วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

เปลี่ยนยอดพระเจดีย์พุทธคยาเป็นทองคำ 200 กิโล ตอบโจทย์อะไรแก่พระพุทธศาสนาและคนไทย ?



หุ้มทอง 200 โล !

ธรรมยุตยึดยอด "พุทธคยา"
มหานิกายยึดครอง "ลุมพินี"
รัฐบาลไทยกู้ "2.2 ล้าน" สร้างทางรถไฟ

สวนทางพระนิพพานกันไกลเลยลิบฮ่ะ !!





เปลี่ยนยอดพระเจดีย์พุทธคยาเป็นทองคำ 200 กิโล
ตอบโจทย์อะไรแก่พระพุทธศาสนาและคนไทย ?




ไม่มีใครสะกิดใจเลยหรือไรว่า ทำไม ? คนไทยขนเงินไปอินเดีย-เนปาล ปีละหลายร้อยล้าน ขณะที่รัฐบาลไทยจะทำอะไรก็ต้องเอาโครงการไปเถียงกันในรัฐสภาเพื่อ "ขอกู้" เพราะไม่มีเงิน ย้อนหลังไปในปี 2540 ตอนนั้นเศรษฐกิจประเทศไทยล้มละลาย คณะสงฆ์จึงลงมติว่า "พระไทยที่จะเดินทางไปเมืองนอก ต้องให้วัดในต่างประเทศหรือญาติโยมเป็นผู้ออกค่าเดินทางให้ ไม่งั้นไม่อนุมัติ" ทั้งนี้ก็เพื่อจะช่วยเหลือประเทศชาติในคราวยากจน แต่ปัจจุบันประเทศไทยน่าจะรวยกว่าใครในโลก เพราะคณะสงฆ์ไทยทั้งสองนิกาย ต่างอวดร่ำอวดรวยกันใหญ่ ระดมเงินทองไปโปะไว้ที่ลุมพินีบ้าง พุทธคยาบ้าง ทั้งๆ ที่ประเทศชาติผู้มีอันจะกินระดับโลก เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ซึ่งเป็นชาวพุทธเช่นกันนั้น เขายังไม่ทำอะไรจนเวอร์เหมือนคนไทยเราเลย

วันวาน เจ้าคุณวีรยุทธ (พระราชรัตนรังษี) และเจ๊หน่อย (สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) ระดมทุนทั่วประเทศไทย นำไปบูรณะลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คงได้เงินไปหลายร้อยล้าน วันนี้ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร และ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณ แห่งสถาบันพระปกเกล้า ก็เข้ายึดยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา ขออนุญาตระดมทุนจากทุกภาคส่วนในประเทศไทย ใช้ทองคำหนักถึง 200 กิโลกรัม ทำยอดฉัตรใหม่ ทั้งสองนี้เป็นโครงการเสนอหน้าขอทำเองทั้งสิ้น ไม่มีใครเขาขอร้องเลย

ปัจจุบัน ราคาทองคำอยู่ที่บาทละ 25,000 บาท โดยประมาณ โดยกิโลกรัมหนึ่งจะแบ่งเป็นทองคำได้จำนวน 65 บาท ทองคำหนัก 200 กิโลกรัม จึงเท่ากับ 13,000 บาท คิดเป็นราคาสุทธิทั้งสิ้น 325,000,000 บาท (สามร้อยยี่สิบหน้าล้านบาท) ถ้ารวมทั้งค่าช่างและรายจ่ายจิปาถะอื่นๆ ลำพังยอดฉัตรพระเจดีย์พุทธคยาตามโครงการนี้อาจจะทะลุไปถึง 400-500 ล้านบาทเลยทีเดียว

ถามว่า กิจกรรมเหล่านี้เป็นการทำบุญด้วยสติปัญญาจริงหรือ หรือว่าเป็นความล้าหลังคลั่งชาติ คิดเพียงอยากจะเอาความเป็นไทยไปไว้ในสถานที่ที่มิใช่สมบัติของพุทธศาสนิกชนตามกฎหมาย ประทานโทษเถิด เราไม่อยากจะบอกหรอกว่า นี่คือการโกหกหลอกลวงคนไทยทั้งชาติ






สองมาตรฐานในวัดบวรนิเวศวิหาร

ภาพข้างต้นนี้คือ พระอุโบสถแบบพอเพียง ตามแนวดำริของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งประกาศว่าจะสร้างเพียง 9 แห่งทั่วประเทศไทย ในปี 2556 นี้ ทั้งนี้จะใช้งบประมาณการสร้างเพียงแห่งละไม่เกิน 2 ล้านบาท แต่สมเด็จพระวันรัตกลับระดมทุนเอาทองคำ ไปโปะยอดพระเจดีย์พุทธคยามูลค่าถึง 400-500 ล้านบาท นั่นก็เท่ากับว่าวัดบวรนิเวศวิหารนั้นใช้ระบบ"ดับเบิ้ลแสตนดาร์ต" สมเด็จพระสังฆราชบอกว่า "แค่สองล้านก็พอ" สมเด็จพระวันรัตกลับบอกว่า "ไม่พอหรอก ร้อยล้านก็ยังไม่พอ" เห็นความคิดแนวผลาญพล่าศรัทธาสาธุชนคนไทยของ "สมเด็จพระวันรัต" ซึ่งจะมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไปแล้วก็รู้สึกสิ้นศรัทธามหาชนไปไม่เหลือเลยจริงๆ ได้เป็นสังฆราชวันไหน ก็อาจจะประกาศเปลี่ยนพระเจดีย์พุทธคยาให้เป็นทองคำทั้งองค์ก็เป็นได้









ทองไทยไปอินเดีย



ด้วยพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทย จึงผุดโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรมหาเจดีย์พุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย มหาเจดีย์พุทธคยา ประดิษฐานอยู่ข้างต้นพระศรีมหาโพธิ์และแท่นวัชรอาสน์ สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็น  1  ใน 4 สังเวชนียสถาน โครงการนี้ใช้ทองคำแท้ถึง 200 กิโลกรัม

พลังศรัทธามาจากอะไร นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ หนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการบอกว่า สมัยพุทธกาลพระอานนท์ถามพระพุทธเจ้าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว จะไปเฝ้าได้อย่างไร

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “ดูก่อนพระอานนท์ ชนเหล่าใดจาริกไปยังสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ชนเหล่านั้นมีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จะได้สู่สุคติสรวงสวรรค์ นั่นขนาดแค่ไปจาริกด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ส่วนในสถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่คนปฏิบัติบูชามากสูงสุดมา 2,000 กว่าปี ถ้าเราทำการถวายพระพุทธเจ้า โดยทำอามิสบูชาในสถานที่แห่งนี้ จึงควรแล้ว”

