วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงอธิการบดี มมร.


ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อย !
ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงอธิการบดี มมร.
ถือฤกษ์หลังรับปริญญา เงื้อง่า..!




"ยิ้มก็เห็นแก้ม แย้มก็เห็นไรฟัน"



"ถ้ากระผมผิด ก็เห็นทีต้องกราบลาตรงนี้เลยครับ"



พระเทพปริยัติวิมล กับสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ยิ้มแย้มแจ่มใส ในวันประสาทปริญญา มมร. เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะมีข่าวตั้งกรรมการสอบพระเทพปริยัติวิมลในวันนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ได้ลงนามในคำสั่งสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและข้อร้องเรียนอธิการบดี (พระเทพปริยัติวิมล) รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 (13) แห่ง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 และมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย มติที่ 6/2554 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ประกอบด้วยกรรมการดังต่อไปนี้ คือ

1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี ประธานกรรมการ
2. พระธรรมธัชมุนี กรรมการ
3. นายอำนวย สุวรรณคีรี กรรมการ
4. นายสด แดงเอียด กรรมการ
5. ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ

โดยให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจและหน้าที่ในการตรวจสอบข้อร้องเรียน

1. เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการละเมิดอำนาจสมเด็จพระสังฆราช
2. เรื่องแก้ปัญหาการละเมิดกฎหมายของอธิการบดี และ
3. เรื่องคัดค้านการแต่งตั้งพระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก) เป็นอธิการบดี มมร.

ทั้งนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ประธานได้รับทราบคำสั่งนี้  ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สมเด็จพระธีรญาณมุนี และคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้รับทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว และจะมีการนัดประชุมกันในวันที่ 2 เม.ย.นี้.


ข่าว : ไทยรัฐ
30 มีนาคม 2555

ข่าวเกี่ยวข้อง :

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

ถึงเวลาที่ชาวไทยต้องเลือก เพื่อประวัติศาสตร์ชาติไทย ?

ประวัติศาสตร์ http://www.facebook.com/thaihistory


สีเหลือง http://www.manager.co.th/home/


สีแดง http://www.dmc.tv/



แพ๊คเก็จ "การศาสนา+การเมืองไทย" ในวันนี้

Buy One Get One Free !







เลือกพันธมิตร "ได้" โพธิรักษ์และสันติอโศก








เลือก นปช. "ได้" ธัมมชโยและธรรมกาย


"ทักษิณ+ธัมมชโย" สองบุรุษแห่งยุค ผู้จับมือกันทำงานศาสนาและการเมืองควบคู่กันเหมือนฝาแฝด ตามยุทธวิธี "แยกกันเดิน รวมกันตี" ให้ธรรมกายปฏิวัติพระพุทธศาสนา ส่วนกองกำลังเสื้อแดงนั้นปฏิวัติการเมืองไทย ถ้าทำสำเร็จ ทักษิณได้เป็นอะไร ธัมมชโยได้เป็นอะไร



ลางแห่งความพินาศ ?
                   โดย...วสิษฐ เดชกุญชร  
หมู่นี้พบหน้าใคร  ก็ได้ยินแต่บ่นเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่า กลุ้มหรือวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ที่ดูจะขยับใกล้วิกฤตกาลเข้าไปทุกที ๆ
        ต้นเหตุหรือตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดความกลุ้มหรือวิตกเช่นนี้ ก็คือรัฐบาลและรัฐสภา นั่นแหละครับ 
        ก็คงรู้กันอยู่แล้วว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี  น.ส. ยิ่งลักษณ์เป็นน้องสาวของ (พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องคำพิพากษาจำคุก เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ แล้วหนีโทษไปอยู่ต่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
         และก็คงรู้กันอยู่แล้วเหมือนกันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะ (พ.ต.ท.)ทักษิณ  ส่วนรัฐมนตรีที่เหลือทั้งหลายนั้น ก็ได้เป็นรัฐมนตรีกันก็เพราะ (พ.ตท.)ทักษิณเช่นเดียวกัน
        รัฐบาลนี้จึงเป็นเหมือนรัฐบาลที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง  ส่วน น.ส. ยิ่งลักษณ์นั้น เป็นเพียงผู้ทำการแทน (พ.ต.ท.)ทักษิณ
        ส่วนรัฐสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรนั้น สมาชิกส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ใคร ๆ ก็รู้อีกว่าหัวหน้าพรรคตัวจริงไม่ใช่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ แต่คือ (พ.ต.ท.)ทักษิณ
        ที่ผมว่ารัฐบาลและรัฐสภาเป็นต้นเหตุหรือตัวการใหญ่ ทำให้ชาวบ้านกลุ้มหรือวิตกอยู่ใน ขณะนี้ ก็เพราะพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของรัฐบาลของรัฐสภา  อย่างหนึ่งได้แก่การที่รัฐบาลทั้ง ออกกฎหมาย (รวมทั้งพระราชกำหนด) และทั้งดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างรีบร้อนและรวบรัด ให้ตนสามารถใช้เงินงบประมาณได้เป็นจำนวนมหาศาล
        ในกิจการที่น่าสงสัยว่าจะทำเพื่อเสริม ฐานทางการเมืองของตนให้มั่นคงแข็งแรง มากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เช่น เอาเงิน ๗,๗๐๐ ล้านบาทไปตั้ง “กองทุนเพื่อพัฒนาบทบาทสตรี” (ตัวเลข ๗๗ เท่ากับจำนวนจังหวัด ที่จะได้รับ แจกเงินจังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท) และเอาไปจ่ายชดเชยให้ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์จลาจลเมื่อ เดือนเมษายน ๒๕๕๓
        ซึ่งผู้เสียชีวิตเหล่านั้นส่วนหนึ่งคือผู้ที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติหรือ นปช.ยุยงให้มาชุมนุมเพื่อล้มรัฐบาล  และซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่า นปช.คือองค์กรที่ตั้งขึ้นโดย หรือเพื่อสนับสนุน (พ.ต.ท.)ทักษิณ
        ทางฝ่ายรัฐสภานั้น ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างสอดรับกันที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่ จะให้มีการ “ปรองดอง” กัน แต่ซ่อนเงื่อนไขของการ “ปรองดอง” เอาไว้ว่า จะต้องให้มีการนิรโทษ แก่ผู้กระทำผิดทั้งหมด (แน่นอน รวมทั้ง (พ.ต.ท.)ทักษิณด้วย)
        ในขณะเดียวกัน นอกรัฐสภาและนอกรัฐบาล ก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “นิติราษฎร์” ซึ่ง เรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อันเป็นมาตราที่ว่าด้วยความผิดฐาน หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผุ้สำเร็จราชการแทนพระองค์  โดยอ้างว่า บทบัญญัติในมาตรานั้นจำกัดสิทธิบุคคลตามระบอบประชาธิปไตย
        พฤติการณ์อีกอย่างหนึ่งที่กำลังเป็นไปอย่างหนักข้อและไม่หยุดยั้ง และดูเหมือนว่ารัฐบาลจะ ละเลยหรือไม่สามารถที่จะระงับยับยั้งได้ คือการลบหลู่จาบจ้วงล่วงเกินอย่างหยาบคาย ที่กระทำต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ โดยใช้สื่อทางอินเตอร์ เน็ต
        นอกจากนี้ ก็ยังมีการตั้ง “หมู่บ้านแดง” ขึ้นโดย นปช.ในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ โดย เฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศ โดยใช้ธงแดงเป็นสัญลักษณ์  บางหมู่บ้านเมื่อตั้งขึ้น แล้วก็มีการปลดพระบรมฉายาลักษณ์ลง และเอาภาพของ (พ.ต.ท.)ทักษิณขึ้นประดับแทน
        เมื่อประมวลพฤติการณ์ของรัฐบาล รัฐสภา และกลุ่มอื่น ๆ นอกรัฐบาล และนอกรัฐสภาแล้ว วิญญูชนก็ย่อมแลเห็นแนวโน้มของความวิกฤตครั้งใหญ่ครั้งใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
        น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการปรองดองที่มีนิรโทษกรรมเป็นเงื่อนไขว่า เป็นเรื่องของ “สภา” ที่จะต้องพิจารณา  คำตอบแบบปัดสวะนี้เป็นคำตอบที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ชอบใช้ 
        แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ถ้าสมมติว่าเรื่องการปรองดองเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภาจริง ๆ จะเป็นไปได้หรือที่สมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย จะลงมติไม่รับ ข้อเสนอนั้น
        เพราะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อเข้าสภาและต้องลงมติ พรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องชนะ วันยังค่ำใช่หรือไม่ จึงชอบหรือกระเหี้ยนกระหือกันเหลือเกิน ที่จะให้สภาพิจารณาทุกเรื่อง รวมทั้ง เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ?
        เมื่อดูภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว จึงน่าเชื่อ (และวิตก) ว่าในไม่ช้านี้ การนิรโทษ กรรมเพื่อให้เกิดความ “ปรองดอง” และการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงเกิดขึ้น เพราะเสียงข้างมากในรัฐ สภาเห็นชอบ 
        แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง เราจะได้เห็น (พ.ต.ท.)ทักษิณ เดินทางลอยนวลกลับมายังประเทศ ไทยอย่างคนที่บริสุทธิปราศจากมลทินแน่ละหรือ ?
        สมาชิกพรรคเพื่อไทยมักอ้างเสมอว่า ตนสามารถจัดตั้งรัฐบาลและครองเมืองอยู่ได้ในขณะนี้ เพราะคน ๑๕ ล้านคนลงคะแนนเสียงสนับสนุน แต่คงจะลืมไปว่า คนที่ไม่ได้ลงคะแนนเสียงเลือก พรรคเพื่อไทยนั้นมีถึง ๓๒ ล้านคน  และถ้าจะสมมติว่ามีการนิรโทษกรรมเพื่อปรองดอง และมีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ การนิรโทษกรรมและแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นผลของการยกมือสนับ สนุนของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนเพียง ๒๙๙ คนเท่าน้ัน ไม่ใช่เสียงของคน ๑๕ ล้านคน 
        และจะรู้หรือแน่ใจได้อย่างไรว่า คนอีก ๓๒ ล้านคนจะเห็นด้วย กับการนิรโทษกรรมและ ล้างมลทิน (พ.ต.ท.)ทักษิณ และกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ?
        (พ.ต.ท.)ทักษิณจะกล้าพอที่จะกลับเข้ามาเผชิญหน้าคนที่ไม่ยอมรับมติของรัฐสภาหรือ ? (พ.ต.ท.)ทักษิณจะรู้สึกสนิทใจในความบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทินของตนเองหรือ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าได้มา เพราะพรรคพวกของตนเองในสภายกมือให้แต่ฝ่ายเดียว ?
        ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือความแตกร้าวในบ้านเมืองที่ยังประสานไม่ได้ และการเผชิญหน้า กันระหว่างผู้ที่สนับสนุน (พ.ต.ท.)ทักษิณกับผู้ที่ไม่ยอมรับ (พ.ต.ท.)ทักษิณ ที่แต่ละข้างมีจำนวน เป็นสิบ ๆ ล้าน
        นี่คือลางแห่งความพินาศ และถ้าหากเป็นความพินาศของบ้านเมือง ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบ อย่างแน่นอนก็คือ (พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร.
000000000
หลายเสียงที่ดังๆ ในสื่อกระแสหลัก มักจะคิดว่าคู่ขัดแย้งคือพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง คนเสื้อสีอื่น
แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่คือความขัดแย้งระหว่างการกระทำผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย
การพยายามทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย
การไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล และไม่ยอมเข้าสู่กะบวนการยุติธรรม
การใช้พวกมากลากไปโดยอ้างผลการเลือกตั้ง ในสภาผู้แทนฯ
ซึ่งนั่นมิใช่คู่ขัดแย้งที่แท้จริง
แต่คู่ขัดแย้งที่ไม่สามารถปรองดองกันได้คือ....
ความดีกับความเลว
หรือการทำสิ่งผิดให้เป็นสิ่งถูกโดยใช้เสียงข้างมาก
ซึ่งสิ่งนี้มันขัดหลักคุณธรรม จริยธรรมซึงเป็นหลักยึดเหนี่ยวของสังคม

