วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Facebook คืออะไร ประวัติของ Facebook

Facebook คืออะไร ประวัติของ Facebook
Facebookคืออะไร
Facebook คือ บริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่ง
Facebook คืออะไร
Facebook คือ บริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งหรือหลายๆ กิจกรรมกับผู้ใช้ Facebook คนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งประเด็นถามตอบในเรื่องที่สนใจ โพสต์รูปภาพ โพสต์คลิปวิดีโอ เขียนบทความหรือบล็อก แชทคุยกันแบบสดๆ เล่นเกมส์แบบเป็นกลุ่ม (เป็นที่นิยมกันอย่างมาก) และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ผ่านแอพลิเคชั่นเสริม (Applications) ที่มีอยู่อย่างมากมาย ซึ่งแอพลิเคชั่นดังกล่าวได้ถูกพัฒนาเข้ามาเพิ่ม เติมอยู่เรื่อยๆ
Facebook เป็น social network ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งถ้าในต่างประเทศ ความยิ่งใหญ่ของ facebook มีมากกว่า Hi5 เสียอีก แต่ในประเทศไทยของเรา Hi5 ยังครองความเป็นเจ้าในด้าน social network ในหมู่คนไทย
ประวัติความเป็นมาของ facebook
ประวัติfacebook
Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook เมื่อปี 2548
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี พุทธศักราช 2548 Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook ซึ่งเป็นเว็บประเภท social network ซึ่งตอนนั้น เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตา เพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็สมัครเป็นสมาชิก facebook เพื่อเข้าใช้งานกันอย่างล้นหลาม และเมื่อทราบข่าวนี้ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเขตบอสตั้นก็เริ่มมีความต้องการ และอยากขอเข้าใช้งาน facebook บ้างเหมือนกัน มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitz และ Christ Hughes เพื่อช่วยกันสร้าง facebook และเพียงระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนั้น facebook จึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30 กว่าแห่ง
ไอเดีย เริ่มแรกในการตั้งชื่อ facebook นั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์ เอ็กเซเตอร์ อะคาเดมี่ โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง face book นี้จริงๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต
facebook เป็น social network
คำว่า Facebook มาจากหนังสือเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book
เมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งมาร์ค ดัสติน และ ฮิวจ์ ได้ย้ายออกไปที่ Palo Alto ในช่วงฤดูร้อนและไปขอแบ่งเช่า อพาร์ทเมนท์ แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ มาร์คได้เข้าไปคุยกับ ชอน ปาร์คเกอร์ (Sean Parker) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster จากนั้นไม่นาน ปาร์คเกอร์ก็ย้ายเข้ามาร่วมทำงานกับมาร์คในอพาร์ตเมนท์ โดยปาร์คเกอร์ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนรายแรก ซึ่งก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และผู้บริหารของ The Founders Fund โดยปีเตอร์ได้ลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ
ด้วยจำนวนสมาชิกหลายล้านคน ทำให้บริษัทหลายแห่งสนใจในตัว facebook โดย friendster พยายามที่จะขอซื้อ facebook เป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในกลางปีพ.ศ. 2548 แต่ facebook ปฎิเสธข้อเสนอไป และได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจาก Accel Partners เป็นจำนวนอีก 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตอนนั้น facebook มีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Facebook
Facebook ยังมีการเติบโตอยู่ตลอดเวลา
facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤถูใบไม้ผลิ facebook ได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capital พร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น facebook ได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน facebook และสร้าง network ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน facebook ได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น
ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ facebook ด้วยวงเงินจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย facebook ให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahoo ก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฎิเสธข้อเสนอนั้นทันที ภายหลังต่อมา ทาง Yahoo ได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฎิเสธ Yahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กๆ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฎิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฎิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550
มีข่าวอีกกระแสหนึ่งที่ไม่ ค่อยดีสำหรับ facebook ที่ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก กับ Social Network ที่ชื่อ ConnectU โดยผู้ก่อตั้ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ได้กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ facebook ไปจากตน โดยกรณีนี้ได้มีเรื่องมีราวไปถึงชั้นศาล และตอนนี้ได้แก้ไขข้อพิพาทกันไปเรียบร้อยแล้ว
facebook เป็นหนึ่งใน social network ต่างๆ
โลโก้ social network ต่างๆ
ถึงแม้ว่าจะมีข้อพิพาท อย่างนี้เกิดขึ้น การเติบโตของ facebook ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป ในฤดูใบไม่ร่วงปี 2551 facebook มีสมาชิกที่มาสมัครใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่วันละ 200,000 คน ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ facebook มีสมาชิกมากถึง 50 ล้านคน โดย facebook มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน จากวันแรกที่ facebook เป็น social network ของนักศึกษามหาวิทยาลัย จนวันนี้ สมาชิกของ facebook 11% มีอายุมากกว่า 35 ปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็เข้ามาสมัครใช้ facebook กันเยอะมาก นอกเหนือจากนี้ facebook ยังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดย 15% ของสมาชิก เป็นคนที่อยู่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีรายงานออกมาด้วยว่า ค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มาใช้งาน facebook นั้นอยู่ที่ 19 นาทีต่อวันต่อคน โดย facebook ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อัพโหลดรูปภาพสูงที่สุดด้วยจำนวน 4 หมื่นหนึ่งพันล้านรูป
จากจำนวนสถิติเหล่านี้ ไมโครซอฟต์ได้ร่วมลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อแลกกับหุ้นจำนวน 1.6 % ในเดือนตุลาคม 2551 ทำให้มูลค่ารวมของ facebook มีมากกว่า 15,000 ล้านบาท และทำให้ facebook เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 ในหมู่บริษัทอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่ารายรับต่อปีเพียงแค่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลายฝ่ายได้อธิบายว่า การตัดสินใจของไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ทำเพียงเพื่อที่จะเอาชนะ Google ซึ่งเป็นคู่แข่งขันที่จะขอซื้อ facebook ในครั้งเดียวกันนั้น คู่แข่งของ facebook ก็คือ MySpace, Bebo, Friendster, LinkedIn, Tagged, Hi5, Piczo, และ Open Social
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากhttp://www.212cafe.com
สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่านได้ใช้ประโยชน์ รวมไปถึงข้อดีของการใช้เว็บ Facebook.com ให้เกิดประโยชน์แก่ทุกๆ คน แล้วก็ใช้ไปในทางที่สร้างสรรค์เพื่อสังคมของเรากันนะครับ

ประโยชน์ของ Social Networking



ประโยชน์ของ Social Networking
รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของ Facebook และ Twitter ซึ่งเป็นเว็บไซต์ชื่อดังในสังคมหรือชุมชนออนไลน์ (Social Networking) ได้กลายเป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญกันในวงกว้างมากขึ้นนะครับ เมื่อทั้ง FB และ Twitter ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมืองและการตลาดของทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน เว็บทางด้าน Social Networking เหล่านี้ บางคนอาจจะมองว่าเป็นของเล่นสนุกๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าสามารถใช้ให้ถูกแล้วเราสามารถใช้เว็บเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ได้ครับ โดยแทนที่เว็บเหล่านี้ จะเป็นเพียงสื่อหรือสังคมออนไลน์ เรามามองเว็บเหล่านี้ให้เป็นเครื่องมือทางการตลาดดูกันบ้าง