ด้วยพลังศรัทธา มีกลุ่มคนดำเนินการเงียบๆ มาประมาณ 2-3 ปีแล้ว “เบื้องต้นเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยราชการใดๆ เมื่อชัดเจนแล้วเราจึงค่อยเข้าไปขอความร่วมมือ อย่างการเก็บทองที่กรมธนารักษ์ การติดต่อกระทรวงการต่างประเทศช่วยประสานงาน และมีกระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาร่วมดำเนินการด้วย” นายปรีชาบอก

การระดมทองจำนวนมหาศาลย่อมต้องมีขั้นตอนละเอียดอ่อนและโปร่งใส และที่สำคัญการดำเนินการใดๆ กับพุทธสถานที่เป็นมรดกโลก ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย และได้รับอนุญาตจากกลุ่มผู้ดูแลรับผิดชอบหลายฝ่าย พลังศรัทธาจะเดินสู่เป้าหมายปลายฝันได้อย่างไร

คณะกรรมการดำเนินงาน ประกอบด้วยพุทธศาสนิกชนทั้งพระภิกษุสงฆ์และฆราวาส ฝ่ายพระภิกษุสงฆ์เช่น สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร พระอาจารย์กฤษฎา สิริวฑฺฒโน วัดเมตตาพุทธาราม พุทธคยา ประเทศอินเดีย ฝ่ายฆราวาสมี นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น

ข้อกังวลเรื่องการระดมทองและเงิน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ที่ปรึกษาผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้รับหน้าที่ประธานฝ่ายการเงินบอกว่า เงินค่าดำเนินการกับเงินบริจาคจะแยกออกเป็นสองส่วน

“เงินดำเนินการมาจากผู้มีจิตศรัทธา ปัจจุบันมีประมาณ 2 ล้าน ใช้ดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มลงมือ ส่วนเงินรับบริจาคซื้อทอง เราจะนำไปซื้อทองโดยตรง ไม่เอามาปนกันอย่างเด็ดขาด เพื่อสนองศรัทธาของผู้บริจาคอย่างแท้จริง”

เมื่อรับมา “เรามีใบรับชัดเจน เพื่อจะได้เอาไปพิสูจน์ทราบได้ เรามีเหมือนใบเกียรติบัตรให้เลย ถ้าเป็นเงินก็มีใบอนุโมทนาบัตรให้ เพียงแต่เงินที่บริจาคนี้ไม่สามารถนำเอาไปลดหย่อนภาษีได้ แต่ตัวเลขรับประกันได้ว่าโปร่งใส

และการบริจาคของพุทธศาสนิกชน “เราไม่ได้เรียกร้องให้บริจาคอย่างไม่มีอะไรสิ้นสุด ถึงเวลาเพียงพอเราก็พอ อย่างทองได้ประมาณ 150 บาท ถึง 200 เราก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับเพิ่ม ไม่ใช่รับมาไม่มีวันจบวันสิ้น เงินเหลือแล้วไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เรามีเจตนารมณ์ชัดเจน”

การรับบริจาคนับตั้งแต่เปิดรับมาตั้งแต่วันมาฆบูชาที่ผ่านมา “ถ้าเป็นทองรายย่อย เราได้ประมาณ 70 กก.แล้ว เจตนาของสมเด็จพระวันรัตท่านไม่อยากให้รายใหญ่มาทีเดียวแล้วเสร็จ อยากให้รายย่อยมาร่วมกันมากๆ จะได้เฉลี่ยรับบุญกัน”

และเพื่อให้เกิดความโปร่งใสอย่างแท้จริง “เราติดต่อกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้มาเป็นสักขีพยานในการชำระเงินส่วนนี้ และทาง สตง.ก็รับตรวจสอบให้แล้ว เพื่อเป็นพุทธบูชา”

ระยะเวลาของโครงการ แม้จะไม่อาจระบุได้ชัดเจนว่าวัน เดือนและปีใด แต่นายพิศิษฐ์บอกว่า ประมาณเทศกาลลอยกระทงปี พ.ศ.2556 หรือประมาณเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ทุกอย่างจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างแน่นอน  อย่างน้อยที่สุดก็มีทองขึ้นไปหุ้มยอดพระมหาเจดีย์แล้วในบางส่วน

การระดมทั้งเงินและทองจำนวนมาก ถ้าเหลือจะเอาไปทำอะไร

“อาจจะไปพัฒนาอะไรบางอย่างในบริเวณพุทธคยา อาจจะเป็นห้องน้ำ หรือวัดเมตตา หรือนำไปใช้ในการเรียนการสอนพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ถ้าได้ครบเราจะปิดโครงการทันที ไม่ใช่รับบริจาคอย่างไม่มีวันสิ้นสุด” นายพิศิษฐ์ย้ำ
 
ยอดฉัตรที่จะนำทองไปหุ้มความกว้างประมาณ 3 เมตร สูงประมาณ 5-7 เมตร คณะผู้ดำเนินการจะพากันไปวัดอย่างละเอียดอีกครั้งในปลายเดือนมีนาคมนี้ จากนั้นสู่ขั้นตอนการทำคือ นำทองที่ได้มาหลอมแล้วตีให้เข้ารูป ก่อนนำขึ้นไปหุ้มเป็นพุทธบูชา

เกี่ยวกับความสำคัญของพุทธสถาน ศ.ดร.บวรศักดิ์บอกว่า ในพระไตรปิฎกฑีฆนิกาย ในอรรถกถาพุทธวงศ์ ระบุว่าที่ตรงนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะว่าเป็นจอมดินตามคติของพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นพื้นดินที่โผล่ขึ้นจากพื้นน้ำเป็นครั้งแรกในภัทรกัป จึงเรียกว่าสะดือโลก เมื่อภัทรกัปสูญสลาย แผ่นดินตรงนี้จะเป็นที่สุดท้าย

แล้วยังเป็นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาแล้วทั้ง 5 พระองค์

พลางฉายภาพพุทธสถานแห่งนี้ในอดีตว่า สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างมหาวิหาร พระศรีมหาโพธิ์อยู่ตรงกลาง มีวิหารรอบ ต่อมาพังทลายไป คนที่สร้างเจดีย์รูปอย่างที่เห็นคือ พระเจ้าหุวิชกะ สร้างถวายเป็นพุทธบูชาเมื่อ พ.ศ.694 หลังจากนั้นมีการบูรณะ

เรื่อยมา จนกระทั่งฮินดูเข้ามายึดครอง และอิสลามมาครองต่อ จนกระทั่งมีพราหมณ์มหันต์ เข้ามาตั้งวิหารฮินดูอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ฮุบพื้นที่ไป
 
