสดงความรักที่คนไทย ที่มีต่อในหลวง ให้โลกได้รับรู้


เก็บความทรงจำที่มีคุณค่าและแบ่งปันส่งต่อค่ะ
 

1.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
 
2.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
3.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
4.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
5.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
6.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
7.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com  8.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
9.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com  10.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
11.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
12.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
13.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
14.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
15.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com  
  
16.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
17.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
18.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
19.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
20.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
21.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
22.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
23.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
24.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
25.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
26.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
27.3734513008@web77302.mail.sg1.yahoo.com
  
  
ร่วมกันแสดงความรักที่คนไทย
ที่มีต่อในหลวง ให้โลกได้รับรู้

สำรวมกริยามารยาท ของพระเถระ


"ขอให้สำรวมกริยามารยาท"
โอวาทสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง
ประทานแก่เจ้าอาวาสใหม่ในหนกลาง



ตัวอย่างของการสำรวม ดูเอาเด้อ !


เจ้าคณะใหญ่หนกลางเตือน สมภารใหม่ปฏิบัติตนให้เหมาะสม
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางและกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวในการอบรมเจ้าอาวาสใหม่ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง จำนวน 350 รูป ณ วัดสามพระยา ว่า ที่ผ่านมาคณะสงฆ์พบปัญหาพระสังฆาธิการหรือเจ้าอาวาสละเลยพระธรรมวินัยและปฏิบัติตนไม่เหมาะสมกับอาจาระมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เจ้าอาวาสบางรูปแสวงหาวิธีการเลี้ยงชีพอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหวั่นวิตกมาก โดยเฉพาะเรื่องการแสวงหาลาภแสวงหาปัจจัยมาเพื่อตนเอง ไม่ได้นำมาทำประโยชน์สาธารณะ

ดังนั้น จะขอเตือนพระสังฆาธิการทั้งใหม่และเก่าว่า ทุกวันนี้สังคมทั้งชาวพุทธหรือไม่ใช่ชาวพุทธ ต่างจับตามองคณะสงฆ์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของอาจาระ หากปฏิบัติไม่เหมาะสม นอกรีต ก็จะถูกวิจารณ์หากเสียหาย อาจจะถูกถอดถอนจากตำแหน่งได้ด้วย ซึ่งเจ้าอาวาสต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในอาจาระ เป็นผู้มีระเบียบ เป็นต้นแบบของพระและฆราวาส และไม่อยากให้คิดว่าพอเป็นเจ้าอาวาสแล้วใหญ่จะทำอะไรก็ได้ สิ่งที่พระสังฆาธิการควรจะมีคือ เป็นผู้มีอาจาระมีความประพฤติงดงาม ต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในหลักไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา รวมทั้งควรเรียนรู้พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ตลอดจนมีวุฒิปัญญาทั้งทางโลกทางธรรม โดยเฉพาะการเทศน์หรือบรรยายธรรม ควรหาเนื้อหาให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ฟังด้วย นอกจากนี้ การเป็นเจ้าอาวาสไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ควรทำตนให้เป็นแบบอย่างให้พระลูกวัด ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ 
อย่าใช้พระเดชในทางที่ไม่เหมาะสม 

ด้านพระราชรัตนสุธี เลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง กล่าวว่า สิ่งที่คณะสงฆ์หนกลางต้องเร่งอบรมเจ้าอาวาสใหม่ เพราะต้องการให้รู้ถึง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 รวมถึงระเบียบมหาเถรสมาคม (มส.) ที่สำคัญเจ้าอาวาสใหม่จะได้รับวิชาความรู้มากมาย อาทิ การดูแลรักษาโบราณสถานและศิลปวัตถุ พระพุทธศาสนากับความมั่นคง การฝึกกรรมฐาน ยาเสพติด การระงับข้อพิพาท การสาธารณูปโภค และการสาธารณสงเคราะห์ เพื่อให้พระสังฆาธิการ มีความรู้และสามารถเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณต่อชุมชนได้ นอกจากนี้จะช่วยลดปัญหาพระสังฆาธิการที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตนไม่เหมาะสม ที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่พระพุทธศาสนาได้


ที่มา : ข่าวสด
1 มีนาคม 
255
5




โยนขี้ให้พระเชียงใหม่ !
เจ้าอาวาสพระแต๋วบอกนักข่าว
"พระกระเทยเชียงใหม่แย่กว่าพระกระเทยโคราช"
แย่ตรงไหนฮะ ถ่ายรูปไม่สวยหรือไง ?

อา..หาเรื่องซะแล้วพระครูนี่ จะปกจะป้องลูกศิษย์ให้พ้นผิดพ้นตัวอย่างไรก็ทำไปสิ แต่ทำไมจะต้องโยนความผิดให้พระจังหวัดอื่นด้วย เป็นถึงรองเจ้าคณะอำเภอ แต่ปากคอเราะร้ายเหลือเกินพระครูนี่ ประเดี๋ยวก็โดนพระเชียงใหม่ฟ้องหมิ่นประมาทซะหรอก




พระครูปากผู้หญิง
พระครูชลธารชัยเขต เจ้าอาวาสวัดโบสถ์คงคาล้อม รองเจ้าคณะอำเภอโชคชัย นครราชสีมา เจ้าอาวาสของพระนราวิชญ์ที่ลงภาพถ่ายในเฟซบุ๊ค

 

  
รองเจ้าคณะอำเภอโชคชัย เจ้าอาวาสวัดโบสถ์คงคาล้อม โคราช รับ "พระเจ๊" โพสต์ท่ายิ้มอยู่ในเต็นท์ลงเฟซบุ๊ก เป็นพระลูกวัดจริง เรียกมาตักเตือน ขอให้โอกาสเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน...
จากกรณีข่าวที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับลงภาพชายรูปร่างอ้อนแอ้น สวมจีวรนั่งคุกเข่าเอามือประสานไว้ที่หน้าขา มีผ้าคลุมไหล่ลายเสือ โพสต์ท่ายิ้มอยู่ภายในเต็นท์ ซึ่งเป็นภาพจากเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า นราวิชญ์ เมธีประยูร เอ็มม่า ซึ่งนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุว่า เป็นการเผยแพร่ภาพพระสงฆ์ สามเณรในทางไม่เหมาะสม ขั้นตอนแรก พศ.จะต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ หรือมีกลุ่มบุคคลที่แต่งกายเลียนแบบแล้วมากระทำความผิด หากพบว่าเป็นพระสงฆ์จริง จะต้องแจ้งต่อเจ้าคณะผู้ปกครองให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่บทลงโทษถึงขั้นให้สึกนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ก.พ. ที่วัดโบสถ์คงคาล้อม บ้านคลองท่าแร่ ต.กระโทก อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา นายอวยพร จินาโต ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธศาสนารวม 5 คน ได้นำเอกสารที่พิมพ์ข้อความ และรูปภาพพระตามที่เป็นข่าว เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเข้ากราบนมัสการกับพระครูชลธารชัยเขต รองเจ้าคณะอำเภอโชคชัย เจ้าอาวาสวัดโบสถ์คงคาล้อม พร้อมโชว์เอกสาร โดยพระครูชลธารชัยเขต ยอมรับว่า พระในภาพคือ พระนราวิชย์ ฉนธธมโม หรือ "พระหนึ่ง" อายุ 27 ปี พระลูกวัดจริง