สัญญาประชาคมที่เป็นประชาธิปไตยให้อำนาจเสียงข้างมากแต่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงกุลของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม
การได้อำนาจนิติบัญญัติและบริหาร มิใช่หมายความว่าจะไปก้าวก่ายอำนาจตุลาการได้...
นี่ต่างหากที่เป็นคู่ขัดแย้งที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเท่านั้น
แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งของประชาชนที่มีความเชื่อหลากหลาย
หากไม่ใช้เรื่องคุณธรรมจริยธรรมและกฎหมายให้ทำหน้าที่คงปรองดองลำบาก
ความปรองดองคือการเห็นพ้องต้องกัน ไม่ใช่การลงมติใช้เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน เพราะคุณธรรมจริยธรรมตัดสินกันด้วยหลักการและเหตุผล
หากใช้พวกมากในสภาลากไป...
อย่าหวังว่าประเทศนี้จะมีความปรองดอง
เพราะพวกมากในสภานั้นหาใช่ "พวกมาก" ที่แท้จริง

แต่เป็นพวกมาก 15 ล้านเสียงที่เป็นเสียงส่วนน้อยของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ
หรือใครจะเถียง !
แคน ไทเมือง

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

กรรมการมหาเถรสมาคมทั้งนั้นที่ไปนั่งหัวโด่เป็นบริวารของธัมมชโย

ทะลุเป้า !
ยิ่งลักษณ์ "เปิด" ยงยุทธ "ปิด"
โครงการตักบาตร "พระล้านรูป" ของธรรมกาย







มีพระผู้ใหญ่รูปไหนบ้างที่ยังไม่ได้ไป







มีคนสำคัญในรัฐบาลคนไหนบ้างที่ยังไม่ได้ไป







มีพระเณรรูปไหนในกรุงเทพฯบ้างที่ยังไม่ได้ไป

 

อา ! ประเทศไทยกลายเป็น The State of Dhammakaya ไปอย่างเป็นทางการแล้ว เพราะรัฐบาลไทยร่วมมือกับวัดพระธรรมกายจัดงานใหญ่กว่ามหาเถรสมาคมโดยเชิญกรรมการมหาเถรสมาคมมาเป็นพระอันดับให้ธัมมชโย ที่สำคัญก็คือ สามารถนำเอาพระปางธรรมกายมาตั้งเด่นเป็นสง่ากลางกรุงเทพมหานครไว้แทบทุกจุด เว้นแต่หน้าวัดพระแก้วและหน้าวัดบวรนิเวศวิหารเท่านั้นที่ยังไม่ได้ตั้ง แต่ครั้งต่อไปก็ไม่แน่ เพราะว่าวันนี้ไม่มีใครฉุดธัมมชโยอยู่แล้ว เสือติดหล่ม ช้างติดปลัก พอพ้นชนักก็ย่อมบินปร๋อ เหมือนมังกรพ้นหนอง มีหรือจะจับอยู่แค่ยอดไผ่ ต้องบินไกลไประดับยอดเมฆินทร์โน่น จริงไหมจ๊ะท่านธัมมชโย อภิมหาอำนาจในคณะสงฆ์ไทย




แพ๊คเก็จ "การศาสนา+การเมืองไทย" ในวันนี้

Buy One Get One Free !