ครั้นอังกฤษเข้ามาปกครองอินเดีย เซอร์คันนิงแฮมเข้ามาซ่อมแซม โดยพื้นที่ยังเป็นของฮินดู จนกระทั่งพระธรรมปาละของลังกาไปต่อสู้เรียกร้อง จนตั้งคณะกรรมการโพธิสมาคมเข้ามาดูแล และเป็นสถานที่ของพุทธศาสนา

เรื่องการขออนุญาตจากทางการอินเดีย อาจารย์บวรศักดิ์ยืนยันว่าได้ดำเนินการขออนุญาตครบถ้วน ถูกต้องแล้ว ทั้งจากกระทรวงวัฒนธรรมของรัฐบาลกลางอินเดีย คณะกรรมการมรดกโลกของอินเดีย กรมศิลปากรอินเดีย และคณะกรรมการของมหาโพธิสมาคม ครบถ้วนถูกต้องหมดทุกหน่วยงาน

สำหรับคนมีศรัทธาร่วมบุญ ในวันที่ 28 มีนาคม 2556 นี้ ตั้งแต่เวลา 15.30-17.30 น. สมเด็จพระวันรัต ประธานโครงการจะเปิดรับทอง ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี สามารถร่วมบริจาคได้โดยตรง

ส่วนข้อสงสัยว่าเมื่อนำทองไปประดิษฐานแล้ว เรื่องความปลอดภัยจะดำเนินการอย่างไร นายปรีชาบอกว่า เนื่องจากพุทธคยาเป็นมรดกโลก มีเจ้าหน้าที่ดูอย่างเข้มงวด อีกทั้งพระมหาเจดีย์สูงมาก ไม่มีใครขึ้นไปได้ง่ายๆ

สืบไปแม้จักเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราย่อมถือว่าได้ถวายเป็นพุทธบูชาไปแล้ว.
 http://www.alittlebuddha.com/

ข่าว : ไทยรัฐ30 มีนาคม 2556

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

เข้าตาสมเด็จพระพุทธชินวงศ์และกรรมการมหาเถรสมาคม ที่สามารถขัดขวางการตั้งองค์กรแข่งขันกับมหาเถรสมาคมได้


ตามข่าว (ลือ) !

เจ้าคุณเอื้อนโยนทิ้งเก้าอี้เจ้าคณะภาค 14
ปรี่เข้ารับตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

รอรับคำสั่งจากพระมหาสายชลลูกศิษย์ในฐานะเจ้าคณะภาค 1

ดีฮะ ทำงานเพื่อพระศาสนาอย่างแสวงหาอามิส อย่าสนใจเรื่องต่ำเรื่องสูง เรื่องศักดิ์เรื่องศรีเพราะไม่มีประโยชน์  เดี๋ยวนี้วงการสงฆ์ไทยเขาไม่มีลูกศิษย์ไม่มีอาจารย์ไม่มีเด็กไม่มีผู้ใหญ่กันแล้ว มีแต่ยศถาบรรดาศักดิ์เป็นหลักฐาน ต่อให้เคยคลานเช็ดกระโถนในกุฏิมาก่อน แต่ถ้ามียศศักดิ์สูงส่ง ครูบาอาจารย์ก็สามารถกราบกรานได้ไม่ตะขิดตะขวางใจ เพราะผู้ใหญ่ในทางธรรมวันนี้ก็คือ "ผู้มีอำนาจ" นั่นเอง อาปัตติโถ !




พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดสามพระยา  เจ้าคณะภาค 
14 และกรรมการ มส.
กับตำแหน่งใหม่ "เจ้าคณะ กทม." ใหญ่บะเริ่มเทิ่ม

ผลงานล่าสุดก็คือ ออกมาชนโครงการพุทธสภาของกรมการศาสนาจนพังยับ เข้าตาสมเด็จพระพุทธชินวงศ์และกรรมการมหาเถรสมาคม ที่สามารถขัดขวางการตั้งองค์กรแข่งขันกับมหาเถรสมาคมได้ ก็เลยได้รับการปูนบำเหน็จด้วยตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. อันเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหมายเลข 4 ในประเทศไทย แหมถ้ารู้แบบนี้ก็ออกมาชนดะตั้งแต่ตอนที่เจ้าคณะภาค 1 ว่างแล้ว แต่ก็เอาเถอะ บุญวาสนานั้นมันแข่งกันไม่ได้ เป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะและกรรมการมหาเถรสมาคมแล้ว ยังมีวาสนาได้เป็นถึง "ลูกน้อง" ของ"พระมหาสายชล" ซึ่งเป็นแค่ชั้นราช ชาตินี้คงไม่มีใครโชคดีเหมือนท่านเจ้าคุณเอื้อนอีกแล้ว บันไดขั้นต่อไปก็คือ ขยันไปถวายสักการะพระมหาสายชลซักหน่อย เรียก "พระเดชพระคุณ" บ่อยๆ เหมือนเรียกธัมชโย อาจจะได้รับโปรดปรานให้เลื่อนเป็นรองภาค ก็เป็นได้ ขอถวายมุทิตามา ณ โอกาสนี้ด้วย


วันนี้ (29 มี.ค.) สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) เปิดเผยว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคมที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่ประชุมได้พิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ฝ่ายมหานิกาย แทนพระธรรมสิทธินายก (เฉลิม พนฺธุรํสี) อายุ 80 พรรษา 58 วิทยฐานะ น.ธ.เอก, ป.ธ. 5 เจ้าอาวาสวัดจันทาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ ที่มีอายุ 80 ปี บริบูรณ์ และได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานครไปแล้ว โดยในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลางได้เสนอให้มีการแต่งตั้ง พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะภาค 14 เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานครรูปใหม่แทนพระธรรมสิทธินายก ซึ่งที่ประชุมก็มีมติเห็นชอบ โดยเห็นว่าพระพรหมดิลก เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์ในเขตกรุงเทพมหานครเกิดความเรียบร้อยได้

สำหรับประวัติ พระพรหมดิลก มีนามเดิม เอื้อน นามสกุล กลิ่นสาลี เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2488 ณ บ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 6 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อุปสมบทเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ณ วัดมหาพล ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเจ้าอธิการพัฒน์ ติสฺสสุวณฺโณ วัดปรีดาราม ตำบลแม่ลา อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการคต โฆสิโต วัดมหาพล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูอุดมนครกิจ (วาส สุนฺทโร) วัดตะโหนด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ในปี 2523 สอบไล่ได้เปรียญธรรม 9 ประโยค  ปี 2526 เรียนจบปริญญาโท (สาขาบาลีและการศึกษาทางพระพุทธศาสนา) ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี สาธารณรัฐอินเดีย ปี 2529 เรียนจบปริญญาเอก (สาขาบาลีและการศึกษาทางพระพุทธศาสนา) ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี สาธารณรัฐอินเดีย