ประการแรก เลย เราสามารถใช้เว็บเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารข้อความต่างๆ ไม่ว่าของตนเองหรือขององค์กรออกไปยังคนกลุ่มหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทางด้านการตลาดแต่อย่างใด บางคนก็เรียกเป็นกลยุทธ์ปากต่อปาก หรือ Viral Marketing ที่เมื่อเราโพสต์ข้อความบางประการลงไปในเว็บสังคมออนไลน์เหล่านี้ คนจำนวนมากที่เป็น "เพื่อน" ของเราหรือติดตามเราอยู่ ก็จะได้รับข้อมูลเหล่านั้น และถ้าข้อความดังกล่าวมีความน่าสนใจ ข้อความดังกล่าวก็จะถูกสื่อสารต่อออกไปเรื่อยๆ อย่างเช่น Twitter ของนายกฯ และอดีตนายกฯ ที่ต่างก็พยายามใช้สื่อนี้ในการทำ Viral Marketing อย่างกรณีของอดีตนายกฯ นั้น ก็เขียนไว้ใน Twitter ของตนเองว่า "เมื่อวานนี้ได้รับสิทธิทำลอตเตอรี่ในอูกานดาเพื่อนำรายได้มาคัดเด็กเก่งๆ ส่งไปเรียนต่างประเทศบางคนก็จะส่งมาเรียนในไทย รวมทั้งส่งเสริมฟุตบอลด้วย" ในขณะที่ Twitter ของนายกฯ ปัจจุบัน ก็เขียนไว้ว่า "เปิดตัวเว็บไซต์ประจำตัวนายกรัฐมนตรีไทย และเพิ่มช่องทางสื่อสารใหม่ของประชาชนผ่านทาง " ซึ่งเชื่อว่านักข่าวก็ติดตาม Twitter ของบุคคลทั้งสอง เพื่อที่จะได้เผยแพร่นำข้อมูลเหล่านี้ไปเผยแพร่ผ่านทางสื่อมวลชนอีกต่อไป

ประการที่สอง นอกจากจะเป็นสื่อในการส่งข้อความแล้ว เรายังสามารถใช้เว็บสังคมออนไลน์เป็นที่ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับองค์กรที่เราทำงาน เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เราใช้ หรือเกี่ยวกับการเมือง ผมเองลองพิมพ์ค้นหาคำว่า Abhisit ลงไปใน Twitter ก็จะเจอความเห็นใน Twitter ของประชาชนทั่วๆ ไปทั้งในเชิงบวกและลบเกี่ยวกับนโยบายและกิจกรรมของท่านนายกฯ หรือพอพิมพ์คำว่า McDonald ลงไปใน Twitter ก็จะเจอความเห็นเกี่ยวกับสินค้าของ McDonald อยู่เต็มไปหมด ดังนั้น ถ้าใช้ให้ดีๆ แล้วสังคมออนไลน์เหล่านี้ จะกลายเป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งไม่ช้าไม่นาน องค์กรต่างๆ ก็คงต้องหาคนมาคอยเฝ้าเว็บสังคมออนไลน์เหล่านี้ เพื่อคอยสืบและติดตามข่าวเกี่ยวกับองค์กรตนเอง

นอกจากจะใช้เว็บเหล่านี้เป็นช่องทางในการวิจารณ์ชาวบ้านเขาแล้ว เมื่อองค์กรของตนเองมีข่าวหรือกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจ เราก็สามารถใช้เว็บเหล่านี้เป็นกลไกในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข่าวสารดีๆ เกี่ยวกับองค์กรของตนเองไปยังบุคคลต่างๆ รอบๆ ตัวเรา ผมเองก็ใช้บริการในลักษณะนี้บ่อยๆ เวลาหลักสูตรที่ดูแลจะรับสมัครนิสิตรุ่นใหม่ ก็จะใช้ FB เป็นกลไกในการประกาศรับสมัครนิสิต หรืออย่างที่คณะบัญชี จุฬาฯ จะจัดสัมมนา Management pit ในวันพฤหัสที่จะถึงนี้ ผมก็ไปปล่อยข่าวไว้ทั้งใน FB และ Twitter ของตนเอง (สนใจก็โทรไปสอบถามได้ที่ 0-2218-5867) ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลดีครับ

บางองค์กรยังใช้ FB และ Twitter เป็นเครื่องมือในการตอบคำถาม หรือข้อข้องใจของลูกค้าเกี่ยวกับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่างๆ โดยจะมีพนักงานคนหนึ่งทำหน้าที่ในการติดตามข่าวสารหรือข้อร้องเรียน เสียงโวยวายต่างๆ ที่ปรากฏใน FB และ Twitter และทำหน้าที่ในการชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ รวมทั้งตอบคำถามที่ปรากฏอยู่ในเว็บสังคมออนไลน์เหล่านี้ จริงๆ แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่ติดตาม ข้อมูลข่าวสารบนเว็บสังคมออนไลน์เท่านั้น แต่อาจจะเป็นหน้าที่ของพนักงานทุกคนเลยก็ได้ครับ ว่า ถ้าเจอข้อวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ปรากฏขึ้นเมื่อไร ก็จะต้องทำหน้าที่ในการตอบและชี้แจงทันทีไม่ต้องรอให้คนที่รับผิดชอบเป็นคนคอยมาตอบและดูแลเท่านั้น

ปัจจุบันในเมืองไทยนั้น Twitter กำลังเป็นที่นิยมกันในระดับหนึ่ง (และเริ่มมากขึ้นหลังกลายเป็นสมรภูมิระหว่างผู้นำประเทศในปัจจุบันและอดีตผู้นำประเทศ) แต่ที่กำลังฮิตๆ กันมากก็หนีไม่พ้น Facebook ที่ในอดีตเว็บในลักษณะนี้ เป็นแหล่งชุมนุมของวัยรุ่น (Hi 5 เป็นต้น) แต่พอมาเป็น Facebook แล้วปรากฏว่ากลุ่มที่ไม่ใช่วัยรุ่นจะหันมาใช้และเล่นกันมากขึ้น มีงานวิจัยในอังกฤษที่ชี้ให้เห็นว่าวัยรุ่นในอังกฤษได้เริ่มลดความสนใจในเว็บ Social Networking ลงไป เหมือนกับว่าเว็บ Social Networking เหล่านี้ เริ่มถึงจุดอิ่มตัวสำหรับวัยรุ่น แต่ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ กลับตอบรับต่อ Facebook ด้วยดี ซึ่งก็คล้ายๆ ในไทยที่ปัจจุบันเห็นวัยผู้ใหญ่หันมาเล่น และใช้ Facebook กันมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เราคงต้องหาทางใช้เว็บเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์บ้างนะครับ ไม่ใช่เป็นสถานที่บ่น ระบายอารมณ์ หรือเป็นที่หยอดคำหวานๆ ของชายหนุ่ม (ลูกศิษย์คนหนึ่งของผมเพิ่งเขียนลงไปใน FB ว่า "นานแค่ไหนแล้ว ที่เราไม่ได้ออกไปมองท้องฟ้ายามค่ำคืน" ทั้งๆ ที่เป็นตอนบ่าย) หรือแม้กระทั่งสถานที่เล่นเกมและแบบทดสอบแหล่งใหม่ เพื่อหาคำตอบว่าตัวเองเป็นคนอย่างไรหรือชอบอะไร

10 ข้อดี facebook fanpage



Facebook เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับให้ผู้คนมาปฎิสัมพันธ์กัน ไม่ใช่เพื่อเป็นสังคมของการช้อปปิ้ง แล้วทำไมบริษัทของเราถึงควรเสียเวลาและทรัพยากรบุคคลมาคอยดูแล Fan Page ของ Facebook ด้วยล่ะ (Fan Page คือหน้าโปรไฟล์ของบริษัท) ถึงแม้ว่าสมาชิกที่มาเป็นแฟนบริษัทหรือธุรกิจของเราไม่ได้สนใจจะซื้อสินค้าหรือบริการ แต่สิ่งที่พวกเขาก็เชื่อมโยงกับบริษัทในทางใดทางหนึ่ง เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ยอมรับว่าเป็น ‘แฟน’ ของเราแล้วไงล่ะ และการทำ Fan Page ก็มีประโยชน์มากมายหลายอย่าง มากกว่าที่เราคาดคิดเลยทีเดียว