เลือกพันธมิตร "ได้" โพธิรักษ์และสันติอโศก






เลือก นปช. "ได้" ธัมมชโยและธรรมกาย




"ทักษิณ+ธัมมชโย" สองบุรุษแห่งยุค ผู้จับมือกันทำงานศาสนาและการเมืองควบคู่กันเหมือนฝาแฝด ตามยุทธวิธี "แยกกันเดิน รวมกันตี" ให้ธรรมกายปฏิวัติพระพุทธศาสนา ส่วนกองกำลังเสื้อแดงนั้นปฏิวัติการเมืองไทย ถ้าทำสำเร็จ ทักษิณได้เป็นอะไร ธัมมชโยได้เป็นอะไร อุ๊ย ขอแสดงความดีใจล่วงหน้าจ๊ะโยม


ภาพ : DMC
2
7 มีนาคม 2555



สร้างพระพุทธรูปฉลองพุทธชยันตี !
ใช้ "หลวงพ่อเมตตา-พุทธคยา" เป็นแม่แบบ



หลวงพ่อเมตตา
พระประธานในพระเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย






ท่านเจ้าคุณเอื้อนไม่เสนอเอาองค์นี้เป็นแม่แบบเหรอฮะ
เพิ่งได้เป็นประธานงานฉลองพุทธชยันตีตักบาตรล้านรูปเชียวนา

 
วันที่ 26 มี.ค. ที่อาคารอเนกประสงค์พุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) มีการประชุมระดมความคิดเห็นการจัดกิจกรรมงานฉลองพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยมีนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ทั้งนี้นายสมเกียรติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อต้องการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้แทนทางองค์พระพุทธศาสนาว่าในกิจกรรมงานฉลองพุทธชยันตี จะมีการจัดกิจกรรมอะไรบ้าง จากนั้นจะมีการรวบรวมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองพุทธชยันตี ซึ่งมี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 29 มี.ค.นี้

นายสมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้นายนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) ยังมีแนวทางที่จะให้มีการจัดสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งปีพุทธชยันตี โดยกำหนดว่าจะจำลองมาจากพระพุทธเมตตาที่ประดิษฐานอยู่ที่พระมหาโพธิเจดีย์ ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยจะมีการจัดสร้างทั้งหมด 10 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานยังพุทธมณฑลจังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ โดยจะคัดเลือกมาภูมิภาคละ 2 จังหวัด เพื่อนำพระพุทธรูปดังกล่าวไป

ประดิษฐานภูมิภาคละ 2 องค์ ทั้งนี้ยังไม่มีการกำหนดขนาดของพระพุทธรูป แต่นายนิวัฒน์ธำรงต้องการที่จะให้มีการสร้างเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อเป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกับการสร้างพุทธมณฑล และพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พระประธานพุทธมณฑล เมื่อครั้งครบรอบ 2500 ปี ของพระพุทธศาสนา



เกณฑ์ยิ่งลักษณ์ให้เป็นพุทธศาสนิกชนตัวอย่าง !
ให้หัดตักบาตรทุกเช้าวันพระ
"เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พุทธศาสนิกชน"

เอ้อเฮอ ! เพิ่งคิดได้เหรอครับไอเดียนี้น่ะ ดูภาพด้านล่างนี้สิ วัดพระธรรมกายเขาดึงยิ่งลักษณ์ไปใส่ชุดธรรมกาย ก็กลายเป็นพลีเซ็นเตอร์ให้ใครล่ะครับ แล้วงานตักบาตรล้านรูปที่ผ่านมาน่ะ ใช้พระพุทธรูปอะไรมาตั้งเป็นประธานกลางกรุงเทพฯพระแก้วมรกต พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธชินราช หรือพระธรรมกาย พูดออกมากลางที่ประชุมแบบนี้มันไม่ขายขี้เท่อหรือไง เพราะงานที่ผ่านมาน่ะ ก็กรรมการมหาเถรสมาคมทั้งนั้นที่ไปนั่งหัวโด่เป็นบริวารของธัมมชโย แล้ววันนี้จะมาสร้างเอกลักษณ์อัตลักษณ์ มันไม่สายไปเหรอ หรือว่าต้องรอให้ปิดถนนทั่วกรุงเทพฯเป็นรอบที่สอง ?




แหมขนาดงานพุทธชยันตี 2600 ปีมีครั้งเดียว แม่คุณยังไม่ว่างเลย แล้วนี่จะให้ตื่นตักบาตรทุกวันพระเชียวเหรอ ภารกิจของนายกรัฐมนตรีมิได้มีแค่เรื่องพระเรื่องเจ้านะคะ


ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมยังมีการเสนอกันว่าการจัดงานเฉลิมฉลองพุทธชยันตี ควรจะมีการจัดอย่างต่อเนื่อง โดยให้ใช้ช่วงเวลากำหนดการจัดงานนี้ซึ่งกำหนดไว้เป็นวันที่ 29 พ.ค.-4มิ.ย. เป็นจุดเริ่มในการจัดงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี พร้อมกับมีการเสนอว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ควรจะเป็นแบบอย่างในการเข้าทำบุญทุกวันพระ จะช่วยให้การส่งเสริมกิจกรรมพุทธชยันตีมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งยังจะทำให้ประชาชนสนใจพระพุทธศาสนามากขึ้นด้วย


ข่าว : เดลินิวส์
2
8 มีนาคม 2555




รับเป็นคดีพิเศษ !
กระบวนการค้ายาซูโดอีเฟดริน
อุ๊ยตาย วัดพระธรรมกายเพิ่งออกมาปฏิเสธหยกๆ ว่าไม่เกี่ยวข้อง แล้วนี่สอบไปถ้าเกี่ยวข้องแล้วจะทำอย่างไร ข่าวว่ามีการค้าเป็นขบวนการใหญ่ เพราะใช้เป็นสารผลิตยาเสพติด




ดีเอสไอ แถลงข่าว รับคดีสำคัญจำนวน คดี เข้ามาดำเนินการเป็น "คดีพิเศษ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ ร่วมกันแถลงข่าวรับคดีสำคัญจำนวน คดีเข้ามาดำเนินการเป็นคดีพิเศษ ได้แก่ คดียาซูโดอีเฟดรีนที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด คดีแก๊งค์ค้าอาวุธสงครามแลกยาเสพติดที่จังหวัดเชียงราย คดีทุจริตทำบัตรประชาชนปลอมให้กับพวกโรฮิงญา ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และคดีทุจริตการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่เขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมิชอบ ที่ห้องแถลงข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม



ข่าว : มติชน
2
8 มีนาคม 2555

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง :






ข้อมูลพระอดิศักดิ์ วิริยะสักโกเป็นหนี่งใน 3 ผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย


สัมภาษณ์พิเศษ พระอดิศักดิ์ วิริยสกโก 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งธรรมกาย (2542)

พอดีได้ลิ้งค์นี้มา แต่ยังไม่ได้อ่าน เลยเอามาโพสต์ไว้ก่อนเผื่อใครยังไม่เคยอ่าน เพราะกลัวต้นฉบับหายน่ะ....  ตีแผ่แฉวัดจานบิน DMC: Detroit Metal City เอ๊ย ดำมะชาแน่วววววว.... ช่องที่มีเจ้าอาวาส Alien ออกมาพูดให้บริจาคทำบุญ สลับกับ MV ปัญญาอ่อน ตลอดวัน  (บาปมั๊ยเนี่ยด่ามะนาวต่างดุ๊ดเนียะ???)

