วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

สร้างบุญบารมี แก้ภัยพิบัติ ถวาย สมเด็จพระสังฆราช


สร้างบุญบารมี แก้ภัยพิบัติ ถวาย สมเด็จพระสังฆราช

โดย ประวัติศาสตร์ เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2011 เวลา 5:47 น. ·
โครงการสร้างบุญบารมี ถวาย สมเด็จพระสังฆราช บรรเทาภัยพิบัติในชาติไทย 

      บารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง 
พระด้วยกันก็มีคุณธรรมแตกต่างกัน จึงเป็นเนื้อนาบุญที่ต่างกัน บุคคลที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนามี ศีลปาฎิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ตรัสเรียกว่าเป็นพระ แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น เรียกกันว่าสมมุติสงฆ์ พระที่แท้จริงนั้นหมายถึงบุคคลที่บรรลุคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาปัตติผล เป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวชหรือเป็นฆราวาสก็ตาม (จากหนังสือ วิธีสร้างบุญบารมี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

 เชิญท่านร่วมบริจาคโลหิต ถวาย  สมเด็จพระสังฆราช เพื่อช่วยภัยพิบัติในชาติไทย
เลือดไม่พอ!!! ★ โปรดบริจาค สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์ 8.30-15.30น.ทุกวัน ส่งไปรพ.ทั่วประเทศ โทร.02256 4300


ข้าพเจ้า สมเกียรติ กาญจนชาติ (๒พย๕๔)

ข้าพเจ้า สมเกียรติ กาญจนชาติ ได้กราบท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระวันรัต ณ.วัดบวรนิเวศ ได้ถวาย พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ เพื่อนำออกช่วยน้ำท่วมแก่วัดที่ถูกน้ำท่วม ถวายสมเด็จพระสังฆราช (วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)



COPYRIGHT, 2009




ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/
มีศรัทธาเชิญร่วมสร้างบุญบารมี เพื่อประเทศไทย ผ่านพ้นภัยพิบัติ  

โครงการปกป้องและสืบทอดพระศาสนา ข้อมูลที่ www.facebook.com/thaihistory 


ประชาสัมพันธ์โครงการจารึกวัดบวรนิเวศ ประวัติศาสตร์ความมั่นคงพระศาสนา เพื่อหาองค์กรที่มีจริยธรรมและต้องการช่วยเหลือสังคม ในการช่วยสนับสนุนโครงการ แบ่งปันและแชร์ได้บุญมากครับ ข้อมูลโครงการที่https://docs.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSVUtYRlAybjNUZE9YdGY1Y2xPQi1hUQ/edit ข้อมูลที่ http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2011_12_01_archive.html ประวัติวัดบวรนิเวศวิหาร ที่ http://www.watbowon.com/ด้วยความนับถือ สมเกียรติ กาญจนชาติ NGO

พระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(สุวัฑฒนมหาเถระ เจริญ คชวัตร) ข้อมูลที่http://www.sangharaja.org/home/index.php?mode=his&id=68
ข้าพเจ้า นาย สมเกียรติ กาญจนชาติ อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา ติดตาม ตรวจสอบ ส่งเสริมกิจการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรมและกฎหมาย  วุฒิสภา  ได้ประสานกราบเรียน การดำเนินโครงการ แก่ท่านเจ้าคุณ  พระเทพสารเวที ผู้ปฎิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อดำเนิน โครงการปกป้องและสืบทอด พระศาสนา ท่านใดมีศรัทธาในสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ดำเนินการ ควรศึกษาข้อมูลต่างๆก่อน
สามารถบริจาคสนับสนุนโครงการ ได้ เพื่อหาทุนดำเนินการ ตรวจสอบผู้เป็นภัยต่อความมั่นคงพระศาสนา 
ผู้บริจาค 800,000 บาท ขอมอบ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ ให้ท่าน1องค์ บริจาคที่
ธนาคารกรุงเทพ ชื่อ บัญชี สมเกียรติ กาญจนชาติ บัญชีออมทรัพย์ 209-0-518040 
หรือ โทรสอบถามที่  084-6514822 e-mail ssomkiert@gmail.com


เรื่องน่าเศร้าใจต้องศึกษาด่วน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง "มหาเถรสมาคม" เรื่องน่าเศร้าใจต้องศึกษาด่วน

โดย ประวัติศาสตร์ เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 17:28 น. ·
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง "มหาเถรสมาคม" ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นรัฐบาลคณะสงฆ์ปกครองและบริหารกิจการพระศาสนา ต่างพระเนตรพระกรรณ แต่ทุกวันนี้แทบไม่เห็นมีบทบาทอะไร
มหาเถรสมาคม หรือ มส. หากจะเปรียบเทียบกับการปกครองทางโลกก็คือ คณะรัฐมนตรีของคณะสงฆ์นั่นเอง
เพราะมหาเถรสมาคม นับเป็นองค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ ที่มีอำนาจ หน้าที่ ในการปกครองคณะสงฆ์ทั้งประเทศให้อยู่ในพระธรรมวินัย ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน
โดยอำนาจ หน้าที่ที่สำคัญของมหาเถรสมาคม คือ
  1. ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม
  2. ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร
  3. ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์
  4. รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา
ที่ผ่านมาแม้มหาเถรสมาคมจะปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด 
แต่เกือบทุกครั้งที่เกิดปัญหา และเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพระสงฆ์ หรือคณะสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องที่สังคมสนใจ เช่น พระสงฆ์ทำผิดพระธรรมวินัย รวมถึงการคิดโครงการใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนากิจการของคณะสงฆ์
คำถามที่เกิดขึ้นเสมอ คือ ความล่าช้าในการพิจารณา ตัดสินใจ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง
หากมองกันด้วยความเป็นธรรม และตามความเป็นจริงแล้ว คงต้องยอมรับว่า ต้นตอแห่งความล่าช้าทั้งปวงเกิดจากการประชุมมหาเถรสมาคมแต่ละครั้ง จะมีการพิจารณาในทุกเรื่องที่อยู่ในอำนาจ หน้าที่ โดยที่ปราศจากการกลั่นกรองก่อน 
นั่นหมายถึง มหาเถรสมาคม ต้องพิจารณาแต่ละเรื่องตั้งแต่ต้น หรือเรียกกันว่า นับหนึ่งเลยทีเดียว
ทั้งที่ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ในมาตราที่ 19 ระบุไว้ว่า สมเด็จพระสังฆราชทรง แต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ตามมติมหาเถรสมาคม ประกอบด้วยพระภิกษุหรือบุคคลอื่นจำนวนหนึ่ง
โดยมีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องที่จะเสนอต่อ มหาเถรสมาคม และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่มหาเถรสมาคมมอบหมาย โดยขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคม
นั่นหมายถึงการแต่งตั้งคณะสงฆ์เพื่อเป็นคณะกรรมการช่วยกลั่นกรอง แบ่งเบาภาระงานมหาเถรสมาคม
แน่นอน มหาเถรสมาคมเองก็ไม่ได้ลืมตรงจุดนี้ ทั้งยังแต่งตั้งคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยแบ่งออกเป็น 6 ชุด ดูแลงาน 6 ด้าน คือ 1. ฝ่ายปกครอง 2. ฝ่ายการศึกษาสงเคราะห์ 3. ฝ่ายศาสนศึกษา 4. ฝ่ายสาธารณูปการ 5. ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ และ 6. ฝ่ายเผยแผ่
แต่น่าเสียดายที่จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการทั้ง 6 ชุด ยังไม่มีชุดไหนได้ทำหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์แม้แต่ครั้งเดียว 
พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม ยอมรับว่า ตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการทั้ง 6 ชุดมา ยังไม่เคยมีการประชุมกันเลย ผลงานก็ยังไม่มี หากคณะกรรมการทั้ง 6 ชุดดังกล่าว ทำงานตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ จะเกิดผลดีทั้งต่อมหาเถรสมาคมและพระพุทธศาสนา โดยคณะกรรมการดัง-กล่าวจะมีอำนาจพิจารณาเรื่องที่ดูแลอยู่ได้ทันที และ นำแจ้งมหาเถรสมาคมเพื่อทราบเท่านั้น จะส่งผลให้งานคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้านสามารถดำเนินการได้ อย่างมีประ-สิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
ที่เป็นผลดีกว่านั้นคือ งานที่คั่งค้างและจ่อคิวรอเข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคมก็จะลดน้อยลง และเรื่องที่จะเข้าสู่การพิจารณาก็จะเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะเกิดผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาในภาพรวมเป็นหลัก
“มหาเถรสมาคมก็ทราบปัญหาดังกล่าว และได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด โดยมี พระพรหมเมธี เป็นประธาน เพื่อติดตามและปรับปรุง คณะกรรมการทุกชุดที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งขึ้น รวมถึงคณะกรรมการทั้ง 6 ชุดที่จะ
ต้องทำหน้าที่คอยกลั่นกรองเรื่องเสนอมหาเถรสมาคมด้วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการพิจารณาปรับปรุงเสร็จแล้ว กำลังเตรียมที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคม และเพื่อยืนยันว่าคณะกรรมการทั้ง 6 ชุดดังกล่าว เมื่อปรับปรุงแล้ว จะทำงานตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ก็จะมีการเสนอต่อมหาเถรสมาคมเพื่อออกเป็นระเบียบมหาเถรสมาคม ให้กรรมการทั้ง 6 ชุดปฏิบัติตาม และที่สำคัญจะคัดเลือกพระสงฆ์ ที่เป็นพระทำงานเข้ามาเป็นกรรมการให้กับกรรมการทั้ง 6 ชุดสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่” โฆษกมหาเถรสมาคมกล่าว
ทีมข่าวศาสนา เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเป็นยุคที่เกือบทุกเรื่องราว ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลที่เจาะลึกและถูกต้อง จึงนับเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง หลายเรื่อง เช่น การตั้งวัด การเปลี่ยนชื่อวัด การตั้งสำนักปฏิบัติธรรม จึงไม่น่าจะต้องขึ้นมาถึงระดับมหาเถรสมาคมพิจารณา โดยน่าจะตัดสินและจบได้ด้วยการพิจารณาของคณะกรรมการชุดดังกล่าว งานของมหาเถรสมาคมก็จะรวดเร็วขึ้น ทันกับสถานการณ์และเหตุการณ์ปัจจุบัน
ทั้งเรายังมองด้วยว่า การให้ความสำคัญต่อคณะกรรมการของทั้ง 6 ชุด เท่ากับมหาเถรสมาคม เปิดโอกาสให้พระรุ่นใหม่ๆ ซึ่งรวมไปถึงพระอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ได้แสดงฝีมือและความสามารถ
เพราะการสร้างพระรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถ คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พระพุทธ ศาสนาดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างมั่นคง.
ผู้เขียน: 
 ทีมข่าวศาสนา
ที่มา: 
ไทยรัฐ