ปี 2530 รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ พระศรีปริยัติบดี  ปี 2537 รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชปริยัติบดี ปี 2542 รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระเทพสุธี ปี 2547 รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในราชทินนามที่ พระธรรมคุณาภรณ์ และปี 2553 รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ในราชทินนามที่ พระพรหมดิลก

 


ข่าว : เดลินิวส์29 มีนาคม 2556


วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ สมช.คุยBRN รับปากลดป่วนใต้ขอลบบัญชีดำ





ผลถกสมช.คุยBRN รับปากลดป่วนใต้ขอลบบัญชีดำ3หมื่นชื่อ
ข่าวภูมิภาค ชายแดนใต้ วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2556 21:37น.
443314
วงถกสันติภาพจบแล้ว แกนนำ BRN ลั่น หยุดป่วน แลกรัฐลบชื่อบัญชีดำ และสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะ ปัตตานี ยังมีเหตุตัดต้นไม้-โปรยตะปูเรือใบ
ได้เกิดเหตุ คนร้ายตัดต้นไม้ และโปรยตะปูเรือใบ บนถนนสาย 42 จากบ้านกะลาพอ ถึงบ้านตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว ในส่วนของการเจรจาในประเทศมาเลเซีย ได้จบลงแล้ว โดยทางแกนนำ BRN ตกลงจะหยุดเหตุรุนแรง พร้อมขอให้ฝ่ายความมั่นคงไทย ลบรายชื่อในบัญชีดำ และสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผบ.ทบ.ยันไม่ถอนทหารใต้ชี้บึ้มนราฯไม่โยงถกBRN
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดตัวโครงการปลุกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ถึงการที่คณะทำงาน สมช. พูดคุยกับบีอาร์เอ็น ที่มาเลเซีย ในวันนี้ว่า การพูดคุยครั้งนี้เป็นเพียงการสร้างความรู้จักระหว่างกัน และคาดหวังในการหาแนวทางลดความรุนแรง ส่วนที่มีการคาดการณ์ถึงข้อเสนอของบีอาร์เอ็น ในเรื่องเขตปกครองพิเศษและประเด็นต่าง ๆ ไม่ควรนำมาพูดถึง เพราะการพูดคุย เน้นการสร้างความเข้าใจกัน ส่วนเหตุรุนแรงรายวัน ก็ไม่ควรนำมาเชื่อมโยง ว่าเกี่ยวข้องกับการพูดคุยครั้งนี้ เพราะกลุ่มก่อเหตุยังมีการสร้างสถานการณ์ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่า ยังมีผู้คัดค้านแนวทางนี้อยู่ พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการถอนทหารออกจากพื้นที่แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่า ทางทหารยังคงยึดแนวในการในการดูแลด้านความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินควบคู่กับการพัฒนา และเพิ่มช่องทางการพูดคุย โดยที่สำคัญต้องให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์และต้องรักษาอำนาจรัฐ เพราะประเทศไทยไม่สามารถแบ่งแยกได้
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงเหตุเพลิงไหม้ศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยการสู้รบบ้านแม่สุริน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ว่า เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่การวางเพลิง หรือเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับทหารอย่างแน่นอน เพราะทหารไม่ใจร้ายถึงขนาดกระทำต่อชีวิตคน อย่างไรก็ตาม ในส่วนแนวคิดการส่งกลับประเทศต้นทางนั้น ยังอยู่ระหว่างดำเนินการต่อไป

สมช.ถก BRN นาน 10 ช.ม. ยังไม่จบ
ความคืบหน้าล่าสุดของการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทย กับแกนนำ BRN ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
จากช่วงเช้าที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เวลาผ่านไป 10 ช.ม. ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แม้คณะผู้เข้าร่วมพูดคุยจาก
ฝ่ายไทย ได้เตรียมประเด็นหารือที่อยู่ในกรอบของการลดเหตุรุนแรงเพียงเท่านั้น โดยยังไม่สามารถจบลงได้
ทั้งที่ตั้งกรอบการพูดคุยเพียง 16.00 น. (ตามเวลาประเทศมาเลเซีย) จึงทำให้คณะของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมคณะสื่อมวลชน ทั้งจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่วนกลาง ต้องนอนพักที่ โรงแรม เจดับบลิว แมริออท อีก 1 คืน และจะเดินทางกลับประเทศไทย ช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้

คุยสันติภาพ 12 ช.ม.ไร้สรุป-ปัตตานีคุมเข้ม
การพูดคุยเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย กับแกนนำ BRN 12 ชั่วโมงกว่าแล้ว ก็ยังไม่มีข้อสรุป ขณะที่บรรยากาศในพื้นที่จังหวัดปัตตานี กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองของจังหวัด ซึ่งได้มีการเฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเข้มงวดและเป็นพิเศษทั่วทั้งจังหวัด เนื่องจากขณะนี้ได้มีกลุ่มผู้ไม่หวังดี ได้เข้ามาในพื้นที่พยายามจะสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นและอาจจะส่งผลต่อการเจรจา

**ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง**
บึ้มทหารเจาะไอร้องตาย2เจ็บ5-ภราดรถกBRNต่างกลุ่มร่วม http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=443102 

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ "สถาบันสูงสุดยังสู้"คนไทยพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบันสำคัญยิ่งของชาติ.