รองเจ้าคณะอำเภอโชคชัยและเจ้าอาวาสวัดโบสถ์คงคาล้อม เปิดเผยว่า พระนราเป็นพระลูกวัด มีหน้าที่ทำความสะอาดกุฏิ ปัดกวาดลานวัดและเจดีย์ แต่พอถึงเวลาก็จะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะเป็นเรื่องบุคลิกส่วนตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเรื่องอย่างนี้ก็ต้องเรียกมาพูดคุยและมีการว่ากล่าวตักเตือนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยจะต้องประพฤติตัวให้ดีกว่านี้ อย่าให้ไปแข่งกับผู้หญิง โดยเฉพาะต้องเหมือนกับจริยวัตรของพระสงฆ์ที่น่าเคารพกราบไหว้ ซึ่งเห็นภาพแล้วนึกถึงที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งตรงนั้นหนักกว่านี้มากมาย แต่กรณีนี้ยังไม่ถึงขั้นไปมั่วสุม ซึ่งอาตมาคงต้องว่ากล่าวตักเตือนไป และต่อไปจะไม่ให้เขาทำพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นอีก

ทั้งนี้ อาตมาจะเรียกตัวมาพูดคุย โดยจะบอกกับลูกศิษย์ของอาตมาว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพฤติกรรมก็ดี หรือการกระทำก็ดี กริยาอาการต่างๆ ก็ดี ที่ส่อไปทางในแนวที่ชาวพุทธทั้งหลายหวั่นเกรงและจะไม่ศรัทธาและไม่สบายใจ ก็จะให้ปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ อาตมาคิดว่าคงจะให้โอกาสเขาก่อน แต่ไม่ถึงกับปาราชิก ไม่ใช่เป็นอาบัติหนัก อันนี้พอจะตักเตือนกันได้ อาตมาให้คำยืนยันว่าคณะสงฆ์จะให้โอกาสเขา อย่างน้อยเขาก็ศรัทธาที่มาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วก็ปกติธรรมดาของปุถุชน อันนี้เขาแอบติดนิสัยมาตั้งแต่เป็นฆราวาสที่ชอบสวยงาม กระตุ้งกระติ้ง แต่เรามองในฐานะความเป็นพระว่า ถ้าเขาไม่เสียหายเรื่องของพระธรรมวินัยก็ให้โอกาสเขา และให้อยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าเขามีความประพฤติที่นอกเหนือจากพระธรรมวินัยก็ต้องดำเนินการไป พระรูปนี้บวชที่วัดนี้ได้ 3 พรรษาแล้ว และอาตมาคิดว่าต่อไปจะไม่มีภาพแบบนี้เกิดขึ้นมาอีก

ด้านนายอวยพร จินาโต ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เกี่ยวกับภาพพระที่ไม่เหมาะสม ตนเพิ่งทราบข่าวจึงได้มาประสานกับทางคณะสงฆ์ อ.โชคชัย ทราบว่าวัดแห่งนี้มีพระสงฆ์ประพฤติอย่างนั้นจริง โดยบวชที่วัดแห่งนี้ 3 พรรษาแล้ว ทางเจ้าอาวาสดูแล้วอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมให้พุทธศาสนิกชนไม่ค่อยสบายใจ ซึ่งทางเจ้าอาวาสก็รับว่าจะเรียกพระรูปดังกล่าวมาตักเตือน เพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมาอีก โดยให้โอกาสพระรูปนี้ก่อน ตนเรียนว่าเรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณที่เป็นห่วงพระพุทธศาสนา โดยเรื่องนี้ก็คิดว่าจะจบลงด้วยดี เพราะทางเจ้าคณะผู้ปกครองรับปากว่าจะตักเตือน และคิดว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และพระรูปนี้คงจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะไม่ควร อย่างไรก็ตาม ก็จะรายงานไปยังสำนักงานพระพุทธศสานาแห่งชาติต่อไปด้วย

ส่วนการป้องกันต่อไปนั้น ตนเรียนว่า การปกครองของสงฆ์จะแยกออกจากส่วนฆราวาสเรา โดยมีเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด จะปกครองดูแลกัน สำนักพระพุทธฯ คือสนองงานนโยบายคณะสงฆ์ ฉะนั้น เรื่องอย่างนี้ท่านดูแลของท่านอยู่แล้ว เราสนองงานที่มีปัญหา เราไม่ได้ไปปกครอง เพราะคนละสายกัน


ที่มา : ไทยรัฐ
1 มีนาคม 
255
5





โหรงเหรง ภันเต !
งานแถลงข่าวสัมพุทธชยันตี 2600 ปี
มีคนมาแค่ 4 คน !







4 หนุ่ม 4 มุม ไม่ว่าจะถ่ายมุมไหน ก็ได้รูปแค่ 4 คน





เอ้าหนูๆ มาถ่ายรูปกันเร็วๆ
งานสัมพุทธชยันตี 2600 ปี เชียวนา หาโอกาสยาก



หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ


งานยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่แถลงข่าวเหมือนมวยวัด มีคนมาร่วมกะหรอมกะแหรม นับตัวได้ว่าได้แก่

พระพรหมสิทธิ เจ้าคณะภาค 10 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ
พระธรรมโกศาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

นอกนั้นก็กะหรอมกะแหรม มีแต่เด็กนักเรียนโรงเรียนอะไรไม่รู้มานั่งถ่ายรูปเอาในตอนท้าย

ถามว่า นี่หรือคือการทำงานระดับโลกที่เรียกว่า สัมพุทธชยันตี ที่สู้อุตส่าห์จะทำให้เป็นหน้าเป็นตาเป็นศักดิ์เป็นศรีแก่ประเทศชาติศาสนา ในฐานะที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ศูนย์กลางของโลกเขาทำงานกันอย่างนี้นะหรือ