มติมหาเถร !
เห็นชอบ "ให้จัดงาน" วันมาฆบูชา ปี 55

ตามที่ "สำนักพุทธฯ" เสนอ เห็นมะ ทีเรื่องแบบนี้ละรีบรับมุก "ประชุม-ลงมติ" กันเป็นคุ้งเป็นแควเชียว ตะที"งานบวชพระบวชเณร" ซึ่งเป็นการสร้าง "ศาสนทายาท" กลับไม่คิดทำกัน โน่นโยนให้วัดพระธรรมกายทำ แถมกรรมการมหาเถร "บางรูป" ยังออกมาเชียร์ธรรมกายอีก ขณะที่ "งานมหาเถรสมาคมของตัวเอง" กลับทำเป็นสงวนมารยาท ไม่ยอมออกหน้าเรียกร้องอะไรเลย อีแบบนี้ก็ไม่รู้จะมีมหาเถรสมาคมไปทำไม เพราะมีก็ไม่ได้ทำงานอะไร แค่นั่งอนุมัติโน่นอนุมัตินี่ งานที่ทำก็มักง่าย แค่นิมนต์พระมาเทศน์-สวดมนต์-ฉันเพล เป็นเสร็จพิธี แบบนี้หลวงตาวัดไหนก็ทำได้ ตะทีงานใหญ่ระดับประเทศกลับไม่คิดทำกัน ปีหนึ่งๆ แต่งตั้งพระอุปัชฌาย์มาเป็นร้อยเป็นพัน แต่เวลามีงานบวชใหญ่เป็นแสนเป็นล้านรูปกลับยกให้ธัมมชโยไปทำ ถามว่ามหาเถรสมาคมแต่งตั้งพระอุปัชฌาย์ไว้ทำยาอะไร ?

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง "มหาเถรสมาคม" ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นรัฐบาลคณะสงฆ์ปกครองและบริหารกิจการพระศาสนา ต่างพระเนตรพระกรรณ แต่ทุกวันนี้แทบไม่เห็นมีบทบาทอะไร หรือที่มีก็ผิดฝาผิดตัวไปหมด เขาให้ทำอย่างหนึ่ง แต่ไพร่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง กิจการพระศาสนาถึงทรุดต่ำลงไปทุกวัน และสุดท้ายเมื่อไปไม่รอดก็ถึงกับยกกิจการพระศาสนาให้ธรรมกายเซ้งไป สมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเสียจริงเชียว !

ที่น่าเศร้าใจกว่านั้นก็คือ กรรมการมหาเถรสมาคม ยินยอมพร้อมใจไปเป็นคณะที่ปรึกษาให้ "ธรรมกาย" อย่างพร้อมเพรียงเรียงหน้า ไม่ขาดไม่เหลือแม้แต่รูปเดียว แบบว่าถ้าเป็นเรื่องธรรมกายละสามัคคีกันเชียว ตะทีงานของมหาเถรสมาคมกลับมาร่วมงานกันกะหรอมกะแหรม มันเกิดอะไรขึ้นหรือฮะประเทศไทย ? ปีหนึ่งๆ ผลิตบัณฑิตทั้งเปรียญ 7-8-9 และปริญญาตรี-โท-เอก ออกมานับพันนับหมื่น ตั้ง "พระครู-เจ้าคุณ" อีกเป็นพันๆ รูป แต่คิดแก๊กทำงานพระศาสนาได้แค่นี้เองเหรอ ? เงินก็มี อำนาจก็มี บุคคลากรก็มี แต่ไม่มีหัว มันเป็นเรื่องน่าเศร้าใจอะไรเช่นนั้น
ถ้ามหาเถรสมาคมไร้ความสามารถจะบริหารคณะสงฆ์ไทย โดยยกโครงการใหญ่ๆ ให้แก่ธรรมกายไปทำแล้ว ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมีมหาเถรสมาคมอีกต่อไป ยุบทิ้งเสียเถอะครับ แล้วยกคณะสงฆ์ไทยให้ "ท่านธัมมชโย" เขาดูแลแทนเสีย เถิดขอรับ พระเดชพระคุณท่านจะได้สบาย... 
งานสำคัญ : ทำบุญตักบาตร แสดงพระธรรมเทศนา เวียนเทียน ประกวดโต๊ะหมู่บูชาและโคมแขวน และถวายสังฆทาน เป็นงานสำคัญระดับโลก "มหาเถรสมาคม" ขอรับเป็นเจ้าภาพเอง ใครอย่ายุ่งนะ

งานไม่สำคัญ : บวชพระ 100,000 รูป ทั่วแผ่นดิน เป็นงานกระจอก ยกให้"ธรรมกาย" เป็นเจ้าภาพไปเถอะ พวกเราไปเวียนเทียนที่พุทธมณฑลก็พอ รับรองว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองถึง 5,000 ปีแน่