ต้นฉบับจาก *http://rabob.tripod.com/siamturakij4.htm
หนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจ 
คู่ มื อ ธุ ร กิ จ หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายสัปดาห์ที่มียอดสมาชิกผู้อ่านประจำสูงสุด
ฉบับที่ 211 ปีที่ 5 วันที่ 27 ธ.ค. 2541 - 2 ม.ค. 2542
พระอดิศักดิ์ วิริยะสักโกเป็นหนี่งใน 3 ผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย อดีตมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอา 
วาสและเหรัญญิก ซึ่งได้เปิดใจกับ"สยามธุรกิจ"เกี่ยวกับกรณีอื้อฉาวของวัดพระธรรมกาย 
สยามธุรกิจ พฤติกรรมของวัดพระธรรมกายจุดหลัก ๆ ที่อาจารย์มองเห็นว่าไม่ถูกต้อง 
แยกออกเป็นประเด็นอะไรได้บ้าง 
พระอดิศักดิ์ : แยกแยะออกได้คือ ประเด็นเทคนิคการสอนของวัดพระธรรมกายเป็นเทคนิคที่ 
พยายามจะเร่งเร้า เรี่ยไรบอกบุญในรูปแบบของบริษัท รูปแบบของธุรกิจมากกว่าที่จะสร้างศรัท 
ธาให้คนเห็นความสำคัญของการทำบุญด้วยจิตใจ 
การเรี่ยไรนั้นจัดเป็นขบวนการ มิใช่เป็นการบอกบุญธรรมดา แต่พยายามไปเซ้าซี้ พยา 
ยามที่จะไปทำให้ชาวบ้านเกิดความรำคาญและเกิดความเกรงใจแล้วก็ทำบุญกันมา
ซึ่งทำให้ 
ชาวบ้านเดือดร้อน แม้กระทั่งเขาไม่มีเงินก็ไปทำให้เขาเกิดความงมงาย ไปกู้ยืมเงินมาเป็นหนี้ 
เป็นสิน 
ซึ่งมันผิดหลักของพุทธศาสนา ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นการเผยแพร่ใน 
ทางที่ผิด 
อีกประการหนึ่งก็คือว่า การเผยแพร่พุทธศาสนาแทนที่จะเผยแพร่พุทธศาสนาให้ลึกซึ้ง ให้ 
เกิดความสงบ ให้เกิดความสุข
กลับตรงกันข้าม เป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาออกไปให้คนเกิด 
ความโลภยิ่งขึ้น คือเร่งเร้าให้เขาทำบุญเพื่อแลกกับนิพพาน แลกกับสวรรค์ ยิ่งทำบุญมากเท่าไหร่ 
ยิ่งได้สวรรค์ใหญ่โตมากเท่านั้น ซึ่งมันผิด 
สยามธุรกิจ : เขาบอกว่าเขาไม่ได้บังคับในเรื่องการทำบุญ 
พระอดิศักดิ์ : คือเขาพูดนะพูดได้ แต่การปฏิบัติมันไม่เหมือนคำพูด 

