วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ภาพลักษณ์-ภาพอัปลักษณ์ ผลงานสร้างสรรค์ของสองผู้ยิ่งใหญ่ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ VS พระพรหมดิลก


ภาพลักษณ์-ภาพอัปลักษณ์
ผลงานสร้างสรรค์ของสองผู้ยิ่งใหญ่
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ VS พระพรหมดิลก

Take a look



 



หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ






วันที่ 29 มีนาคม 2556 มหาเถรสมาคม โดยการเสนอของ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางได้แต่งตั้งให้ พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9 Ph.D) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะภาค 14 ให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย

วันที่ 18 เมษายน 2556 พระพรหมดิลก ได้เรียกเจ้าอาวาสในเขตกรุงเทพมหานครทั้งหมด ไปประชุมที่ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา เพื่อรับทราบนโยบายของเจ้าคณะ กทม. องค์ใหม่ ไฮไลต์ของงานนี้ชี้ไปที่การตั้งกฎใหม่"ให้พระที่จะเป็นเจ้าอาวาสต้องเข้ารับการอบรมก่อนเป็นเวลา 7 วัน"

วันที่ 20 เมษายน 2556 พระพรหมดิลก ได้ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ว่า จะจัดระเบียบวัดใน กทม. เสียใหม่ แล้วระบุถึงวัดตะล่อม แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ ซึ่งมีพระมหาบุญถึง ชุตินฺธโร อดีตอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. เป็นเจ้าอาวาส ว่าวัดนี้มีปัญหาว่าด้วยการรับพระต่างชาติเข้าไปอยู่อาศัยมากมายถึง 200-300 รูป จึงต้องดำเนินการจัดระเบียบให้เรียบร้อย พร้อมทั้งคาดโทษว่าถ้าทำตามนโยบายไม่ได้ ก็จะปลดพระมหาบุญถึงจากเจ้าอาวาส

วันที่ 23 เมษายน 2556 พระครูธีรธรรมานันท์ เจ้าอาวาสวัดบางแวกและเจ้าคณะแขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ พร้อมด้วย พ.ต.อ.นรินทร์ คําแก่น ผกก.2บก.ตม.1 พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบวัดตะล่อม ซึ่งก็ไม่พบสิ่งผิดปรกติอันใด

วันที่ 29 เมษายน 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกองบัญชาการนครบาล นำโดย พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.ดส.บช.น., พ.ต.ต.สาโรจน์ จอกโคกสูง สว.งานสืบสวนตรวจตรา กก.ดส.บช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รวม 20นาย ได้ยกกำลังเข้าตรวจค้น วัดวิจิตรการนิมิต (วัดหนังบางแวก) ถนนจรัญสนิทวงศ์ 13 แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กทม. เพื่อขอตรวจปัสสาวะพระสงฆ์ทั้งวัด โดยอ้างว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากแจ้งเบาะแสว่า พบพฤติกรรมพระสงฆ์มั่วสุมเสพยาบ้าภายในวัด ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย

จากนั้น ภาพข่าวการต้อนพระสงฆ์วัดหนังบางแวกให้เข้าแถวตรวจฉี่ก็ถูกตีข่าวไปทั่วโลก ผ่านหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ เป็นต้น

ในอีกภาพหนึ่ง วันที่ 25 เมษายน 2556 สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้จัดงานประชุมสัมมนาสัญจร คณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ ณ พุทธอุทยาน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ทั้งนี้มีพระสังฆาธิการระดับสูงในภาคเหนือเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงเรียงหน้า

เหตุการณ์ทางด้านศาสนาในประเทศไทยที่นำเสนอข้างต้นนี้ เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน แบบว่าไม่ก่อนไม่หลัง ทางด้านหนึ่ง คณะสงฆ์ไทยก็ปรับบทบาทในการเผยแผ่ในแนวรุก เพื่อนำเอาพระธรรมคำสอนเข้าไปให้ถึงประชาชนคนรุ่นใหม่ซึ่งไกลวัด ถึงกับตั้งคณะกรรมการเผยแผ่แห่งชาติขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ย่อมจะหนีไม่พ้นข้อเท็จจริงที่ว่า "ปัจจุบัน ภาพพจน์ของพระสงฆ์สามเณรที่ถูกตีแผ่ทางสื่อนั้นสร้างความเสียหายได้รวดเร็ว จึงต้องปรับทิศทางของการเผยแผ่ให้ทันโลก"