ช่วยแบ่งปันกันทั่งแผ่นดินครับ 

ต้นเหตุของปัญหา ที่ต้องศึกษาและแก้ไข


ต้นเหตุของปัญหา ที่ต้องศึกษาและแก้ไข

โดย ประวัติศาสตร์ เมื่อ 28 มกราคม 2012 เวลา 16:10 น. ·

ทักษิณ VS ธัมมชโย
อัตตาในคราบพ่อค้า พบกับ อัตตาในผ้าเหลือง
 
     เป็นข่าวเกรียวกราวทั่วโลก กับ การไปวัดพระธรรมกาย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวยกย่องวัดพระธรรมกายในความยิ่งใหญ่ของเคหสถาน อันสำเร็จจากการ "บอกบุญโดยไม่จำกัดวิธีการและจำนวน" ทั้งซื้อ เซ้ง เช่า และผ่อนบุญเป็นงวดๆ จน "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดนี้ได้รับฉายา "พุทธพานิช" เป็นองค์แรกของพระสงฆ์ไทย
      พระธัมมชโย หรือหลวงพี่ไชยบูลย์นั้น ยังมีคดีติดตัวอยู่บานเบอะ ทั้งเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน การรับบริจาค การใช้เงินวัด และที่สำคัญก็คือ คดีทางพระธรรมวินัย ที่วัดพระธรรมกายตีความเสียใหม่ว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ต่างจากข้อความดั้งเดิมในพระที่ระบุว่า "พระนิพพานเป็นอนัตตา" เรื่องนี้ถามให้ตายก็คงหาคนรู้ยาก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนระดับนักปราชญ์ทะเลาะกัน แต่เป็นเรื่องสำคัญเหมือนหัวใจของพระพุทธศาสนา ต้องแพทย์ระดับรักษาโรคหัวใจเท่านั้นจึงจะวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องว่า สิ่งไหนผิดหรือถูก
      คดีที่พระธัมมชโยถูกฟ้องเกี่ยวกับพระธรรมวินัยนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2542 เป็นเวลาที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำลังเตรียมตัวขึ้นศาลรัฐธรรมนูญในข้อหา"ซุกหุ้น" ก่อนการกล่าวอมตะวาจาว่า "บกพร่องโดยสุจริต" คราวนั้นนั่นเอง
      เรื่องพระธรรมวินัยในประเด็น "พระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา" นี้ มีพระมหาเถระนักปราชญ์ไทยเพียงหนึ่งเดียวในปัจจุบัน คือ พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9) วัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นองค์แรกที่ออกมาชี้ทางสว่างให้แก่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยว่า "กรณีธรรมกายนั้นถึงขั้นขุดรากถอนโคนพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย" หนังสือที่ท่านเขียนชี้แจงนั้นชื่อกรณีธรรมกาย
       และ พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ รูปนี้เช่นกัน ที่เคยออกหนังสือชื่อ "กรณีสันติอโศก" เมื่อปี พ.ศ.2532 ส่งผลให้พระโพธิรักษ์และคณะสันติอโศกต้องโศกศัลย์ ถูกศาลฎีกาตัดสินให้ "ผิด" ต้องยอมรับสภาพเป็น "นักบวชเถื่อน" ในประเทศไทยมาจวบปัจจุบันวันนี้
       กรณีสันติอโศกนั้น "เล่นง่าย" เพราะ "ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหัวแม่ตีนใคร" แต่กับกรณีธรรมกายนั้น "ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นเขา" ทั้งนี้เพราะ..
     1. พระธัมมชโยนั้นเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก "หลวงพ่อสด จันทสโร" เจ้าของวิชชาธรรมกาย ทั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้นยังดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" โดยตำแหน่ง คือเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลคณะสงฆ์ไทยโดยไม่ต้องเลือกหรือแต่งตั้ง จะเป็นไปกว่าจะมรณภาพโน่นแหละ นอกนั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ยังเป็น "เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ" คุมอำนาจการบริหารและการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในพื้นที่ 16 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และ นครสวรรค์ ที่สำคัญ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ยังดำรงตำแหน่ง "แม่กองบาลีสนามหลวง" ซึ่งคุมการศึกษาในภาคภาษาบาลีอันเป็นภาษาดั้งเดิมในพระไตรปิฎกที่คณะสงฆ์ไทยใช้มาแต่สมัยเริ่มแรกอีกด้วย
      2. ธัมมชโยมีเส้นสายใยโยงถึงคณะกรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป รวมทั้งเจ้าคณะผู้ปกครองของคณะสงฆ์ไทยในระดับล่างอีกด้วย โดยได้นิมนต์พระมหาเถระเหล่านั้นไป "ฉัน"และ "รับซอง" ที่วัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่องนานหลายปี อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 ซึ่งเกิดกรณีสันติอโศกขึ้นมา อันเป็นกรณีศึกษาสำคัญให้วัดพระธรรมกายปรับเปลี่ยนนโยบาย "หันหน้าเข้าหาคณะสงฆ์ไทย" โดยการนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ไปเยี่ยมวัด พร้อมทั้งจัดการศึกษาภาษาบาลีสนองงานคณะสงฆ์ เพื่อตบตาให้เห็นว่า "เป็นเด็กดี" ก่อนจะใช้เท้าขยี้พระไตรปิฎกในอีกหลายปีต่อมา โดยที่พระผู้ใหญ่เหล่านั้นได้แต่มองตาปริบๆ เพราะความง่วงที่เพิ่งไปฉันกลับมาจากวัดพระธรรมกายจนเต็มทั้งย่ามทั้งพุง
      กรณีธรรมกายกับกรณีสันติอโศกนั้น "คล้ายกัน" แต่ "ต่างกันในวิธีการสร้างตัวเอง" 
       ที่ว่า "คล้ายกัน" นั้นคือว่า โพธิรักษ์กับธัมมชโยนั้น บวชเมื่อแก่แล้ว ไม่ร่ำไม่เรียนตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ไทย แต่คิดว่า "ตัวกูแน่" เพราะจบปริญญามา จึงขนเอาตำราพระไตรปิฎกมากางอ่าน แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ไปตามความรู้ความเข้าใจของตนเอง (วิธีเช่นนี้มีหลายคนที่จบปริญญาทางโลกก็เคยทำและกำลังทำอยู่) คนโง่ได้ฟังก็อัศจรรย์ใจว่าเป็น "อัจฉริยภาพ" แต่นักปราชญ์ได้ยินก็นึกว่าคนบ้าพูด ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นเจ้าสำนักใหญ่เสียเอง ผลของการ "ไม่เรียน แต่อวดตรัสรู้" ของเจ้าสำนักใหญ่ทั้งสองก็ออกมาเป็นภูเขาไฟระเบิดสร้างความเสื่อมเสียให้แก่คณะสงฆ์ไทยอย่าง "ประวัติศาสตร์ต้องจารึก" ดังที่ทราบ
      ประเด็นหลักที่ทั้งสองออกมาอวดอุตริมนุสธรรม "เพราะอ้างว่ารู้ได้ด้วยญาณ" ก็คือ โพธิรักษ์นั้นอวดว่า "ตนเองได้บรรลุธรรมแล้ว อย่างน้อยก็โสดาบัน" ส่วนธัมมชโยนั้นระบุว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา อันเป็นความรู้จากการบรรลุธรรมในสายวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ"
     ที่ว่า "ต่างกัน" นั้นคือ สันติอโศกนั้น โพธิรักษ์มีบุคลิกลักษณะเป็นคนโผงผาง เปรียบนักมวยก็เป็นมวยไฟรท์เตอร์ ทะลุดุดัน นิยมเทศน์ด่าคณะสงฆ์แล้วยกก้นตนเองไปในตัว เรียกว่าไม่มีน้ำหวานให้กันซักหยด แถมโพธิรักษ์ยังใช้วิธี "แบ่งแยกแล้วปกครอง" คือแยกตัวเองออกไปตั้งสำนักใหม่ คืนใบสุทธิ ประกาศอิสรภาพจากคณะสงฆ์ไทย ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ"ไม่มีครูบาอาจารย์หรือกัลยาณมิตรผู้มีอำนาจในมหาเถรสมาคม" ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องขึ้น คณะสงฆ์ไทยอันประกอบด้วย มหานิกายและธรรมยุติ จึงสนธิ (แปลว่าบวก) กำลังกันเข้ารุมสะกรัมสันติอโศกจนสะบักสะบอมตรอมใจโดยไม่ต้องรอลงอาญา
       ขณะที่ธัมมชโยนั้น บุคลิกลักษณะเป็นคนสุภาพ โยมจ๊ะโยมจ๋า อ้อนญาติโยมได้เด็ดกว่า"ไชยา มิตรชัย" อ้อนแม่ยกลิเกเสียอีก ที่สำคัญก็คือ พี่แกใช้ยุทธวิธี "กล่อมแล้วกลืน" ส่งคนเข้าประกบพระเถระในสายการปกครอง พร้อมกับสร้างสำนักวัดพระธรรมกายให้ "ใหญ่สุด"ก่อนจะประกาศว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ในเวลาต่อมา ถ้าไม่มี "พระพรหมคุณาภรณ์"เป็นก้างขวางคอ ป่านนี้รับรองว่า "ทฤษฎีของธัมมชโย" ติดหราอยู่ใน "พระไตรปิฎกฉบับวัดพระธรรมกาย" ไปแล้ว !
       แต่ไม่ว่า "บุคคลิก" ของทั้งสองจะต่างกันอย่างไร สุดท้ายไม้สำคัญที่ทั้งสองเจ้าสำนักนำมาใช้ต่อต้าน "พระพรหมคุณาภรณ์" ก็คือ ด่าและโกหก !
     โพธิรักษ์นั้น ก่อนพระพรหมคุณาภรณ์ท่านจะออกหนังสือ "กรณีสันติอโศก" ก็ทำตัวเป็น"ศิษย์น้อง" ของพระคุณท่าน เขียนจดหมายไปกราบเรียน ฝากเนื้อฝากตัว ขอคำปรึกษาหารือ เรียนพระพรหมคุณาภรณ์ว่า "ท่านภันเต" ซึ่งเป็นการยกย่องอย่างสูง ก็คนอย่างโพธิรักษ์นั้นเคยยกยอใครที่ไหนนอกจากตนเอง ครั้นพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ออกหนังสือ"กรณีสันติอโศก" ให้อ่าน โพธิรักษ์ก็อาจหาญทำการลบหลู่คุณท่านว่า "หนังสือใครก็เขียนได้ แต่สร้างคนดีได้หรือเปล่าล่ะ" เห็นไหมว่า การเข้าไปอ่อนน้อมแต่ก่อนมานั้น หาใช่นิสัยใจจริงของโพธิรักษ์ไม่ หากแต่แท้ที่จริงแล้วก็คือ การประจบประแจงนักปราชญ์ โดยหวังว่า วันหนึ่งข้างหน้า ถ้ามีความผิดพลาดเกี่ยวกับการสอนพระธรรมวินัยของตนเอง นักปราชญ์ คือพระพรหมคุณาภรณ์ จะทำใจอ่อน ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง อย่างมากก็คงแค่ "มองตาปริบๆ" เหมือนสมเด็จวัดปากน้ำและพระผู้ใหญ่หลายรูปมองธัมมชโยอยู่ในเวลานี้
      แต่โพธิรักษ์คาดผิด เพราะพระพรหมคุณาภรณ์นั้นท่าน "เถรตรง" มิได้เห็นแก่อามิสสินจ้างลาภยศสรรเสริญและคำเยินยอใดๆ เห็นแก่ก็แต่สิ่งเดียวคือ "พระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง" ท่านจึงต้องวินิจฉัยให้สังคมทราบว่า ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถ้าอยากเป็นคนถูกก็ง่ายๆ แค่สอนให้ถูก ปฏิบัติให้ตรง ก็เท่านั้น นั่นคือความซื่อสัตย์ซื่อตรง มิใช่ใช้วิธีการประจบเพื่อจะทำเรื่องผิดให้ถูกดังที่โพธิรักษ์กำลังทำอยู่
นั่นก็พฤติกรรมของ โพธิรักษ์ !
      ส่วน "ธัมมชโย" นั้นขี้อาย ไม่นิยมออกนอกหน้า (เว้นแต่เวลารับโยม) จึงให้ลูกศิษย์ลูกหาออกมาเป็น "มวยแทน" ทั้งเขียนด่าและหาเหตุเลสอ้างว่า "พระพรหมคุณาภรณ์คือกระบวนการของคริสต์ศาสนาเข้าบ่อนทำลายคณะสงฆ์ไทย" เรียกว่า เป็นการใช้ข้อหา"บ่อนทำลายพระธรรมวินัย" ยอกย้อนกลับไปให้พระพรหมคุณาภรณ์ได้รับระดับเดียวกันกับที่นักการเมืองกำลังฟ้องกันนัวเนียอยู่ทุกวันนี้แหละ แยบยลมิใช่เบาเลย สมแล้วที่หมุนเงินเก่งเป็นหมื่นล้านสร้างพระเจดีย์ได้ยิ่งใหญ่ระดับโลก จนทักษิณเอ่ยปากชมเปาะ
      แต่คนระดับมีปัญญาและคุณธรรม เมื่อมองดูพฤติกรรมของทั้งสองเจ้าสำนักเหล่านี้แล้ว ก็รู้สึกสมเพชสังเวชใจ ในขณะที่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านออกหนังสือชี้แจงแสดงเหตุผลกลไก อ้างทั้งพระไตรปิฎกและอรรถกถา ติดชื่อเสียงเรียงนาม อย่างชัดเจน วิธีการอันประเสริฐซึ่งควรจะได้รับการตอบสนองจากทั้งสอง คือ โพธิรักษ์และธัมมชโย ก็คือ "เขียนหนังสือขึ้นมาตอบโต้แก้ข้อกล่าวหา โดยอย่าลืมใส่ชื่อของตนเองไว้ที่หน้าซองหรือท้ายเล่ม ส่งให้ศาลสงฆ์ไปอ่านเพื่อตัดสินว่า ใครผิดใครถูก" นั่นจึงจะถูกต้อง
แต่ทั้งสองมิได้ใช้วิธีนี้ อันเป็นวิธีของนักการศึกษาและปัญญาชน เขากระทำกัน
        ทว่า ทั้งสองกลับใช้วิธีการ "ลอบกัด" ให้คนเขียนด่าท่าน ขุดค้นประวัติส่วนตัว ใส่ร้ายป้ายสี ที่มีว่าไม่มี ที่ไม่มีว่ามี แถมยังใช้ "นามแฝง" ในหนังสือเหล่านั้นอีก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบว่า "นายด๊อกเตอร์เบญจ์ บาระกุล เป็นใคร และไปซุกหัวอยู่ไหน" ??
       หมาลอบกัด ยังนับว่า ประเสริฐกว่าการใช้วิธีการเช่นนี้ มิต้องนับว่าจะมีฐานะพิเศษพิโสเป็นเจ้าสำนักใหญ่โตระดับโลกดังที่ทักษิณเยินยอต่อหน้าหรือไม่ !
        ใครที่ใช้วิธีการเช่นนี้ ขอชี้ว่า ถ้าไม่เป็น "ตุ๊ด" ก็ต้องเป็น "กระเทย" เท่านั้น !