ยกตัวอย่าง ทำไม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ไม่ได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วมแถลงข่าวด้วย หรือว่านิมนต์แล้วไม่ยอมมา งานระดับนี้ ถ้าให้ดีก็ต้องมีการนิมนต์พระสังฆาธิการระดับสูง เช่น เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัด จากทั่วประเทศ มาประชุมเพื่อปรึกษาหารือและมอบหมายนโยบายอะไรต่างๆ อย่างพร้อมเพรียงเรียงหน้าว่าเราจะทำกันอย่างไร รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนที่ควรเชิญเข้าร่วมประชุมให้เป็นวาระแห่งชาติ อย่างน้อยก็ควรมีสมเด็จพระราชาคณะซึ่งเป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชซัก 2-3 รูป มานั่งเป็นเกียรติ และควรเชิญนายกรัฐมนตรีมาร่วมด้วย เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ามหาเถรสมาคมและรัฐบาลให้ความสำคัญกับงานนี้มาก

แต่ภาพที่เห็นกลับตรงกันข้าม มีการเชิญเพียง อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) คือพระธรรมโกศาจารย์ เพียงรูปเดียว ส่วนพระพรหมสิทธินั้นก็เป็นพระวัดสระเกศ มียศเป็นชั้นพรหมหรือรองสมเด็จฯ ไม่มีตำแหน่งในมหาเถรสมาคม แต่เป็นเจ้าของสถานที่แถลงข่าวคือวัดสระเกศ เวลาจะทำพิธีเปิดประชุมก็จึงต้องนิมนต์ให้พระพรหมสิทธิเป็นผู้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แต่ในแฟ้มข่าวของสำนักพุทธฯ กลับนำเอาชื่อของพระธรรมโกศาจารย์ขึ้นหน้าเป็นอันดับที่หนึ่ง ตามด้วยพระพรหมสิทธิ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าผิดฝาผิดตัว คือไม่รู้ว่าใครเป็นหัวใครเป็นหางใครเป็นนางใครเป็นก้อย

พระธรรมโกศาจารย์นั้นท่านมีหลายตำแหน่ง แต่ที่สำคัญก็คือ 2 ตำแหน่งเหล่านี้ ได้แก่ กรรมการมหาเถรสมาคม และอธิการบดีมหาวิทยาลัย มจร. ถามว่า ท่านมาแถลงข่าวในฐานะอะไร ฐานะของกรรมการมหาเถรสมาคมหรืออธิการบดี มจร. หรือว่าทั้งสองตำแหน่ง แบบทูอินวัน ส่วนพระพรหมสิทธินั้นเป็นเจ้าคณะภาค 10 แต่เป็นผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แต่ยังไม่ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม การมาเป็นประธานจุดเทียนเปิดงานในวันนั้น ถามว่ามาในฐานะอะไร เป็นตัวแทนมหาเถรสมาคมหรือ หรือว่าเป็นตัวแทนสมเด็จพระพุฒาจารย์ แล้วท่านเจ้าคุณพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม อยู่ในวัดสระเกศด้วยนั้น ท่านไปไหนเสีย ทำไมไม่เห็นออกงาน แบบนี้แหละที่ว่าผิดฝาผิดตัว

การแถลงข่าวแบบนี้ ดูทีก็เหมือนที่เคยทำ คือแถลงแก้เกี้ยวให้เป็นพิธีไป จากนั้นก็จะใช้อำนาจของมหาเถรสมาคมออกมติให้วัดต่างๆ ทั่วประเทศจัดงานฉลองพุทธชยันตี แบบนี้แหละที่เรียกว่าระบบข้าราชการ เป็นการทำงานตามสายงาน สั่งการไปแล้ว ทำก็ชั่ง ไม่ทำก็ชั่ง เพราะมหาเถรสมาคมทำงานด้วยการออกคำสั่ง มิใช่ทำงานด้วยการบริหารจัดการ

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มิได้คิดโต้แย้งแนวทางในการจัดงานฉลองพุทธชยันตีที่ว่านี้เลย อยากจะให้มีการจัดอย่างยิ่งใหญ่กว่าชาติใดในโลกด้วยซ้ำไป แต่อยากจะเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ เสียสละเวลามานั่งตรงนี้บ้าง ข้าทาสบริวารจะได้เข้าใจว่าเจ้าขุนมูลนายนั้นท่านให้ความสำคัญ มิฉะนั้นจะให้เขาเข้าใจอย่างไร

ยกตัวอย่าง 2-3 งาน เช่น งานอบรมพระอุปัชฌาย์ งานอบรมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสในเขตภาคกลาง ซึ่งเป็นงานของมหาเถรสมาคม สองงานนี้เป็นที่รู้ดีว่า พระมหาเถระตั้งแต่ระดับเจ้าคณะหนลงมาจะต้องให้ความสำคัญ ยิ่งระดับภาคด้วยแล้วขาดไม่ได้ (ยกเว้นป่วย) บ้างถึงกลับพูดกันว่า สมเด็จวัดสระเกศท่านส่งสายมาสอดแนม ใครไม่มาก็ระวังว่าจะไม่ได้เลื่อนสมณศักดิ์กัน ปานนั้นเลยทีเดียว ส่วนงานอบรมพระเจ้าอาวาสนั้นก็ยังเห็นพระเถราะนุเถระไปร่วมกันคับคั่ง ซึ่งสองงานที่ว่านั้นก็เป็นแค่งานประจำ จัดกันทุกปี มีการวางโปรแกรมไว้เป็นอย่างดีแล้ว พระสังฆาธิการระดับสูงจะมาหรือไม่มาก็ไม่เห็นจะมีผลอะไรกับการอบรม แต่สำหรับงานฉลองพุทธชยันตีเช่นนี้ 2,600 ปีมีครั้งเดียว ถ้าไม่ระดมสรรพกำลังกันเข้ามาจัด ถามว่าจะจัดกันอย่างไรให้เป็นอดิเรก

ยิ่งกำลังในการจัดการประชุมระดับนานาชาติ เท่าที่เห็นในประเทศไทยเวลานี้ก็มีเพียง 3 องค์กร คือ

1. มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
2. มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย และ
3. วัดพระธรรมกาย

สามหน่วยงานนี้เท่านั้นที่มีศักยภาพที่จะทำงานระดับโลกได้ นอกนั้นยังมองไม่เห็น เว้นแต่ทางรัฐบาลจะจัดการเอง ดังนั้น น่าที่จะเชิญตัวแทนสามหน่วยงานที่ว่านี้เข้าร่วมแถลงข่าว รวมถึงประชุมวางแผนงานกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่เรากลับได้เห็นการทำงานแบบแบบเสียไม่ได้ คือเชิญแขกไม่ทั่วถึง มันแสดงออกถึงวิสัยทัศน์ของคนทำงานว่ามีกึ๋นเพียงพอหรือไม่เพียงใด

ข่าวแทรกยังบอกด้วยว่า ทางรัฐบาลได้ยกงานมาฆบูชาพุทธชยันตีให้เป็นของวัดสระเกศ โดยจะจัดในวันที่ 5-7 มีนาคม ศกนี้คำถามจึงมีว่า ทำไมต้องไปวัดสระเกศ แล้วทำไมไม่ไปวัดอื่นๆ บ้าง หรือทำไมไม่ไปพุทธมณฑล อันกำลังจะยกขึ้นเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาแห่งโลก แล้วไหนล่ะที่พร่ำกันจนเป็นคาถาว่าจะยกพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก แต่เวลาจัดงานกลับไม่ยอมไปใช้พุทธมณฑล แล้วมันจะเป็นศูนย์กลางของโลกได้อย่างไร หรืออาจจะสะบัดสำนวนว่า “ก็ให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกไง ส่วนที่จัดงานมาฆบูชาที่วัดสระเกศนั้นเพราะวัดสระเกศเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของไทย” จะใช้สำนวนศรีธนญชัยกันอย่างนั้นหรือ ?