1. Facebook เป็นช่องทางโปรโมตธุรกิจ

Fan Page ของ Faebook สามารถช่วยในการแบรนดิ้งธุรกิจของเราไปในตัว ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอาจมีคนอีกมากมายกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต หรืออาจเป็นคนที่อยากร่วมงานกับเรา นักลงทุน ตลอดจนถึงสื่อที่สนใจในธุรกิจของเรา ไม่ต้องกลัวว่าการมี Fan Page จะยุ่งยากหรือจำกัดเพราะคนที่มี Facebook เท่านั้นถึงจะสามารถเข้าชม Fan Page ของเราได้ เพราะ Fan Page เปิดให้ทุกคนเข้ามาอ่านหรือดูโปรไฟล์ธุรกิจได้โดยที่ไม่ต้องเป็นสมาชิก ดังนั้นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจำนวนมากจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าหรือบริการที่เราต้องการโปรโมตได้อย่างง่ายดาย
เคล็ดลับ: อัพเดตเนื้อหาจากเว็บไซต์หลักเข้า Fan Page ผ่าน RSS เพื่อเซฟเวลา แต่ระวังอย่าให้มีเนื้อหาที่ชี้ชวนหรือโฆษณาขายจนเกินไป

2. คนเข้าเว็บไซต์มากขึ้น

Facebook อนุญาตให้ใส่ลิงก์เว็บไซต์บริษัทหรือธุรกิจได้ ดังนั้นผู้ที่เข้ามาชมหน้า Fan Page ใน Facebook ซึ่งสนใจและอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือสินค้าบริการของเรามากขึ้นก็สามารถคลิกลิงก์ไปยังเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัทได้เลยทันที นอกจากนี้ก็อย่าลืมใส่ Facebook Widget ซึ่งจะช่วยให้คนที่เข้ามายังเว็บไซต์สามารถคลิกเข้าไปเยี่ยมชมและมากด Like เป็นแฟนในหน้า Fan Page ได้เช่นกัน เมื่อเราทำทั้ง 2 อย่างนี้แล้ว ทั้งงเว็บไซต์และ Fan Page ก็จะสามารถช่วยโปรโมตกันและกันได้
เคล็ดลับ: เปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้ Facebook เป็นแฟนผลิตภัณฑ์และจากแฟนเป็นลูกค้า ผ่านการโปรโมตเว็บไซต์ด้วย Fan Page และใส่ลิงก์ Fan Page ลงไปในหน้าเว็บไซต์โดยการใช้ Widget

3. เพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO

การมีเนื้อหาเกี่ยวกับบริษัทของเีรากระจายอยู่ในหลายๆ เว็บไซต์จะช่วยทำให้การค้นหาผ่าน search engine อย่าง Google มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ทำให้คนค้นเจอเว็บไซต์ของเราได้มากและเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Social Search บริการใหม่จาก Google ยังช่วยให้ผู้ค้นหาสามารถอ่านความเห็นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเราได้ทันทีจากหน้าแสดงผลการค้นหา การลิงก์ Fan Page เข้ากับเว็บไซต์หลักจึงเป็นวิธีที่เปี่ยมประสิทธิภาพในการช่วยต่อยอดจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อีกทางหนึ่ง

4. สร้างคอมมูนิตี้ผู้บริโภคหรือกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและไม่ต้องเสียเงิน

Fan Page ถือเป็นอีกทางเลือกในการทำให้กลุ่มลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมกับเว็บไซต์หลักของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์มากขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถโพสต์ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และอื่นๆ ลงบนโปรไฟล์ Facebook เพื่อแชร์ให้บรรดาแฟนๆ ของสินค้าและบริการได้ชมอีกด้วย ที่สำคัญเรายังสามารถพูดคุยกับลูกค้า ถามคำถาม ความคิดเห็น ความพึงพอใจ และอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยให้เราสามารถพัฒนาหรือต่อยอดผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือบริการจากความคิดเห็นของผู้บริโภคได้อีกด้วย

5. Facebook เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง

ถ้าสมาชิกคนนั้นเป็นแฟนของ Fan Page เราใน Facebook แล้ว เราก็สามารถส่งข้อความถึงพวกเขาได้โดยตรง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะส่งให้ใครบ้าง เช่น หากคุณทำกิจกรรมในจังหวัดหนึ่ง เราก็สามารถเลือกส่งข้อความเชิญชวนให้เฉพาะแฟนที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ ให้มาร่วมกิจกรรมชิงรางวัลกับสินค้าหรือบริการของเราได้ และไม่่ใช่แค่พื้นที่เท่านั้น แต่อายุ หรือ เพศ ก็สามารถกำหนดได้เช่นกัน

6. Facebook ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การคุยกันหรือแสดงความเห็นเล็กๆ น้อยๆ สามารถทำให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าแกร่งขึ้น เพราะเป็นการโต้ตอบกันโดยที่ลูกค้าไม่ได้รู้สึกว่าถูกบีบบังคับให้ซื้อสินค้า แต่เป็นการคุยกันแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งจะทำให้ทัศนคติของลูกค้าต่อแบรนด์ดียิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นใน Facebook เลยก็ตาม แต่กว่า 90% ของผู้ใช้ Facebook คาดหวังจะเห็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ตนเองใช้มี Fan Page

7. Facebook ช่วยสร้างพื้นที่ให้ผู้ภักดีต่อแบรนด์ได้บอกต่อ

แม้ผู้ใช้จำนวน 25% จะไม่ชอบป่าวประกาศบอกคนอื่นๆ ว่าตนเองชอบหรือใช้ผลิตภัณฑ์อะไร แต่ผู้ใช้จำนวนที่เหลืออีกมากมายพร้อมจะแนะนำหรือแสดงความชื่นชมสินค้าหรือบริการที่ตนเองประทับใจ รวมถึงบอกต่อไปยังเพื่อนๆ หรือคนรู้จักใน Facebook อีกด้วย
ฉะนั้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าชั้นเยี่ยมแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับสินค้าโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าโฆษณาด้วยซ้ำ
เคล็ดลับ: การโพสต์ข่าวสารข้อมูลในหน้า Fan Page หรือข้อความต่างๆ ที่เราโต้ตอบกับผู้ใช้งาน Fan Page ก็จะปรากฏบนหน้าอัพเดตของทั้งคุณและแฟนสินค้าคนนั้นด้วย ช่วยเพิ่มโอกาสให้มีคนมาเป็นแฟน Fan Page เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

8. เฝ้าจับตาดูพฤติกรรมสมาชิก

ในสังคมออนไลน์แบบ Facebook ลูกค้าและผู้บริโภคมักไม่ค่อยตั้งป้อมต่อต้านหรือแสดงอคติต่อการเข้าไปทำการตลาดของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง พวกเขามีแน้วโน้มที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการหรือประสบการณ์ทั้งที่ดีและไม่ดีต่อธุรกิจของเราหรือของคู่แข่ง ซึ่งหากเราให้ความสำคัญหรือใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้ เราก็จะได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ โดยปริยาย
เคล็ดลับ: Fan Page มาพร้อมหน้าถาม-ตอบอยู่แล้ว เราสามารถใช้ส่วนนี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการสนับสนุนให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เช่น ส่วนที่อยากให้ปรับปรุงสินค้า เป็นต้น

9. Facebook มีเครื่องมือวัดผลที่แม่นยำ

ถ้าอยากรู้ว่า Fan Page ได้รับการตอบรับมากแค่ไหน Facebook ก็มีบริการ Page Insights ซึ่งเป็นเครื่องมือรายงานและวัดสถิติ เช่น มีคนเข้ามาคอมเมนต์หรือโพสต์ข้อความมากน้อยขนาดไหน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับแฟนๆ ของ Fan Page ด้วยว่าอายุเท่าไร เพศอะไร ภูมิลำเนาอยู่แถวไหน ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถทำการตลาดโดยเน้นไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
เคล็ดลับ: อย่าลืมนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสารที่เหมาะสมและส่งไปยังกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการไดุ้ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายทางการตลาดที่ตั้งไว้