วัดขุมกำลังระหว่างสันติอโศกกับธรรมกาย
ฝ่ายสันติอโศก
หัวหน้าฝ่ายสมณะ : นายรักษ์ รักพงษ์ อายุ 72 (เกิดเดือนมิถุนายน 2477) เคยเป็นผู้จัดรายการทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นนักแต่งเพลง
เคยบวชพระ : 7 พฤศจิกายน 2513  ได้ฉายา (นามสกุลของพระ) กลฺยาโณ
หัวหน้าฝ่ายฆราวาส : พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
มูลนิธิ : กองทัพธรรมมูลนิธิ โรงเรียนผู้นำ กาญจนบุรี
ทรัพย์สิน : มหาศาล ทั้งพุทธสถานและสาขา รวมทั้งเงินในมูลนิธิ
บุคคลากร : คณะญาติธรรม
หนังสือ : แสงสูญ สารอโศก ดอกหญ้า
สำนักงานใหญ่ : สันติอโศก 65/1 ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ                      (ก่อตั้ง 7 สิงหาคม 2519)
หลักการเผยแพร่ลัทธิ : บุญนิยม
ต้องคดีทางสงฆ์ : พ.ศ.2532 คดี "บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ประพฤติผิดจากพระธรรมวินัย และทำพระธรรมวินัยให้วิปริต"  ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้โพธิรักษ์สิ้นสุดสถานภาพพระภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงเปลี่ยนสีจีวรและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สมณะ
สถานภาพปัจจุบัน : นักบวชนอกคณะสงฆ์ไทย คดีนี้ศาลอาญาตัดสินเด็ดขาด ให้พระรักษ์พ้นจากสมณะเพศ ตามคำสั่งของมหาเถรสมาคม วันที่ 16 มิถุนายน 2532

ฝ่ายธรรมกาย
หัวหน้าฝ่ายสมณะ : พระไชยบูลย์ สุทธิผล อายุ 62 ปี (เกิด 22 เมษายน 2487) จบการศึกษามัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
บวชพระ : 2512 ณ วัดปากน้ำ มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา ธมฺมชโย สมณศักดิ์ที่ พระราชภาวนาวิสุทธิ์
หัวหน้าฝ่ายฆราวาส : นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮาส์ นายผ่อง เล่งอี้ รักษาการสมาชิกวุฒิสภา นายวีระศักดิ์  ฮาดดา หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิธรรมกาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
มูลนิธิ : มูลนิธิธรรมกาย
ทรัพย์สิน : มหาศาล ทั้งวัดในประเทศไทยและต่างประเทศ มีดาวเทียมเป็นช่องของตนเอง
บุคคลากร : คณะกัลยาณมิตร
หนังสือ : กัลยาณมิตร อยู่ในบุญ ตะวันธรรม
สำนักงานใหญ่ : วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี                       (ก่อตั้ง 20 กุมภาพันธ์ 2513)
หลักการเผยแพร่ลัทธิ : บุญนิยม
ต้องคดีทางสงฆ์ : เข้าสู่กระบวนการนิคหกรรมของศาลสงฆ์ มีพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 1 วัดพิชยญาติการาม เป็นหัวหน้าผู้พิจารณาคดี ในปี พ.ศ.2542
สถานภาพปัจจุบัน : จำเลยในคดี "สร้างสัทธรรมปฏิรูป หรือพระธรรมวินัยเทียม" คดียังไม่สิ้นสุด
ต้องคดีทางโลก : 1 ) เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ 2 ) เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 3 ) ผู้ใช้แจ้งให้เจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความที่เป็นเท็จ ในเอกสารหรือหนังสือของทางราชการ ปัจจุบันนี้คดียังไม่สิ้นสุด
     ตามประวัติของเจ้าสำนักสองท่านที่นำเสนอนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งคู่ต่างเป็นคน "มีแผล" ด้วยกัน ต่างกันก็แต่เพียงว่า "โพธิรักษ์" นั้นเป็น "แผลตาย" รักษายังไงก็ไม่หาย เพราะคณะสงฆ์ไทยได้ประกาศขับไล่ออกนอกวัดไปแล้ว จึงไม่มีทางอื่นนอกจากผ่าตัดทางการเมืองเรื่อง"แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ให้มีคณะสงฆ์ไทยคณะใหม่ได้" เท่านั้น ส่วน "ธัมมชโย"นั้นเป็นแผลเป็น แม้บาดแผลจะใหญ่และเรื้อรังปานใด ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับโพธิรักษ์ ทั้งนี้เพราะอยู่ใกล้ชิดหมอ คือกรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป ทั้งยังใกล้โรงพยาบาลด้วยการส่งคนไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นทั้ง ส.ส. และ ส.ว. แถมยังมีทุนรักษาแผลอีกไม่อั้น เชื่อมั่นว่า ถ้าทักษิณรับปากช่วย บาดแผลของธัมมชโยก็คงหาย