แต่การทำงานของพระสังฆาธิการในกรุงเทพมหานคร ภายใต้การนำของพระพรหมดิลก วัดสามพระยา ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้น กลับปรากฏภาพตรงกันข้าม เพราะมีการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจวัดวาอารามได้ตามอำเภอใจ ไม่สนใจว่าวัดนั้นเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะเข้าตรวจสอบควรจะแจ้งให้พระสังฆาธิการระดับสูงและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับทราบ เพื่อเข้าไปกำกับดูแลให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยเรียบร้อย เหมือนกรณีเจ้าหน้าที่ทหารภายในเขตทหาร ซึ่งมีข้อตกลงเป็นกรณีพิเศษกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ถ้าจะจับ หรือตรวจค้น ทหารรายใด ไม่ว่าจะมียศระดับไหน จะต้องแจ้งให้กรมพระธรรมนูญทราบเสียก่อน และต้องมีเจ้าหน้าที่กรมพระธรรมนูญเข้าร่วมในการตรวจสอบด้วยทุกครั้ง นั่นคือสนธิสัญญาว่าด้วยการป้องกันการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันอาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างกองทัพกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

ปัญหาภาคใต้ส่วนหนึ่งซึ่งทราบมาว่า ในการเข้าตรวจค้นมัสยิดนั้น เจ้าหน้าที่ชาวพุทธซึ่งไม่รู้ธรรมเนียมมุสลิม ได้สวมรองเท้าเข้าไปในมัสยิดและกระทำการต่างๆ ในทางไม่ให้ความเคารพต่อสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ในทางศาสนาอิสลาม ทำให้ชาวมุสลิมไม่พอใจต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย ส่งผลให้ปัญหาภาคใต้ซึ่งซับซ้อนอยู่แล้วยุ่งเหยิงเข้าไปอีก เพราะเอาคนที่รู้แต่กฎหมายแต่ไม่รู้ธรรมเนียมเข้าไปทำงาน

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ชาวไทยส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ นับตั้งแต่ประชาชนทั่วไปจนถึงเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ให้ความสำคัญถึงกับสร้างวัดไว้คู่กับวัง มีพระแก้วมรกตประดิษฐานประหนึ่งเป็นพระประธานของประเทศไทย การปฏิบัติต่อศาสนสถานในพระพุทธศาสนาหรือแม้แต่กับบุคคลากรที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพนับถือคือพระสงฆ์สามเณรนั้น จึงควรได้รับการปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม เช่นนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้

บทบาทของพระสังฆาธิการซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามดูแลปกครองคณะสงฆ์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศนั้น มิใช่เพื่อกำราบปราบปรามหรือกดหัวพระสงฆ์องค์เณรให้อยู่ในกฎระเบียบกติกาคณะสงฆ์หรือกฎหมายบ้านเมืองแต่เพียงด้านเดียว หากแต่แท้ที่จริงแล้ว เจ้าคณะพระสังฆาธิการต้องทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองพระสงฆ์สามเณรภายใต้การปกครองให้เกิดความอบอุ่นใจ ถึงแม้ว่าจะมีบางรูปบางองค์ประพฤติเสียหายร้ายแรงเพียงใด ก็ต้องให้เขามั่นใจว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม มิใช่การผลักไสทำนองถีบออกนอกกำแพงวัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลากไปทำอะไรก็ได้

ประทานโทษเถิด ขนาดจะนอนกลางวัน พระพุทธองค์ยังทรงโปรดให้ปิดประตูให้มิดชิดเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความอุจาดตาอันจะเกิดขึ้นในเวลาขาดสตินั่นเอง นับประสาอะไรกับการจะเปิดวัดให้เข้าไปตรวจค้นได้อย่างอำเภอใจ โดยใช้กฎหมายบ้านเมืองเป็นตัวนำทางดังที่เห็น