10. ไล่ตามคู่แข่งทัน

ถ้ายังคิดว่า Fan Page ไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจอยู่ล่ะก็ ลองมองด้านการแข่งขันดูบ้าง อย่าลืมว่าถ้าคู่แข่งของเราทำ Fan Page ซึ่งมีจำนวนแฟนๆ มากมายและมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับกลุ่มลูกค้าจนความสัมพันธ์เหนียวแน่นจนไม่เหลือที่ว่างให้ธุรกิจของเรา แล้วแบบนี้เราจะมัวรออะไรอยู่อีก เริ่มทำ Fan Page ใน Facebook ตั้งแต่วันนี้เพื่อความได้เปรียบในตลาดและก้าวเป็นหนึ่งในสังคมออนไลน์

จารึก หลวงตาบัว ขอให้คุณทักษิณลาออกเสีย อย่าอยู่ให้หนักประเทศไทย





หลวงตาบัวฝากบอกทักษิณศิษย์รัก
"ให้รีบลาออกซะเถอะ หลวงตาอกจะแตกตายอยู่แล้ว"



นี่เราก็อกจะแตก เราอยู่ในท่ามกลางเมืองไทย ท่ามกลางศาสนา ท่ามกลางลูกศิษย์ผู้ใหญ่ๆ ทั้งนั้นแหละ เวลานี้อยู่ในวงรัฐบาล ทราบว่าเขาขับไล่ทักษิณ ทักษิณมันเน่าเฟะขนาดนั้นแล้วยังเหลือแต่ลมหายใจๆ จะดีดดิ้นไปหาอะไรเหยียบคนทั้งประเทศ จะลาออกไม่ได้หรือทักษิณ ถามทักษิณให้หน่อยนะ นี่หลวงตามหาบัวให้ถาม ทักษิณนี่ก็ว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดพอสมควร เราจึงได้ยกขึ้นให้เป็นนายกฯ คือเราดูคนผิดเรายอมรับ
ดูคนผิดยังไง เราดูฐานะการเงินการทองทุกสิ่งทุกอย่างไม่บกพร่อง กับดูที่เคยกินตับกินปอดประชาชน จนไม่มีตับมีปอดเหลืออยู่ภายในท้องในไส้นี้เลย มันต่างกัน คนนี้เห็นว่าสมควร สมบูรณ์พูนผลทุกสิ่งทุกอย่าง สมบัติเงินทองมากมาย แล้วไปเป็นผู้นำจะไม่กังวลไปเที่ยวหากินตับกินปอดประชาชน จะได้พยุงประชาชนขึ้นจากหล่มลึก คือความทุกข์จนข้นแค้น เราคิดอย่างนี้เราไม่ได้เอาธรรมเข้าไปจับ ฐานะการเงินการทองทุกสิ่งทุกอย่างมันหนาหน้าหนาตา เราก็เลยลืมธรรมไป เราจึงยอมรับว่าเราดูคนผิด
เราเอาฐานะของการเงินการทองมาดู คนมั่งมีศรีสุขแล้วจะไม่ไปรบกวน จะไม่ไปทำลายผู้ยากผู้จนทั้งหลาย ประชาชนราษฎรยากจนอยู่แล้ว เราเป็นหัวหน้าเป็นผู้ใหญ่ไปกินตับกินปอดเขาอย่างนี้ สำหรับคุณทักษิณเราไม่มี เราคิดอย่างนั้น ก็มีแต่จะช่วยชาติบ้านเมืองให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยไปโดยลำดับลำดา บ้านเมืองจะได้สงบร่มเย็น เราจึงยกขึ้น เรายอมรับว่าเรายกขึ้น เรายกคนผิดไป พยุงกันเต็มที่ เพื่อจะเอาคนนี้ละอุ้มบ้านอุ้มเมืองเรา ครั้นได้เป็นแล้วมันก็เป็นอย่างนี้
ที่เห็นรัฐบาลมากี่ยุคกี่สมัย เราก็ดูมาโดยลำดับ มันก็เป็นมาอย่างนั้นๆ แล้วจวนสุดท้ายนี่ก็แหลกเข้าไปๆ มิหนำซ้ำเงินในคลังหลวงก็จะไปลากออกมากินกัน สะแตกกันหมด เราเป็นผู้คัดค้านต้านทานเอาไว้เราลืมเมื่อไร ประเทศไทยทั้งประเทศก็มีคลังหลวงเท่านั้นเป็นหัวใจของประชาชน ลมหายใจอยู่ที่นั่น มาเอาอันนี้ไปแล้วจะให้เขาหายใจที่ไหน อย่ามาแตะ เราไม่ลืมนะ บอกว่าอย่ามาแตะ ถ้ามีปัญญาให้ไปหามาใหม่ หามาเพิ่มนี้จะถูกต้องกับเราเป็นผู้นำ เราว่าอย่างนี้ เรื่องเราก็ไม่ลืม เพราะพวกนี้จะกินตับกินปอดประชาชนหนักเข้าๆ มันทนไม่ไหว
เพราะเราเป็นคนขนเงินขนทองเข้าสู่คลังหลวงเวลานั้น เป็นเวลาเดียวกัน พอดีจังหวะ มันจึงโต้ตอบกันได้ ถ้าธรรมดาเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นไปพูดนี้ผิดหลักศาสนา ผิดหลักธรรม บ้านเมืองเขาโลกเขาเป็นอย่างนั้น ธรรมเราเป็นอย่างนี้ แต่นี้เราเข้าไปเกี่ยวข้องละซี ขนเงินเข้าคลังหลวง สมบัติอะไรต่ออะไร ขนเข้าๆ แล้วคนหนึ่งลากเอาไปเผาไปกินมันดูไม่ได้ ก็ต้องคัดค้านต้านทานกัน จึงไม่มีความผิดที่เราคัดค้านต้านทานเรื่องราวที่เราผ่านมาแล้วนั้น
แล้วทำยังไงที่นี่ พวกนี้ก็จะกินนี้ แล้วจะหาใครเป็นคนที่มานำชาติบ้านเมืองของเรา เราจะหาใครพอจะเป็นไปได้ ก็พอดีคุณทักษิณสมัครอยากไปเป็นผู้นำ เราก็พอใจ เห็นฐานะทุกสิ่งทุกอย่างสมควรอย่างยิ่งแล้ว ที่จะอุ้มชูชาติไทยของเราให้ขึ้นจากหล่มลึกได้ เราเอาการเงินมาพิจารณา มาเป็นเครื่องวัดเครื่องตวง เราไม่ได้เอาธรรมเข้าไปจับดูหัวใจคน เราดูวัตถุนี้มันก็เป็นเรื่องของกิเลสไปเสีย เราก็โง่ เราบอกว่าเราโง่ เราดูคนผิด บอกพี่น้องทั้งหลายเลย ด้วยเจตนาที่จะยกขึ้นแต่มันผิดพลาดไป
เวลานี้ทราบว่าไม่มีใครบรรดาที่เป็นรัฐบาลมากี่ยุคกี่สมัย ที่จะร้ายแรงร้ายกาจที่สุด พุงโตที่สุด เป็นบ้าอำนาจเกินขอบเขตของเมืองไทยเราซึ่งเป็นชาวพุทธ บ้าโลภก็พิลึกพิลั่น นี่ละที่เรายกฐานะว่าจะไม่กินอะไรแล้ว ยิ่งกลายเป็นบ้าโลภท้องใหญ่ท้องโต มากินทุกแบบทุกฉบับ ลูกศิษย์ลูกหาเขามาเล่าให้ฟังนี้เราจะตายแล้วนะ เราเป็นผู้ยกขึ้น ขายหน้าขายตาหลวงตาบัวเอาเหลือประมาณ
เพื่อจะยกหน้าตาของหลวงตาบัวขึ้นให้เป็นคู่เคียงกับศาสนา สมกับเจตนาที่จะช่วยชาติบ้านเมืองมาเต็มกำลังความสามารถนี้ ขอให้คุณทักษิณลาออกเสีย อย่าอยู่ให้หนักเมืองไทยเรา คุณทักษิณเป็นลูกศิษย์หลวงตาบัว หลวงตาบัวเป็นผู้อุ้มขึ้น เดี๋ยวนี้มันเหยียบเข้ามาทั้งหลวงตาบัวด้วย เพราะฉะนั้น จึงบอกคุณทักษิณให้ลาออกเสียดีๆ อย่าให้เน่าเฟะทั่วประเทศไทยนี้เลย เดือดร้อนกันทั้งประเทศเพราะคนๆ เดียวนี้แหละ คนๆ นี้มาเกี่ยวกับหลวงตาบัวอยู่โดยตรงด้วย เราอุ้มเราชูขึ้นมาเต็มกำลังความสามารถ ครั้นขึ้นไปแล้วก็เหยียบหัวเราลง นอกจากนั้นเหยียบคนไทยทั้งประเทศลงไป ศาสนาก็เลยจะไม่เหลือ ถ้าฟังศาสนาจะทำได้ลงคอหรือคนเรา ทำไม่ได้นะ
ศาสนาท่านสอนว่ายังไง ไม่ได้ให้กินให้กลืนให้รีดให้ไถ เราก็ดูอย่างนี้ ที่เราว่าสมควรที่จะยกชาติขึ้นมาได้ แล้วกลับกลายขึ้นไปเหยียบชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ลงเป็นลำดับลำดาเวลานี้ เน่าเฟะแต่ยังไม่ตาย คุณทักษิณเราเวลานี้เน่าเฟะ ยังไม่ตาย มีแต่ลมหายใจ ให้รีบออกเสีย อย่าให้คนทั้งชาติได้หนักอกหนักใจ เพราะคนๆ เดียวที่หลวงตาบัวยกขึ้นนี้เลย หลวงตาบัวจะถูกตำหนิทั่วประเทศไทยอีกเหมือนกัน ได้ลูกศิษย์มาเป็นเทวทัตกลืนบ้านกลืนเมือง ไม่ใช่เป็นของเล็กน้อย มันเรื่องใหญ่โตที่สุด กระเทือนทั่วประเทศไทยเวลานี้