ความเกี่ยวพันในทางการเมือง
      ผู้คนทั่วไปคงเข้าใจเพียงว่า วัดพระธรรมกายและสำนักสันติอโศกนั้น เป็นเพียงวัดหรือพุทธสถาน มีงานบุญเป็นหลักเหมือนกับวัดทั่วๆ ไป แต่แท้ที่จริงแล้ว สองสำนักนี้มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในทางการเมืองอย่างชัดเจน เพื่อนำเอาอำนาจทางการเมืองนั้นมาเป็นเครื่องมือค้ำจุนสถานภาพของตัวเอง หรือเอาไว้คอยปกป้องตนเอง จากการกระทำผิดทางพระธรรมวินัยหรืออื่นใดในทางโลก เพราะการสร้างอาณาจักรพุทธของตนเองนั้น หมิ่นเหม่ต่อการต้องคดีทั้งทางโลกและทางธรรม
      สำนักสันติอโศกนั้น ประกาศชัดเจนว่า "เป็นผู้สนับสนุนในการตั้งพรรคพลังธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2531" ทั้งชื่อพรรคว่า "พลังธรรม" นั้น โพธิรักษ์ก็ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า "ตนเองเป็นผู้คิด" ซึ่งพรรคนี้ ภายหลัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ผ่องถ่ายตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้แก่อภิมหาเศรษฐีที่ชื่อ"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"
      ส่วนธรรมกายนั้นยังไม่มีพรรคการเมืองเป็นของตนเอง แต่ก็มีข่าวว่า ศิษย์เอกของสำนักนี้มีตำแหน่งในทางการเมืองอันสำคัญยิ่งยวด คือ นายผ่อง เล่งอี้ เป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม อันคุมนโยบายสำคัญเกี่ยวกับศาสนาในประเทศไทยอีกด้วย อีกคนหนึ่งคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าพ่อวงการรถยนต์ไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทักษิณหลายสมัย

ความเกี่ยวพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี
      พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมืองอย่างเต็มตัวเพราะการเชื้อเชิญของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปี พ.ศ.2538 ก่อนจะรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคนี้ในเวลาต่อมา และเมื่อเห็นว่าไปไม่ไหว จึงตัดสินใจลาออกมาตั้งพรรคไทยรักไทยเป็นของตัวเอง ในปี พ.ศ.2541 ก่อนจะบรรลุจุดสุดยอดในทางการเมือง คว้าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาครองในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544
        และว่ากันว่า ขณะตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมานั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ยังเป็นตัวหนุนช่วยเหลือทักษิณอย่างแข็งขัน
       พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งมี "พ่อท่านโพธิรักษ์" อยู่เบื้องหลัง ได้ตัดสินใจ "แตกหัก"กับทักษิณ ในกรณีพิพาทเรื่อง "เบียร์ช้าง" ที่รัฐบาลจะให้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ สุดท้าย สันติอโศกใช้ข้อหา "บกพร่องทางจริยธรรมกรณีขายหุ้น 73,000 ล้าน" นำหน้า นำพลพรรคสมณะและญาติธรรมเข้าร่วมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 บีบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องยอมประกาศ "ยุบสภา" แถมด้วยการ "ขอพักทำหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ในวันที่ 4 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา
      ความเป็นจริงแล้ว ในการประท้วงการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของเบียร์ช้างนั้น แต่แรกเราก็จะเห็นภาพของการประสานมือระหว่าง "สันติอโศก" กับ "ธรรมกาย" โดยธรรมกายได้ระดมพระภิกษุสามเณรและกัลยาณมิตรไปร่วมกับสมณะและญาติธรรมของสันติอโศกที่หน้าตลาดหุ้นด้วย ทั้งนี้ วัดพระธรรมกายมีนโยบาย "เทเหล้า-เผาบุหรี่" เมื่อมีการชูประเด็น "ต่อต้านเบียร์" จึงเข้าร่วมอย่างเต็มตัว แต่ด้วยมิได้ระแวงว่าจะถูกสันติอโศกนำเอาเรื่องนี้ไปต่อรองผลประโยชน์ในทางการเมือง (หรืออาจจะต่อรองด้วยกัน แต่เมื่อเห็นว่าถ้าใช้วิธีนี้คงจะบี้ทักษิณยาก) ธรรมกายจึงออกลายค่อยๆ คลายสัมพันธ์สันติอโศก สุดท้ายก็โดดเดี่ยวสันติอโศกให้เข้าต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มตัว จนทักษิณกับจำลองไม่เผาผีกันแน่แล้วในชาตินี้
      การจัดโต๊ะชุมนุมเพื่อ "เจริญพุทธมนต์ ความสวัสดีแก่ปวงชนชาวไทย" ที่ท้องสนามหลวง ในตอนเย็น วันที่ 25 มีนาคม 2549 ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่ามีการจัดระเบียบเรียบร้อยของโต๊ะเก้าอี้ไว้ดีมาก จนกระทั่ง นายเปลว สีเงิน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ได้ระบุออกมาว่า "เป็นฝีมือการจัดของคณะกัลยาณมิตร วัดพระธรรมกาย"
      นั่นคือหลักฐานที่บ่งชัดว่า "บัดนี้ หลวงพี่ธัมมชโยย้ายหน้าตักมาแทงข้างทักษิณอย่างเต็มตัวแล้ว" ซึ่งก็หมายถึงว่า ธัมมชโยตัดเยื่อไม่เหลือใยในโพธิรักษ์อย่างเด็ดขาดแล้วด้วย
       แต่นั่นยังไม่ถึงเวลาที่ "เจ้าบ่าว" คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปหา "เจ้าสาว"คือธัมมชโย ถึงวัดพระธรรมกาย แต่ในใจของทักษิณแล้ว จะกระวนกระวายทุรนทุรายอย่างไรก็ไม่รู้ล่ะ
      สถานภาพระหว่าง โพธิรักษ์-ทักษิณ-ธัมมชโย ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องในครอบครัวแล้ว ก็อาจจะมองได้ดังนี้
      โพธิรักษ์นั้นเคยแต่งงานอยู่กินกับทักษิณมาเนิ่นนาน แต่วันนี้ทั้งสองประกาศ "หย่าขาด"กันเด็ดขาดแล้ว สมบัติที่เคยมี ไม่ว่าจะเป็นถ้วยรามชามไหไปยันสากกระเบือ อะไรๆ ก็แบ่งกันไปหมดแล้ว ไม่มีไมตรีจิตในฐานะคนเคยรักกันอีกต่อไป สถานภาพที่เหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ"คู่แค้น" เท่านั้น (สถานภาพนี้รวมทั้งหลวงตามหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ก็ตกหัวอกเดียวกันกับโพธิรักษ์ด้วย)
     ส่วนธัมมชโยนั้น เป็น "คู่รัก" คนใหม่ของทักษิณ แม้ว่าจะเคยหลงทางไปนิดๆ กับกรณี"เบียร์ช้าง" แต่ก็ชั่งเถอะนั่นมันอดีต เรื่องปัจจุบันสำคัญกว่า ความเอื้ออาทรที่ธัมมชโยมีให้ทักษิณนั้นดูจะอบอุ่น คือนอกจากจะ "ไม่ขับไม่ไล่" แล้ว ยัง "ส่งเสริม" เก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้แน่นหนาเป็นตราช้างอย่างไม่ลับ คือว่าออกนอกหน้า กระดี้กระด้าอยากได้ทักษิณมาเป็นคู่รักเสียเต็มประดา ธรรมกายจึงยินยอมเปิดสภาธรรมกายสากลจัดประชุม "รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี" บังหน้า เพื่อหาที่ยืนให้ทักษิณได้พูดหาเสียงในวงล้อมของกัลยาณมิตร เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา งานนี้แหละที่ว่ากันว่า คือ "งานแต่งระหว่างทักษิณกับธัมมชโย" อย่างเป็นทางการ ! โดยมีแขกเหรื่อร่วมเป็นสักขีพยานจากทั่วประเทศรวมแล้วร่วม 100,000 คน !

      โพธิรักษ์นั้น บวชได้ไม่กี่วันก็ร้อนวิชา นอกจากจะไม่ศึกษาร่ำเรียนแล้ว ยังอุตริขึ้นธรรมาสน์เทศน์ เมื่อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ตักเตือนก็ทนไม่ได้ ถึงกับขอ "ลาออก" แล้วไปบวชใหม่ บวชแล้วก็ไม่อยู่ถือนิสัยหรือศึกษาร่ำเรียนอะไร ออกไปตั้งสำนักอยู่เอง เทศน์ชี้บ๊งชี้เบ๊ จนได้คนโง่กลุ่มใหญ่ๆ ไปเป็นบริวาร ก็ดำรงวิถีชีวิตแบบเดียวกัน คือ ไม่เรียน แต่จะสอน
นับเป็นอัตตาในรูปแบบหนึ่ง
      ธัมมชโยนั้น ก็ฉันเดียวกัน คือไม่เรียน แต่ตั้งตัวเองเป็นใหญ่ อาศัยที่ว่าได้จุดขายดี เป็นวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสด จึงปั่นหุ้นได้นับหมื่นล้าน แล้วก็ออกลายขายวิชชาว่าด้วย"พระนิพพานเป็นอัตตา"
นี่ก็เป็นอัตตาในอีกรูปแบบหนึ่ง !
     รวมไปถึง "อัตตา" อันเป็นอุปนิสัยของคนทั้งสองที่ "เถียงไม่ได้" หรือ "เอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่" อันตรงกับนิสัย "เผด็จการ" ของผู้นำไทยในวันนี้ วันที่ดาวดังทั้งสองโคจรมาเจอกัน ณ ลานวัดพระธรรมกาย

     เราลองไปดู "อัตตา" ของ "ทักษิณ" เปรียบเทียบกับท่าน "ธัมมชโย" บ้างเป็นไร ว่าไฉไลระดับไหน ?