สยามธุรกิจ : เพราะฉะนั้นการที่มาพูดว่า เข้าถึงธรรมกายแล้วสามารถสื่อสารกับพระพุทธเจ้า 
ในอายตนะนิพพานเป็นเรื่องไม่จริง 
พระอดิศักดิ์ : ล้วนเป็นเรื่องที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการยกย่องตนเอง เป็นเรื่องของ 
การสร้างสัญลักษณ์ให้กับตนเอง ว่าเป็นผู้วิเศษ 
สยามธุรกิจ : คิดว่าเขาเข้าใจผิดหรือเจตนาที่จะหลอกลวง 
พระอดิศักดิ์ : เป็นทั้ง 2 สองอย่างนั่นแหละ คืออันที่หนึ่งก็คือว่าหลงไป จิตวิปลาสไป อีกอย่าง 
หนึ่งก็คือต้องการให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง คือต้องการความยิ่งใหญ่ในทางพระพุทธ 
ศาสนา ยิ่งใหญ่ในทางโลก ในทางอำนาจและในทางเงินตรา 
สยามธุรกิจ : คิดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ามั้ย 
พระอดิศักดิ์ : คือ เขาคิดว่าเขาเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด เขาเป็นหัวหน้าของพระพุทธ 
เจ้าทั้งหมดบนพระนิพพาน 
สยามธุรกิจ : ตรงนี้เขาเคยแสดงออกให้อาจารย์เห็นหรือไม่ 
พระอดิศักดิ์ : ตรงนี้เขาเคยประชุมสานุศิษส์จำนวนมากที่เขาต้อน หรือพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมดึง 
ขึ้นไปดอยสุเทพ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเศรษฐีณีที่เขาสอบประวัติอย่างแน่นอนแล้วว่า คนเหล่านี้มีทรัพย์ 
สมบัติมหาศาล แล้วคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เขาจะส่งสาวกไปทาบทามไว้ล่วงหน้าแล้ว มีจุดอ่อนจุดแข็ง 
ที่ไหนอย่างไร
แล้วก็พยายามที่จะโน้มน้าวให้คนเหล่านี้เกิดศรัทธาให้เห็นว่าเขา เป็นหัวหน้า 
ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีสิทธิ์มีเสียงมีอำนาจเต็มบริบูรณ์ที่จะสั่งพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ทำอะไร 
ก็ได้ มีสิทธิ์ที่จะลงโทษพระพุทธเจ้าได้ 
สยามธุรกิจ : คุณไชยบูรณ์คิดแผนการอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อไร 
พระอดิศักดิ์ : แกคิดแผนการนี้ตอนที่ไปอยู่ที่นั่นแล้วที่คลองสอง แกคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าพระ 
พุทธเจ้า เมื่อถึงตรงนี้เราพูดได้เลยว่าสำหรับคุณไชยบูรณ์หรือวัดธรรมกาย เราไม่ต้องมานั่งถก 
เถียงกันเลยว่าหลักธรรมมันเป็นพุทธหรือเปล่า มันพูดได้เลยว่า มันเป็น 18 มงกุฎดี ๆ นี่เองมัน 
คงเกิน 18 แล้ว
 มันวิปริตไปแล้วจากพุทธศาสนา เป็นเพียงแค่มาอาศัยพุทธศาสนาหากินเท่านั้น 
เอง 
สยามธุรกิจ : นอกจากพยายามสร้างภาพตัวเองว่าเป็นหัวหน้าพระพุทธเจ้าแล้ว ที่หลัก ๆ และที่ 
น่าเกลียดมาก ๆ มีอะไรอีก 
พระอดิศักดิ์ : น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ การเย้าแหย่สีกา เช่น เจอสีกาที่สวยๆ ถูกใจก็จะเย้า 
แหย่แหมวันนี้นะคุณแดง (สมมุติชื่อ) แก้มแดง น่าหยิก แหมหูสวย หน้านวล จมูกโด่ง คือชมกัน 
แบบชายหนุ่มเกี้ยวหญิงสาว มันก็เหมือนหมาหยอกไก่นั่นแหละ
ก็เคยมีคนมาสารภาพให้อาตมาฟัง 
ว่ามันติด เข้าใกล้แล้วมันลืมโลกไปเลย แล้วก็มีเรื่องเยอะแยะเกี่ยวกับสีกา ซึ่งอาตมาตอนอยู่ที่นั่น 
เป็นคนคอยกันสีกาออกไป แล้วก็พบเรื่องสีกาแย่งกันไปแย่งกันมา ถึงกับทะเลาะเบาะแว้งกัน 
บางคนก็มาร้องห่มร้องไห้ 
อาตมาก็ไล่ออกไปหลายคน เพราะว่าอาตมาจับหลักฐานได้ ถึงขั้นสีกานั้นเขียนจดหมาย 
มาสารภาพ คือคนๆนี้เป็นคนวิปริตโดยบริบูรณ
์ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ใดๆก็ตาม ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่ง 
เขียนมาสารภาพถึงความยิ่งใหญ่และความเก่งของตนเอง ซึ่งหมายถึงหลังจากมีการประพฤติผิดกัน 
aacute;ล้ว ให้เขียนจดหมายมาว่าคนนี้เก่งอย่างโน้นอย่างนี้ อาตมาก็จับจดหมายได้ 
สยามธุรกิจ : เหตุการณ์นี้ปีพ.ศ.อะไร 
พระอดิศักดิ์ : ประมาณพ.ศ.2524-25 
สยามธุรกิจ : สีกาคนนี้มีสามีหรือไม่ 
พระอดิศักดิ์ : มีสามีมีลูก 2 คน ฐานะอยู่ในขั้นปานกลางค่อนข้างดี ไม่ถึงกับเป็นเศรษฐีณี แต่เขา 
สวย ไม่ใช่สีกาอี๊ด 
สยามธุรกิจ : อยากให้ท่านเรียบเรียงความเกี่ยวข้องกับสีกาตั้งแต่เริ่มต้นมา ใครเป็นคนแรก 
พระอดิศักดิ์ : คนแรกถ้านับจากสมัยชีวิตเขาเป็นฆราวาส เยอะเหลือเกินหลายคน แต่สมัยนั้น 
อาตมาก็ไม่เชื่อนึกว่าผู้หญิงพวกนี้มันบ้า เห็นผู้ชายหล่อไม่ได้ ตามตื้อ มาร้องห่มร้องไห้ เขาก็บอก 
เขาไม่มีอะไร ผู้หญิงมันบ้าเอง เราก็เลยช่วยกันกีดกันออกไปหลายรายทีเดียว 
ตอนสมัยฆราวาสเขาก็เคยมาเล่าให้ฟังว่า เขาเคยพาผู้หญิงไปทำมิดีมิร้าย จนกระทั่งเขา 
บวชแล้วซัก 1-2 พรรษาโรคมันก็กำเริบ จนถึงกับต้องให้ชิดชัยที่บวชเป็นพระในภายหลังพาไป 
หาหมอ โรคมากำเริบหลังจากบวชแล้ว ต่อๆมามีผู้หญิงที่แวะเข้ามาเยอะ เมื่อเป็นพระแล้วเขาก็ 
รูปหล่อ ผู้หญิงคนที่สำคัญที่สุดคือคนที่จับจดหมายได้ แต่อาตมาไม่ได้เก็บหลักฐานไว้ ก็สีกาตุ๊นี่แหละ 
คือมีสามีและมีลูกแล้ว เขาบอกว่าเขาไม่เคยมีความสุขมีลูก 2 คนแล้วยังไม่เท่ากับนายไชยบูรณ์ 
เลย 
สีกาตุ๊เข้ามาในเวลาใกล้เคียงกับสีกาอี๊ด ต่างคนต่างมา มาแล้วก็เลยมาชิงรักหักสวาทกัน 
เดิมทีก็บอกว่ามาช่วยงานวัด แต่ในที่สุดก็มาช่วยเป็นเจ้าของวัด เกิดความเสื่อมเสียมาก อาต 
มาก็เลยกันสีกาตุ๊ออกไป ในที่สุดสามีเขาก็รู้ข่าว ก็เลยเลิกไป เนี่ยคือทำให้ครอบครัวเขาแตก 
สยามธุรกิจ :สีกาตุ๊มาพัวพันอยู่นานมั้ย 
พระอดิศักดิ์ :ก็สัก 2-3 ปีได้ เป็นสีกาที่เด่นที่สุด สีกาอี๊ดมาในยุคใกล้ๆกัน สีกาตุ๊ชัดกว่า แต่ว่าใน 
ภายหลังสีกาอี๊ดก็ชัดมาก 
สยามธุรกิจ : สีกาอี๊ดเกี่ยวข้องธุรกิจมากเหลือเกิน 
พระอดิศักดิ์ : เท่าที่อาตมาอยู่ที่นั่น การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ปีๆหนึ่ง ทอดผ้าป่าหลายครั้ง 
ทอดกฐินอยู่ 1 ครั้ง เงินแต่ละครั้งได้มาทีหลายสิบล้าน แล้วก็เอาธนาคารกสิกรไทย สำนักงาน 
ใหญ่มาทั้งสำนักงานเลย เรายกอาคารให้ 1 หลัง อาคารหลังใหญ่ แค่เช็คเคลียร์ตัวเลขอย่าง 
เดียว ไม่นับแบงก์นะ ตั้งแต่เช้ามืด ยันเที่ยงคนไม่จบ ไปจบเอาวันรุ่งขึ้น คือ วันจันทร์ 
เงินทั้งหมดในนามของมูลนิธิ เดิมทีใช้คำว่ามูลนิธิธรรมประสิทธิ์ ต่อ ๆ มาเป็นมูลนิธิ 
ธรรมกาย เงินนี้เข้าแบงก์กสิกรไทยในวันนั้น แล้วก็กระจายทันทีไปตามแบงก์ต่าง ๆ ทั้งหมดกระ 
จายออกไปในนามของแบงก์ต่างๆ เสร็จแล้วก็ย้อนกลับเข้ามาในแบงก์กรุงเทพอีกที รู้สึกจะเป็นสา 
ขาแถวสะพานควายในนามของสีกาอี๊ด จากสีกาอี๊ดก็กระจายออกไปอีกในนามของบริษัทต่าง ๆ 
สีกาอี๊ดเป็นหน้าฉากของนายไชยบูรณ์ กระจายออกไปตามแบงก์ต่างๆ คือพูดง่าย ๆ ทำให้ 
ระบบการเงินสับสน หาตัวเลขไม่เจอ ติดตามได้ลำบาก 
สยามธุรกิจ : ทำไมสีกาอี๊ดถึงได้รับการยอมรับอย่างสูง 
พระอดิศักดิ์ : จริง ๆแล้วคน ๆ นี้เป็นคนใจกล้า เป็นนักธุรกิจขายยา อะไรต่าง ๆ ให้กับทาง 
หน่วยราชการ ให้กับโรงพยาบาล ขายทั่วๆไปแม้กระทั่งขายอาวุธ
 เป็นนายหน้าติดต่อ เพราะฉะ 
นั้นคน ๆนี้พูดเก่ง หน้าตาก็ไม่ได้สวย แต่พูดเก่งและใจกล้า กล้าทำทุกเรื่อง จนกระทั่งไชยบูรณ์ก็ 
Ecirc;นใจความกล้า 
แรก ๆ ก็เข้ามาเป็นสานุศิษย์ เบ็ดเสร็จแล้วในที่สุดก็ยกระดับฐานะตัวเอง เขาบอกเขา 
เป็นทุกอย่างของไชยบูรณ์ เขามากับสามี สามีก็เป็นลูกศิษย์ด้วย คือเขาเป็นคนพาสามีเข้าวัด 
แล้วก็เป็นคนชักจูงสามีทุกเรื่องราว ในที่สุดพอเขามายุ่งกับตัวเงินมากเข้า เขาก็กลัวว่าสามีจะ 
ติดร่างแหของความทุจริต อาจจะถูกสอบ เพราะสามีเป็นข้าราชการ ก็เลยทำนิติกรรมหย่าร้างกัน 
ก็ยิ่งสนุกใหญ่ แล้วก็กลับไปใช้นามสกุลเดิม แต่จริง ๆ แล้วเขาก็ยังอยู่กับสามี
 