ชาติไทยของเราได้รับความทุกข์ความทรมานทุกหย่อมหญ้าเวลานี้ เป็นเพราะเหตุไร เป็นเพราะคุณทักษิณลูกศิษย์หลวงตาบัว เขาพูดอะไรก็เป็นความจริงของเขา เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ยกลูกศิษย์ลูกหาขึ้นก็ว่ายกด้วยความเป็นธรรม แล้วกลับกลายเป็นอย่างนี้ เราจะฝืนวิ่งไปตามลูกศิษย์คนเน่าเฟะอย่างนี้เราฝืนไม่ได้ หลวงตาบัวตายเสียดีกว่า เอา ให้บอก คุณทักษิณให้ลาออกนะ อย่าอยู่ ไม่อดตายละ ให้ลาออกเสียดีๆ ผิดให้ยอมรับว่าผิด เราเป็นลูกศิษย์มีครู ครูนี้คืออะไร ที่สอนนี้ก็คือหลวงตาบัวเป็นครูเป็นอาจารย์ของคุณทักษิณ หลวงตาบัวยอมรับผิด อย่างที่ว่าดูคนผิด คือเราดูคุณทักษิณของเรานี้แหละ แล้วดูผิดไปอย่างนี้
มันเลอะเทอะไปหมดเวลานี้ เน่าเฟะไปหมด ยังเหลือแต่ลมหายใจ จะเอาอะไรมาอวดมาอ้างว่าเป็นของดิบของดี เจ้าของตายเน่าเฟะทั้งเป็นอยู่แล้วนี้ เอาอะไรมาเป็นของดิบของดี เงินกองเท่าภูเขาก็เป็นแร่ธาตุต่างๆ ถ้าว่าเป็นกระดาษก็ไอ้หลังลายเพียงเท่านั้น หรือแร่ธาตุต่างๆ เช่นว่าทองคงทองคำ ก็เป็นแร่ธาตุประเภทหนึ่งสำหรับใช้ในมนุษย์ของเราที่คละเคล้ากันด้วยความสมาคม เพื่อจับจ่ายใช้สอยไปมาสะดวกสบาย นี้เป็นเครื่องประดับชาติ ด้วยความถูกธรรมเป็นอย่างนี้
นี้มันผิดธรรม มันกลืนมันกินไปหมด เวลานี้แหลกเหลวไปหมด ได้ทราบว่าจะเอาเงินไปหว่านล้อมเขาอีก ตัวเน่าเฟะยังเหลือแต่ลมหายใจแล้ว พวกอีแร้งอีกามันบินเต็มบ้านเต็มเมืองมันจะไปกินซากคุณทักษิณของเรา แต่ลมหายใจยังฝอดๆ อยู่นี้มันยังกินไม่ได้ พวกอีแร้งอีกาบินว่อนเต็มท้องฟ้าอากาศแล้วเวลานี้ แล้วเป็นยังไงเน่าขนาดนี้แล้วยังจะยกยอตัวเอง เป็นขี้ทั้งกองเป็นไฟทั้งกองเผาบ้านเผาเมือง ยังจะยกยอตัวเองขึ้นอีก เอาเงินไปจ้างประชาชนทั่วๆ ไปให้ไปเลือกเขา เลือกคนเน่าเฟะที่ยังไม่ตาย อีแร้งอีกาบินสวนหน้าสวนหลังอยู่เต็มท้องฟ้าอากาศนี้ จะกินคนๆ เดียว แต่มันยังลมหายใจฝอดๆ อยู่เดี๋ยวนี้ อีแร้งอีกาก็กินไม่ได้ ทีนี้คนไทยทั้งประเทศก็เดือดร้อนไปตามๆ กัน อีแร้งอีกามันจะมากินช่วยมันก็ยังไม่ตายจะว่าไง
เดือดร้อนไปหมดนะเวลานี้ เราในฐานะเป็นอาจารย์ ถือธรรมมา ปฏิบัติธรรมมา โดยไม่มีข้อต้องติตัวเองตั้งแต่วันบวชมา แล้วได้มาเห็นลูกศิษย์ลูกหาของเราที่เรายกขึ้น ด้วยเจตนาเพื่อจะอุ้มชาติบ้านเมืองนี้ แล้วกลับกลายจะพาบ้านเมืองทั้งหมดให้ล่มจมนี้เราดูไม่ได้นะ คุณทักษิณถ้ายังมีศาสนาติดอยู่ในหัวใจบ้างเล็กน้อยให้ลาออกทันทีอย่ารอ นี่หลวงตาบัวเป็นคนพูดเป็นคนสั่ง ระหว่างลูกกับอาจารย์สั่งกันวันนี้นะ อย่าให้ประชาชนทั้งประเทศนี้เดือดร้อนวุ่นวายเลย เวลานี้ร้อนมากทีเดียว เมืองไทยร้อนเพราะคนๆ เดียว ที่ตายเน่าเฟะทั้งเป็นแต่ยังลมหายใจอยู่นี้น่ะ หลวงตาบัวก็เน่าเฟะไปตามๆ กัน ก็ยังเหลือแต่ลมหายใจเหมือนกัน ให้รีบออกเสียหลวงตาบัวจะได้มีลมหายใจ คุณทักษิณจะมีลมหายใจ
เงินกินถึงวันตายก็ไม่หมด คุณทักษิณกินหมดทั้งครอบครัวเหย้าเรือน โคตรแซ่คุณทักษิณกินไม่หมด เงินของคุณทักษิณน่ะมากขนาดไหน เขาร่ำลือกันทั้งประเทศ จะกินจะกลืนไปหาอะไรอีก พิจารณาดูซิน่ะ ถ้าเป็นคนธรรมดาแล้วจะไม่เป็นอย่างนี้ นี้มันเป็นอะไรลูกศิษย์หลวงตาบัวคนนี้น่ะ เราอยากจะถาม ให้รีบลาออกเสียทักษิณ อย่าอยู่ ให้ฟังเสียงหลวงตาบัวหน่อย ถ้าไม่ฟังนี้จมหมดเลย เรื่องราวทุกอย่างจะเกิดขึ้นเป็นฟืนเป็นไฟไปหมด เพราะคนๆ เดียวนี้ทำลายชาติบ้านเมือง โดยไม่ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์เสียงอรรถเสียงธรรมเลย นี้มันดูไม่ได้นะเวลานี้
แล้วเอาเงินไปหว่านล้อมไปหมด เอาเงินๆ ไปหว่านล้อม ให้คนทั้งประเทศเป็นหมาเที่ยวเก็บตกๆ ของคนเน่าเฟะที่มีลมหายใจ เอาเงินไปหว่านล้อม เงินจะมีคุณค่าอะไรเมื่อเจ้าของเน่าเฟะแล้ว เงินเหล่านี้เป็นภัยทั้งนั้น หว่านไปไหนเป็นภัยไปหมด เงินทั้งหลายนี้ว่าเป็นมงคลแก่ชาติทั่วโลก เขานิยมการเงินการทอง แต่เงินในเมืองไทยของคุณทักษิณนี้เป็นภัยต่อชาติอย่างร้ายแรงที่สุด เงินนี้เป็นเงินมหาภัย หว่านไปที่ไหนก็เป็นภัยทั้งนั้นๆ อย่าเอามาหว่าน ให้เอาไปหว่านในสิ่งที่ถูกที่ดี
มันสลดสังเวชเหลือเกินนะ วันนี้ขอพูดเถอะ เพราะไม่ได้พูดนานแล้ว มันอกจะแตกแล้วเวลานี้ สุดท้ายขอบิณฑบาต นี่เป็นอย่างย่อมๆ นะบิณฑบาต ขอให้คุณทักษิณลาออกเสีย อย่าอยู่ให้หนักประเทศไทย คนทั้งประเทศเน่าเฟะไปหมดแล้วเวลานี้ ทั้งประเทศ ยังไม่ตายเน่าเฟะด้วยความทุกข์ความเดือดร้อน จากคนๆ เดียวที่ก่อตัวขึ้นมา ยังเอาเงินทองที่ว่ามีค่ามีราคานั่นละเอาไปหว่านล้อมคน เงินเหล่านี้เป็นภัยมหาภัยต่อชาติบ้านเมือง อย่าเอาไปหว่านถ้าไม่อยากให้ชาติไทยจมลงไป เก็บไว้สำหรับรักษา เด็กเขาอยู่ในบ้านในเรือนเขามีเงินในกระเป๋าเขาก็อบอุ่น ไปจับจ่ายใช้สอยอะไรก็สะดวก คนตาสีตาสาตามท้องนาเขามีเงินมากน้อยเพียงไร เขาเอาไปใช้สอยก็เป็นความร่มเย็น แต่เงินของรัฐบาลมีทักษิณเราเป็นหัวหน้านี้ เงินอันนี้เป็นมหาภัย นิวเคลียร์นิวตรอนอยู่ในนั้นหมด
เวลานี้เงินที่ออกจากรัฐบาลหรือจากคุณทักษิณนี้เป็นภัยมหาภัย อย่านำออกไป ถ้าไม่อยากให้ชาติไทยจม ฟังให้ดีทุกคน นี้เราพูดด้วยความเป็นธรรม เราไม่ได้ออกไหน ข้างไหนๆ ทั้งนั้น ธรรมเป็นอย่างนี้ เอ้า ถ้าว่าหลวงตาบัวผิดตรงไหนคอขาดขาดไปเลย จะไม่เสียดายยิ่งกว่าความสัตย์ความจริงคือธรรมที่เราเทิดทูนตลอดเวลา และอุ้มชูชาติไทยนี้ด้วยธรรมทั้งนั้น ที่เราอุตส่าห์พยายามช่วยชาติบ้านเมืองมานี้ด้วยความเมตตาสงสาร ทุกข์จนหนโลกขนาดไหนเราบึกบึนไปตลอดเวลา แล้วมาเห็นลูกศิษย์เราเป็นอย่างนี้กินบ้านกินเมือง เราดูไม่ได้นะ ให้รีบออกเสีย...