ผมสงสาร "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ใจจะขาดรอนๆ กับเสียงอ้อนระคนพ้อที่ลอยมาจากเมืองกีวี "ทำงานมากขนาดนี้ ยังมีข่าวจะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี" ก็นั่นซีนะ...แต่ใครล่ะเปลี่ยนได้ ถ้าไม่ใช่อ้ายปี้ ที่ใกล้มรณสัญญาคนนั้น ก็ขอให้รับรู้ไว้อย่างหนึ่งนะ ถึงจะเปลี่ยนเป็น "ชินวัตร-เยาวภา" ใจถวิลหาของผม ยังหยุดนิ่งอยู่ที่ "ชินวัตร-ยิ่งลักษณ์" หนึ่งนี้...นารีเดียว!
    เถอะ...แล้วกลับจากทริป "นิวซีแลนด์-ปาปัวนิวกินี" ถึงไทยวันไหน ผมคนหนึ่งละที่อยากไปคอยให้กำลังใจถึงสนามบิน และถ้าเป็นไปได้ ก็อยากต้อนรับแบบที่พวกเมารีเขาต้อนรับ ให้รู้ถึงความจริงใจ
    เห็นบอกว่า ตำแหน่งนายกฯ ที่ได้ทุกวันนี้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งเข้ามา และมาจากเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย ที่พูดนี่ ถึงพูดแบบตีขลุม แต่ก็จะอนุโลม รู้ตัวเป็นนายกฯ ตามระบอบประชาธิปไตยก็ดีแล้ว
    ฉะนั้น ก็ควรรู้ไว้ด้วยว่า คนเป็นนายกฯ ประชาธิปไตยเขาจะไม่หนีประชุมสภาฯ ไม่หนีตอบกระทู้ ไม่หนีอภิปราย และที่สำคัญ เขาจะไม่หลบ-ไม่หลีก-ไม่เลื่อน การแถลงผลงานรัฐบาลประจำปีต่อรัฐสภา 
    ไหนคุยว่า ทำงานมาก-ทำงานเก่ง แล้วหนีแถลงผลงานทำไม กลัวฝ่ายค้านจับแก้ผ้าโชว์ "ผลงานจริง" กลางรัฐสภาใช่มั้ย หนีจนจะเข้าปีที่ ๒ แต่ปีแรกยังแต่งศพไม่เสร็จ ก็จำไว้...ทีหน้า-ทีหลัง อ้างเป็นนายกฯ อะไรก็ได้ แต่อย่าอ้างเป็น "นายกฯ ประชาธิปไตย"
    เพราะนายกฯ ประชาธิปไตย "มงกุฎเกียรติยศ" อยู่ที่การได้ลุกขึ้นยืนซดกลางสภาฯ ไม่ใช่การหนีไป ว.๕ ว.๖ กะใครที่ไหน ก็จำไว้...จะได้ไม่มีใครปล่อยข่าว "เปลี่ยนตัวนายกฯ" บ่อยๆ!
    วันนี้ ผมมีเรื่องเบาๆ จากคุณ Hollland P. ฟอร์เวิร์ดมาให้อ่าน ก็จะให้ท่านอ่านต่อ อ่านเพื่อให้เกิดปัญญาคิด ไม่ใช่ให้อ่านเพื่อคลั่งพรั่งพรูคำด่าประชันเป็นปัญญาชาติ หลายท่านคงผ่านตาแล้ว แต่อ่านอีกจะได้ซึมเข้าเนื้อ 
    ประชาชนคือป้อมปราการสุดท้าย โดย ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ 
    อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
    นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา การบ่อนทำลายสถาบันสูงสุดเกิดขึ้นมากผิดปกติ เปิดเผย ไม่เกรงกลัว กลุ่มต่อต้านกษัตริย์ไม่เพียงเคลื่อนไหวในประเทศเท่านั้น แต่ยังไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ด้วยการป้อนชุดข้อมูลที่ดูเหมือนจริง แต่เป็นความเท็จ 
    ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของนักล็อบบี้จากสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง และบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ถูกใครบางคนจ้างไว้ ๓ บริษัท บริษัทละ ๑.๑ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ ๓๐.๓ ล้านบาท) เพื่อไปล็อบบี้สมาชิกรัฐสภาและรัฐบาลอเมริกัน เพื่อผลทางการเมืองของตน
    อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ เกิดกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในหมู่นักการเมืองอเมริกันมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 
    ฝ่ายที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยในสหรัฐทวีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบหลากหลาย เขียนบทความภาษาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อเขียนของคนอเมริกัน ๒ คน คนหนึ่ง คือ เจ.เค.แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations) อันทรงอิทธิพลในสหรัฐ ที่ เจ.เค.ได้เขียนบทความโจมตีสถาบันกษัตริย์ และยกย่องเชิดชูฝ่ายตรงข้ามกษัตริย์สลับกันมาหลายปีแล้ว 
    อีกคนหนึ่งคือ เอ.เอ็ม.เอ็ม. ที่ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างให้มาทำงานด้านนี้ และเป็นคนที่นำเอาคดีของโจ กอร์ดอน และอำพล ตั้งนพกุล หรือ "อากง" มาเขียนโจมตี ม.๑๑๒ เพื่อให้พาดพิงไปถึงพระมหากษัตริย์ไทย 
    ในความเป็นจริง คนพวกนี้ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย แต่ได้รับข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ชาวไทย สายสาธารณรัฐที่คนไทยรู้จักดี
    ในกลางปี ๒๕๕๖ นักล็อบบี้พวกนี้วางแผนผลักดันให้มีการอภิปรายเชิงวิชาการในที่ประชุมประจำปีของสมาคมเอเชียศึกษา (Association of Asian Studies) ซึ่งมีคนไทยที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์มีอิทธิพลอยู่ 
    การอภิปรายดังกล่าวมีเป้าหมายมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์ไทยเป็นการเฉพาะ รวมทั้งมีแผนตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่ง โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐที่ผู้เขียนอ้างหลักฐานจากห้องสมุดมหาวิทยาลัย รัฐสภาของสหรัฐ ที่ดูเผินๆ แล้วน่าเชื่อถือ หรือเลือกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนความคิดของตน เพื่อหาทางทำลายความเชื่อถือพระมหากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบัน
    ก่อนหน้านี้ เมื่อปี ๒๕๕๔ ในวาระครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษาของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" นักล็อบบี้อเมริกันได้ส่งชุดข้อมูลที่ปั้นแต่งขึ้นจนทำให้สมาชิกสภาหลงเชื่อได้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงไม่ส่งหนังสือถวายพระพรตามที่เคยปฏิบัติมา จนสภาสูงต้องส่งหนังสือถวายพระพรแทน 
    สะท้อนให้เห็นว่า นักล็อบบี้ยิสต์อเมริกันทำงานให้กับนายจ้างอย่างได้ผล ทำให้รัฐสภาชุดก่อนเข้าใจผิด และต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยตกทอดมาถึงสภาใหม่ชุดที่ ๑๑๓ ในปัจจุบัน
    ไม่เพียงแต่เท่านั้น สถาบันบางแห่งของสหรัฐ เช่น กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(National Endowment for Democracy) ยังจัดสรรเงินงบประมาณของรัฐ คิดเป็นเงินไทยกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท และอีกโครงการเป็นเงิน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท ให้กับกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ตามที่กลุ่มพวกนี้ร้องขอมา 