แค่นี้เราก็จะเห็นว่าเป็นปัญหาที่พระสงฆ์สามเณรรู้สึกด้วยความสะพรึงกลัว หวาดระแวงว่าพระผู้ปกครองมิได้ใช้"เมตตาธรรม" นำหน้าในการดูแลปกครองพวกเขา แต่กลับมุ่งใช้อำนาจลงดาบแต่ประการเดียว และเมื่อนั้นก็จะเกิดความกระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมรับการปกครองของเจ้าคณะผู้ปกครอง พุทธศาสนิกชนก็จะแตกร้าว เพราะเรามิได้ใช้หลักการบริหารและการปกครองให้ครบแบบบูรณาการ

ความจริงแล้ว ในทางคณะสงฆ์ก็พยายามแก้ไขปัญหานี้ โดยการตั้งทีมงานพระสงฆ์ผู้ชำนาญทางด้านพระธรรมวินัยและกฎหมายขึ้นมา เรียกชื่อว่า พระวินยาธิการ เรียกเป็นภาษาพูดว่า ตำรวจพระ มีหน้าที่ในการตรวจตราดูแลพฤติกรรมของพระสงฆ์ ทั้งนี้ให้สังกัดเจ้าคณะจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เป็นไม้เป็นมือในการดูแลความเรียบร้อยในเขตปกครองของพระสังฆาธิการ

แต่สำหรับเหตุการณ์ทั้งในวัดตะล่อมและวัดหนังบางแวกนั้น ไม่ปรากฏพระวินยาธิการเข้าไปมีบทบาทแต่อย่างใด หายไปไหนก็ไม่รู้


ภาพที่ปรากฏทางสื่อมวลชนในหลายวันมานี้จึงมีผลทั้งบวกและลบต่อคณะสงฆ์ไทย

ในทางหนึ่ง มหาเถรสมาคมก็มุ่งมั่นสรรค์สร้างงานเผยแผ่ในแนวรุก

แต่ในทางหนึ่ง เจ้าคณะ กทม. ก็ดำเนินการจัดระเบียบวัดวาอารามเป็นที่เอิกเกริก เปิดประตูวัดตะล่อม วัดวิจิตรการนิมิต (วัดหนังบางแวก) ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ารื้อค้นและต้อนพระสงฆ์สามเณรให้เข้าแถวเพื่อค้นหาสิ่งผิดปรกติได้อย่างที่เรียกว่า ตามสะดวกใจ ไม่ต่างไปจากการเข้าตรวจค้นสถานที่อโคจรเช่น บ่อน บาร์ หรือว่าซ่องโจร สร้างผลงานทางด้านลบกับพระพุทธศาสนาได้อย่างย่อยยับอัปราว่าพระทั้งวัดต้องไปยืนเข้าแถวฉี่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเอามาเช็คดูว่ามีสีอะไร ?

ภาพการทำงานของคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ อันมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์เป็นประธานนั้น ไม่ปรากฏทางสื่ออื่นใดเลย นอกจากเว็บไซต์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อันเป็นหน่วยงานภายในของคณะสงฆ์ไทย

แต่ภาพการปฏิบัติการรื้นค้นวัดวาอารามพระเจ้าพระสงฆ์ ภายใต้การกำกับดูแลของพระพรหมดิลก เจ้าคณะ กทม. นั้น ถูกตีแผ่ทางสื่อสารมวลชนไปทั่วโลก

ไม่รู้ว่าระหว่างการทำงานของคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติกับของเจ้าคณะ กทม. นั้น อย่างไหนได้สร้างสรรค์หรือทำลายคณะสงฆ์ไทยได้มากกว่ากัน เรื่องแบบนี้ไม่ต้องเรียนจบ Ph.D. หรือ ป.ธ.9คนเขาก็อ่านออก

เขามีก็แต่ "เปิดวัดให้คนเข้าไปไหว้พระ"

แต่นี่เจ้าคุณเอื้อนกลับกระทำในทางตรงกันข้าม ด้วยการ "เปิดวัดให้ตำรวจเข้าไปไล่จับพระถลกสบงตรวจหาฉี่สีม่วง ถ้าพบก็จับสึก"


เรา=อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จึงอยากจะเรียนถามมหาเถรสมาคม โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ในฐานประธานคณะกรรมการมหาเถรสมาคม รวมทั้ง สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และประธานคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าสิ่งที่ เจ้าคุณพระพรหมดิลก ซึ่งเป็นทั้งกรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะ กทม. กระทำลงไปนั้น เป็นการถูกต้องตามแนวนโยบายของมหาเถรสมาคมแล้วหรือ