และที่ว่า "มหาเถรสมาคมเห็นชอบให้จัดพุทธชยันตีตลอดปี" นี่ก็ตลกฝืดอีก เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดฉลองกันตลอดปี ถ้าจะทำก็ต้องถามว่า เอาเงินที่ไหนมาทำ เอากำลังคนที่ไหนมาจัด แล้วจะจัดกันอย่างไร ถ้าฉลองกันทั้งปีทั้งชาติ ก็ตกลงว่าพระเณรเถรชีไม่ต้องมีงานการอื่นทำแล้วใช่ไหม จะต้องทิ้งงานเหล่านั้นมาจัดงานฉลองพุทธชยันตีกันอย่างเดียวตลอดปีใช่หรือไม่ ?

กรณีวัดพระธรรมกาย ซึ่งได้แสดงให้เห็นศักยภาพว่าสามารถจัดประชุมระดับนานาชาติได้ดี ก็น่าที่ทางมหาเถรสมาคมจะได้เชิญให้เข้าร่วมเป็นกรรมการจัดงาน เพราะไหนๆ ทางมหาเถรสมาคมก็อุ้มสมวัดพระธรรมกายไว้อยู่แล้ว ถึงกับปูนสมณศักดิ์ให้ท่านธัมมชโยเป็นชั้นเทพ ดังนั้นก็ควรใช้วัดพระธรรมกายให้เป็นประโยชน์ มิใช่ยอมให้ธรรมกายใช้มหาเถรสมาคมเสียเอง มันเสียหายในความเป็นองค์กรสูงสุดที่ปกครองคณะสงฆ์ไทยไปหมด

ในการเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ของรัฐบาลไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น ได้มีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอะไรให้ยิ่งใหญ่ และสุดท้ายเราก็ได้พุทธมณฑลมาเป็นที่เชิดหน้าชูตาประเทศไทยในวันนี้ แต่ว่าวันนี้ วันที่ประเทศไทยในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และมี สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ยังมองไม่เห็นเลยว่ารัฐบาลและคณะสงฆ์ไทยจะทำอะไรให้สมกับคำว่า “พุทธชยันตี” เลย

มีมติมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา 2 มติ ได้แก่

มติที่ 1 ออกเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2553 โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เสนอให้มหาเถรสมาคมจัดงานพุทธชยันตี ในปี พ.ศ.2555 ซึ่งมหาเถรสมาคมก็รับหลักการ

มติที่ 2 ออกเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2555 มหาเถรสมาคมเห็นชอบให้จัดงานสัมพุทธชยันตี โดยให้มีการแต่งตั้งกรรมการดำเนินงาน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยเน้นงานอยู่ในระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2555

และแม้ว่าจะมีมติออกมาตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม แล้วก็ตาม ก็เพิ่งจะมาแถลงข่าวเมื่อวานนี้ คือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นี่เอง ถ้านับเวลาจากนี้ไปจนถึงวันจัดงาน ก็เหลือเวลาเพียง 3 เดือนเต็ม กับงานระดับโลกที่ประเทศไทยจะต้องจัดสารพัดกิจกรรม รวมทั้งการจัดทำ พระไตรปิฎกสากล ฉบับฉลอง 26 สัมพุทธศตวรรษ ด้วยนั้น ถามว่าเวลาพอหรือ ?

ถ้าเราสามารถจัดทำพระไตรปิฎกสากล (ภาษาอังกฤษ) ให้เสร็จได้ภายในเวลา 3 เดือน ซึ่งนับทั้งการสังคายนา การตรวจทานของคณะกรรมการ แล้วนำเข้าโรงพิมพ์-พิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม และจำหน่ายจ่ายแจกในวันที่ 29 พฤษภาคม ศกนี้ ก็จะแสดงให้เห็นถึงสมรรถภาพของพระสงฆ์ไทยว่าไม่มีใครในโลกเทียมเท่าจริง แต่ถ้าทำไม่ได้, แล้วไปเอาฉบับอื่นๆ ของเขามาลอกหรือก็อปปี้เอาทั้งดุ้น ก็จะแสดงให้เห็นว่าคณะสงฆ์ไทยมักง่าย ไม่มีสมรรถภาพในการทำอะไรแม้แต่จะจัดทำพระไตรปิฎกสากล อย่านับถึงว่าจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลกเลย เพราะพูดก็พูดเถิด แค่งานพระราชทานเพลิงศพพระเพียงรูปเดียว เขาก็ต้องวางงานกันข้ามปีเลยทีเดียว แล้วงานสัมพุทธชยันตีมีเวลาเตรียมแค่ 3 เดือน มันไม่ "สุกเอาเผากิน" กันดอกหรือ

จริงอยู่ ปัญหาทางการเมือง อาจจะเป็นตัวชลอโครงการอะไรหลายอย่างของมหาเถรสมาคม แต่มหาเถรสมาคมเองก็ต้องมองให้ทะลุว่า เราจะรอแต่รัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้น งานไหนที่อยู่ในวิสัยที่มหาเถรสมาคมจะจัดการได้ ไม่ว่าจะโดยการสั่งการตามสายงานหรือการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาก็ตาม ก็ควรจะตระเตรียมให้พร้อมไว้แต่เนิ่นๆ มิใช่นิ่งเฉยเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว แล้วปล่อยให้เวลาบีบรัดตัวเองจนงานบิดเบี้ยวอย่างที่เห็น