    โดยอ้างว่าเพื่อนำไปใช้ในการให้ความรู้ประชาชนในการพัฒนาประชาธิไตย แต่กลับนำไปสร้างสื่อและเว็บไซต์ ปลุกระดมโฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยบางกลุ่มต่อต้านสถาบันสูงสุด
    นักล็อบบี้เหล่านี้ได้สร้างข้อมูลขึ้นมาชุดหนึ่งหรือหลายชุด และไปเคลื่อนไหวชักจูง ชี้นำโน้มน้าวให้สมาชิกรัฐสภา และสถาบันอื่นของสหรัฐ เชื่อในวาทกรรมที่ว่า สถาบันสูงสุดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย, สถาบันทำลายสิทธิมนุษยชน 
    อ้างว่าปัญหาของเมืองไทยไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาการสืบราชสมบัติ เพื่อจะเสนอให้ใครบางคนเป็น "ทางออก" ของชาติ
    พวกนี้พยายามป้อนข้อมูลให้รัฐสภาอเมริกันเชื่อว่า "สถาบันไม่สู้แล้ว" เพราะถ้าสถาบันไม่สู้ สหรัฐก็ไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากจะยืนข้างฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามสถาบัน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมทั้งจีน ที่สนับสนุนสถาบันสูงสุดตลอดมา
    หากสหรัฐและประเทศเหล่านี้สรุปว่า ฝ่ายสถาบันแพ้แน่ สหรัฐและประเทศเหล่านี้ ซึ่งคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเขาเป็นสำคัญ ก็ต้องเข้าข้างฝ่ายชนะ
    อย่างไรก็ดี ฝ่ายสถาบันส่งสัญญาณมาหลายครั้งแล้วว่า "ยังสู้" และ "ไม่ยอมแพ้" โดยเฉพาะวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธ.ค.๒๕๕๕ ที่ประชาชนชาวไทยไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปอย่างมืดฟ้ามัวดิน เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนพร้อมที่จะสู้เคียงข้าง 
    แต่ปรากฏ "แรงเฉื่อย" ในสถาบันทหาร ศาล และรัฐบาล จึงมีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นกำแพงป้องกันสถาบันสูงสุดของประเทศ ให้พ้นจากการคุกคามจากฝ่ายบ่อนทำลายในและนอกประเทศได้
    รัฐบาลชุดก่อนเคยให้ทุนมหาวิทยาลัยดังในอเมริกา อาทิ คอร์แนล วิสคอนซิน เพนซิลเวเนีย ยูซีแอลเอ. จอห์น ฮอปกินส์ วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสร้าง "ศูนย์ไทยศึกษา" และ "เพื่อนประเทศไทย" เพื่อให้เข้าใจสถาบันกษัตริย์ของไทย 
    แต่ปรากฏว่าศูนย์เหล่านี้ กลายเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่การต่อต้านสถาบันสูงสุดไปหมด และอาจขยายเครือข่ายกว้างขวางมากขึ้น ไปยังออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป
    ไทยถูกคุกคามด้วยสงครามยุคใหม่ ทั้งสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่นการก่อความรุนแรงช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.๒๕๕๓ และสถานการณ์ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ สงครามทุน และสงครามไซเบอร์ 
    สงครามทั้งสามนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐ แต่มีสนามรบอยู่ทั่วโลก ในไทย สหรัฐต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็น Global Transpark ตอบสนองยุทธศาสตร์ของสหรัฐในภูมิภาคนี้ มีข่าวว่าสหรัฐได้ส่งทหารรับจ้างที่เป็นทหารผ่านศึกแบบแรมโบ้ ที่เรียกว่า "แบล็กวอเตอร์" ประมาณ ๕-๖ ชุดมาประจำอยู่ในไทย 
    โดยแต่ละคนได้รับค่าจ้างปีละ ๑.๑ ล้านเหรียญสหรัฐ เบี้ยเลี้ยงต่างหาก เพื่อใช้ในการปฏิบัติการลับ (Covert Action) ตามนโยบายของสหรัฐ อเมริกาถนัดในเรื่องพวกนี้มาก และประสบความสำเร็จในละตินอเมริกามาแล้ว
    อันตรายที่เกิดขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น เป็นเรื่องจริงและหนักหนา ชาติและสถาบันกำลังเสี่ยงอันตรายอย่างคาดไม่ถึง สิ่งที่เห็นทั้งในไทยและในต่างประเทศเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ที่โผล่เหนือน้ำเพียง ๑ ส่วน แต่อีก ๙ ส่วนอยู่ใต้น้ำ
    บทความนี้ไม่ต้องการให้คนไทยไปต่อต้านสหรัฐ เพียงแต่ขอให้เพื่อนอย่าปล่อยให้คนมาทำร้ายประเทศชาติและราชบัลลังก์เท่านั้น
    ปัญหาของประเทศไทยต้องแก้ด้วยคนไทยเป็นหลัก เราต้องช่วยกันเป็นปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องชาติและราชบัลลังก์ให้ต่างชาติได้ตระหนักว่า "สถาบันสูงสุดยังสู้" และคนไทยพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบันสำคัญยิ่งของชาติ.
    จบครับ...ไม่พูดเพิ่มเติม แต่ให้ข้อสังเกตไว้นิด ๑ ใน ๒ อเมริกันที่รับจ้างเขียนใส่ร้ายสถาบันที่ชื่อ เจ.เค.แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations)นั้น 
    คือองค์กร CFR ที่สมาคมลับกลุ่มทุนยุโรป-สหรัฐก่อตั้ง เพื่อเคลื่อนไหวการเมืองโลกผ่านทาง เศรษฐกิจ-การเมือง-การปกครอง-การเงิน-การศาสนา-ปัญญาชนทุน ด้วยเป้าหมาย "New World Order = จัดระเบียบโลกใหม่"
    คุณเปรมศักดิ์ จีระแพทย์ เคยเปิดเผยเรื่องนี้ไว้ ระเบียบโลกใหม่คือ ปรัชญาการปกครองที่มีหลักการย่อๆ ว่า
    "โลกจะประสบสันติสุขปราศจากการทำสงครามแก่งแย่งทรัพยากรและประชากร รวมทั้งพ้นจากภาวะอดอยากขาดแคลนกันดารอาหาร ก็ด้วยการที่แต่ละประเทศจะต้องสละอำนาจอธิปไตยเอกราช แล้วยอมถูกลดสภาวะลงเป็นเพียงรัฐรัฐหนึ่ง โดยรวมกันเข้าอยู่ภายใต้รัฐบาลเพียงหนึ่งเดียวของโลก"
    ทั้งเดโมแครต-รีพับลิกัน ทั้งแบงก์โลก ทั้งไอเอ็มเอฟ ทั้งสหประชาชาติ ทั้งซีไอเอ ทั้งธนาคารกลางสหรัฐที่พิมพ์ดอลลาร์ใช้เองทั้งวัน-ทั้งคืนขณะนี้ เป็นของขบวนการ CFR และใช้เป็นเครื่องมือสู่เป้าหมาย New World Order ทั้งสิ้น
    ก็คงพอมองออกใช่มั้ย ด้วยเป้าหมายและด้วยผลประโยชน์ตรงกัน สหรัฐจึงสมาคมกับสถาบัน พร้อมหรี่ตาให้ระบอบทักษิณ ตีความคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหารเดือนหน้า ก็คอยดูว่า "ศาลโลก" ใต้อาณัติ CFR จะออกมา "ซ้ำรอยประวัติศาสตร์"....ขนาดไหน?  เปลว สีเงิน
http://www.thaipost.net/news/230313/71289