สยามธุรกิจ : ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับคุณไชยบูรณ์ สามีทราบหรือไม่ 
พระอดิศักดิ์ : สามีคงไม่ทราบเพราะว่าสามีเข้าใจว่าภรรยาตัวเองเก่ง 
สยามธุรกิจ : ธุรกิจหลัก ๆ ของคุณไชยบูรณ์โดยสีกาอี๊ดช่วงนั้นมีอะไรบ้าง 
พระอดิศักดิ์ : มีค้าน้ำมันอีสานกับสีกาอี๊ด จริง ๆ แล้วเป็นการค้าขายกับคุณวาสนา แต่เลิกค้ากันไป 
ค้ากันมาเจ๊งยับเยิน คุณวาสนาเห็นว่าไอ้บริษัทนี่เหลือแต่ชื่อกลวง ๆ แล้ว ก็ยกย่องสีกาอี๊ดขึ้นมาเป็น 
ผู้จัดการ ช่วงนั้นเข้าใจว่า หมดไปเป็นพัน ๆ ล้าน 
สยามธุรกิจ : ธุรกิจจัดสรรที่ดินทำกันอย่างไร 
พระอดิศักดิ์ : สีกาอี๊ดเป็นคนจัดการ กว้านซื้อที่ดินรอบบริเวณวัด บุกรุกป่าทำสารพัดก็อาศัยสีกาอี๊ด 
เป็นคนวิ่งเต้นขึ้นเหนือลงใต้ทุกอย่าง เป็นตัวจักรเด่นชัดที่สุด คนอื่นเป็นเพียงแต่ฉากประกอบ 
สยามธุรกิจ : ช่วงหลังสีกาอี๊ดห่างเหินไปจากวัดธรรมกาย 
พระอดิศักดิ์ : ช่วงระยะสั้นๆ เนื่องจากมีสีกาอีกคนหนึ่งเข้ามา สีกาเมียเสี่ยพ.เข้ามาทั้งรูปสวย 
รวยทรัพย์ สมบัติมหาศาล นายไชยบูรณ์หลงไประยะหนึ่ง พาไปไหนต่อไหนด้วยกัน จนกระทั่งสีกา 
Iacute;ี๊ดทนไม่ได้เพราะมีคนเห็นไปกัน 2 ต่อสองที่เชียงใหม่ ถึงขั้นมาคาดคั้นนายไชยบูรณ์ นายไชย 
บูรณ์บอกว่าไม่จริง ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้ในที่สุดเขาก็อ้างพยานได้ว่ามีคนเห็นไปอยู่ด้วยกันสองต่อ 
สอง ที่ไหนอย่างไร จนในที่สุดจนด้วยหลักฐาน พยานบุคคล 
สีกาอี๊ดโกรธมากถามว่าจะเลือกใครระหว่างคนนั้นกับตน คนนั้นมีเงินมากมายมหาศาลและ 
สามีตายแล้ว นายไชยบูรณ์เขาบอกว่าเขาเลือกคนนั้น สีกาอี๊ดโกรธมาก นายไชยบูรณ์เป็นคน 
หวาดระแวงว่า ตายจริงธุรกิจทั้งหมดอยู่ในมือของสีกาอี๊ดหมดเลย ก็เลยให้คนปลอมลายเซ็นต์ 
ของสีกาอี๊ด โอนกิจการกลับคืนมาหมด ได้ข่าวว่าถึงขั้นฟ้องร้องกันว่าปลอมลายเซ็นต์ ในที่สุดนาย 
ไชยบูรณ์เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาแล้วก็เลยออกมาโอ๋สีกาอี๊ด ทุกอย่างก็เงียบไปเพราะเขามี 
วาทะศิลป์ดี 
สยามธุรกิจ : โอนธุรกิจกลับมาอยู่ในมือใคร 
พระอดิศักดิ์ : ตอนนั้นไม่ทราบว่า กลับมาอยู่ในมือใคร คงอยู่ในมือของสาวกคนอี่น แต่ความที่เขา 
ไม่ไว้ใจใครเลย ฉนั้นพอมีปัญหาที่เขาแสวงหาเหมืองทอง เพชรนิลจินดาแถวพิษณุโลก พิจิตร 
เพชรบูรณ์หลายแห่งในย่านนั้น เขาก็บอกแถวนั้น หยกชั้นหนึ่ง มรกตก็มีอะไรก็มี เขาไปสืบเสาะ 
มาหมดเลยในช่วงนั้นประมาณ ปีพ.ศ. 2528 ได้ คุณไชยบูรณ์เล่าให้อาตมาฟังว่า เมืองไทย 
อุดมสมบูรณ์มาก มีเพชรนิลจินดา พวกมรกตชั้นหนี่ง พวกเหมืองทองแถวพิษณุโลกหรือที่อี่น ๆ เต็ม 
ไปหมด แล้วก็บอกว่า คนอื่นจะยึดเลยยึดเสียเอง ความที่เขาไม่ไว้ใจใคร การซื้อที่ ซื้อเหมืองจึง 
ใช้ชื่อเขา จึงเป็นเรื่องขึ้นมาให้เห็น 
สยามธุรกิจ : ตกลงสีกาอี๊ดยังไม่ใช่อดีต 
พระอดิศักดิ์: ได้ข่าวว่ายังเป็นปัจจุบันอยู่ 

