วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การปกป้องพระเกียรติคุณของสมเด็จพระสังฆราช โดย พระเทพสารเวที และ สมเกียรติ กาญจนชาติ


ข้อมูล วันที่ ๑ มิย.2556 ข้าพเจ้า สมเกียรติ กาญจนชาติ ได้เข้ากราบเรียน ท่านเจ้าคุณพระเทพสารเวที เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อกราบเรียนเรื่อง การปกป้องพระเกียรติคุณของสมเด็จพระสังฆราช ที่มีการแอบอ้างจากนาย บวรศักดิ์ ว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานทองคำ ถึง 119 บาท เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ? 

 สรุป คือ ท่านเจ้าคุณพระเทพสารเวที ไม่เห็นด้วยในโครงการนี้ตั้งแต่แรกแล้ว จึงให้ข้าพเจ้า สมเกียรติ กาญจนชาติ ทำข่างสารข้อมูลเพื่อให้ชาวพุทธทั่วประเทศได้พิจารณา ด้วยหลักมหาสติ มหาปัญญา ท่านได้กล่าวว่า ชาวไทยและวัดไทยยังยากจนอยู่ ทำไม่จึงต้องหาทองคำมากมายไปให้อินเดีย ข้อมูลอ้างอิงที่ http://www.facebook.com/photo.php?fbid=528636440515796&set=a.258806637498779.62591.161446187234825&type=3&theater

และท่านได้กล่าวว่า ท่านได้ไปที่ โรงพยาบาลจุฬา มาและทราบข่าวว่า นาย บวรศักดิ์ นำทองไปถวาย แต่กลับมาออกข่าวว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานทองคำ ซึ่งน่าจะเป็นการสร้างศรัทธาเพื่อออกเรี่ยไรยเงินจากประชาชนทั่วประเทศ จึงมอบให้ข้าพเจ้า นำเอกสารไปให้ท่าน อนิลมาล ศากยะ 
ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แก้ข่าว 


หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้เดินทางไปที่

วัดมกุฏกษัตริยารามวรวิหาร เพื่อกราบเรียนปรึกษาท่าน เจ้าคุณ พระเทพปัญญากวี ท่านจึงกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ควรทำตั้งแต่แรก ท่านได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า ทำไมไม่ปล่อยวาง ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนว่า ได้เคยตั้งจิตอธิฐาน(การสร้างบารมี) เพื่อถวาย สมเด็จพระสังฆราช และถ้าปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ จะเป็นการทำลาย

พระบวรพระศาสนา

ข้อมูลข่าวที่เกิดขึ้น http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2013/05/100.html

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไม่มีใครลุกขึ้นมาปกป้องพระเกียรติคุณของสมเด็จพระสังฆราชเลย ปล่อยให้มีการแอบอ้างอย่างเสรี ทำให้พระเกียรติคุณที่ทรงสั่งสมมานานถึง 100 ปี

ไม่มีใครลุกขึ้นมาปกป้องพระเกียรติคุณของสมเด็จพระสังฆราชเลย ปล่อยให้มีการแอบอ้างอย่างเสรี ทำให้พระเกียรติคุณที่ทรงสั่งสมมานานถึง 100 ปี

สังฆราชประทานทอง !
หุ้มยอดพระเจดีย์พุทธคยา

ระดมทุนระดมทอง 250 กิโล 500 ล้านบาท
เอาบุญระดับโลก


อา..ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกแล้ว 10 ปีก่อนก็เกิดกรณี "ห้องกระจก" เข้าครอบงำสมเด็จพระสังฆราช ออกพระลิขิต-พระบัญชาเป็นว่าเล่น สุดท้ายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ถูกรัฐบาลทักษิณ "ยกขึ้นหิ้ง-ตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน" จนกลายเป็นปัญหาทางการเมือง รุนแรงและเรื้อรังจนกระทั่งบัดนี้ แต่พวกพระวัดบวรนั้นก็ยัง "เจ็บไม่จำ" วันนี้ก็เอาอีกแล้ว มีภาพและข่าวยืนยันชัดเจนว่า "มีกระบวนการครอบงำสมเด็จพระสังฆราช" ขนาดว่าเสด็จไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่สามารถจะรับรู้รับทราบอะไรได้เลย แต่ก็มีเหตุการณ์ประหลาด ทั้งทรงออกพระโอวาทในวันสำคัญต่างๆ ทางศาสนา หรือแม้กระทั่งวันเด็กแห่งชาติ การทรงรับสังฆราชานุเคราะห์โครงการต่างๆ ทั้งการสร้างโบสถ์พอเพียง และโครงการหุ้มทองคำบนยอดพระเจดีย์พุทธคยา มูลค่า 500 ล้านในวันนี้

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขอเตือนว่า หายนะกำลังจะมาเยือนวัดบวรอีกรอบแล้ว เพราะชัดเจนแล้วว่า สมเด็จพระสังฆราชไม่สามารถรับรู้อะไรได้แล้ว เพราะมีพระชนมายุเกิน 100 ปีแล้ว เสด็จไประทับที่โรงพยาบาลนานหลายปี แค่จะกลับวัดบวรหมอยังไม่อนุญาตเลย แต่ทุกอย่างที่ดำเนินการในวันนี้ ล้วนแต่เป็นการแอบอ้างทำของ "กองงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช" นำโดย"พระเทพสารเวที" นี่เอง


วันก่อน บวรศักดิ์ ไปขอสมเด็จพระวันรัต วัดบวร เป็นประธาน แต่เครดิตยังไม่เพียงพอ วันนี้ก็เลยยกระดับการชุมนุม เอ๊ย การทำงาน โดยเข้าไปขอให้สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช "แอบอ้าง" ว่าสมเด็จพระสังฆราชทรงประทานทองคำถึง 119 บาท เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ถามว่าเป็นจริงหรือ ?






โบสถ์ดิน VS พระเจดีย์ทองคำ
"ในพระนามสมเด็จพระสังฆราช"
อันไหนจริง - อันไหนปลอม


ระหว่าง "โครงการสร้างโบสถ์พอเพียง" สร้างเพียง 9 หลัง หลังละ 2 ล้านบาท รวมเงินทั้งสิ้น 18 ล้านบาทเท่านั้นเอง กับโครงการ "หุ้มทองคำยอดพระเจดีย์พุทธคยา" ซึ่งใช้เงินมหาศาลถึง 500 ล้านบาท ย่อมสร้างความสับสนให้แก่พุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วประเทศ ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา อันมีสมเด็จพระญาณสังวร ดำรงตำแหน่งองค์พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทยในเวลานี้ ว่าสองโครงการในพระนามสมเด็จพระสังฆราชนั้น เหตุใดจึงสวนทางกันสุดกู่

 ถ้าเป็นโครงการที่มีเจ้าของต่างกันก็คงไม่น่าแปลกใจ แต่สองโครงการนี้ "ถูกอ้างว่า" เป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" ก็เลยแปลกใจว่า ทำไมแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่ในเขตประเทศไทยนั้น ก็มีพระนโยบายว่า "ต้องพอเพียง" แต่พอออกนอกประเทศแล้ว กลับทุ่มเงินทุ่มทองเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศและบุญกุศลแบบไม่อั้น สงสารก็แต่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เท่านั้น ที่วันนี้ ทรงไร้แล้วซึ่งพระอำนาจทั้งปวง แม้กระทั่งจะปลดกองงานเลขาออกจากตำแหน่งก็ทรงไม่สามารถแล้ว