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ “สังฆราชองค์นี้ ดีที่สุด”


ประมวลภาพ “สมเด็จพระสังฆราช” กับ วงศ์พระกรรมฐาน

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เคยกล่าวยกย่อง
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ไว้ว่า “สังฆราชองค์นี้ ดีที่สุด”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เคยกล่าวยกย่อง
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ไว้ว่า “หลวงตาอาจจะมีบารมี
ทางด้านคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทยเราได้
แต่หากเป็นด้านค้ำจุนพระศาสนาแล้ว
สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศ จะมีบารมีมากกว่าเสียอีกน๊ะ”


“ท่านไม่ได้ใช้วาจาเลยนะ ไม่พูดเลย
มีแต่เราพูดเล็กน้อย พอให้ท่านทราบเท่านั้น แล้วก็ไม่อยู่นาน
เวลาสำคัญๆ ท่านคุยธรรมะเรื่องภายในสำคัญๆ อยู่มาก
เฉพาะสองต่อสอง เรื่องสำคัญท่านจะถามคุยกันธรรมดา

ว่าท่านพูดน้อยท่านก็ไม่ได้พูดน้อย
เวลาคุยกันเฉพาะสองต่อสองคุยกันธรรมดาเลยนะ
เวลาออกสังคมท่านพูดน้อยมาก
เวลาคุยกันสองต่องสองนี้คุยกันธรรมดาเลย
มีอะไรท่านก็รับสั่งถามมา เราก็ตอบไปๆ
ท่านถามข้ออรรถข้อธรรมข้อใด พูดกันธรรมดา
แต่เวลาสิ่งสำคัญๆ ท่านมักจะถามเฉพาะสองต่อสอง
อยู่วัดบวรฯ ก็ดี อยู่วัดป่าบ้านตาดก็ดี
ก็เราสนิทกับท่านมานานเท่าไหร่แล้ว อยู่วัดบวรฯ มาด้วยกัน

ท่านเคยไปเป็นพระภาวนาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดหลายครั้ง ครั้งละเป็นอาทิตย์”


http://www.luangta.com:b8:

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2012, 12:08
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ
กล่าวเปิดการอบรมพระธรรมฑูตรุ่นแรก
ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร
โดยมี “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” นั่งร่วมเป็นกรรมการอยู่ทางขวา


รูปภาพ

ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ รัฐบาลไทยอนุญาตให้เปิดการอบรมพระธรรมฑูตรุ่นแรก
เพื่อออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศอังกฤษ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ
และ “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” ร่วมเป็นกรรมการฝึกอบรม

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2012, 06:04
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

ขวา : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ


ซ้าย : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ร่วมกันบันทึกภาพเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓
ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
ในสมัยที่ท่านทั้งสองยังพักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด


รูปภาพ

รูปภาพ

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ

มาออกตรวจการคณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายธรรมยุต
และเข้าเยี่ยม “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน”
เพื่่อมาสนทนาขอคำชี้แนะในการปฏิบัติธรรม โดยท่านได้ขอพักและจำวัด
ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อความสะดวก
พร้อมกันนี้ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยม “พระอาจารย์ปัญญาวัฑโฒ”
(พระปีเตอร์ จอห์น มอร์แกน - Peter J. Morgan)
พระภิกษุชาวอังกฤษ ผู้เป็นอันเตวาสิกที่ท่านได้อุปสมบทให้


• สัทธิวิหาริก-อันเตวาสิก •
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=30&t=40263

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2012, 17:22
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ
ออกรับบิณฑบาตในหมู่บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
ร่วมกับ “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน”

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2012, 17:22
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เข้ากราบสักการะเยี่ยมอาการพระประชวร
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อวันอังคารที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เวลา ๑๐.๑๙ น.
ณ ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ชั้น ๖ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์


รูปภาพ

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร
มีหนังสือลงนามโดยพระเทพสารเวที (บุญยนต์ ปุญญาคโม)
ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช
กราบนิมนต์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
พร้อมคณะสงฆ์จำนวน ๔ รูป
เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลเป็นการส่วนพระองค์
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในวันเสาร์ที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เวลา ๑๗.๐๐ น.
ณ ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ชั้น ๖ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์


หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จึงจัดคณะสงฆ์
ออกเดินทางจากสวนแสงธรรม เขตบางแค กรุงเทพมหานคร
จำนวน ๔ รูป ตามหนังสือนิมนต์ ได้แก่
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน, หลวงปู่ลี กุสลธโร,
พระอาจารย์สมภพ อภิวัณโณ และพระอาจารย์กนก กนโก

นอกจากหนังสือนิมนต์หลวงตามหาบัว และคณะแล้ว
ยังมีหนังสือนิมนต์อีก ๑ ฉบับ นิมนต์ พระอาจารย์อุทัย สิริธโร
วัดถ้ำพระภูวัว ต.โสกก่าม อ.เซกา จ.บึงกาฬ เข้าร่วมในพิธีด้วย
ฉะนั้น จึงมีพระภิกษุสงฆ์ที่่รับนิมนต์เข้าร่วมในพิธีจำนวนทั้งหมด ๕ รูป

ในโอกาสนี้หลวงตามหาบัวได้มอบหมายให้พระอาจารย์อุทัย
มาช่วยรับภาระรักษาที่ดินที่ญาติโยมได้ถวายให้ใหม่
ที่ ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ต่อมาจึงได้ตั้งเป็นวัดขึ้น โดยได้รับการตั้งชื่อจากหลวงตามหาบัว
ในครั้งแรกว่า “วัดเขาเจริญธรรม”
แต่ชื่อไปซ้ำกับวัดเขาเจริญธรรม ที่ ต.หนองแจง อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์
ของ พระอาจารย์บุญทัน ฐิตสีโล ศิษย์ในองค์หลวงตามหาบัว
ดังนั้น จึงได้เพิ่มข้อความในชื่อ และเอาฉายาของหลวงตามหาบัวมาต่อท้าย
กลายเป็นชื่อ “วัดเขาใหญ่เจริญธรรมญาณสัมปันโน” ในเวลาต่อมา