ถ้าว่าถูกต้อง ก็ขอนิมนต์ให้ดำเนินการต่อไป ขอให้ตรวจให้สิ้น ไม่ว่าจะเป็น วัดบวรนิเวศวิหาร ของสมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ของประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วัดพิชยญาติการามของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดปากน้ำภาษีเจริญ ของเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และวัดสามพระยา ของเจ้าคณะ กทม. ช่วยเปิดประตูวัดให้ตำรวจตรวจให้เป็นตัวอย่างทีเถิดว่า ในวัดพัฒนาตัวอย่างของเจ้าคณะผู้ปกครองระดับสูงนั้น "ฉี่" ของพวกท่านเป็นสีอะไร ?

ถ้าว่าไม่ถูกต้อง ก็ขอได้หันมาใส่ใจในปัญหานี้ในทันที ต้องเรียกเจ้าคุณพระพรหมดิลกมาสอบสวนว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดกรณีเหล่านี้ขึ้นได้อย่างไร จะตักเตือนหรือปลดออกก็ต้องทำให้เห็น มิเช่นนั้นความเสียหายจะบานปลายไปถึงมหาเถรสมาคม เพราะว่าถ้ามหาเถรสมาคมปกครองพระสงฆ์เองไม่ได้ ก็ไม่รู้จะมีมหาเถรสมาคมไปทำไม

วันที่ 18 เมษายน 2556 พระพรหมดิลก ได้ตั้งกฎใหม่ขึ้นมาว่า "พระที่จะเป็นเจ้าอาวาสต้องเข้ารับการอบรมก่อนเป็นเวลา 7 วัน" เพราะต้องเรียนรู้ภาระหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งมีอำนาจปกครองพระสงฆ์สามเณรทั้งวัด  แล้วสำหรับพระสงฆ์ที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อวัดในกรุงเทพมหานครทุกวัด มีพระสงฆ์สามเณรในสังกัดนับหมื่นรูปนั้นเล่า เราก็อยากจะถามว่า "พระเจ้าคณะ กทม.  ควรจะอบรมนานเท่าใด ซัก 7 ปีดีไหม ?"


อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
วัดไทยลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา




ภาพปรียบเทียบ


เผยแผ่ VS ประจาน
ทำงาน VS ทำลาย





อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
30 เมษายน 2556


วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

"เปลี่ยนวัดให้เป็นซ่องโจร" ขอถามมหาเถรสมาคม ? ต้องช่วยแชร์เพื่อปกป้องพระศาสนา


นโยบายใช้กำลังปกครองของเจ้าคุณเอื้อนได้ผล !
นครบาลส่งกำลังปิดล้อมวัดวิจิตรการนิมิต
ลุยดะ จับพระ-เณรตรวจฉี่ทั้งวัด


อ้า..ไหนล่ะว่า สำนักพุทธฯ ได้ดูแลพระสงฆ์องค์เณรทั่วราชอาณาจักรไทยให้อยู่ในระเบียบวินัยได้หมดแล้ว ถึงกับออกข่าวเอาหน้าเมื่อปีก่อน แต่แล้วทำไมจึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ช่วยอธิบายหน่อยสิ

และที่น่าแปลกใจก็คือว่า พระวินยาธิการหรือตำรวจพระ ซึ่งสังกัดเจ้าคณะ กทม. นั้น ไปมุดหัวอยู่ไหนหมด ทำไมไม่เห็นมีบทบาทอะไรในเรื่องนี้เลย เลี้ยงไว้เปลืองข้าวสุกเสียเปล่า เพราะถ้าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ปิดล้อมวัดได้ในวันนี้ ต่อไปก็จะทำกับวัดอื่นๆ ได้เรื่อยๆ และเมื่อนั้น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดสามพระยาของเจ้าคุณเอื้อน ก็เตรียมตัวตรวจฉี่เอาไว้ให้ดี เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะโดนโทรแจ้งตำรวจวันไหน ?