สร้างโบสถ์พอเพียงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องใช้เงินถึง 18 ล้านบาท สมเด็จพระสังฆราชทรงไม่มีปัจจัยพอเพียง จึงมีพระเมตตาให้ออกเหรียญเพื่อระดมทุน เชิญคุณแพนเค๊กดาราเอกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ วันนี้คงหมดยุคพอเพียงแล้ว จึงทรงประทานทองคำไปอินเดียร้อยกว่าบาท และยังมีโครงการระดมทองคำมูลค่าเกือบ 500 ล้านบาทไปอินเดีย แล้วเมื่อไหร่พระเจดีย์เมืองไทยจะได้ยอดเป็นทองคำเหมือนอินเดีย เพราะขนเงินทองออกนอกประเทศหมด เมืองไทยจะเหลืออะไร เอาบุญเอากุศลท่ามกลางวิถีของประชาชนคนไทย ซึ่งยากจนค่นแค้นถึงกับต้อง "จำนำข้าว" เพื่อประทังชีวิต แต่ผู้นำสงฆ์ของไทยกลับทุ่มเงินทองเพื่อซื้อบุญในต่างประเทศ ดูดเงินคนจนเมืองไทยไปสร้างความยิ่งใหญ่ในเมืองนอก หวังจะให้คนต่างชาติเขายกย่องเรางั้นหรือว่า "เป็นผู้ใจบุญมากกว่าใครในโลก"





แนวพระสังฆราชดำริ 2 แบบ
แบบแรก "อยู่เมืองไทยให้ใช้ดินสร้างโบสถ์"
แบบที่สอง "ไปอินเดียให้ใช้ทองคำสร้างพระเจดีย์"






เดือนมีนาคม พ.ศ.2555 ที่ผ่านมา มีข่าวว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำเอาปัจจัยจำนวน 23 ล้าน ไปถวายสมเด็จพระสังฆราชถึงในโรงพยาบาล ทางอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็ติติงว่าไม่เหมาะสมแล้ว แต่แล้ววันนี้กลับมีข่าวว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานทองคำตั้ง 119 บาท ให้แก่นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ เพื่อนำไปหุ้มยอดพระเจดีย์พุทธคยา ก็เลยกลายเป็นว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงรับเงินและทรงประทานทองคำ ซึ่งสองสิ่งนี้ ถ้าพิจารณาให้ดีด้วยสติและปัญญา ก็จะเห็นว่า "เป็นการทำลายพระเกียรติ" ของสมเด็จพระสังฆราชทั้งสิ้น

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เชื่อว่า สมเด็จพระสังฆราชนั้น ทรงพ้นแล้วจากสิ่งเหล่านี้แต่บุคคลใกล้ชิดในสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชนั้นยังไม่หลุดพ้น ยังเอาสมเด็จพระสังฆราชมาเป็นตราประทับหากินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แรกๆ นั้นก็ทำเพียงแต่ในรูปแบบเอกสาร แต่นานวันเข้าก็ย่ามใจ จนกลายเป็นโครงการที่เกียวกับเงินๆ ทองๆ ในวันนี้

ที่น่าเศร้าสลดใจก็คือว่า บรรดาพระสงฆ์สามเณรวัดบวรนิเวศวิหารนั้น ไม่มีใครลุกขึ้นมาปกป้องพระเกียรติคุณของสมเด็จพระสังฆราชเลย ปล่อยให้มีการแอบอ้างอย่างเสรี ทำให้พระเกียรติคุณที่ทรงสั่งสมมานานถึง 100 ปีนั้น ต้องมัวหมอง ทั้งนี้ก็มิใช่อื่นใด เพราะศิษย์ไม่รักอาจารย์  นั่นเอง






เมื่อทรงถูกยกขึ้นมิให้บริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยในปี พ.ศ.2547 นั้น ตอนนั้นผู้คนก็เห็นเป็นเพียงการแบ่งเบาพระภารกิจของสมเด็จพระสังฆราช ถึงแม้พระองค์จะทรงไร้พระอำนาจในการบริหารคณะสงฆ์ไทย แต่ชาวพุทธทั่วไปก็ยังคงเคารพเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระญาณสังวร นั่นเพราะศีลาธิคุณของพระองค์ยังคงอยู่อย่างพร้อมมูล แต่วันนี้ กลุ่มเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กระทำการอุกอาจสร้างโครงการเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ จนเกิดความหวั่นไหวในศรัทธาของพุทธศาสนิกชน นั่นก็เท่ากับว่ากลุ่มลูกศิษย์ของพระองค์ได้เข้าไปดึงเอาศีลาธิคุณออกจากพระองค์ท่าน สร้างความมัวหมองให้เกิดแก่องค์สมเด็จพระญาณสังวรแบบถึงเนื้อถึงตัว นับเป็นเรื่องอันตรายกว่าสิ่งอื่นใด เพราะในบั้นปลายพระชนมชีพของสมเด็จพระญาณสังวรนั้น สิ่งสำคัญสูงสุดก็คือ "พระเกียรติยศ" อันได้แก่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งด้านศีล สมาธิ และปัญญา วันนี้ สมเด็จพระสังฆราชทรงเจริญชนมายุยืนนานถึง 100 ปี น่าที่จะมีข่าวที่เป็นอภิมหามงคลกับพระองค์ท่าน แต่กลับเกิดข่าวเสียหายร้ายแรงดังที่เห็น ถ้าทางกลุ่มเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชและคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร ไม่ทบทวนบทบาทที่กำลังทำกันอยู่ในปัจจุบัน นั่นก็เท่ากับว่า คณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหารนั่นเองที่เป็นผู้ปล้นคุณงามความดีไปจากองค์สมเด็จพระสังฆราช หาใช่ใครอื่นไกลไหนเลย




"พอ" เป็นสิ่งที่หายากในหมู่คน "โลภ"
"นิ่ง" เป็นสิ่งที่หายากในหมู่คน "โกรธ"
"หยุด" เป็นสิ่งหายากในหมู่คน "หลง"

พระนิพนธ์เรื่อง"คิดให้รู้จักพอ และการทำดีต้องไม่มีพอ"สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
 


เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานทองคำ จำนวน 119 บาท ในการสมทบทุนโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตร พระมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยมี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธานอำนวยการโครงการหุ้มทองคำฯ เป็นผู้แทนรับประทานจากสมเด็จพระสังฆราช
 