เพราะถ้างานพุทธชยันตีออกมาไม่ดี งานนี้ก็คงจะโทษใครไม่ได้ นอกจากองค์กรปกครองสงฆ์ที่ชื่อว่า มหาเถรสมาคม แต่ถึงกระนั้นก็ตาม งานพุทธชยันตีนั้นเป็นกิจกรรมพิเศษ มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ว่ามหาเถรสมาคามต้องทำ รวมทั้งว่าถ้าทำไม่ดีแล้วจะมีความผิดอย่างไร แบบว่าจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เพียงแต่ว่า ถ้างานออกมาไม่ดี ไม่เรียบร้อย ไม่สมน้ำสมเนื้อ ก็เป็นตัวบ่งชี้ถึง "ศักยภาพ" ของมหาเถรสมาคม ในฐานะองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทยที่มีอำนาจล้นฟ้า แต่ว่า "กึ๋นและฝีมือ" ในการบริหารจัดการนั้น มีมากน้อยเพียงใด อยากรู้ก็ขอให้ดูที่งาน "พุทธชยันตี" ปีนี้แหละ

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
วัดไทยลาสเวกัส
28 กุมภาพันธ์ 2555





แถลงข่าวการจัดงานพุทธชยันตี 2600 ปีตรัสรู้

เมื่อวันที่  24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 14.00 น. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดการแถลงข่าวการจัดงานวันมาฆบูชา ประจำปี 2555 ณ อาคารสมเด็จพระพุฒาจารย์ เชิงบรรพต วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวดังนี้

1. พระธรรมโกศาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวถึงความสำคัญแห่งพุทธชยันตี ครบ 2,600 ปี  พุทธชยันตี โดยรากศัพท์คำว่าชยันตีมาจากคำว่า ชย” อันหมายถึง ชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อหมู่มารและกิเลศทั้งปวงอย่างสิ้นเชิงอันทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นในโลก พุทธชยันตี จึงมีความหมายว่า เป็นการตรัสรู้ และการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย สำหรับพุทธ -ชยันตี 2,600 แห่งการตรัสรู้คำนวณจากการนำปีพุทธศักราชที่เริ่มนับจากการปรินิพพานบวกด้วย 45 อันเป็นจำนวนพรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดำเนินพุทธกิจ ภายหลังการตรัสรู้จวบจนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

2. พระพรหมสิทธิ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ  กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดงานเฉลิมฉลองพุทธชยันตี โดยทางวัดสระเกศจัดงานวันมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2555 โดยมีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป

3. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการสนับสนุนของรัฐบาล งานเฉลิมฉลอง พุทธชยันตี 2,600 ปี ถือเป็นวาระสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกในประเทศต่างๆ ได้ประกาศให้มีการเฉลิมฉลอง สำหรับประเทศไทยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ โดยมีมหาเถรสมาคมเป็นที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกเป็นกรรมการเลขานุการ และให้ของบประมาณในการดำเนินการสนับสนุนจากรัฐบาล

4. นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงมติมหาเถรสมาคม สนับสนุนวัดทั่วประเทศ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะได้มอบธงสัญลักษณ์พุทธชยันตี แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และวัดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำไปประดับในสถานที่สำคัญต่างๆ ตลอดปี เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นแห่งการเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้พร้อมกัน ทั่วทั้งประเทศ และมอบให้กับผู้นำทางศาสนาในระดับนานาชาติ

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ29 กุมภาพันธ์ 2555

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภาพที่ชาวเน็ตบอกว่าไม่สำรวม ต้องศึกษาที่ต้นเหตุ




งับทันที !
นพรัตน์รับลูก-พูดเรื่องเณรตุ๊งติ้งกลางเต๊นท์
แหมเรื่องอย่างนี้ละชอบ ตะทีเรื่องสำนักปฏิบัติที่พิจิตรละเงียบฉี่ สำนักพุทธฯเดี๋ยวนี้ก็ทำงานตามกระแส มีไมค์ของนักข่าวจ่อปากแล้วถึงไหนถึงกัน ทำตัวให้เป็นดาราหน้ากล้องเข้าไว้ ผลงานในอนาคตนั้นอย่าไปสนใจ เพราะตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ นั้น เป็นสมบัติผลัดกันชม และศาสนาก็ "ไม่ใช่ของข้าคนเดียว" สมัยนี้ใครเขาก็เอาตำแหน่งไว้ก่อนทั้งนั้น ดังนั้นก็ประคองตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยดีกว่า สมดังบทกลอนสุนทรภู่ที่ว่า "รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"ภาพที่ชาวเน็ตบอกว่าไม่สำรวม

แต่ดูแล้วเขา เอ๊ย เธอก็สำรวมอยู่นะ ดูสิ นั่เป็นระเบียบเรียบร้อย มองกล้อง อย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ได้อ้าปากแลบลิ้นปลิ้นปล้อนซักกะหน่อย สองมือวางบนเข่า ทั้งๆ ที่มิได้นุ่งสั้นเหมือนชุดนักศึกษามหาลัยเลย แถมยังใช้ผ้าคลุมไหล่ให้ดูมิดชิดเข้าไปอีก ปิดไม่มิดก็แต่ตรงเอวเท่านั้น นอกนั้นก็น่าจะโอเค

ในสถานการณ์ที่วัดก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด ถ้าไม่เอาพระเณรจากเมืองนอกเข้ามาเติมวัดร้างให้เต็ม ก็ต้องยอมรับให้มี "พระตุ๊ด-เณรแต๋ว" อย่างที่เห็น เป็นปัญหาที่ชาวเน็ตไม่เคยรู้ รู้แต่ว่าจะจ้องจับผิดพระเณรอย่างเดียวเท่านั้น หนทางแก้ไขอื่นใดไม่เคยซึมซาบ มีแต่โพสต์ด่าๆๆ ก็เข้าทำนอง "ดีแต่พูด"แล้ว ผอ.สำนักพุทธฯ จะต้องไปพูดตามเขาทำไม ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่หน่อยสิฮะ

ขอถามหน่อยเถิดว่า ที่นายนพรัตน์ว่า "จะต้องจับพระหรือเณรรูปนี้สึก" นั้น สึกในข้อหาอะไร ? ข้อหาถ่ายรูปสำรวมเกินไปอย่างนั้นหรือ หรือคุณมีอำนาจอะไรไปสึกพระถ้าว่าทำผิดพระธรรมวินัย เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญหรือไง ? และมหาเถรสมาคมก็มีโฆษกประจำอยู่แล้วมิใช่หรือ เรื่องเกี่ยวกับพระธรรมวินัยทำไมไม่ให้พระพูด พูดแทนพระทำไม อยากเป็นพระก็บวชซีฮะ !อุปชฺฌาโย เย !

นี่แหละ พระองค์นี้แหละ อยู่วัดสัมพันธวงศ์ ตำแหน่งโฆษกมหาเถรสมาคม เห็นนพรัตน์นำลูกน้องไปกราบคารวะขอพรวันเกิดทุกปี (ยกโขยงไปกันมากกว่าแถลงข่าวจัดงานพุทธชยันตีเสียอีก) วันหลังอย่าลืมนิมนต์ให้ท่านพูดเรื่องปัญหาพระเณรบ้าง อย่าเอาแต่กินตำแหน่งอย่างเดียวแล้วไม่ทำงาน ถ้าไม่ทำงานก็นิมนต์ลาออกเสียเถิดครับ ท่านพระพรหมเมธี !
จัดฉาก-ไม่จัดฉาก จริงใจไม่จิงโจ้
ชาวเน็ตช่วยโหวตให้ที ว่าสองภาพนี้ ภาพไหนจัดฉากกว่ากัน
 THE MASTER !