ธัมมชโย
       เพราะเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสบอกเรื่องทางอภิปรัชญาไว้อย่างละเอียด เพียงแต่บอกเป็นนัยให้ทราบเท่านั้น ความเห็นความเข้าใจในเรื่องทางอภิปรัชญานี้จึงมีความหลากหลายมาก สรุปยุติลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยาก ถ้าใครยืนกรานความเห็นในความเห็นหนึ่งว่าถูกต้องเด็ดขาด และปฏิเสธความเห็นอื่นทั้งหมดว่าผิด เป็นสัทธรรมปฏิรูป ทำลายพระพุทธศาสนา ต้องขจัดให้หมดไป พระพุทธศาสนาคงจะเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งและความแตกแยกระส่ำระสาย..
เอกสารวัดพระธรรมกายเรื่องพระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา พ.ศ.2542
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
     ท่านตุลาการที่เคารพเอง ก็ได้เคยถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยสัจวาจาทำนองเดียวกันว่า จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ผมและท่านตุลาการจึงมีพันธกิจเดียวกันครับ แต่ผมจะมีโอกาสได้ใช้ความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่น อุดมการณ์ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ เวลาและความคิด ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป ตามที่ได้ตั้งปณิธานไว้ และตามที่พี่น้องประชาชนมอบความไว้วางใจหรือไม่นั้น
     มาถึงบัดนี้ก็สุดแล้วแต่ดุลพินิจที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่า จะเชื่อคำยืนยันด้วยเกียรติยศของผมว่า ผมไม่มีเจตนาปกปิด เป็นเพียงความบกพร่องที่สุจริต และอยู่ที่ดุลพินิจของท่านตุลาการ ที่จะให้โอกาสนายกรัฐมนตรีคนนี้ทำงานเพื่อชาติ ประชาชน พระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักยิ่งต่อไปหรือไม่ เพียงใดครับ ขอขอบคุณครับ...
คำแถลงแก้ข้อกล่าวหา "ซุกหุ้น" ต่อศาลรัฐธรรมนูญ18 มิถุนายน 2544

       การไปวัดพระธรรมกาย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ จึงเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมากมาย โดยเฉพาะสายตาของ "ราชบัณฑิต" ที่ชื่อ "เสฐียรพงษ์ วรรณปก" อดีตสามเณรนาคหลวง ผู้เรียนจบ ป.ธ.9 เป็นสามเณรองค์ในรัชกาลที่ 9 ท่านกล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2549  ในชื่อคอลัมน์  "รำลึกถึงมหาแสง มนวิทูร" ไว้อย่างสะเด็ดว่า "คนดีเป็นที่ปรากฏในสังคมในด้านความรู้ความประพฤติ ใครๆ ก็อยากจะนับญาติด้วย เป็นธรรมดา เพราะทั้งคนถูกยกย่องและคนที่ยกย่องมีแนวโน้มอุปนิสัยใกล้เคียงกัน ย่อมยกย่องกัน นี่เป็นธรรมดา พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่มีธาตุเหมือน ก็ย่อมไหลไปหากัน เป็นธรรมดา พ่อค้าขายหุ้นก็ย่อมไหลไปหาพ่อค้าขายบุญประมาณนั้น นี่ก็เป็นของธรรมดา.." 
      ธัมมชโยนั้นเป็นพระร่ำรวยเงินทองล้นวัด สร้างอะไรก็ใหญ่โต เหมาะเจาะกับความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ร่ำรวยและชอบเมกะโปรเจ็ค แต่การไปวัดพระธรรมกายของทักษิณในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีที่ธัมมชโยกำลังถูกเดินเนินอยู่หรือไม่ ? ไม่มีใครตอบแทนได้ นอกจากคุณทักษิณเอง
       ทักษิณนั้นท่องคาถาประจำใจอยู่สองอย่าง คือ คะแนนเสียงและทุน 
     เมื่อพระธัมมชโยมีทั้งคะแนนเสียงเป็นสาวกนับแสนๆ ทั้งทรัพย์สินเป็นที่ดินวัดนับพันๆ ไร่ มีสาขาทั้งในและต่างประเทศอีกนับน้อย มีดาวเทียมส่งสัญญาณเป็นการส่วนตัว มีมหาวิทยาลัยเป็นของตนเอง การก่อสร้างมูลค่ามหาศาลนับหมื่นนับแสนล้าน อันเป็นทุนที่ใหญ่สุดเท่าที่วัดไทยเคยมีมาในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา 2549 ปี ธัมมชโยจึงมีทั้ง "ทุน" และ"บุญ" อันสามารถแปรเปลี่ยนเป็น "คะแนนเสียง" ให้พรรคไทยรักไทยได้
     วันนี้สองผู้ยิ่งใหญ่ในทางธรรมและทางโลก คือ ธัมมชโย กับ ทักษิณ ชินวัตร ก็โคจรมาพบกันแล้ว อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นอะไรที่การันตีได้ว่า ถ้าทักษิณยังได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป คดีธรรมกายก็จะจบเร็วและแฮปปี้เอ็นดิ้ง และวัดพระธรรมกายก็จะเป็นอมตะอย่างแท้จริง สมกับคำว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ก็อยู่ที่ว่าคณะกัลยาณมิตรจะทุ่มจิตทุ่มใจช่วยเหลือพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง 15 ตุลา 2549 นี้หรือเปล่า เท่านั้นเอง
     เพียงแต่ท่านธัมมชโยมิต้องนึกดอกว่า ก่อนหน้าจะมาเป็น "ทักษิณ" ในวันนี้ เคยมีใครเป็นบันไดให้เขามาบ้าง นับจาก หลวงตามหาบัว โพธิรักษ์ จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุน เสนาะ เที�¸
 ·  · แชร์ · ลบ

พระธรรมกิตติวงศ์ ที่ถูกคำสั่งสมเด็จพระสังฆราช "ปลด" จากตำแหน่ง เป็นองค์แรกในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย


อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม พระธรรมกิตติวงศ์ ที่ถูกคำสั่งสมเด็จพระสังฆราช "ปลด" จากตำแหน่ง เป็นองค์แรกในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย

โดย ประวัติศาสตร์ เมื่อ 19 มีนาคม 2012 เวลา 14:36 น. ·

ข้อมูลที่ชาวไทยต้องศึกษา เพื่อความประจักษ์แจ้งในความมั่นคงของชาติและพระศาสนา
แท๊กทีม !
พระธรรมกิตติวงศ์+พระพรหมดิลก
ประธานร่วมงานตักบาตรล้านรูปของธรรมกาย
ยิ่งลักษณ์ในชุดอุบาสิกาของธรรมกาย 

พระธรรมกิตติวงศ์

อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม ที่ถูกคำสั่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช "ปลด" จากตำแหน่ง เป็นองค์แรกในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย เมื่อสิบกว่าปีก่อน เลยหันไปทุ่มเทกายใจให้กับธรรมกาย จนกระทั่งวันนี้ วันที่พรรคเพื่อไทยของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีกองกำลังธรรมกายหนุนหลังอยู่เต็มอัตรา ได้โอกาสครองอำนาจทางการเมือง เราจึงได้เห็นสำนักนายกรัฐมนตรีรับหน้าเสื่อจัดงานตักบาตรพระ 1,000,000 รูป ปิดถนนกลางกรุงเทพมหานคร แบบว่าประวัติศาสตร์ต้องจารึก

งานของคณะสงฆ์ไทย แต่ไม่ใช่ของ..มหาเถรสมาคม

ไม่ต้องงงนะฮะ ว่าสำนวนไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน โดยพระธรรมกิตติวงศ์ ในวันนี้ มีความหมายอย่างไร ? ระหว่างคำว่า คณะสงฆ์ กับคณะสงฆ์ไทย นั้น มันคือคำๆ เดียวกันหรือเปล่า และมหาเถรสมาคมนั้นเป็นอะไรในคณะสงฆ์ไทย ก็คงต้องขอรบกวนท่านราชบัณฑิตพระธรรมกิตติวงศ์ ช่วยให้ความหมายด้วย เพราะท่านเป็นอัจฉริยะทางภาษา ออกหนังสือ "คำวัด" จนเป็นที่นิยมอ้างอิงของชาวพุทธทั่วประเทศมาแล้ว

เจ้าคุณเอื้อนโชว์ !