ดร.บวรศักดิ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษา 100 ปี ทรงมีพระกรุณาธิคุณในการประทานทองคำจำนวน 119 บาท เพื่อสมทบทุนในโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตร พระมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา ถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในโอกาสฉลอง 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวได้เริ่มมาตั้งแต่ 2554 โดยขอรับบริจาคจากพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธา โดยขณะนี้ มียอดบริจาคเข้ามาแล้ว มากกว่า 60 กิโลกรัม ตนจึงชวนชวนพุทธศาสนิกชนมาร่วมบุญใหญ่ ที่รัฐบาลอินเดียและรัฐบาลไทย ให้การสนับสนุน ซึ่งสามารถบริจาคเป็นทองคำหรือเงินสดก็ได้ ผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาติ ภายใต้โครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตามในวันที่ 29 พ.ค.เวลา 14.00 น. จะมีพิธีถวายทองคำพร้อมแถลงข่าวโครงการนี้ ที่วัดบวรนิเวศวิหาร
 
นายเผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ สาขาสถาปัตยกรรมไทย ในฐานะผู้กำกับการดำเนินงานด้านช่าง กล่าวว่า โครงการนี้จะใช้ทองคำหุ้มยอดฉัตรทั้งหมด 250 กิโลกรัม จะใช้เวลาดำเนินการจัดสร้างตั้งแต่เดือนมิถุนายน – ตุลาคม 2556 โดยความสูงของฉัตรทั้งหมด 4.49 เมตร ซึ่งการจัดสร้างแผ่นทองจะดำเนินการในประเทศไทย โดยตีเป็นแผ่นกว้าง 30 เซนติเมตร แล้วม้วนส่งไปยังอินเดีย เพื่อให้ช่างดำเนินการนำไปหุ้มบนยอดเจดีย์พุทธคยา ทดแทนของเดิมที่เป็นทองเหลือง ทั้งนี้การหุ้มทองคำ จะทำให้ยอดเจดีย์มีความงดงาม และคงทนต่อสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้ คาดว่า จะใช้งบประมาณ จำนวน 450 ล้านบาท
ข่าว : เดลินิวส์30 พฤษภาคม 2556

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถึงเวลาร่วม จารึกประวัติศาสตร์ กับ พลเอก ปรีชา และ สมเกียรติ

                                กล่าวว่า ประเทศกำลังถูกความชั่วร้ายครอบครอง

พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ อดีตนายทหาร จปร.7 กล่าวว่า ประเทศกำลังถูกความชั่วร้ายครอบครองชาติ การที่คนเสื้อแดงและนีกการเมืองไปรดน้ำดำหัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศลาวและกัมพูชา ถือเป็นการเหยียบย่ำประเทศไทย เหยียบหน้าแล้วเอาเท้าเขี่ยตา โดยการเคลื่อนไหวที่กัมพูชาถือว่าเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีคนไทย เพราะกัมพูชาแย่งดินแดนของไทย 

http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2012/04/7.html

http://www.facebook.com/thaihistory

หลักปฏิบัติว่าด้วย - ภาพนำทาง 8 ประการ


    หลักปฏิบัติว่าด้วย - ภาพนำทาง 8 ประการ 
   ขอขอบคุณ : www.midnightuniv.org
                    http://my.dek-d.com/social_sw/story/view.php?id=321940



หลักภาพนำทาง 8 ประการ

ภาพนำทาง ของวัฒนธรรมอินเดียนั้นประกอบด้วยหลัก 8 ประการที่เน้นความสำคัญ เรียงตามลำดับกันดังนี้
1. idealism
2. renunciation and nonattachment
3. oneness of things
4. illusions
5. liberation
6. nonindividuality
7. transtemporality
8. intuition

1. idealism 
ทัศนคติต่อชีวิตของชาวอินเดียส่วนใหญ่แล้วนั้น ถูกกำหนดด้วยอุดมคติซึ่งมีรากฐานทางประวัติศาสตร์มาจากคัมภีร์อุปนิษัท คำว่า"อุดมคติ" ในที่นี้หมายความถึง หลักปรัชญาซึ่งให้ น้ำหนักต่อคุณค่าทางจิตใจในการชี้นำทางในการดำเนินชีวิต
อุดมคติในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่เป็นแนวบรรทัดฐานกำหนดวิถีการดำเนินชีวิตที่มนุษย์ต้องดำเนินตามเพื่อประโยชน์สูงสุด นอกเหนือจากหลักปรมาตมันและหลักโมกษะแล้ว ยังได้แก่
หลักอาศรมสี่ ซึ่งหมายถึง "ขั้นตอนหรือช่วงระยะเวลาของชีวิต" หรือแปลว่า "กระท่อมของนักบวช"
ซึ่ง หลักอาศรมสี่ นี้ประกอบด้วย
(1) พรหมจรรย์ การประพฤติอย่างพรหมหรือการปฏิบัติตนให้อยู่ในความบริสุทธิ์ คือ ผู้เยาว์, วัยเจริญเติบโต, วัยเรียนรู้
(2) คฤหัสถ์ หลักสำหรับ ผู้ครองเรือน ในการทำงานเพื่อสร้างหลักฐาน ฐานะ และการทำพลีต่างๆ
(3) วนปรัสถ์ หลักสำหรับ ผู้อยู่ป่า ซึ่งต้องวางมือจาก การครองเรือน ออกปฏิบัติธรรม หรือทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และ
(4) สันยาสะ (สันยาสี) หลักสำหรับ ผู้แสวงหาธรรม หรือขั้นตอนสุดท้ายของชีวิต บุคคลจะต้องถือเพศบรรพชิต ประพฤติพรหมจรรย์
หลักอรรถะหรือประโยชน์สี่ ได้แก่
1. 
อรรถะ หมายถึง ทรัพย์หรือสิ่งที่เราต้องการแล้วพยายามทำให้ถึงหรือมีให้ได้
2. กามะ หมายถึง การแสวงหาความสุขทางโลกตามสมควร
3. ธรรมะ หมายถึง หลักศีลธรรมหรือระเบียบความประพฤติของบุคคลในสังคมเพื่อสันติสุข และ
4. โมกษะ หมายถึง ภาวะแห่งความหลุดพ้น
หลักวรรณะสี่ ได้แก่
1. กฎเรื่องการแต่งงาน (เช่น การห้ามแต่งงานข้ามวรรณะ)
2. กฎเรื่องอาหารการกิน (ใครทำอาหารให้ใครทานได้)
3. กฎเรื่องการทำมาหากิน (แต่ละวรรณะมีหน้าที่ของตนเอง ห้ามก้าวก่าย)
4. กฎเรื่องบ้านเรือนที่อยู่อาศัย (ห้ามศูตร/จัณฑาลมีคฤหาสหรือปราสาท)

2. renunciation and nonattachment
ความเชื่อในเรื่อง การสละ การละวาง หรือ การไม่ยึดติด นั้น เป็นอุดมคติของวัฒนธรรม ชาวอินเดียอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ชาวอินเดียยังมีความเชื่ออีกด้วยว่า หากจะวัด ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ผู้หนึ่งนั้น มิได้วัดด้วยสิ่งที่เขาได้มาหรือหามาได้ หากแต่วัดจากสิ่งที่เขาได้สละหรือละทิ้งไป
ความเชื่อดังกล่าวได้รับการยืนยันด้วยเหตุผลมานานนับศตวรรษว่า ความปรารถนานั้นนำไปสู่ความสับสนวุ่นวาย ดังนั้น นักปรัชญาชาวอินเดียส่วนใหญ่จึงค้นหาหนทางในการขจัดความปรารถนาด้วยการยกระดับความไม่ยึดติดในสิ่งใดๆ และด้วยเหตุดังนั้น ในหลักปรัชญาธรรมและหลักศาสนาของชาวอินเดียเราจึงได้พบคำดังเช่น การเสียสละ การอุทิศตน การทำบุญทำทาน การบำเพ็ญตบะ และ การละวาง อยู่เสมอๆ