ข่าว : หลวงตา ดอทคอม
7 มีนาคม 2549

ประวัติศาสตร์จารึกวัดบวรนิเวศที่ http://www.facebook.com/media/set/?set=a.258806637498779.62591.161446187234825&type=3
http://www.alittlebuddha.com/html/News%202006/March%202006/03%20March%2006.html

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิเคราะห์จิตลึก'อาชญากรเรียนเก่ง'ผู้โดดเดี่ยว





วิเคราะห์จิตลึก'อาชญากรเรียนเก่ง'ผู้โดดเดี่ยว

วิเคราะห์จิตลึก'อาชญากรเรียนเก่ง'ผู้โดดเดี่ยว : ทีมข่าวรายงานพิเศษ


กรณีผู้ร้ายใช้ปืนกราดยิงผู้คนในโรงหนังเมืองออโรราโดของสหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บกว่า 50 คน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ตอนแรกหลายคนเดาว่าเป็นการแก้แค้นของกลุ่มผู้ก่อการร้าย แต่หลังจากตำรวจจับผู้ก่อเหตุได้และเปิดเผยว่า เป็นเพียงวัยรุ่นนักศึกษาปริญญาเอกอายุแค่ 24 ปี แถมยังเป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ มีพรสวรรค์ชัดเจนจนได้รับทุนให้ศึกษาต่อระดับดอกเตอร์ สาขาประสาทวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่มีคนแย่งกันเรียนมากสุด เพื่อนๆ เล่าว่าเขาเป็นคนเรียบร้อย ชอบอยู่คนเดียวและไม่ค่อยสนใจโลกอินเทอร์เน็ต

ทหารขององค์พระราชาผู้ยิ่งใหญ่




'พ่อพลทหารเหยื่อโจรใต้'ภูมิใจลูก

พ่อพลทหารเหยื่อโจรใต้ภูมิใจลูกชายทำหน้าที่ทหารกล้า ขณะที่ภรรยาเผยก่อนไปปฏิบัติหน้าที่บอกหากตายต้องตายแบบคลุมธงชาติไทยเท่านั้น ขณะที่คนร้ายซุกบึ้มในกระถางต้นไม้ตชด.ยะลาเจ็บ4


เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ศาลาการเปรียญวัดท้ายสำเภา หมู่ที่ 1 ตำบลท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพพลทหารเอกลักษณ์ สีดอกไม้ หนึ่งใน 4 ทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้าของบรรดาญาติพี่น้องเพื่อนๆที่มาร่วมงาน อย่างไม่ขาดสาย โดยมี นายจรุง สีดอกไม้ และนางทองศรี สีดอกไม้ พ่อแม่ รวมทั้งน.ส.วิวชุตา ราชรงค์ ภรรยาของพลฯเอกลักษณ์คอยให้การต้อนรับแขกเหรื่อที่เข้ามาร่วมแสดงความเสียใจจำนวนมาก

นายจรุงเปิดเผยถึงความรู้สึกด้วยน้ำตานองหน้าว่า มีลูกชายเพียงคนเดียวคือพลฯเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นทหารเกณฑ์ที่ทำหน้าที่ไปรับใช้ชาติและใกล้จะครบกำหนดโดยเหลือเวลาอีกเพียง 2-3 เดือนเท่านั้นแต่มาถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเสียก่อน รู้สึกเสียใจเป็นที่สุดในชีวิตคิดไม่ถึงว่าลูกจะมาตายก่อนพ่อแต่ในความเสียใจนั้นกลับมีความภาคภูมิใจมากกว่าที่ลูกชายได้ทำหน้าที่ของคนไทย ในบทบาทของทหารไทย ทหารขององค์พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ที่ทรงรักพสกนิกรของพระองค์ท่านมากกว่าพระองค์เอง การทำหน้าที่ของลูกชายแม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิต ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านในการรักษาแผ่นดินขององค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่