พระพรหมดิลก วัดสามพระยา วันนี้ขึ้นโชว์ตัวบนเวทีธรรมกายที่สะพานควาย ปล่อยให้เวทีใหญ่ประตูน้ำถูกพระธรรมกิตติวงศ์ยึดไป ความหมายก็ไม่มีอะไรมาก มันเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีน่ะ เพราะพระธรรมกิตติวงศ์นั้นสนิทกับหลวงพ่อใหญ่-พระเทพมหาญาณมุนี (ธัมมชโย) มาแต่ครั้งอยู่วัดปากน้ำ เมื่อเกิดกรณีธรรมกายในปี 2542 นั้น พระธรรมกิตติวงศ์ก็ทุ่มช่วยธรรมกายสุดตัว จนกระทั่งตัวเองต้องตาย คือถูกปลดจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม แถมตำแหน่งเจ้าคณะภาค 16 ก็ถูกยึดคืนอีก กระนั้น พระธรรมกิตติวงศ์ก็ยังคงเส้นคงวา หันหน้าเข้าวัดพระธรรมกายอย่างเต็มตัว และเมื่อวันนี้ วันที่ธรรมกายสามารถยึดครองกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นพิธี และเมื่อมีตัวเลือกหลากหลาย ก็อย่าแปลกใจที่ชื่อของ "พระธรรมกิตติวงศ์"จะได้รับการชูขึ้นให้เป็นประธานงานใหญ่ระดับประเทศ ส่วนพระพรหมดิลกนั้นแม้ว่าจะจริงใจ ยอมลดศักดิ์ศรีออกหน้าออกตาแทนท่านธัมมชโยตั้งหลายครั้งหลายครา แต่ก็ยังมาทีหลังพระธรรมกิตติวงศ์ ทางธรรมกายยังต้องการพิสูจน์ "ความจริงใจ" ให้มากกว่านี้ ทั้งๆ ที่พระพรหมดิลกนั้น ปัจจุบันมียศสูงกว่าพระธรรมกิตติวงศ์ แถมยังเป็นเจ้าคณะภาค 14  เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม แต่ได้จุดนั่ง "ต่ำกว่า" พระธรรมกิตติวงศ์ ก็เป็นผลของความจงรักภักดีล้วนๆ นะ อย่าน้อยใจไปเลย

สังเกตง่าย ชุดขาวมีแถบสองแถบพาดจากไหล่ทั้งสองข้างลงด้านล่าง นั่นล่ะชุดอุบาสิกาของธรรมกายเขา วันนี้เราได้เห็นนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สวมชุดดังกล่าว นำประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ตักบาตรพระล้านรูปในโครงการของธรรมกาย

มีเสียงกระซิบภายในว่า เมื่อตอนเลือกตั้งครั้งใหญ่สมัยที่ผ่านมานั้น "หลวงพ่อใหญ่" วัดไหนไม่รู้ "สั่งเหล่ากัลยาณมิตร" ให้ทุ่มเทช่วยเหลือพรรคเพื่อไทยอย่างสุดความสามารถ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ตั้งขึ้นจึงมีกองหนุนสีขาวๆ เป็นทั้งนักการศาสนาและนักการเมืองในแบบฟอร์มเดียวกัน และการที่ท่านธัมมชโยได้เลื่อนสมณศักดิ์จากชั้นราชเป็นชั้นเทพก็มิใช่เรื่องใหญ่อะไร ปลายปีนี้ท่านทัตตชีโวอาจจะได้ชั้นราชอีกด้วยฮ่ะ
ยิ่งลักษณ์ในชุดอุบาสิกาของธรรมกาย

พระพุทธรูปแบบธรรมกายกลางกรุงเทพมหานคร

ก็เป็นที่น่าแปลกหูแปลกตาคนดู แต่ไม่รู้ว่าจะแปลกหูแปลกตากรรมการมหาเถรสมาคมบ้างหรือไม่ กรณีที่มีคนนำเอาพระพุทธรูปแบบธรรมกายมาเป็นประธานในงานตักบาตรพระหนึ่งล้านรูป  ที่อ้างว่าเป็นโครงการของ "คณะสงฆ์ไทย" แต่เมื่อเข้าไปในงานแล้ว "อะไรๆ ก็ธรรมกาย" สรุปง่ายๆ ว่า คณะสงฆ์ไทยก็คือคณะธรรมกายนั่นเอง
โครงการของใคร ?

ในยุคประชาธิปไตยล้นใบ ทุกอย่างถูกต้องชอบธรรมหมด ถ้าผ่านการกากะบาดบนกระดาษเลือกตั้ง สามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะการเลือกตั้งคือความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย เมื่อได้เสียงข้างมากมาแล้วก็สามารถจะอ้างได้ทุกอย่าง แม้แต่คำว่า "คณะสงฆ์ไทย" ก็ถูกอ้างเอาไปใช้อย่างไม่กระดากอาย แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า มหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย "ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"นั้น กลับเฉยเมย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

คือถ้ายอมรับว่า โครงการของธรรมกายเป็นโครงการของคณะสงฆ์ไทยที่ปกครองโดยมหาเถรสมาคม ก็ควรออกมติส่งเสริมอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ควรจะชี้แจ้งให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจว่าใครเป็นคนแอบอ้าง แต่การปล่อยให้อ้างจัดงานกันกลางบ้านกลางเมืองอย่างนี้ โดยที่มหาเถรสมาคมก็ไม่ยอมไปร่วม มันหมายความว่าไง

เวลานี้ประเทศไทยมี "มหาเถรสมาคม" กี่สมาคมครับ ? http://www.alittlebuddha.com/


การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช


บันทึกประวัติศาสตร์ ในวาระบำเพ็ญกุศล 23 ปี การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