3. oneness of things
องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งในภาพนำทางของชาวอินเดีย ได้แก่ 
ความเชื่อในเรื่องของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสรรพสิ่งต่างๆโดยหลักสำคัญนั้นอยู่ที่การสร้าง ความเป็นหนึ่งเดียวของความเป็นจริง และชี้ให้เห็นถึงกลไกซึ่งปัจเจกบุคคลจะสามารถตระหนักรู้ถึงสิ่งนั้นได้
ในศาสนาฮินดูนั้น อุดมคติสูงสุดที่บุคคลต่างดิ้นรนจะไปให้ถึงนั่นคือ "ปรมาตมัน" ปรมาตมันนี้ไม่ใช่ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต แต่เป็นสภาวะซึ่งการแบ่งแยกหรือความแตกต่างนั้นถูกทำให้หมดไปและความเป็นหนึ่งเดียวเข้ามาแทนที่
"ปรมาตมัน" เป็นคำสอนสำคัญที่เน้นหนักอยู่ในคัมภีร์อุปนิษัท ปรมาตมันคือวิญญาณสากลหรือเป็นความจริงอันสูงสุด ที่เรียกว่าอันติมะสัจจะ บางทีก็เรียกว่า "พรหมัน" ปรมาตมันนั้นเป็นศูนย์รวมของวิญญาณย่อยทั้งหลายที่เรียกกันว่า อาตมัน หรือ ชีวาตมัน ดังนั้นคัมภีร์อุปนิษัทจึงสอนว่า อาตมันก็คือพรหมัน ผู้ที่รู้จักและเข้าใจอาตมันจึงเท่ากับรู้จักและเข้าใจพรหมมัน ผู้ที่รู้จักพรหมมันผู้นั้นจะเข้าถึงโมกษะ คือ ภาวะแห่งความหลุดพ้น คืออยู่ร่วมกับพรหมันหรือปรมาตมัน อันเป็นวิญญาณสากลได้
ทัศนะของชาวอินเดียหรือพราหมณ์-ฮินดูนั้นมีความเชื่อว่า อาตมัน หรือ ชีวาตมัน คือ ตัวตนของเรา นี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนแห่งร่างกายคือตัวตนอย่างหยาบ และ ส่วนแห่งจิตวิญญาณคือตัวตนอย่างสมบูรณ์
ในส่วนแห่งร่างกายนั้นถือว่าเป็นส่วนที่หยาบ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เพราะมีการแตกสลายไปตามกาลเวลา แต่ในส่วนแห่งจิตวิญญาณอันเป็นส่วนละเอียดนั้นเป็นอาตมัน หรือเป็นตัวตนที่แท้จริง เพราะจิตวิญญาณนั้นจะไม่มีวันตายหรือแตกสลายไปเช่นส่วนแห่งร่างกาย เพราะว่าวิญญาณของสรรพสิ่งแต่ละดวงนั้น เป็นอาตมันย่อยที่แยกออกจากอาตมันใหญ่ ซึ่งเป็นวิญญาณสากลที่เรียกว่า"ปรมาตมัน" ดังนั้น เมื่อปรมาตมันหรือวิญญาณสากลเป็นอมตะ อาตมันหรือ ชีวาตมัน ซึ่งเป็นวิญญาณย่อย เป็นตัวตนย่อยนั้นจึงเป็นอมตะด้วย
อย่างไรก็ตาม ระหว่างอาตมันและปรมาตมันนั้น มีความแตกต่างกันตรงที่ว่า ปรมาตมัน ไม่ได้ถูกจำกัดหรือผูกพันอยู่กับสิ่งใด เป็นอมตะภาวะ เป็นอยู่ด้วยตัวเอง ไม่มีการเกิดและไม่มี การตาย แต่สำหรับชีวาตมันหรืออาตมันนั้นจะถูกจำกัดด้วยร่างกายที่มีการแตกดับ จึงได้รับ ความทุกข์ยากลำบากต่างๆจากการเวียนว่ายตายเกิดของร่างกายไปในภพชาติใหญ่น้อยต่างๆอย่างไม่มีวันจบสิ้น จนกว่าบุคคลนั้นจะฝึกฝนตนเองให้รู้แจ้งเห็นจริงในอาตมันของตนเอง ว่าเป็นอันเดียวกันกับปรมาตมันหรือพรหมันจึงจะบรรลุโมกษะ หลุดพ้นจากความทุกข์

4. illusions
ตามความคิดจิตใจของชาวอินเดียซึ่งถูกกำหนดรูปร่างโดยขนบธรรมเนียมโบราณและวัฒนธรรมนั้น แท้จริงแล้ว โลกของเรานั้นเป็นเพียงภาพมายา อย่างไรก็ตาม ในการใช้คำว่า "มายา" นั้นไม่ได้หมายถึงว่า โลกของเราจะเป็นมายาเสียจนกระทั่งจุดยืนซึ่งใช้สนับสนุนข้อโต้แย้งของเรานั้น จะหมายถึงว่ารูปแบบและโครงสร้างนั้นเป็นมายา เพราะบ่อยครั้งที่เรามักจะนึกกันไปว่า รูปแบบและโครงสร้างในโลกของเรานั้นเป็นความเป็นจริงตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นผลผลิตมาจากจิตใจของเรา มายาหมายถึงความเข้าใจผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการจัดประเภทหรือแนวความคิดในการสร้างความเป็นจริง
ใน คัมภีร์คเวตาศวตร อุปนิษัท กล่าวว่า ถ้ามองจากแง่ของ ชีวาตมัน แล้ว มายา จะมีชื่อเรียกใหม่ว่า อวิทยา (อวิชชา) ซึ่งแปลว่า ความไม่รู้ อวิทยาเป็นสิ่งที่เหมือนม่านปิดบัง ทำให้ชีวาตมันไม่รู้ความเป็นจริงว่า ตนเองกับสิ่งสัมบูรณ์คือพรหมันนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความไม่รู้หรืออวิทยานี้เป็นสาเหตุให้ชีวาตมันต้องเวียนว่ายตายเกิด ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ขณะที่ท่องเที่ยวอยู่นั้น ก็ได้ทำกรรมดีบ้าง ชั่วบ้าง แล้วได้รับผลของกรรม เป็นความสุขบ้าง ความทุกข์บ้าง หมุนเวียนกันไป เมื่อใดชีวาตมันเห็นแจ้งในความเป็นจริง และขจัดอวิทยาเสียได้แล้ว เมื่อนั้นก็จะบรรลุ ความหลุดพ้นกลับคืนสู่สภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพรหมัน ซึ่งเรียกว่าโมกษะ