นายจรุงยังกล่าวต่อไปว่า ขอร้องให้ผู้ที่คิดหรือกำลังก่อเหตุความไม่สงบอยู่ในขณะนี้หยุดการกระทำดังกล่าวเพราะไม่มีประโยชน์อันใด มีแต่ความสูญเสียอย่างเดียวเท่านั้น อย่างที่เขาต้องสูญเสียลูกชายลูกคนเดียวของเขา

ขณะที่ น.ส.วิวชุตาที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน กล่าวว่าหากถามว่าเสียใจกับการสูญเสียคนรักไหม ตนไม่มีคำพูดที่จะสื่อให้เห็นถึงความรู้สึกได้ แต่ภูมิใจที่สามีได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดอย่างที่เขาเคยให้สัญญาว่า”หากต้องตายศพของเขาจะต้องคลุมด้วยธงชาติไทยเท่านั้น”ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาปรารถนาไว้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพของพลฯเอกลักษณ์ กำหนดขึ้นในวันจันทร์ที่ที่ 6 ส.ค.นี้ ที่ฌาปนสถานวัดท้ายสำเภา หมู่ที่ 1 ตำบลท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม

คนร้ายซุกบึ้มในกระถางต้นไม้ตชด.ยะลาเจ็บ4
รวมข่าวความมั่นคงภาคใต้ที่ http://paidoo.net/scoop/%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จริยธรรม กับ การหนีทหาร ของนักการเมือง (หนีทหารวันนี้เป็นนายกวันหน้า)


ผู้สื่อข่าว Mthai News รายงานจาก กระทรวงกลาโหม ว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมนำเอกสาร อาทิ ทะเบียนกองประจำการ สด.3 บัญชีคนขาดปี 2539 บัญชีเรียก สด.16 และใบ สด.9 กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เข้ารับการเข้าเกณฑ์ทหาร มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
โดยระบุว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นเกณฑ์ทหารในวันที่ 7 เมษายน 2530 จริง เพราะฉะนั้นจึงถือว่านายอภิสิทธิ์หนีทหาร และใช้เอกสารปลอมไปสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อย จปร.ซึ่งมีเอกสารเท็จทั้ง 2 เรื่อง ยืนยันได้อย่างชัดเจน
พร้อมกันนี้ ยืนยันว่า การตรวจสอบกรณีดังกล่าว เป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งทางการเมือง เพราะมีผู้ยื่นข้อร้องเรียนมา อย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยถามมายังกระทรวงกลาโหม หากตนไม่ดำเนินการ จะถูกกล่าวหาได้ว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการเอาผิดทั้งถอนยศและเรียกคืนเงินประจำตำแหน่งนั้น กรมพระธรรมนูญเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล จะพิจารณาดำเนินการอย่างรอบคอบต่อไป โดยที่สำคัญต้องไปตรวจสอบก่อนว่า คดีของนายอภิสิทธิ์หมดอายุความไปแล้วหรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าอายุความ 25 ปี น่าจะเกินระยะเวลาแล้ว ขณะที่คดีฆ่าคนตายยังมีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น

Mthai News

เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย
ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

















 

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พฤติกรรมด้านจริยธรรม สว.(การยากเป็น ประธานวุฒิสภา)

นิคม ไวยรัชพานิช

พลเอกธีรเดชร มีเพียร กลายเป็นอดีตประธานวุฒิสภาไปแล้วหลังศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อ 25 กรกฏาคม 2555 ตัดสินจำคุก พลเอกธีรเดช
ในความผิดกรณีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อช่วงปี 2547 ขึ้นเงินเดือนตัวเองโดยมิชอบ โดยศาลตัดสินจำคุกสองปีแต่ให้รอลงอาญา

คำพิพากษาของศาลอาญาระบุพฤติการณ์การกระทำความผิดของพลเอกธีรเดชและจำเลยอีก 2 คนคือนายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์และนายปราโมทย์ โชติมงคล ไว้ตอนหนึ่งว่า

จากกรณีช่วง 29 ก.ค.-30 ก.ย.47 นายพูลทรัพย์ จำเลยที่ 1 และ พล.อ.ธีรเดช จำเลยที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ร่วมกับ นายปราโมทย์ จำเลยที่ 3 ที่เป็นเลขาธิการผู้ตรวจแผ่นดินฯ ขณะนั้น ได้ให้ความช่วยเหลือให้ความสะดวก จำเลยที่ 1 - 2 กระทำผิด ในการจัดทำร่างระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการ และอนุกรรมการ และค่าตอบแทนบุคคลหรือคณะบุคคล พ.ศ.2547ที่กำหนดค่าตอบแทนลักษณะเหมาจ่ายเดือนละ 20,000 บาทที่เป็นข้อกำหนดที่ออกโดยมิชอบมาอ้างอิงเป็นต้นแบบเพื่อออกร่างระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ดังกล่าว

โดยวันที่ 30 ก.ค.47 จำเลยที่ 1-2 ให้ความเห็นชอบเพื่อออกระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และมีการประกาศใช้ระเบียบฯ โดยให้มีผลบังคับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.47 ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ดำเนินการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำเดือน ก.ค.-ก.ย.47 ให้จำเลยที่ 1-3 เดือนละ 20,000 บาท รวม 3 เดือน 60,000 บาท ทั้งที่พวกจำเลยไม่มีอำนาจโดยชอบในการดำเนินการ

“ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เงินค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1-2 ได้รับ แม้จะเรียกว่าค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่เหมาจ่ายรายเดือน แต่สาระสำคัญแห่งการได้เงินมามีลักษณะมั่นคงแน่นอนเป็นประจำทุกเดือน เนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่งานประจำตามปกติ

เงินที่ว่านั้นจึงเป็นเงินเดือน การขึ้นเงินเดือนจึงต้องผ่านที่ประชุมรัฐสภาเพื่อออกเป็นกฎหมาย

จำเลยที่ 1-2 ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมของบุคคลอื่น และจำเลยที่ 3 เป็นเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับความไว้วางใจในความรู้ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ความดี และความสุจริต

การขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองเป็นการกระทำที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนของจำเลยที่ 1-2 กับผลประโยชน์สาธารณะ จึงต้องมีมโนธรรมเข้ามากำกับอย่างยิ่งยวด

การกระทำของจำเลยที่ 1-2 จึงเป็นความผิด มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตามฟ้อง

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 จำนวน 1 ปี 4 เดือน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นว่ามีเหตุควรปราณี จึงให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี”

คำพิพากษาดังกล่าวมีผลทำให้พลเอกธีรเดชต้องพ้นจากตำแหน่งประธานวุฒิสภาไปโดยปริยายแม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด เพราะเป็นแค่ศาลชั้นต้น แต่ตามรธน.2550 มาตรา 124(4) ที่เป็นบทบัญญัติเรื่องการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา ซึ่งบัญญัติไว้ว่าย่อมพ้นจากตำแหน่งเมื่อต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ

อย่างไรก็ตามพลเอกธีรเดชยังคงเป็นสมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหาอยู่ แต่ก็เป็นแค่ส.ว.ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

ส่วนคำถามเรื่องจริยธรรมทางการเมืองกับตัวพลเอกธีรเดชนั้น แม้หลายคนจะบอกว่าแค่หลุดจากประธานวุฒิสภาก็ช้ำพอแล้ว ไม่น่าจะต้องถึงกับรุกไล่ให้ต้องลาออกจากส.ว.สรรหา

“ทีมข่าวการเมือง”เห็นว่า อันนี้ก็แล้วแต่การตัดสินใจของพลเอกธีรเดชเอง แต่หากต้องการรักษาความสง่างามของสภาสูงให้คนยังพอศรัทธาเชื่อถือได้อยู่บ้างว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่มีใครทำอะไรที่มัวหมอง

ก็เป็น “จิตสำนึก”ของพลเอกธีรเดช

ชีวิตนี้ผ่านตำแหน่งสำคัญมาแล้วมากมายทั้งปลัดกระทรวงกลาโหม-ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินฯ-ประธานวุฒิสภา ก็อย่าไปยึดติดอะไรเลยกับแค่ส.ว.สรรหาธรรมดา

แค่นี้ก็ถือว่าหนักหนาแล้ว กับคำพิพากษาที่ออกมาซึ่งสังคมได้เห็นแล้วว่า ตัวเองเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นองค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบคนอื่นให้ทำหน้าที่อย่างสุจริตมีจริยธรรมแต่กลับทำผิดกฎหมายเสียเองขณะดำรงตำแหน่งหน้าที่จนโดนศาลตัดสินจำคุก แล้วจะอยู่เป็นส.ว.อีกทำไม!