การปล่อยให้เจ้าหน้าที่ปิดล้อมวัดได้ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรงของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ในกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงก็คือเจ้าคณะ กทม. อันได้แก่พระพรหมดิลกหรือเจ้าคุณเอื้อนนั่นเอง ปกป้องวัดวาอารามไม่ได้ก็นิมนต์ลาออกเสียเถิดขอรับ


ภาพเจ้าหน้าที่ปิดล้อมวัดวิจิตรการนิมิต

ภายใต้สโลแกน

"เปลี่ยนวัดให้เป็นซ่องโจร"
















 


เมื่อวันที่ 29 เม.ย. เวลา 15.15 น. พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.ดส.บช.น.,พ.ต.ต.สาโรจน์ จอกโคกสูง สว.งานสืบสวนตรวจตรา กก.ดส.บช.น.,ร.ต.อ.ญาณพล พลเยี่ยม รอง สว.งานสืบสวนตรวจตรา กก.ดส.บช.น.นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ กว่า 20 นาย เข้าประสานพระปลัดถวัลย์ ขนฺติสาโร เจ้าอาวาสวัดวิจิตรการนิมิต (วัดหนังบางแวก) ถนนจรัญสนิทวงศ์ 13 แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กทม. เพื่อขอตรวจปัสสาวะพระลูกวัดหลังมีประชาชนเป็นจำนวนมากเข้ามาร้องเรียนและแจ้งเบาะแสว่า พบพฤติกรรมพระสงฆ์มั่วสุมเสพยาบ้าภายในวัด ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย

ที่เกิดเหตุบริเวณกุฎิหลังวัด กำลังเจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมทั่วอาณาบริเวณวัดเพื่อกันการหลบหนีไว้อยากแน่นหนา ก่อนนิมนต์พระสงฆ์ จำนวนทั้งสิ้น 36 รูป มาเข้าแถวตอนเรียงสอง เพื่อทำการรับขวดพลาสติกและพาไปตรวจปัสสาวะ พบว่า มีผลออกมาเป็นสีม่วง 2 ราย คือ พระเกรียงไกร ธมฺมธโร หรือ นายเกรียงไกร สายสุด หรือ พระหมึก อายุ 38 ปี และ พระวีรภัทร อินทวังโส อายุ 42 ปี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพระทั้ง 2 รูปไปตรวจค้นภายในกุฏิ พบ อุปกรณ์เสพยาบ้า และดีวีดีภาพยนตร์ลามก รวม 10 แผ่น ภายในห้องของพระเกรียวไกร ส่วนห้องของ พระวีรภัทร ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงควบคุมตัวไปสอบปากคำต่อหน้าเจ้าอาวาส

จากการสอบสวน พระเกรียงไกรให้การยอมรับว่าเสพยาบ้าจริง โดยสั่งซื้อจากวัยรุ่นในละแวกวัดมาส่งให้ราคาเม็ดละ 200 บาท ส่วนดีวีดีหนังเอ็กซ์ที่พบภายในห้องนั้นเป็นของลูกศิษย์คนสนิทที่ได้นำมาฝากไว้ไม่ได้มีไว้ดูเอง

ด้านพระวีรภัทรให้การอ้างว่าไม่ได้เสพยาบ้า เพียงแต่แค่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังทุกวัน เพราะต้องใช้แรงงานในการบูรณะวัดอย่างหนัก ประกอบกับเป็นนักเทศน์ด้วย ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาจำวัด จึงต้องใช้เครื่องดื่มชูกำลังช่วยให้รู้สึกสดชื่น

พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เปิดเผยว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวพระทั้ง 2 รูป ไปตรวจร่างกายแยกสารยาเสพติดอย่างละเอียดอีกครั้งที่ รพ.ศรีวิชัย หากพบเป็นสารแอมเฟตามีนหรือมีการเสพสารเสพติดชนิดอื่น ก็จะนำตัวกลับมาสึกกับเจ้าอาวาสและแจ้งข้อหาเสพยาบ้า ก่อนมอบตัวให้พนักงานสอบสวน สน.บางเสาธง ดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้หากมีประชาชนให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับพฤติกรรมของพระสงฆ์ นักเรียน และนักศึกษาตามวัดหรือสถาบันต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครไปพัวพันกับยาเสพติด ก็จะส่งชุดสืบสวนเข้าไปหาข่าวและประสานตำรวจท้องที่บุกเข้าตรวจค้นเหมือนกรณีนี้เช่นกัน