5. liberation
ความหลุดพ้น หรือ โมกษะ นั้นเป็นสิ่งสำคัญของภาพนำทางของชาวอินเดีย
ดังที่นักปรัชญาชาวอินเดียได้ยืนยันอยู่เสมอว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ก็คือการหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการทางโลก
มนุษย์ทุกคนต่างต้องเผชิญหน้าหรือถูกท้าทายจากความสัมพันธ์ของเขากับวัตถุสิ่งของต่างๆอันเป็นที่รัก หรือกับบุคคลอื่นซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนม ทุกครั้งที่มนุษย์เรารู้สึกถึง ความท้าทายเหล่านี้ เรากำลังถูกบังคับให้จัดการกับความไร้ความสามารถในการจัดการต่อ สถานการณ์ต่างๆของเราเสียใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับตัวเรา หากพิจารณาด้วยทัศนะของ นักปรัชญาชาวอินเดียแล้ว การไร้ความสามารถนี้เองเป็นสิ่งซึ่งสะท้อนกลับจาก พันธะ หรือ เครื่องผูกมัดต่างๆ (ห่วง/บ่วง) ของเรา
ดังนั้น บุคคลผู้เห็นภัยหรือเห็นความทุกข์ของชีวิตใน วัฏฏะสงสาร จึงต้องการให้วิญญาณหรืออาตมันของตนเข้าสู่ภาวะแห่งการหลุดพ้นหรือโมกษะ วิถีทางแห่งการหลุดพ้นคือการปฏิบัติธรรมตามหลัก อาศรมสี่ มรรคสี่ หรือ โยคะสี่ การปฏิบัติตามหลักดังกล่าวนี้จะทำลายมายาหรือ อวิทยาให้หมดสิ้นไป และนำไปสู่การบรรลุโมกษะหรือการหลุดพ้นอันเป็นเป้าหมายหรือ อุดมการณ์สูงสุด

6. nonindividuality
ความคิดเกี่ยวกับปัจเจกบุคคลในวัฒนธรรมของชาวอินเดียนั้นแตกต่างอย่างชัดเจนจากที่พบในวัฒนธรรมตะวันตก ในอภิปรัชญาของชาวอินเดียนั้นมิได้ยอมรับในความหลากหลายของความเป็นปัจเจกบุคคล การคิดถึงปัจเจกบุคคลเป็นการพ่ายแพ้ต่อ "มายา" 

ความจริงแท้สูงสุด 
หรือ ปรมาตมัน นั้นไม่มีความแตกต่างและเป็นสิ่งเดียวที่แน่นอน ดังได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าอุดมคติสูงสุดของศาสนาฮินดูนั้นคือการรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพราะฉะนั้น ในความคิดของชาวอินเดียจึงไม่มีที่ว่างหลงเหลืออยู่สำหรับการคิดถึงปัจเจกบุคคลในลักษณะแยกส่วน

7. transtemporality
สำหรับชาวอินเดียแล้ว "เวลา" นั้นเป็นสิ่งซึ่งมีลักษณะหมุนเป็น "วงรอบหรือสังสารวัฏ" นั่นก็หมายความว่ามีความเชื่อในเรื่องของการหวนกลับคืนสู่สภาพของความเป็นนิจนิรันดร์และ ความเป็นอมตะ
ในทัศนะของชาวอินเดียแบบดั้งเดิมนั้น มีเพียงหนทางเดียวที่จะหนีพ้นจากความลำบากในการเป็นมนุษย์นั่นคือ
การหนีให้พ้นจากภาวะที่เป็นอยู่ทางโลก
ความต้องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด หรือใน สังสารวัฏ นี้
จะต้องตระหนักหรือแจ้งชัดในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพรหมัน-วิญญาณสากล และอาตมัน-วิญญาณของตนได้
และเมื่อตระหนักรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว บุคคลผู้นั้นก็จะหลุดพ้นจาก ความผูกพันทางโลก
และหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏตลอดกาล

8. intuition
ในท้ายที่สุด ความสงสัยเกี่ยวกับ "ความรู้แจ้งภายในหรือการหยั่งรู้ภายใน" ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ
ความปรารถนาที่จะได้รู้อย่างแจ้งชัดต่อภายในของตนนั้น
เป็นคุณลักษณะพิเศษของการฝึกจิตใจของชาวอินเดีย ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับชาวตะวันตก
ในขณะที่สังคมตะวันตกนั้นต้องการจะเอาชนะธรรมชาติและประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์เทคโนโลยี แต่สำหรับชาวอินเดียนั้น ไม่ได้ต้องการอะไรที่มากไปกว่าการได้เอาชนะจิตใจของตนเอง
ความปรารถนาที่จะได้รู้แจ้งหรือการหยั่งรู้นั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ความหยั่งรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มนุษย์สามารถที่จะเข้าใจความเป็นจริงได้โดยตรง ในขณะที่สังคมตะวันตกจะเน้นในเรื่องของเหตุผลและตรรกะ สังคมอินเดียจะเน้นในเรื่องของความสามารถด้านการหยั่งรู้ของมนุษย์ เพราะพวกเขาต่างรู้สึกว่า "ภาษา" ของมนุษย์นั้นไม่เพียงพอสำหรับการจะเข้าใจความเป็นจริง อีกทั้ง "ตรรกะ" ของมนุษย์ก็ไม่เพียงพอสำหรับจะเข้าใจความเป็นจริงที่อยู่เหนือธรรมชาติได้ ดังที่คัมภีร์อุปนิษัทได้กล่าวไว้ว่า "จะเข้าใจปรมาตมันได้ก็จะต้องเป็นปรมาตมัน" หรือในทางอีกทางหนึ่งนั้นก็คือการที่จะเข้าใจความเป็นจริงสูงสุดได้นั้น เราก็จะต้องเป็นความเป็นจริงสูงสุดนั้นเสียเอง