ที่ต้องติดตามต่อไปจากนี้ ก็คือ การแย่งชิงอำนาจกันอย่างเข้มข้นในสภาสูง เพราะปรากฏว่าแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากข่าวดังกล่าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว พวกจ้องจะเป็นใหญ่แทนพลเอกธีรเดชในสภาสูง ก็เริ่มขบวนการล็อบบี้ชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภาคนใหม่กันแล้ว แบบไม่มีใครรอเงื้อง่าเนียมอายให้เสียเวลา

เปิดตัวก่อนใครเพื่อนเลยก็คือ “นิคม ไวยรัชพานิช” ส.ว.ฉะเชิงเทราและรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ซึ่งการชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภารอบที่แล้วก็ลงชิงกับพลเอกธีรเดชแต่คะแนนสู้ไม่ได้

งวดนี้ จึงต้องดูว่านิคมจะแก้มือได้ไหม หลังเล่นชิงเปิดตัวกับสื่อมวลชนคล้อยหลังพลเอกธีรเดชหลุดจากเก้าอี้แค่ไม่ชั่วโมงทั้งการกาง รัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 ออกมาเลยว่า พลเอกธีรเดชพ้นเก้าอี้ประธานวุฒิสภาไปโดยปริยายแล้ว ในฐานะรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งซึ่งต้องรักษาการประธานวุฒิสภาไปโดยปริยายในช่วงนี้

นิคม จึงบอกว่าเตรียมนัดหมายประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่กันทันทีหลังมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฏรวันที่ 1 สิงหาคมนี้ เบื้องต้นเล็งไว้ก่อน 3 วันในช่วงต้นเดือนสิงหาคมคือ10 14 และ 17 สิงหาคม ส่วนจะเป็นวันไหนรอใกล้เปิดสภาฯเมื่อไหร่ได้รู้แน่นอน

“ทีมข่าวการเมือง”อยากให้สังคมช่วยกันจับตามองการช่วงชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภาคนใหม่กันให้ดีว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้แค่ 1-2 วันหลังจากเก้าอี้ประธานวุฒิสภาว่างลง ก็มีข่าวพวกส.ว.หลายกลุ่มเริ่มจับกลุ่มวัดขุมกำลังชิงตำแหน่งกันแล้ว

ข่าวที่ออกมาอ้างว่าส.ว.หลายคนเห็นว่านิคมยังไม่เหมาะสมจะขึ้นมาเป็นผู้นำวุฒิสภา แม้นิคมจะเป็นรองประธานวุฒิสภามาหลายปีแล้ว เหตุเพราะนิคม ค่อนข้างแอบอิงฝ่ายขั้วอำนาจการเมืองโดยเฉพาะสายรัฐบาลเพื่อไทยมากเกินเหตุ ผิดกับสองประธานวุฒิสภาก่อนหน้านี้คือนายประสพสุข บุญเดช และพลเอกธีรเดช มีเพียร

อย่างไรก็ตาม ส.ว.สรรหากลับมาเป็นประธานวุฒิสภารอบที่ 3อีกก็ยังมีโอกาส ส.ว.สายสรรหายืนยันมาแล้วว่าจะส่งพวกส.ว.สรรหาชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภาครั้งนี้แน่นอน แม้จะเริ่มมีแรงต้านจากส.ว.เลือกตั้งที่มองว่าที่ผ่านมาหลายปี ประธานวุฒิสภาก็ล้วนเป็นส.ว.สรรหา ก็ถึงเวลาที่ส.ว.สรรหาต้องเปิดทางให้ส.ว.เลือกตั้งได้เป็นประธานวุฒิสภาบ้างแล้ว

กระแสข่าวออกมาจากตึกวุฒิสภาอ้างว่า มีการโยนข้อตกลงกันออกมาว่า ฝ่ายส.ว.เลือกตั้งพร้อมจะเปิดทางให้ส.ว.สรรหาไปเป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งแทนหากนิคมได้เป็นประธานวุฒิสภาหากส.ว.สรรหาช่วยดันนิคมอีกแรง

แต่ปรากฏว่า เงื่อนไขนี้ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ มากนัก และมองว่าเป็นแค่เงื่อนไขของพวกหนุนนิคม ที่เล่นโยนหินถามทางเพื่อวัดแรงหนุนนิคมขึ้นเป็นประธานวุฒิสภามากกว่า

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในซีกสภาสูงพบว่าส.ว.เลือกตั้งหลายคนยืนยันตรงกันว่าแม้ต่อให้นิคมเป็นประธานวุฒิสภาแล้วรองประธานวุฒิสภาคนที่1 ว่างลง เก้าอี้รองประธานวุฒิสภา ส.ว.เลือกตั้งก็ต้องชิงกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ส.ว.สรรหาได้ไปง่ายๆ

ตามข่าวขณะนี้ก็คือส.ว.เลือกตั้งจะดันนิคมเป็นประธานวุฒิสภาแล้วให้พ่วงดัน “ดิเรก ถึงฝั่ง”ส.ว.นนทบุรี เป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 แทนนิคม

ปรากฏว่า ตัวดิเรกก็ออกมาบอกแล้วว่าข่าวที่ว่าลงชิงประธานวุฒิสภาแข่งกับนิคมยังไม่ได้คิด แต่เห็นว่านิคมเหมาะสมจะเป็นประธานวุฒิสภามากกว่า

ส่วนข่าวจากซีกสว.สรรหา 74 คน พบว่ายังไม่มีการพบปะนัดคุยกันอย่างเป็นทางการที่บ้านของสว.คนใดในช่วงนี้แต่อาจมีการนัดเจอกันวงเล็กๆ ของพวกสว.สรรหากันเองบางส่วนเช่นกลุ่ม 40 สว. เพื่อหยั่งท่าทีและตรวจเช็คกระแสข่าวต่างๆ แต่ก็มีการโยนชื่อคนที่ส.ว.สรรหาประกาศจะดันลงชิงประธานวุฒิสภาไว้แล้ว 4 คน

ประกอบด้วย นายพิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา, พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ , นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มือกฎหมายคนสำคัญของวุฒิสภาชุดนี้

และ รศ.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ซึ่งหากได้รับเลือกก็จะเป็นประธานวุฒิสภาหญิงคนแรก

แต่ความชัดเจนคงเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนสิงหาคมถึงจะรู้ว่า ใครคือคนที่กลุ่มส.ว.สรรหาจะผลักดันลงชิงประธานวุฒิสภา

และตามธรรมเนียม กว่าจะถึงวันนัดประชุมลงมติเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ การล็อบบี้ต่างๆ คงเกิดขึ้นหลายรูปแบบ ซึ่งหากทำแบบไม่น่าเกลียดอะไรก็ไม่มีใครว่า ขออย่าให้ถึงขั้นมีข่าวฉาวเงินสะพัดซื้อตำแหน่งก็พอแล้ว

หากถึงขั้นนั้น สภาสูงจะเสื่อมเสียเอง

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000092195