ข่าว : ดลินิวส์
30 เมษายน 2556


ชุมนุมถึงหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ผิดคำสั่งมหาเถรสมาคมชัดเจน


ลองของเจ้าคุณเอื้อน !
พระเสื้อแดงหน้าศาลต่อต้านพระสังฆาธิการ
นิมนต์กลับวัด แต่..ไม่ยอมกลับ




น้ำมนต์เจ้าคุณเอื้อน
ขลังหรือไม่ ? อีกไม่กี่วันก็รู้หมู่หรือจ่า




อา..ว่าแล้วไหมล่ะ วันก่อน "พระเสื้อเหลือง" พระมหาบุญถึง เจ้าอาวาสวัดตะล่อม โดนดี แค่เจ้าคุณเอื้อนได้ยินข่าวว่ามีพระต่างชาติออกบิณฑบาตเกิน8 โมงเช้า ก็รีบประกาศข่าวไปทั่วโลกว่า "ผิดพระธรรมวินัยและกฎหมายไทย ต้องจัดการเด็ดขาด ไม่งั้นพระมหาบุญถึงปิ๋วแน่"

วันนี้ "พระเสื้อแดง" ออกไปร่วมชุมนุมถึงหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ผิดคำสั่งมหาเถรสมาคมชัดเจน แถมยังขัดขืนต่อพระเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย ก็ไม่ทราบว่าเจ้าคุณเอื้อนจะทำอย่างไร จะใช้แก๊สน้ำตาปราบปรามเหมือนสันติอโศกโดน หรือจะนำเอากองกำลังคอมมานโดตะลุยปราบพระแดงให้ราบเป็นหน้ากลอง เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคำสั่งมหาเถรสมาคมได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

เพราะเห็นเจ้าคุณเอื้อนประกาศก่อนฉันเช้าและฉันเพลเป็นกิจวัตรว่า "ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน"














เจ้าคณะเขตดอนเมืองฯ พร้อม จนท.สำนักพุทธฯ พยายามดึงพระจำนวน 4 รูป ออกจากการชุมนุมหน้าศาลรธน. เหตุไม่เหมาะสม แต่เกือบวุ่น เพราะหวิดเกิดปะทะกับกลุ่มเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุม...

วันที่ 29 เม.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยพระครูชัยสารสุนทร (สิงห์) วัดเวฬุวนาราม เจ้าคณะเขตดอนเมือง-หลักสี่ เดินทางมาตรวจสอบ กรณีที่มีพระสงฆ์ เข้าร่วมการชุมนุม ของกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ที่บริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ

จากการตรวจสอบพบว่า บริเวณดังกล่าว มีพระสงฆ์จำนวน 4 รูป ร่วมชุมนุมอยู่ ทางเจ้าคณะเขตดอนเมือง-หลักสี่ และเจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธฯ ได้เข้าไปนิมนต์ให้กลับวัด เนื่องจากเห็นว่า เป็นการไม่เหมาะสมที่พระสงฆ์ มาเข้าร่วมชุมนุมในการเมือง แต่พระสงฆ์กลุ่มดังกล่าว ไม่ยอมออกจากพื้นที่ จึงได้เกิดการฉุดกระชาก พยายามนำออกจากพื้นที่ ทำให้ผู้ชุมนุมเกิดความไม่พอใจ พยายามเข้าไปรุมทำร้าย พร้อมตะโกนว่า เป็นคนของกลุ่มสันติอโศก เข้ามาก่อกวน จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบคุ้มกันเจ้าคณะเขตฯและเจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธฯ ออกจากพื้นที่การชุมนุม

อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ได้ห้ามปรามไม่ให้เกิดการทำร้าย อีกทั้งแกนนำ กวป. ได้ประกาศบอกให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบ อย่าไปหลงกล การยั่วยุของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งหลังจากนั้น เหตุการณ์ก็กลับสู่ความสงบและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ศึกษาข้อมูล วิทยานิพนธ์ด้านความมั่นคงสถาบันพระศาสนา ในประวัติศาสตร์ ได้ที่https://docs.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSUkVWRG9aQ3pkbmc/edit


ข่าว : ไทยรัฐ-ผู้จัดการ
30 เมษายน 2556