การประยุกต์ใช้กับทฤษฎีด้านการสื่อสารของอินเดีย 
ภาพนำทาง ทั้ง 8 ข้อในวัฒนธรรมอินเดียนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างแบบจำลองด้านการสื่อสารได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะในปริบททางสังคมของชาวอินเดีย ซึ่งก็จะมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างไปจากแบบจำลองการสื่อสารในวัฒนธรรมตะวันตก
ในแบบจำลองการสื่อสารของอินเดียนั้น ความสนใจในลำดับแรก คือ การที่ผู้รับสารนั้นสร้าง ความหมาย (make sense) กับสิ่งกระตุ้นซึ่งเขาได้รับ เพื่อที่จะตระหนักรู้ในตนเองให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร ในขณะที่แบบจำลองการสื่อสารของตะวันตกนั้น ความสนใจในลำดับแรก คือ การที่ผู้ส่งสารจะสามารถมีผลกับ/มีอิทธิพลต่อ/จัดการกับผู้รับสารได้อย่างไร และ ผู้ส่งสารกับผู้รับสารจะร่วมรับรู้ข่าวสารและเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์แบบสองทางได้อย่างไร
ความแตกต่างระหว่าง ชาวอินเดีย กับ ชาวตะวันตก อีกประการหนึ่ง คือ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของ "ความหมาย" ความหมายในสังคมตะวันตกนั้นถูกมองว่าเป็นเพียงสิ่งๆหนึ่งซึ่งถูก ถ่ายทอดหรือมีความหมายผ่านทางภาษา ซึ่งความคิดนี้ก็ผูกติดอยู่กับแบบจำลองทางการสื่อสารตามรูปแบบของตะวันตกนั่นเอง การสื่อสารในรูปแบบนี้ถูกมองว่าเป็นการส่งผ่านความหมายด้วยความตั้งใจที่จะมีอิทธิพลต่อผู้รับสาร แต่ทว่าตามทัศนะของอินเดียนั้น ความหมายอยู่เหนือภาษา อาจกล่าวได้ว่า แบบจำลองของตะวันตกนั้นมีลักษณะศูนย์กลางอยู่ที่ผู้ใช้ภาษา ในขณะที่แบบจำลองของอินเดียนั้นมีลักษณะที่ภาษามีศูนย์กลางอยู่ที่ความหมาย
ความหมายตามทัศนะของชาวอินเดียนั้น ถูกมองว่าเป็นกระบวนการซึ่งจะนำไปสู่ การตระหนักรู้ในตนเอง นำไปสู่ความเป็น อิสระและนำไปสู่ ความจริง ในที่สุด ความเป็นอิสระในที่นี้หมายถึง การหลุดพ้นจากพันธนาการทางภาษาซึ่งเป็นผลลัพท์มาจากมายาในโลกนี้และ การประกอบสร้างผลิตกรรมต่างๆโดยการใช้ภาษาและตรรกะต่างๆรอบๆตัวเรา
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่แตกต่างกัน นั่นก็คือ แบบจำลองของอินเดียนั้นมุ่งความสนใจมายังมิติของ การสื่อสารภายในตัวบุคคล ในขณะที่แบบจำลองของตะวันตก การสื่อสารภายในบุคคลจะนำไปสู่ การสื่อสารระหว่างบุคคล สำหรับแบบจำลองการสื่อสารของอินเดียนั้น การสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นเรื่องรองลงมาจากการสื่อสารภายในตัวบุคคล
อย่างไรก็ตาม การสร้างความคิดเกี่ยวกับการสื่อสารของชาวอินเดีย ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่ได้ขยายความคิดออกไปเพื่อยืนยันให้เห็นว่า หากการสื่อสารทำงานได้ตามบทบาทหน้าที่จริง การสื่อสารภายใน ตัวบุคคลจะต้องนำไปสู่การสื่อสารเพื่อเปลี่ยนผ่านบุคคล ที่ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวของโลกนั้นได้ถูกรับรู้อย่างแจ้งชัด
แบบจำลองการสื่อสารของอินเดีย ซึ่งเชื่อมโยงกับภาพนำทางในวัฒนธรรมอินเดียนั้นยังมีความแตกต่างกับแบบจำลองในสังคมตะวันตก นั่นคือ ในขณะที่แบบจำลองของตะวันตก จะเน้นหนักในองค์ประกอบที่เกี่ยวกับการแสดงออก แต่แบบจำลองของอินเดียจะเน้นที่องค์ประกอบการรับเข้า หรืออาจกล่าวอย่างง่ายๆได้ว่า แบบจำลองตะวันตกนั้นมีลักษณะ expression-oriented แต่แบบจำลองของอินเดียเป็นแบบ interpretation or reception oriented
ใน แบบจำลองการสื่อสารของอินเดีย นั้น จะเห็นว่า สิ่งที่สำคัญในการสื่อสารของมนุษย์คือการค้นหาว่า ผู้รับสารสร้าง มีความหมายกับสิ่งกระตุ้นเร้าทาง วัจนภาษา ซึ่งผ่านการรับเข้ามา และผูกรวมเข้ากับ การค้นหาความหมาย ได้อย่างไร เป็นการค้นหาส่วนที่อยู่ภายในตัวตน ในขณะที่แบบจำลองของตะวันตก ยังคงอยู่ที่ว่า ความเป็นจริงนั้นอยู่กับมนุษย์ (to know it is to be) หรืออาจกล่าวในอีกทางหนึ่งได้ว่า ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
ความแตกต่างทางด้านความคิดนี้นำมาสู่องค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งใน แบบจำลอง นั่นคือ
เป็นหน้าที่ของ การสื่อสาร ที่จะ หลบหนี ให้พ้นจากกรอบความคิดซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดย ตรรกะ และ ภาษา 
เพราะตราบเท่าที่เรา อยู่ภายใต้กรอบซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยภาษา เราก็จะ ไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริง ได้
การละทิ้งผลิตกรรมต่างๆที่ถูกจัดวางโดยภาษานั้นจะทำให้มนุษย์เราเป็นอิสระและตระหนักรู้ความจริงได้
ตามทัศนะของชาวอินเดียนั้น การตระหนักรู้ในความจริง ไม่ได้เกิดจาก ภาษา หรือ ตรรกะ หรือแม้กระทั่ง ความมีเหตุมีผลแต่เกิดจาก การหยั่งรู้ภายใน (to know is to be) การรู้ คือ การได้ตระหนักถึงผลิตกรรมต่างๆ ซึ่งถูกครอบงำโดยภาษาและโดยตรรกะ และมีเพียงกระบวนการหยั่งรู้ ภายในเท่านั้น ที่จะทำให้มนุษย์สามารถยกระดับตัวเองออกจากภาพมายาในโลกได้ ซึ่งในมุมมองของอินเดียแล้ว นี่แหละคือจุดมุ่งหมายของการสื่อสาร
เพราะฉะนั้น หากว่า แบบจำลองของตะวันตก จะเป็นแบบการ ใช้เหตุใช้ผลเป็นหลัก (ratiocination-oriented)
แบบจำลองของอินเดีย ก็เป็นแบบการรับรู้ความรู้สึกที่ เกิดขึ้นภายในเป็นหลัก (intuition oriented)
หรือการสื่อสารกับตัวเองเพื่อให้หลุดพ้น
ท้ายที่สุดแล้ว บทความชิ้นนี้ไม่ได้สนใจว่า แบบจำลองการสื่อสารนี้จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ดีเพียงไร หากแต่ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ หากชาวอินเดียในปัจจุบัน ใช้ภาพนำทาง ดังกล่าวเป็นหลักเทียบเคียงหรือเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการสื่อสารแล้ว อะไรจะเป็นผลที่ตามมา โดยเฉพาะในยุคที่สังคมอินเดียกำลังได้รับอิทธิพลความทันสมัยของสังคมตะวันตกอย่างมาก เช่นเดียวกันกับในประเทศไทย

หนังสืออ้างอิง
Dissanayake, Wimal. 1987. in Kincaid, D. Lawrence. (ed). Communication theory: Eastern and western perspective. NY: Academic Press, INC., pp. 151-160
มนต์ ทองชัย. 2530. 4 ศาสนาสำคัญของโลกปัจจุบัน พราหมณ์-ฮินดู พุทธ คริสต์และ อิสลาม. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
วนิดา ขำเขียว. 2541. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพฯ: เจนเดอร์เพรส.
อารี วิชาชัย. 2543. ปรัชญาธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย ศรีนคริน
ขอขอบคุณ : www.midnightuniv.org
และ http://my.dek-d.com/social_sw/story/view.php?id=321940


http://www.siamganesh.com/guidetobrahman.html

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สรุป ข้อมูลประวัติศาสตร์ วงศ์ภิกษุณีสงฆ์เถรวาทในศรีลังกาที่มีมาแต่ครั้งพระเจ้าอโศกได้สูญวงศ์ไปนานแล้ว