โดย ประวัติศาสตร์ เมื่อ 22 เมษายน 2012 เวลา 19:29 น. ·

ในวาระบำเพ็ญกุศล 23 ปี การสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ผู้เขียนใคร่นำประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์มาเผยแพร่ให้ปรากฏ โดยที่ผู้เขียนเป็นสัทธิวิหาริกที่อุปสมบทโดยพระองค์ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ ครั้นพรรษาหนึ่งล่วงพ้นได้ลาสิกขา จึงเขียนหนังสือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เป็นเครื่องบูชาพระคุณพิมพ์ใน พ.ศ.2537 จำนวนสองครั้งโดยลำดับ
เอกสารประกาศสถาปนาฯ ได้รับการอ้างถึงในหนังสือที่กล่าวแล้ว ดังนี้
ประกาศ
สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลา ธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ว่างลง สมควรที่จะทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เพื่อจักได้บริหารการพระศาสนาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 และตามระเบียบราชประเพณีให้สมบูรณ์สืบไป และโดยที่ได้ทรงสดับคำกราบบังคมทูลของคณะรัฐบาลกับทั้งสังฆทัศนะในมหาเถรสมาคมเป็นเอกฉันทมติ
จึงทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นพระมหาเถระ เจริญในสมณคุณ เนกขัมปฏิบัติ  สมบูรณ์ด้วยศีลสมาจารวัตร รัตตัญญู มหาเถรกรณธรรม ดำรงสถาพรอยู่ในสมณพรหมจรรย์ตลอดมาเป็นเวลาช้านาน ได้ประกอบกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์ไพศาลแก่พุทธจักรและอาณาจักร ดังมีอรรถจริยาปรากฏเกียรติสมภาร ตามความพิสดารในประกาศสถาปนาเป็นพระราชาคณะ มหาสังฆนายก เมื่อวันที่5 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 นั้นแล้ว
ครั้นต่อมา สมเด็จพระญาณสังวรฯ ยิ่งเจริญด้วยอุตสาหวิริยาธิคุณสามารถรับภาระธุระพระพุทธศาสนา เป็นพาหุกิจนิตยสมาทานมิได้ท้อถอย ยังการพระศาสนาให้เรียบร้อยและเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นเป็นลำดับมา ในการปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 สมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมมาแต่เริ่มแรก เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการฝ่ายธรรมยุต เป็นประธานคณะกรรมการธรรมยุต และเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ในการปริยัติศึกษา เป็นกรรมการปรับปรุงหลักสูตรศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ เป็นนายกกรรมการและนายกสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนครูปริยัติธรรม คณะธรรมยุตด้านการพระศาสนาในต่างประเทศ ได้เป็นประธานดำเนินการและประธานกรรมการอุปถัมภ์ในการสร้างวัดและอุโบสถในประเทศต่างๆ หลายแห่ง คือ วัดพุทธรังษี ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย วัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย วัดแคโรไลนา พุทธจักรวนาราม ในรัฐแคโรไลนาเหนือ สหรัฐอเมริกา อุโบสถวัดนครมณฑปศรีกีรติวิหาร ณ เมืองกีรติปูร นครกาฏมัณฑุ ประเทศเนปาล ได้ไปดูการพระศาสนา ณ ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย อินเดีย เนปาลอีกหลายวาระ เป็นประธานสงฆ์จากประเทศไทย ไปประกอบพิธีผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย ซึ่งเป็นการผูกพัทธสีมาอุโบสถเป็นครั้งแรกของวัดพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศนั้น ไปบรรพชากุลบุตรชาวอินโดนีเซีย ณ เมืองสมารัง ตามคำอาราธนาของคณะสงฆ์สังฆเถรวาทอินโดนีเซีย ไปบรรพชากุลบุตรศากยะแห่งเนปาล ตามคำอาราธนาของคณะสงฆ์เนปาล ไปร่วมประชุมสหพันธ์คีตาศรมสากลในฐานะแขกพิเศษ ณ ประเทศอินเดีย ด้านการเผยแผ่ธรรม แสดงธรรมเป็นประจำในวันธรรมสวนะและวันอาทิตย์ ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร บรรยายธรรมในการฝึกอบรมการปฏิบัติทางจิตทุกวันพระและวันหลังวันพระ ณ ตึก สว.ธรรมนิเวศ บรรยายธรรมในรายการบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่ทางสถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต เป็นประจำทุกวันอาทิตย์ บรรยายธรรมแก่ชาวต่างประเทศในวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ นอกจากนั้นยังได้เรียบเรียงหนังสือทั้งที่เป็นตำราประกอบการศึกษา ธรรมกถา ธรรมเสนา และสารคดีอีกเป็นอันมาก เช่น เรื่องหลักพระพุทธศาสนาแนวปฏิบัติสติปัฏฐานสัมมาทิฏฐิ โสฬสปัญหาธรรม บรรยายพระพุทธศาสนากับสังคมไทย ตำนานวัดวิหารวัดบวรนิเวศวิหาร เล่ม 2 เป็นต้น ทั้งยังได้ริเริ่มให้แปลหนังสืออธิบายธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อเป็นการเผยแผ่และเป็นคู่มือการศึกษาพระพุทธศาสนาสำหรับชาวต่างประเทศอีกทางหนึ่ง ในด้านสาธารณูปการได้เป็นประธานกรรมการอุปการะฝ่ายบรรพชิต ในการก่อสร้างตึก ภปร. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ร่วมกับสภากาชาดไทยสร้างตึกวชิรญาณวงศและวชิรญาณสามัคคีพยาบาล เป็นตึกสงฆ์และใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ในการพระอารามนั้นก็ได้เอาใจใส่ควบคุมดูแล ระวังรักษาและบูรณปฏิสังขรณ์ปูชนียวัตถุสถานตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งทรุดโทรมเสียหาย ทั้งในเขตพุทธวาส และสังฆาวาส ให้ดำรงคงสภาพที่มั่นคงถาวรและเรียบร้อยงดงาม ทั้งได้สร้างอาคารขึ้นใหม่อีกหลายหลัง อาทิ ตึก สว.ธรรมนิเวศ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นับว่าสมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นผู้มีปรีชาสามารถอย่างยิ่ง ในการปกครองทำนุบำรุงพระอารามหลวงที่มีความสำคัญ ให้เจริญรุ่งเรืองสมพระราชประสงค์
สมเด็จพระญาณสังวรฯ ยังได้เป็นประธานอุปถัมภ์การสร้างวัดในต่างจังหวัดอีกหลายแห่ง เช่น วัดรัชดาภิเษก วัดพุมุด จังหวัดกาญจนบุรี วัดวังพุไทร จังหวัดเพชรบุรี วัดล้านนาสังวราราม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น ที่สำคัญได้เป็นประธานสร้างวัดญาณสังวราราม ที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในเนื้อที่ 366 ไร่ ให้เป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมของพระภิกษุสามเณร และเป็นประโยชน์เกื้อกูลการพัฒนาอาชีพของประชาชนในถิ่นนั้น อุทิศถวายพระราชกุศลแด่อดีตมหาราชผู้ทรงกอบกู้ชาติไทย และสมเด็จพระกษัตริยาธิราชทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมราชโอรสธิดาทุกพระองค์ ไปทรงเป็นประธานในพิธีผูกพัทธสีมาอุโบสถ เมื่อวันที่30 เมษายน พุทธศักราช 2525
อนึ่ง เมื่อคราวทรงผนวชและประทับณ วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้รับหน้าที่เป็นพระอภิบาลโดยตลอด และต่อมาได้เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนาพระมงคลวิเสสกถาในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ปีพุทธศักราช 2517 และได้ถวายสืบต่อจากสมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถระ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2525 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
บัดนี้ ก็เป็นที่ประจักษ์ว่า สมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นผู้เจริญยิ่งด้วยพรรษายุกาล รัตตัญญู มหาสถาวีธรรม ยินดีในเนกขัมมปฏิบัติ เป็นอจลพรหมจริยาภิรัตยั่งยืนช้านานมา ดำรงมั่นในศีลสมาธิปัญญามิได้เสื่อมถอยมีจริยาวัตรสำรวมเรียบร้อยไม่หวั่นไหวต่อโลกามิส เป็นพหุลศรุตบัณฑิตผู้ทรงปรีชาญาณลึกซึ้ง แจ่มใส รอบรู้ในพระไตรปิฎกธรรมวิสารท สามารถวิจัยวิจารณธรรมนำมาแสดงได้ถูกต้องเที่ยงตรงบริสุทธิ์บริบูรณ์ เกื้อกูลสงเคราะห์พุทธบริษัทโดยเสมอหน้าเป็นอเนกประการ ได้เป็นครูและอุปัธยาจารย์ของมหาชนมากมาย มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายไพศาล เป็นที่เคารพสักการะแห่งมวลพุทธศาสนิกบริษัททั่วสงฆมณฑล ตลอดจนอาณาประชาราษฎรทั่วไปสมควรจะได้สถาปณาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานาธิบดีแห่งสังฆมณฑล เพื่อเป็นศรีศุภมงคลแด่พระบวรพุทธศาสนาสืบไป
จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สถาปณาสมเด็จพระญาณสังวรฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่าสมเด็จพระญาณสังวร บรมนริศรธรรมนิติภิบาล อริยวงศาคตญาณวิมล สกลมหาสังฆปริณายก ตรีปิฎกปริยัตติธาดา วิสุทธจริยาธิสมบัติ สุวัฑฒนภิธานสงฆวิสุต ปาวจนุตตมพิสาร สุขุมธรรมวิธานธำรง วชิรญาณวงศวิวัฒ พุทธบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิญาณพัฒนคุณ วิบุลลีลาจารวัตรสุนทร บวรธรรมบพิตร สรรพคณีสรมหาปธานาธิบดี คามวาสี อรัณยวาสี สมเด็จพระสังฆราช เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหารพระอารามหลวง เป็นประธานในสังฆมณฑลทั่วราชอาณาจักร
ขออาราธนาให้ทรงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอนช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในสงฆมณฑลทั่วไป  โดยสมควรแก่พระอิสริยยศซึ่งพระราชทานนี้ ทรงเจริญพระชนมายุ วรรณ สุข พล ปฏิญาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติวิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ให้ทรงมีพระราชาคณะและพระครูฐานานุกรมประดับพระอิสริยยศ 15 รูป คือ พระมหานายก พุทธปาพจนดิลกโลกยปสาทา ภิบาล สกลสังฆประธานมหาเถรกิจการี คณาธิบดีศรีรัตนคมกาจารย์ พระราชาคณะปลัดขวา 1 พระจุลนายก ธรรมนิติสาธกมหาเถราธิการ คณะกิจบรรหารธุรการี สมุหบดีศรีธรรมภาณกาจารย์ พระราชาคณะปลัดซ้าย 1 พระครูวิสุทธิธรรมภาณ 1 พระครูพิศาลวินัยวาท 1 พระครูประสาทพุทธปริต พระครูพระปริตร 1 พระครูประสิทธิพุทธมนต์ พระครูพระปริตร 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูธรรมธร 1 พระครูสรภัญญประกาศ พระครูคู่สวด 1 พระครูสรนาทวิเศษ พระครูคู่สวด 1 พระครูนิเทศธรรมจักร 1 พระครูพิพัฒน์ธุรกิจ 1 พระครูสังฆสิทธิกร 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1 ขอให้พระคุณผู้ได้รับตำแหน่งทั้งปวงนี้ มีความสุขสิริสวัสดิ์สถาพรในพระบวรพุทธศาสนาเทอญ
ประกาศ ณ วันที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2532 เป็นปีที่ 44 ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
นายกรัฐมนตรี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินในการบำเพ็ญกุศล 23 ปี การสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ในวันที่ 21 เมษายน 2555 เวลา 14.00 น. และทรงเป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อหาทุนจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์อาคารสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี

สำหรับการทอดผ้าป่าตามที่อ้างแล้วข้างต้น ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมกุศลถวายเป็นสักการบูชาได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา ชื่อบัญชี"100 ปีสังฆราชเพื่อรพ.พหลฯ" ธนาคารกสิกรไทย สำนักราษฎร์บูรณะ เลขที่ 745-1-04343-3.