นั่งแบบผู้หลักมักใหญ่ แบบเจ้าแบบนาย มันต้องแบบนี้ ใช่ไหมฮะพณฯท่านนพรัตน์ พวกพระ-เณร ตุ๊ด-แต๋ว น้องหนูทั้งหลายดูและจำเอาไว้นะ ว่านั่งอย่างไรไม่ให้โดนสังคมเน็ตเขาด่า เป็นพระเป็นเณรถือว่าเป็นผู้สูงส่ง ต้องเอาตีนให้เขากราบมันถึงจะเหมาะสมกับสมณสารูป ภาพตัวอย่างแบบนี้แหละ เว็บไซต์สำนักพุทธฯรีบคัดไปโชว์หน้าจอเชียว !

หมายเหตุ : สาธิตการกราบโดยสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ และ รองสมเด็จฯ พระพรหมดิลก ณ ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา ท่ามกลางสักขีพยานเป็นพระสังฆาธิการทั่วกรุงเทพมหานคร พระเดชพระคุณฯทั้งสองรูป เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งโดยตำแหน่งและแต่งตั้ง ควรที่วัดต่างๆ ทั่วประเทศ จะได้เก็บภาพเอาไว้ เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนการกราบไหว้ให้ถูกต้อง เป็นแบบอย่างของเจ้าคณะพระสังฆาธิการและพระภิกษุสามเณรต่อไป
เสื่อม ! ชาวเน็ตสวดยับเป็นพระไม่สำรวม

ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ ภาพชายสวมจีวรโพสท่ายิ้มหวานในเต็นท์ จากเฟซบุ๊ก เหตุเป็นพระไม่สำรวม ก่อนที่เฟซบุ๊กดังกล่าวจะลบภาพที่ครองสมณเพศนับสิบรูปออก พศ.เต้นขอตรวจสอบก่อน หากพบเป็นพระสงฆ์จริง ให้สึกทันที

กลายเป็นคำถามต่อสังคมอีกครั้งเมื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กตั้งประเด็นความไม่เหมาะสมกับพฤติกรรมของพระสงฆ์ โดยโพสต์ข้อความในแฟนเพจ "เครือข่ายระวังภัย" และ "komchadluek become a fan" พร้อมภาพ "ชายรูปร่างอ้อนแอ้น สวมจีวรนั่งคุกเข่าเอามือประสานไว้ที่หน้าขา มีผ้าคลุมไหล่ลายเสือ โพสท่ายิ้มอยู่ภายในเต็นท์" ซึ่งเป็นภาพจากเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "นราวิชญ์ เมธีประยูร เอ็มม่า"

อย่างไรก็ตาม เมื่อ "คม ชัด ลึก" เข้าไปดูในโปร์ไฟล์รูปภาพ ยังพบภาพถ่ายในชุดสมณเพศอีกกว่า 10 รูป อาทิ ภาพคู่กับชายชาวต่างชาติภาพคู่กับรถเบนซ์สปอร์ตป้ายแดงภาพคู่กับรถประจำทางภาพถ่ายคู่ในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีรูปถ่ายสมัยเป็นทหารเกณฑ์ และชุดเสื้อเชิ้ตคล้ายพนักงานบริษัท ซึ่งแต่งแต้มเรียวปากด้วยสีแดงสด

จากการตรวจสอบข้อมูลจากเฟซบุ๊กทำให้ทราบว่า เจ้าของเฟซบุ๊กชื่อ "นราวิชญ์ เมธีประยูร เอ็มม่า" นั้น เป็นชายอายุ 28 ปี คาดว่าน่าจะเป็นพระสงฆ์ ซึ่งอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ก่อนหน้านั้นเคยเป็นทหารเกณฑ์ประจำการอยู่ที่ จ.เพชรบุรี

เมื่อภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปในสังคมโซเชียลมีเดีย มีผู้เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมจำนวนมาก อาทิ "นพ ส่งเสริมสงบ" แสดงความคิดเห็นว่า ศาสนาไม่ได้เสื่อม คนต่างหากที่เสื่อม เนื้อแท้ของพุทธธรรมยังดีเสมอครับ, "Danny Mcknight" แสดงความคิดเห็นว่า ใส่กางเกงก็ปาราชิก ต้องสึกจากผ้าเหลืองและไม่สามารถบวชได้อีก, "พัดเทพ บุษกร" แสดงความคิดเห็นว่า เห็นแล้วปวดใจเราต้องมากราบไหว้พระอย่างนี้หรือ ไม่ได้ว่าเค้าเป็นกะเทยแล้วไม่ดี แต่คุณบวชแล้วต้องสำรวมหน่อยไม่ใช่ทำตัวเสื่อมอย่างนี้ 

"J-James Jirateerawat" มองว่า ทุกวงการมีคนดีคนไม่ดี ทหาร ตำรวจ ครู คุณจะเป็นทหาร เป็นครู เป็นตำรวจคุณต้องเรียนกี่ปี แต่ถ้าคุณอยากบวชเป็นเณรเป็นพระ คุณใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็เป็นได้ วิธีแก้ปัญหานี้คือทางศาสนาต้องมีวิธีคัดกรองที่รัดกุมเข้มงวดกว่านี้ และมีบทลงโทษที่แน่นอนสำหรับคนที่ทำผิด

หลังจากถูกกระแสสังคมโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมง  เฟซบุ๊กของ "นราวิชญ์ เมธีประยูร เอ็มม่า" ได้มีการลบภาพถ่ายกว่า 10 ภาพขณะครองสมณเพศออกไป เหลือเพียงรูปถ่ายสมัยที่ยังเป็นฆราวาสเท่านั้น และเปลี่ยนสถานะใหม่ว่า "คนเ-ยๆ มันสอดรู้ สอดเห็น ระวัง"!!