            สรุป ข้อมูลประวัติศาสตร์ ภิกษุณี จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภิกษุณี (บาลีภิกฺขุณีสันสกฤตภิกฺษุณีจีน: 比丘尼) เป็นคำใช้เรียกนักบวชหญิง ในพระพุทธศาสนา คู่กับ ภิกษุ ที่หมายถึงนักบวชชายในพระพุทธศาสนา คำว่า ภิกษุณี เป็นศัพท์ที่มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา โดยเป็นศัพท์บัญญัติที่ใช้เรียกนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ไม่ใช้เรียกนักบวชในศาสนาอื่น
ภิกษุณี หรือ ภิกษุณีสงฆ์ จัดตั้งขึ้นโดยพระบรมพุทธานุญาต ภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนาคือพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี โดยวิธีรับคุรุธรรม 8 ประการ ในคัมภีร์เถรวาทระบุว่าต่อมาในภายหลังพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตวิธีการอุปสมบทภิกษุณีให้มีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น จนศีลของพระภิกษุณีมีมากกว่าพระภิกษุ โดยพระภิกษุณีมีศีล 311 ข้อ ในขณะที่พระภิกษุมีศีลเพียง 227 ข้อเท่านั้น เนื่องจากในสมัยพุทธกาลไม่เคยมีศาสนาใดอนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาเป็นนักบวชมาก่อน และการตั้งภิกษุณีสงฆ์ควบคู่กับภิกษุสงฆ์อาจเกิดข้อครหาที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการประพฤติพรหมจรรย์และพระพุทธศาสนาได้ หากได้บุคคลที่ไม่มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นนักบวช
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งวงศ์ภิกษุณีเถรวาทขึ้นในประเทศไทย อย่างไรก็ตามในประเทศพุทธเถรวาทที่เคยมี2หรือไม่เคยมีวงศ์ภิกษุณีสงฆ์ในปัจจุบัน3 ต่างก็นับถือกันโดยพฤตินัยว่าการที่อุบาสิกาที่มีศรัทธาโกนศีรษะนุ่งขาวห่มขาว ถือปฏิบัติศีล 8 (อุโบสถศีล) ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่า แม่ชี เป็นการผ่อนผันผู้หญิงที่ศรัทธาจะออกบวชเป็นภิกษุณีเถรวาท แต่ไม่สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีเถรวาทได้[1] โดยส่วนใหญ่แม่ชีเหล่านี้จะอยู่ในสำนักวัดซึ่งแยกเป็นเอกเทศจากกุฎิสงฆ์
ภิกษุณีสายเถรวาทซึ่งสืบวงศ์มาแต่สมัยพุทธกาลด้วยการบวชถูกต้องตามพระวินัยปิฎกเถรวาท ที่ต้องบวชในสงฆ์สองฝ่ายคือทั้งภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์ ได้ขาดสูญวงศ์ (ไม่มีผู้สืบต่อ) มานานแล้ว คงเหลือแต่ภิกษุณีฝ่ายมหายาน (อาจริยวาท) ที่ยังสืบทอดการบวชภิกษุณีแบบมหายาน (บวชในสงฆ์ฝ่ายเดียว) มาจนปัจจุบัน ซึ่งจะพบได้ในจีนเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และศรีลังกา1
ปัจจุบันมีการพยายามรื้อฟื้นการบวชภิกษุณีในฝ่ายเถรวาท โดยทำการบวชมาจากภิกษุณีมหายาน และกล่าวว่าภิกษุณีฝ่ายมหายานนั้น สืบวงศ์ภิกษุณีสงฆ์มาแต่ฝ่ายเถรวาทเช่นกัน[2] แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายมหายานมีการบวชภิกษุณีสืบวงศ์มาโดยมิได้กระทำถูกตามพระวินัยปิฎกเถรวาท และมีศีลที่แตกต่างกันอย่างมากด้วย ทำให้มีการไม่ยอมรับภิกษุณี (เถรวาท) ใหม่ ที่บวชมาแต่มหายานว่า มิได้เป็นภิกษุณีที่ถูกต้องตามพระวินัยปิฎกเถรวาท และมีการยกประเด็นนี้ขึ้นเป็นข้ออ้างว่าพระพุทธศาสนาจำกัดสิทธิสตรีด้วย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะพระพุทธเจ้าได้อนุญาตให้มีภิกษุณีที่นับเป็นการเปิดโอกาสให้มีนักบวชหญิงเป็นศาสนาแรกในโลก เพียงแต่การสืบทอดวงศ์ภิกษุณีได้สูญไปนานแล้ว จึงทำให้ในปัจจุบันไม่สามารถบวชสตรีเป็นภิกษุณีตามพระวินัยเถรวาทได้

  ในสมัยพุทธกาลนั้น แรกเริ่มเดิมที สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้มีภิกษุณีได้ เนื่องจากเห็นว่าจะทำให้อายุของพระพุทธศาสนาไม่ยั่งยืน[3]
ต่อมา พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผู้เป็นพระน้านางและพระมาตุจฉา หรือพระมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านได้มีศรัทธาอยากออกบวชจึงทูลอ้อนวอนขอบวชต่อพระพุทธเจ้าถึงสามครั้งสามครา แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งพระอานนท์ได้ทูลขอให้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต โดยมีเงื่อนไขว่า พระนางปชาบดีโคตมีจะต้องรับเอาครุธรรมแปดประการ (แปลว่าข้อปฏิบัติที่หนักและทำได้ยาก) ไปปฏิบัติ
ดังนั้นภิกษุณีที่ทรงอุปสมบทให้องค์แรกได้แก่ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ซึ่งบวชเป็นภิกษุณีรูปแรกในโลกด้วยการรับ ครุธรรมแปดประการ (ท่านเป็นรูปเดียวที่บวชด้วยวิธีเช่นนี้)
ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์ในการรับผู้ประสงค์จะบวชเป็นภิกษุณี และวางวินัยของภิกษุณีไว้มากมาย เพื่อกลั่นกรองผู้ที่ประสงค์จะบวชและมีศรัทธาจริง ๆ [4]เช่น ภิกษุณี เมื่อบวชแล้วต้องถือศีลถึง 311 ข้อ มากกว่าพระภิกษุ[5] ซึ่งถือศีลเพียง 227 ข้อ (วินัยของภิกษุณีที่มีมากกว่าพระภิกษุ เพราะผู้หญิงมีข้อปลีกย่อยในการดำรงชีวิตมากกว่าผู้ชาย เช่น ต้องมีผ้ารัดถัน (ผ้ารัดอก) ซึ่งผู้ชายไม่จำเป็นต้องมี เป็นต้น) [6]
การบวชเป็นภิกษุณีฝ่ายเถรวาท