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2012, 17:48
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๑๗.๐๐ น.
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ประทานวโรกาสให้พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
เข้าเฝ้าถวายสักการะถวายพระพร
เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๘ ปี แห่งการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
ณ ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ชั้น ๖ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ในการนี้ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงประทานทองคำน้ำหนัก ๓๐ บาท
แด่พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เพื่อร่วมสมทบโครงการผ้าป่าช่วยชาติโดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2012, 18:00
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ
เข้ากราบนมัสการ “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” และฉันจังหันร่วมกับคณะสงฆ์
ณ วัดถ้ำขาม บ้านคำข่า ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
โดยมี “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” ร่วมเดินทางไปด้วย


รูปภาพ

รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ
เข้ากราบนมัสการ “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” และได้มีโอกาสฉันจังหันร่วมกัน
ณ วัดถ้ำขาม บ้านคำข่า ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

จากภาพ...ต่างองค์ต่างแสดงความอ่อนน้อมซึ่งกันและกัน

:b42: --------------------------------------- :b42:

• เล่าเรื่อง หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=33156

• “ในหลวง” กับ “ศุภนิมิตของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร”
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=25&t=40221

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2012, 07:48
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์
ทรงกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับ
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๕

โดยมี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ร่วมรับเสด็จฯ


รูปภาพ

รูปภาพ

จากซ้าย : หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน,
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ

และพระภิกษุสงฆ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
ร่วมรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ
พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์
ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๕

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2012, 07:48
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร
และ “พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)”
ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ณ วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร


รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร
ทรงประทับทอดพระเนตรการเผาจริงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ณ วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2012, 17:58
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร
ฉันจังหันร่วมกันกับ “หลวงปู่สาม อกิญฺจโน”
ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ณ วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2012, 18:15
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มาร่วมในงานพระราชทานเพลิงศพ
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๑
ได้แก่
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร
วัดบวรนิเวศวิหาร
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) วัดราชผาติการาม
สำหรับสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร นั้น
พระองค์ท่านได้เสด็จจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดสกลนคร
ตั้งแต่วันศุกร์ที่่่ ๒๐ มกราคม โดยไปพักแรมอยู่ที่่วัดป่าประสิทธิ์สามัคคี
หรือวัดบ้านต้าย ต.บ้านต้าย อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
รุ่งขึ้นวันงานจึงได้เสด็จไปยังวัดป่าอุดมสมพรเพื่อทรงร่วมในพิธีสงฆ์


สำหรับพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่รูปอื่นๆ ที่มาร่วมงานครั้งนี้ ได้แก่
สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) วัดราชบพิธฯ
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพุทธพจนวราภรณ์
สมเด็จพระมหามุนีวงค์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต) วัดนรนารถฯ
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมมุนี
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศ์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมบัณฑิต
พระธรรมวราภรณ์ (เพิ่ม อาภาโค) วัดราชาธิวาส
พระธรรมไตรโลกาจารย์ (หลวงปู่รักษ์ เรวโต) วัดศรีเมือง จ.หนองคาย
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพบัณฑิต
พระธรรมวราลังการ (หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ) วัดศรีสุทธาวาส จ.เลย
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพวราลังการ
พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพเมธาจารย์
พระราชธรรมานุวัตร (อ่อน จกฺกธมฺโม) วัดประชานิยม จ.กาฬสินธุ์
พระศรีธรรมวงศาจารย์ วัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา เป็นต้น


ส่วนพระคณาจารย์รูปสำคัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่มาร่วมงานครั้งนี้ ได้แก่
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี)
วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์
หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม วัดสิริสาลวัน จ.อุดรธานี
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี
พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัตนากรวิสุทธิ
หลวงปู่ซามา อาจุตฺโต วัดป่าอัมพวัน จ.เลย
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
หลวงปู่สาม อภิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก จ.สุรินทร์
พระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์ (หลวงปู่มหาปิ่น ชลิโต) วัดพระธาตุเขาน้อย จ.ราชบุรี
พระอาจารย์วัน อุตฺตโม วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม จ.สกลนคร
พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคีรีวิหาร จ.บึงกาฬ
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล จ.สกลนคร
หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร
พระอริยเวที (หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล) วัดรังสีปาลิวัน จ.กาฬสินธุ์
หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี เป็นต้น

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2012, 18:26
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

แถวหน้า พระภิกษุรูปที่ ๔ จากซ้าย : สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.ธ.๙)

พระภิกษุรูปที่ ๘ : พระอริยเวที (หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล ป.ธ.๙)

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ พระอริยเวที (หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล)
สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค
ณ สำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ พร้อมกันกับ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


แม้ท่านทั้งสองต่างเพียรศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรมจนแตกฉาน
แต่ก็ให้ความสนใจและใฝ่ใจในภาคปฏิบัติ การเจริญจิตตภาวนา
จนได้ภูมิธรรมเป็นตัวอย่างอันน่ากราบไหว้และให้การยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเกล้า

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2012, 19:17
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

ภายในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ประทับนั่งตรงกลาง
“หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” นั่งซ้ายมือสุด
บันทึกภาพร่วมกันเมื่อวันที่ ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๐๘


รูปภาพ

รูปภาพ

แถวหน้า จากซ้าย : พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน),
พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป),
พระธรรมไตรโลกาจารย์ (หลวงปู่รักษ์ เรวโต),
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ


แถวหลัง สวมแว่นตาดำ : พระเทพสารเวที (บุญยนต์ ปุญญาคโม)

บันทึกภาพ ณ พระธาตุหลวง เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว
เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๐๕

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2012, 19:20
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ทรงเข้ากราบนมัสการ
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
เมื่อวันพุธที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๓
ณ วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


:b42: --------------------------------------- :b42:

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้เคยกล่าวยกย่อง
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ไว้ว่า “สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศนั้น
ท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมอันเที่ยงแท้ต่อมรรคผลนิพพานแล้วน๊ะ”

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ต.ค. 2012, 09:06
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7361

อายุ: 0

ข้อมูลส่วนตัว www

รูปภาพ

รูปภาพ

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ทรงเสด็จมากราบนมัสการถวายการต้อนรับ “หลวงปู่ชอบ ฐานสโม”
แห่งวัดป่าสัมมานุสรณ์ ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย
ในวาระที่หลวงปู่ชอบมาเยือนวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๖


:b42: --------------------------------------- :b42:

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เคยกล่าวยกย่อง
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ไว้ว่า “สังฆราชองค์นี้ ดีที่สุด”