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ยังไม่ได้เห็นภาพดังกล่าว อย่างไรก็ตามหากมีการเผยแพร่ภาพพระสงฆ์ สามเณรในทางไม่เหมาะสม เป็นพระตุ๊ดเณรแต๋วทางสื่อสังคมเครือข่ายเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ต่างๆ ขั้นตอนแรก พศ. จะต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ หรือมีกลุ่มบุคคลที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์แล้วมากระทำความผิด หากพบว่าเป็นพระสงฆ์จริง จะต้องแจ้งต่อเจ้าคณะผู้ปกครองให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่บทลงโทษถึงขั้นให้สึก 

ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานลักษณะการกระทำผิดดังกล่าวเป็นจำนวนมาก แม้จะประสานไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้ช่วยระงับการเผยแพร่  และทางมหาเถรสมาคม (มส.) ก็เข้มงวดเรื่องนี้มาก แต่ก็ยอมรับว่าไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ กลุ่มคนเหล่านี้ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่กระทำการอะไรแล้ว ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมว่าจะเกิดความเสียหายต่อสถาบันศาสนามากแค่ไหน ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อพระสงฆ์ 

"กรณีนี้นอกจากจะนำตัวบุคคลที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ดังกล่าวมาลงโทษแล้ว อยากจะเสนอให้มีการร่างกฎหมายเอาผิดผู้ที่นำภาพเหล่านี้มาเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย เพราะถือว่าเป็นการนำการกระทำไม่เหมาะสมมาเผยแพร่ต่อสังคม เป็นการกระทำไม่ถูกต้องเช่นกัน" นายนพรัตน์ ระบุ

ที่มา : คมชัดลึก29 กุมภาพันธ์ 2555

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สัญญาณเตือน การล่มสลายของศาสนจักรและอาณาจักร ในชาติไทย




ทำความดีจุดเทียนแห่งปัญญา สื่อสารความดีจุดธูปบวรพระพุทธศาสนา ขจัดอวิชาให้สิ้นจากแผ่นดินไทย 
                         ร่วมเฉลิมฉลอง พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้  
.  Buddha Jayanti:  2,600 years of the Buddha’s Enlightenment 
   วิสาขบูชา ๒๕๕๔  วิสาขบูชา ๒๕๕๕   Vesak 2011 – Vesak 2012 
สัญญาณบอกเหตุการล่มสลายของศาสนจักร อาณาจักรไทย
บามิยาน ในอัฟกานิสถาน
มหาลัยนาลันทา ในอินเดีย
และ บุโรพุทโธ ในอินโดนีเซีย

พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (พาชตู: د بودا بتان په باميانو کې De Buda butan pe bamiyano ke, เปอร์เซีย: تندیس‌های بودا در باميان tandis-ha-ye buda dar bamiyaan) เป็นพระพุทธรูปยืนจำนวนสององค์ที่สลักอยู่บนหน้าผาสูงสองพันห้าร้อยเมตร่ในหุบผาบามียัน ณ จังหวัดบามียัน ในพื้นที่ฮาซาราจัตทางตอนกลางของประเทศอัฟกานิสถาน อันห่างจากกรุงคาบูลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณสองร้อยสามสิบกิโลเมตร หมู่พระพุทธรูปนี้สถาปนาขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 10 ตามศิลปะแบบกรีกโบราณ 
เมื่อพระถังซำจั๋งได้เดินทางไปชมพูทวีปในปี พ.ศ. 1173 (ค.ศ. 650) ท่านได้เล่าว่าพระพุทธรูปได้เหลืองอร่ามไปด้วยทองคำ และมีพระกว่า 1,000 รูปจำวัดอยู่ ที่นี่มีอารามมากกว่า 10 แห่ง มีพระสงฆ์หลายพันรูป ล้วนเป็นฝ่ายโลกุตตรยาน (โลกุตตรวาทิน) สังกัด นิกายหินยาน พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ คือ พระอารยทูต (Aryaduta) และพระอารยเสน (Aryasena) มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี
ระหว่างช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,600 ปี ของพระพุทธรูปแห่งนี้ ได้พบเจอกับสงครามและการจู่โจมมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีชนพื้นเมืองชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งคือชาวฮาซารัส ได้ปกป้องศาสนาสถานแห่งนี้มาก็ตาม เริ่มต้นด้วยการเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในบริเวณนี้และการมาของศาสนาอิสลาม การทำลายและการบุกรุกโจรกรรมวัตถุต่างๆจากถ้ำภายในตั้งแต่ 900 ปีที่แล้ว จนมาถึงปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) เมื่อสหภาพโซเวียต นำทหารเข้าบุกเข้าโจมตีอัฟกานิสถาน ตามมาด้วยสงครามอัฟกัน และสิ้นสุดลงด้วยการระเบิดของกลุ่มตาลีบันในปี พ.ศ. 2544 จากการสำรวจ ได้มีรายงานว่ากว่า 80% ของภาพตามฝาผนังถ้ำได้ถูกทำลายลงไปแล้ว
: ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
IMG_2974.jpg image by venfaa_2
Nālandā | नालंदा (© Sandra Belasco Ley)

พระเจ้าหรรษาวรรธนะ มหาราชพระองค์หนึ่งของอินเดีย ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1149-1191 ก็ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัยนาลันทา หลวงจีนเหี้ยนจัง (พระถังซำจั๋ง) ซึ่งจาริกมาสืบพระศาสนาในอินเดียในรัชกาลนี้ ในช่วง พ.ศ. 1172-1187 ได้มาศึกษาที่นาลันทามหาวิหาร และได้เขียนบันทึกบรรยายอาคารสถานที่ที่ใหญ่โตและศิลปกรรมที่วิจิตรงดงาม ท่านเล่าถึงกิจกรรมทางการศึกษา ที่รุ่งเรืองยิ่ง นักศึกษามีประมาณ 10,000 คน และมีอาจารย์ประมาณ 1,500 คน พระมหากษัตริย์พระราชทานหมู่บ้าน 200 หมู่โดยรอบถวาย โดยทรงยกภาษีที่เก็บได้ให้เป็นค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ผู้เล่าเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น วิชาที่สอนมีทั้งปรัชญา โยคะ ศัพทศาสตร์ เวชชศาสตร์ ตรรกศาสตร์ นิติศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ ตลอดจนโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ และตันตระ
แต่ที่เด่นชัดก็คือนาลันทาเป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และเพราะความที่มีกิตติศัพท์เลื่องลือมาก จึงมีมีนักศึกษาเดินทางมาจากต่างประเทศหลายแห่ง เช่น จีน ญี่ปุ่น เอเซียกลาง สุมาตรา ชวา ทิเบต และมองโกเลีย เป็นต้น หอสมุดของนาลันทาใหญ่โตมากและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เมื่อคราวที่ถูกเผาทำลายในสมัยต่อมา มีบันทึกกล่าวว่าหอสมุดนี้ไหม้อยู่เป็นเวลาหลายเดือน หลวงจีนอี้จิงซึ่งจาริกมาในระยะประมาณ พ.ศ. 1223 ก็ได้มาศึกษาที่นาลันทาและได้เขียนบันทึกเล่าไว้อีก นาลันทารุ่งเรืองสืบมาช้านานจนถึงสมัยราชวงศ์ปาละ (พ.ศ. 1303-1685) กษัตริย์ราชวงศ์นี้ก็ทรงอุปถัมภ์มหาวิหารแห่งนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยเฉพาะโอทันตปุระที่ได้ทรงสถาปนาขึ้นใหม่
อย่างไรก็ดี ในระยะหลังๆ นาลันทาได้หันไปสนใจการศึกษาพุทธศาสนาแบบตันตระ ที่ทำให้เกิดความย่อหย่อนและหลงเพลินทางกามารมณ์ และทำให้พุทธศาสนากลมกลืนกับศาสนาฮินดูมากขึ้น เป็นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งแห่งความเสื่อมโทรมของพระพุทธศาสนา
: ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย                                                
                                                                                                    