สยามธุรกิจ:แสดงว่าปัจจุบันยังมีหลายคน มีสีกาอี๊ด เมียเสี่ย พ. 
พระอดิศักดิ์: และคุณวิชญา หรือนัส คนนี้เป็นเจ้าแม่ที่นั่นเลย และสีกา ส.ที่ทำบริษัทจิวเวอร์ 
หลายคนที่เดียว 
สยามธุรกิจ : แล้วกรณีแม่ชีจันทร์สถานะในวัดเป็นอย่างไร 
พระอดิศักดิ์ : จุดเริ่มต้นจริงๆ ต้องไปกล่าวย้อนถึงในสมัยโน้นตอนที่นายไชยบูรณ์ เป็นนิ 
สิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แกก็ไปอ่านวิปัสนาบันเทิงสารของแม่ชีวรมัย กบิลสินธ์ ซึ่งเขียนว่าวัด 
ปากน้ำมีแม่ชีปฏิบัติธรรมมะ และมีคุณวิเศษเกิดขึ้น และแกก็เขียนเป็นวิปัสนาบันเทิงสารซึ่งเราก็ 
ต้องเข้าใจว่า มันมีลักษณะเป็นนิยายอิงความจริงบ้าง เขาบอกว่ามีแม่ชีเหาะขึ้นไปบัดระเบิดบ้าง และอ้างถึงว่ามีแม่ชีไม่รู้อ้างถึงชื่อรึเปล่าไม่ทราบ อาจจะอ้างถึงแม่ชีจันทร์ขึ้นไปบัดระเบิด เสร็จ 
แล้วนายชัยบูรณ์จึงเกิดติดอกติดใจแบบเด็กหนุ่มยังเรียนหนังสืออยู่ ก็รีบเลยเพราะอยากจะเป็นผู้วิ 
เศษบ้าง ก็มาวัดปากน้ำ 
และถามหาแม่ชีจันทร์ ก็เจอแม่ชีคนหนึ่งซึ่งผอมหน้าตาก็เป็นแม่ชีบ้านนอก 
พูดจาไม่ค่อยชัดหนังสือก็อ่านไม่ออก ก็มีความรู้สึกว่าคนนี้บริสุทธิ์ดี ก็ถามหาแม่ชีจันทร์ที่เขาบอกว่า 
บัดระเบิดได้ ยายนี่ก็เลยสวมรอย ว่าฉันนี้คือแม่ชีจันทร์แล้วก็ไม่มีสอบประวัติใด แล้วก็กราบก้น 
โด่ง ในที่สุดก็ยกย่องเป็นครูบาอาจารย์ สอนสมาธิ สอนต่างๆ และแกก็รับสมอ้างเป็นศิษย์เอกวัด 
หลวงพ่อปากน้ำ 
จริงแล้วแม่ชีจันมีจริงแต่ตายไปแล้ว
ถ้าอยู่ป่านนี้ก็อายุ 100 กว่าแล้ว แม่ชีจันทร์ท่าน 
เก่งจริงๆ เป็นที่ยกยอ่ง แต่แม่ชีนี้ก็เก่งเหมือนกันคือ ตอแหล คือ อยากดัง ก็เลยร่วมมือกับนายชัย บูรณ์ นายเผด็จ เขียนนวนิยายปัดระเบิดปรมาณูไปลงที่ฮิโรชีม่า กับนางาซากิ อาตมาก็อยากจะ ถามว่าถ้ามีความสามารถทำได้ ไม่รู้หรือว่าระเบิดนั้นฆ่าคน 
ได้ แล้วเมื่อปัดไปลงที่นั้น มีคนตายเป็นแสนๆ คน แกไม่เกิดความสลดใจบ้างหรือ แทนที่จะเป็น 
เช่นนั้นกลับชื่นชมกันใหญ่
มีความรู้สึกว่ายิ่งใหญ่เหลือเกินที่ฉันสามารถปัดระเบิดไปลงที่นั่นคนตาย 
กันเกลื่อน คนที่มีคุณธรรมเนี่ยที่มีธรรมะอยู่ในใจควรจะสังเวชต่อบาปกรรมที่ตัวเองทำหรือไม่ 
แต่ถ้าทำไม่ได้แสดงว่า นี่คือนวนิยายโกหกตอแหล เพื่ออะไรเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ เพื่อ 
สร้างทรัพย์สมบัติ สร้างเงินสร้างทอง เกียรติยศให้กับตนเอง นี่คือความเท็จเป็นการหลอกลวง 
ชาวบ้าน 
สยามธุรกิจ : โดยส่วนใหญ่แล้ว ธุรกิจของเขาเป็นอย่างไรบ้าง 
พระอดิศักดิ์ : ธุรกิจของเขาเป็นธุรกิจสวมรอยชาวบ้าน ได้มาฟรี ๆ 
สยามธุรกิจ : แล้วส่วนที่ผันเงินของวัดไปทำธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง 
พระอดิศักดิ์ : เจ๊ง เจอวิบัติหมด เช่น น้ำมันอีสานหมดเป็นพัน ๆ ล้าน หรือที่เอาไปปั่นหุ้นใน ตลาดหลักทรัพย์ ลูกศิษย์ของอาตมาเล่าให้ฟังว่า หมดไปประมาณ 2 หมื่นล้าน 
สยามธุรกิจ : จุดเริ่มการเล่นหุ้นพอจะลำดับความได้อย่างไร 
พระอดิศักดิ์ : เดิมที มีการเล่นหุ้นน้ำมันของแม่ชม้อย นายไชยบูลย์เป็นหัวคิว เชียร์ลูกน้องให้ เล่นด้วยเพื่อหวังรวย แต่ในสุดท้ายลูกศิษย์ก็ซวย 
เจ๊งไปตาม ๆ กัน นายไชยบูลย์จึงหลบหน้าไปพักหนึ่ง 
สยามธุรกิจ : หลบหน้าไปไหน 
พระอดิศักดิ์ : หลบหน้าไป ไม่รับผิดชอบ ไปเชียงใหม่ กบดานอยู่ในที่นั่น แต่ก็ไปปั้มเงินจากที่นั่น 
อีกจากเศรษฐีหน้าโง่ต่อไป เสร็จแล้วหลังจากนั้น ทราบว่า มีลูกศิษย์ผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เล่นหุ้น มี 
ครอบครัวแล้ว และประสบความสำเร็จมากในการเล่นหุ้น ก็เลยอยากจะได้กำไรด้วย ก็เลย เรียกลูกศิษย์ให้นำเงินวัดไปเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 
สยามธุรกิจ : พูดชัด ๆ อย่างนี้เลยใช่ไหมครับ 
พระอดิศักดิ์ : ใช่ ลูกศิษย์ก็เลยตกใจ ไม่รู้จะถอนตัวอย่างไรได้ ก็เลยบอกว่ามีลูกอยู่คนหนึ่งกำลัง 
โตเป็นสาว กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี่ยวหัวต่อ สามีก็อายุมากแล้ว อยากขอตัวไปดูแลลูกสามีก่อนสักปี 
สองปี เมื่อลูกโตแล้วจะรีบกลับมาช่วย พูดง่าย ๆ ก็ คือ ชิ่ง หลังจากนั้นจึงไม่กลับมาเลย เพราะ 
รู้ว่า เจ้าอาวาสมีเจตนาทุจริต 
สยามธุรกิจ : ทำไมลูกศิษย์ถึงรับไม่ได้กับข้อเสนอเพราะการเล่นหุ้นเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง 
พระอดิศักดิ์ : ใช่ แต่เป็นพระเล่นธุรกิจได้อย่างไร แกเอามาเล่าให้อาตมาฟัง เห็นว่า ไม่ถูก 
ต้อง แกก็เลยหนี หนีเสร็จในช่วงนั้น นายสอง ซึ่งเพิ่งจบธรรมศาสตร์ใหม่ ๆ ฐานะทางบ้าน 
ปานกลางไม่มีงานทำ ไปเรียนหมอนวดจากหมอนวดไทยคนหนี่ง เรียนเสร็จแล้วมารับใช้เจ้าอา 
วาส เพราะน้องชายบวชอยู่ที่นั่น มาบีบมานวดนายไชยบูลย์ นายไชยบูลย์ก็ชอบด้วยเห็นว่าคุยเก่ง 
เห็นว่า เด็กคนนี้มีแววดี ก็เลยอุปโลกน์นายส.เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ชี้ตัวโน้นขึ้นตัวนี้ลง ปั่นหุ้นจนกระทั่งติดอันดับเสร็จแล้วก็เอาเงินจากลูกศิษย์ 
ที่ไว้ใจเอามาเล่น แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินของวัด 
ชี้ตัวไหนตัวนั้นขึ้น ก็เลยมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว 
แต่ในที่สุดเวรกรรมตามทันนั้น หุ้นเจ๊งระเนระนาด นายส.เกือบเป็นบ้า นายไชยบูลย์ 
หมดตัวเป็นเงิน 2 หมื่นล้าน ก็เลยต้องเรี่ยไรต่อ สร้างโครงการสวรรค์วิมานในฝันต่อ 
แต่สร้างอะไรไม่ได้ตังค์รวดเร็วเท่ากับโกหกหลอกลวง 
สยามธุรกิจ : เสี่ยส.เป็นตัวแทนของชัยบูลย์ในการเล่นหุ้น 
พระอดิศักดิ์ : ใช่ 
สยามธุรกิจ : มีส่วนเกี่ยวพันธ์กับเมียเสี่ยพ.หรือเปล่า 
พระอดิศักดิ์ : ช่วงนั้นสีกาอี๊ดชักไม่พอใจ ในเวลาเดียวกัน เสี่ยส.เริ่มเข้ามามีอิทธิพลเรื่องการ 