ก่อนที่ผู้หญิงจะบวชเป็นภิกษุณีได้นั้น ต้องบวชเป็น "สิกขมานา" เสียก่อน สิกขมานาเป็นสามเณรีที่ต้องถือศีล 6 ข้ออย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 2 ปี หากศีลขาดแม้แต่ข้อเดียวจะต้องเริ่มนับเวลาใหม่
การบวชเป็นสิกขมานา จะบวชได้ต้องอายุครบ 18 ปี เพราะว่าคนที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้นั้นต้องอายุครบ 20 แต่สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว พระพุทธองค์อนุญาตให้บวชเป็นสิกขมานาได้ตั้งแต่อายุ 12 เพราะว่าคนที่แต่งงานจะได้เรียนรู้ความยากลำบากของชีวิต รู้จักสุข ทุกข์ เมื่อรู้จักทุกข์ก็จะรู้จักสมุทัย นิโรธ มรรค ได้ จนนำไปสู่การบรรลุในที่สุด
การบวชเป็นภิกษุณี
เมื่อผู้ที่ประสงค์จะบวชเป็นภิกษุณี ได้เป็นสิกขมานา ถือศีล 6 ข้อครบ 2 ปีแล้ว แล้วจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าพิธีอุปสมบท โดยต้องอุปสมบทในฝ่ายของ ภิกษุณีสงฆ์ ก่อน แล้วไปเข้าพิธีอุปสมบทในฝ่ายภิกษุสงฆ์ อีกครั้งหนึ่งจึงจะเป็นภิกษุณีได้โดยสมบูรณ์ (บวชในสงฆ์สองฝ่าย)

การสูญวงศ์ของภิกษุณีฝ่ายเถรวาท
ก่อนที่ภิกษุณีสงฆ์จะหมดไปจากอินเดียนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตออกไป 9 สาย 1 ในนั้นคือ พระมหินทรเถระ ผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์เอง ในสายพระมหินทรเถระนี้ไปศรีลังกา การเผยแพร่ศาสนาพุทธประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง พระนางอนุลา น้องสะใภ้ของกษัตริย์ศรีลังกา ทรงอยากผนวช จึงนิมนต์ พระนางสังฆมิตตาเถรี พระธิดาของพระเจ้าอโศก มาเป็นปวัตตินีให้ ("ปวัตตินี" คือพระอุปัชฌาย์ที่เป็นผู้หญิง)
จากศรีลังกา ภิกษุณีสงฆ์ได้ไปสืบสายไว้ในจีน ไต้หวัน และอื่น ๆ อีกมาก จนกระทั่งพุทธศาสนาที่อินเดียและศรีลังกาเสื่อมลงลงไปในช่วงหลัง ทำให้ภิกษุณีฝ่ายเถรวาทซึ่งมีศีลและข้อปฏิบัติที่ยุ่งยากไม่สามารถรักษาวงศ์ของภิกษุณีเถรวาทไว้ได้ จึงทำให้ไม่มีผู้สืบทอดการบวชเป็นภิกษุณีสายเถรวาทในปัจจุบัน
การพยายามรื้อฟื้นภิกษุณีสายเถรวาทในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน มีความเชื่อว่ายังมีภิกษุณีสายเถรวาทเหลืออยู่ และอ้างหลักฐานยืนยันว่าภิกษุณีทางสายมหายาน วัชรยานนั้นสืบสายไปจากภิกษุณีสายเถรวาท โดยถือกันว่าหากภิกษุณีสายเถรวาทสืบสายไปเป็นมหายานได้ (ภิกษุณีจากลังกาไปบวชให้คนจีน) ภิกษุณีมหายานก็สืบสายมาเป็นเถรวาทได้เช่นกัน

คำอธิบาย: http://bits.wikimedia.org/static-1.22wmf2/skins/common/images/magnify-clip.png
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้บวชเป็นภิกษุณี (เถรวาท) หลายรูป โดยบวชมาจากคณะภิกษุณีสงฆ์ในประเทศศรีลังกา เช่นภิกษุณีธัมมนันทา (ในภาพ) มีสำนักภิกษุณีป็นเอกเทศคือ วัตรทรงธรรมกัลยาณี
ในกรณีนี้เคยมีประเด็นถกเถียงอยู่ช่วงหนึ่งว่าปัจจุบันนี้สามารถบวชภิกษุณีได้หรือไม่ มีข้อสรุปจากทางพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทว่าพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้มีการบวชเป็นภิกษุณีได้ก็ต่อเมื่อบวชต่อสงฆ์ทั้ง 2 ฝ่าย คือต้องบวชทั้งฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ และฝ่ายภิกษุณีสงฆ์เป็นการลงญัตติจตุตถกรรมวาจาทั้งสองฝ่าย จึงจะสามารถเป็นภิกษุณีได้ ดังนั้นในเมื่อภิกษุณีสงฆ์เถรวาทได้เสื่อมสิ้นลงไม่มีผู้สืบต่อ จึงทำให้ในปัจจุบันไม่สามารถทำการบวชผู้หญิงเป็นภิกษุณีฝ่ายเถรวาทได้ การที่มีข้ออ้างว่าสายมหายานสืบสายวงศ์ภิกษุณีสงฆ์ไปก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะการสืบสายทางมหายานมีข้อวินัยและการทำสังฆกรรมบวชภิกษุณีที่ไม่ถูกต้องกับพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท
ปัจจุบันศรีลังกาพยายามฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ จนมีหลายร้อยรูป ที่เมืองไทยเองก็มีคนบวชเป็นภิกษุณีหลายรูปแล้วเช่นกัน แต่คณะสงฆ์ไทยไม่ยอมรับเป็นภิกษุณีสงฆ์เพราะสาเหตุดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
หมายเหตุสรุป วงศ์ภิกษุณีสงฆ์เถรวาทในศรีลังกาที่มีมาแต่ครั้งพระเจ้าอโศกได้สูญวงศ์ไปนานแล้ว ภิกษุณีสงฆ์ที่อ้างว่าเป็นนิกายเถรวาทของศรีลังกาในปัจจุบันคงเป็นเพียงภิกษุณีซึ่งบวชมาจากทางฝ่ายมหายานเท่านั้น หากแต่ยังคงอ้างว่าตนเป็นวงศ์ภิกษุณีเถรวาทดั้งเดิม ซึ่งไม่ชอบด้วยพระวินัยปิฎกเถรวาท เพราะการบวชภิกษุณีมหายานไม่ได้บวชจากสงฆ์สองฝ่าย และมีวัตรปฏิบัติแตกต่างกันมา

โดย สมเกียรติ กาญจนชาติ NGO
วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เข้ากราบ ท่านเจ้าคุณพระเทพสารเวที เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช  ได้มีบัญชาให้สืบค้นข้อมูลเพื่อให้ความจริงในเรื่อง ภิกษุณี ในประเทศไทย เพื่อให้ความประจักษ์แจ้งแก่ชาวไทย
ปัจจุบันผู้หญิงผู้ศรัทธาออกบวชในฝ่ายเถรวาทนิยมโกนหัวนุ่งขาวห่มขาวถือศีลอุโบสถบวชเป็น แม่ชี แทน