                                                                                                                                                                                                        
                                                                                                                                                                                                        
                                                                                                    มหาสถูปบุโรพุทโธ หรือ บรมพุทโธ (ภาษาอินโดนีเซีย: Chandi Borobudur) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอินโดนีเซียตั้งอยู่ในภาคกลางของเกาะชวา ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 1293 - 1393 โดยบุโรพุทโธเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน 
: ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย                          
                                                                                                     
                                                                                                    
                                                                                                   IMG_8848_resize.jpg                      

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากบามิยาน (Bamiyan) ในอัฟกานิสถาน  มหาวิทยาลัยนาลันทา ในอินเดีย บุโรพุทโธ ในอินโดนีเซีย
                                                                                                                      
เราจะพบว่า เมื่อใดที่ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทดั้งเดิมเริ่มเพี้ยนกลายเป็นมหายาน ย่อหย่อนบิดเบือนพระธรรมวินัย เมื่อนั้นพระพุทธศาสนาจะอ่อนแอ และล่มสลายในที่สุด (หากมหายานบอกว่าตนเป็นมหายาน เถรวาทบอกว่าตนเป็นเถรวาท ก็จะไม่ก่อให้เกิดการบิดเบือนธรรมวินัย ต่างฝ่ายต่างทำหน้าของตน ก็จะผลดีต่อพระพุทธศาสนาคนละแบบ คือ ขยายกว้างไกลด้วยมหายาน มั่นคงปึกแผ่นด้วยเถรวาท)

 เหตุของการล่มสลายนั้นเกิดจากภัยภายใน  ซึ่งการค่อยๆเคลื่อนไปจากธรรมโดยนี้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นอธรรมที่ชัดเจน เช่น นิกายตันตระ ที่หลงไปว่า เสพกาม เสพเมถุนแล้วจะบรรลุธรรม และอธรรมเช่นนี้จะไปดึงดูดภัยภายนอก คู่กรรมคู่เวร ประเภทภัยจากสงครามที่มักจะมาจากมุสลิม เช่นในอัฟกานิสถาน กองทัพเตอร์กมุสลิมที่ทำลายนาลันทา ให้เข้ามาทำลายล้างทังศาสนจักรและอณาจักร

ทั้งนี้เป็นผลของกรรมจากการบิดเบือนพระธรรมวินัย เป็นคุรุกรรมซึ่งเป็นกรรมละเอียด ให้ผลช้าแต่รุนแรง ชนิดที่เก็บกวาดทำลายล้างทั้งอณาจักรและศาสนจักร ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และบัดนี้ภัยจากมุสลิมก็มาจ่อๆอยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบบใกล้เข้ามาทุกที!!                                        

มีเกร็ดเรื่องประวัติศาสตร์ที่น่าสังเวชใจคือ ครั้งที่กองทัพมุสลิมเตอร์กบุกเข้ามาในอินเดีย ทหารอินเดียที่มีจำนวนมากกว่า กลับพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เพราะทั้งอณาจักรและศาสนจักรอ่อนแอ ถูกอิทธิพลของตันตระครอบงำ ให้มัวเมาอยู่ในกามและหวังจะเอาชนะด้วยเวทย์มนต์
เหตุการเช่นนี้เริ่มปรากฎให้เห็นชัดขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก วัดธรรมกายที่อ้างตนว่าเป็นเถรวาทนี้ กลายเป็นมหายานโดยสภาวะ พระธรรมวินัยถูกบิดเบือนและปลอมปน ศาสนิกอยู่ในภาวะความหลง ถูกสูบทรัพย์จำนวนมาศาล ไปบำรุงตัวตน

 อีกทั้งพยายามสร้างความชอบธรรมประเภทพวกมากลากไป ด้วยการเกณฑ์คน เกณฑ์พระกันเยอะๆ ทำกิจกรรมยิ่งใหญ่อลังการ แผ่อิทธิพลครอบคลุมการศึกษาและการเมืองเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันตนเอง มีสื่อ DMCtv ที่ล้างสมองคนทั้งวัน ใช้วิธีไม่ต่างอะไรกับที่ม๊อบแดงเหลืองใช้กัน มีโครงการที่หวังจะกอบกู้ศีลธรรมของโลกด้วยมิจฉาสมาธิแบบธรรมกาย 
(ทำนองเดียวกับทหารอินเดียที่หวังเอาชนะด้วยเวทย์มนต์)                                                                                    
 ทานนิยม + ทุนนิยม  ดูดทรัพย์และให้คนหลงอยู่กับเศษบุญของการทำทานแล้วเอาสวรรค์ชั้นต่างๆมาเสนอขาย เมื่อมีทุนมีคนก็ขยายอิทธพลไปครอบงำการเมือง การศึกษาของคนทั้งประเทศ ด้วยการยึดชมรมพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย จับคนระดับปัญญาชน และครอบงำการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้โครงสร้างของสพฐ.

ความใหญ่โตของนาลันทามิได้เป็นสิ่งบอกว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองฉันท์ใด ความใหญ่โตของวัดในเมืองไทย ก็มิอาจเป็นหลักประกัน หรือยืนยันว่าจะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญหรือมั่นคงอย่างที่ผู้สร้างหวังฉันท์นั้น  
ในทางกลับกัน สิ่งปลูกสร้างใหญ่ๆ โตๆเหล่านี้ กลับเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะ...ใกล้ล่มสลายของศาสนจักรและอณาจักร!!  
แต่ทำไม? วัดเมืองไทย จึงยังหลงสร้างสิ่งใหญ่ๆแข่งกันอีก 
พวกเขาล้วนอยู่ในโมหะภูมิและเป็นต้นมะม่วงที่หาผลมิได้ เช่นนั้นหรือ?

สุดท้ายแล้วก็เหลือเพียงซากปรักหักพัง เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณสถานหรือสถานที่ท่องเที่ยว
ที่อิฐเก่าๆแผ่นเดียวก็มีค่า เป็นเครื่องเตือนสติแก่อนุชนรุ่นหลัง..