เงินการทอง ดึงความสำคัญของสีกาอี๊ดไป ในขณะเดียวกันเสี่ยส.ก็เข้ากันได้กับเมียเสี่ยพ.แล้วก็ 
มีการเอาเงินส่วนหนี่งของเสี่ยพ.มาปั่นหุ้นด้วย 
สยามธุรกิจ : เงินส่วนใหญ่กองอยู่ในธุรกิจ แล้วมีเงินสดสำรองอยู่มากไหม 
พระอดิศักดิ์ : ได้มาก็นำเงินไปหมุนซื้อที่จัดสรรต่อไป โครงการจัดสรรที่ดินมีจำนวนมหาศาลนับ 
ไม่ถ้วน หมุนอยู่ในที่ เมื่อเศรษฐกิจพัง เขาจึงหมดตัว จึงต้องเรี่ยไรไม่หมดไม่สิ้น พยา 
ยามสร้างสวรรค์วิมานต่าง ๆ บอกบุญอย่างบ้าระห่ำ 
สยามธุรกิจ : ที่ดินอย่างที่เป็นข่าวมีที่ไหนอีกบ้าง 
พระอดิศักดิ์ : เยอะมากแทบพูดได้ว่า แทบทุกจัดหวัด 
สยามธุรกิจ : มาถึงตอนนี้สรุปได้ว่า วัดพระธรรมกายไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเลย 
พระอดิศักดิ์ : เพี้ยน 100 เปอร์เซ็นต์ 
สยามธุรกิจ : เป็น 18 มงกุฎหลอกลวงมาตลอดเวลา พระอดิศักดิ์ : เป็นอย่างนั้น 
สยามธุรกิจ : ที่มีคนพูดว่า จะเป็นนิกายใหม่อะไรอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะต้องมาวิ 
เคราะห์ 
พระอดิศักดิ์ : ไม่ใช่เป็นนิกายใหม่ เป็นการหลอกลวง 
สยามธุรกิจ : เนื่องจากทางวัดมีรายรับเยอะ มีการซื้อความสนับสนุนจากผู้มีอำนาจทั้ง 
จากฆราวาสและบรรพชิตบ้างไหม 
พระอดิศักดิ์ : ครั้งหนี่งเคยทะเลาะกับอาตมา เขาให้อาตมาเซ็นเช็คจ่ายเงินกี่แสนแล้วจำไม่ได้ 
ซื้อพระรูปหนึ่ง เพราะพระรูปนั้นต่อไปมีโอกาสเป็นพระผู้ใหญ่ โดยพูดว่าเราซื้อเอาไว้ใช้สักคนไม่ 
ได้เชียวหรือ อาตมาก็บอกว่า เงินนี้เขามาบริจาคสร้างวัด ถ้าเอาไปซื้อพระมันผิดวัตถุประสงค
์ 
อาตมาก็ไม่ยอมเซ็นเช็คให้ เมื่ออาตมาไม่ยอม ก็รู้สึกโกรธแต่ไม่รู้จะทำยังไง เขาก็เลยหาเงิน 
ก้อนใหม่ที่ไม่ผ่านบัญชีมาให้ ซื้อพระองค์นั้น ความที่อาตมาไม่ยอม กลายเป็นที่เขม่นของพระองค์นั้น 
เมื่อเขาเป็นใหญ่เป็นโต ซึ่งขณะนี้พระองค์นี้มีตำแหน่งใหญ่จริง ๆ 
สยามธุรกิจ : พระไชยบูรณ์จ่ายเงินมากไหมสำหรับการซื้อตัวพระรูปนั้น 
พระอดิศักดิ์ : มากหรือไม่ต้องไปถามพระมโน พระเมตตาเพราะท่านอยู่ใกล้ชิดข้อมูล จ่ายเท่า ไหร่ จ่ายอะไรบ้าง 
สยามธุรกิจ : กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นกับพระรูปเดียว 
พระอดิศักดิ์ : เท่าที่รู้มีหลายรูป 
สยามธุรกิจ เห็นบอกว่ามีการซื้อรถเบนซ์ให้พระบางรูป พระอดิศักดิ์ : ใช่ เบนซ์ 500 
สยามธุรกิจ : รูปเดียวกันกับที่เอ่ยถึงเมื่อกี้ พระอดิศักดิ์ : คนละรูป ที่ให้เบนซ์ 500 รู้สึกว่าจะให้กันเป็นประจำ ใ 
ห้เพื่อซื้อยศ 2-3 คน ซี่ง เงินที่ใช้ซื้อยศเป็นเงินของชาวบ้านทั้งนั้น เดิมทีเราบอกว่า ไม่เอายศ ตอนนี้ต้องไล่ซื้อ 
สยามธุรกิจ : นอกจากได้ยศแล้วได้แบกอัพจากพระผู้ใหญ่ด้วย พระอดิศักดิ์ : ใช่ทุกอย่าง 
สยามธุรกิจ: มีผู้ที่เป็นทั้งพระ ทั้งสานุศิษย์เดิม ๆ ที่เห็นข้อเท็จจริงแล้วถอยออกมาบ้างไหม พระอดิศักดิ์ : มีอยู่เยอะ จำนวนมหาศาล แต่บุคคลเหล่านี้ไม่กล้าเปิดเผยตัว เพราะอิทธิพลเขา 
มาก ทั้งอิทธิพลทางฆราวาสและในวงศาสนามากมายมหาศาล แม้ความชั่วของเขามาก 
มายขนาดนี้ เขายังลอยนวลได้ 
สิ่งที่อยากพูด คือ การบิดเบือนหลักพระพุทธศาสนา คือ เขาจะเชิญชวนญาติโยมไปทำบุญใน 
วันอาทิตย์ทุกต้นเดือน อันนี้สำคัญที่สุด จุดนี้คือจุดหาเงิน คนเก็บหอมรอบริบเพื่อไปซื้อบุญมีเป็นจำ 
นวนมาก เพราะเขาโฆษณาว่า การทำบุญในวันอาทิตย์ต้นเดือนหนึ่งครั้ง ได้บุญกว่าการทำบุญ กับพระพุทธเจ้าจริง ๆ เสียอีกมากกว่าเป็นอสงไขยเท่า 
ไชยบูลย์ให้เหตุผลว่า ยายชีจันทร์สามารถเอาธรรมกายน้อมนำเอา 
อาหารที่ชาวบ้านไป ถวายมากลั่นเป็นอาหารทิพย์ เอากายมนุษย์ที่ละเอียดมาไว้ที่ศูนย์กลางของยายชี นี่เป็นคำพูด 
ของนายไชยบูลย์ จากนั้นก็กลั่นให้ละเอียดขึ้นพระนิพพาน ซี่งคำสอนอย่างนี้ชัดต่อหลักพระพุทธศานา 
นอกจากนี้แล้ว การกลั่นอาหารทิพย์เอาไปถวายพระพุทธเจ้านับ 
อสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนมี บุญนับไม่ถ้วน แม้เราตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอย่างมากเจอแค่พระพุทธเจ้าองค์เดียว 
แต่ด้วยความวิเศษของยายชีจันทร์ บวกด้วยความสามารถของนายไชยบูลย์ ทำให้เราทุกคนสา มารถเอากายขึ้นไปเที่ยวพระนิพพานได้ เหมือนอย่างจัมโบ้เจ็ต มีโอกาสน้อมนำอาหารทิพย์พระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าสวดมนต์อวยพร 
เจ็ดวันเจ็ดคืน บุญนี้ไหลหลั่งนับไม่ถ้วน คำสอนดังกล่าวนี้นับว่า อุตริมากเป็นการทำลายหลักการพระพุทธศาสนาอย่างยับเยิน 
เพราะหากทำตามคำสอนดังกล่าวแล้วเราไม่ต้องทำความดีอะไรอีกแล้ว เพราะเสียเงินไม่กี่บาท 
อาศัยชีจันทร์หลับตาหน่อยเดียวก็ได้บุญมหาศาล เป็นคำสอนวิปริต ตกลงคนไม่ต้องคิดถึงความดี 
อย่างอื่น ไม่ต้องทำภาวนาอะไรทั้งสิ้น แม้โจรยังสามารถไปนิพพานได้ เพราะขอให้ไปวันนั้นจะ 
ได้บุญมหาศาล ฉนั้นไม่จำเป็นต้องทำความดี แม้ทำความขชั่วยังไปสวรรค์ได้ นิพพานได้ รอวันนี้วัน 
เดียววันอาทิตย์ต้นเดือน 
อยากให้สื่อเขียนเรื่องถวายข้าวพระและการปัดระเบิด เพราะในวันอาทิตย์ที่ 27 นี้เขานัด 
ชุมนุมสาวกไปวันเกิดยายชีจันทร์ คนจะได้รู้ว่า ยายชีเป็นตัวปลอม แล้วจะได้รู้ว่า การปัดระเบิด 
เป็นบาปมหาศาล เพราะถ้าทำอย่างนั้นจริง ๆ ตายไปตกนรกขุมอเวจีเป็นอย่างน้อยเพราะฆ่าคน 
เป็นแสน ๆ
 แล้วการหลอกลวงต้มตุ๋นโดยไปถวายพระพุทธเจ้าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา 
อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้สอนให้คนทำดี สอนให้คนอ้อนวอนอย่างเดียว พุทธศานาสอนให้คนมัก 
น้อยสันโดษ ให้พอใจในสิ่งที่ควรมีควรได้ แต่นี่ไม่ใช่ ให้โลภบุญอย่างมหาศาล ทำให้มันสุด ๆ มีตัว 
ดูดบุญ ตัวอะไรมากมาย 

ข้อมูลที่ http://mblog.manager.co.th/hanzen/1-3-2542/