วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

UNSEEN ! ประวัติศาสตร์ ภาพที่ "น้ำฝน" ไม่เคยเห็น มหาเถรสมาคมควรศึกษา ?


UNSEEN !


ภาพที่ "น้ำฝน" ไม่เคยเห็น ถึงเดินทะเล่อทะล่าไม่ดูตาม้าตาเรือเข้าวัดอ้อน้อย แล้วก็โดนดี โดนยันหน้าหงายหลังกลับมาแบบหมดท่า แถมโพสต์วีดีโอด่าไปทั่วโลกhttps://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=62LwOu9aqIo เหมือนจะบอกว่า"กูไม่กลัวมึง" อะไรทำนองนั้น และคงเป็นวันที่น้ำฝน "ลืมไม่ลง" ไปจนวันตาย








ภาพขุนทหารสามเหล่าทัพ นำโดย พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก  ร่วมพิธีเททองหล่อพระนาคปรก ที่วัดอ้อน้อย นครปฐม วันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2555





แบบนี้ต้องบอกว่า
"รู้แล้วจะหนาว"



อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

31 สิงหาคม 2556

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พุทธอิสระกร้าว "เอาโจรมาทำงานราชการ" ต้องถามมหาเถรสมาคม ?

เรียกเกจิน้ำฝนชัดถ้อยชัดคำ

"นายน้ำฝน-ไอ้น้ำฝน-ไอ้ถ่อย-โจร"

อูย เสียครูเสียบาหมดเยย..ไม่ฟ้องหรือน้ำฝน ?





กดที่ภาพเพื่อชมรายการ "จัดหนัก" พระน้ำฝน

รายการนี้ต้องบอกว่า

อยากเจอคนจริง (ใจ) สุดท้ายก็เจอจนได้








มวยดังแห่งปี 2556
ขอย้ำว่า อย่ากะพริบตา !




พุทธอิสระกร้าว

"เอาโจรมาทำงานราชการ"

แฉพฤติกรรม "เถื่อน" น้ำฝน ตบหัวพระ-เณร



จากกรณีพระวินยาธิการจังหวัดนครปฐม นำโดย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ในฐานะหัวหน้าพระวินยาธิการจังหวัดนครปฐม ซึ่งยังเป็นพระเกจิชื่อดังในด้านการลง น.หน้าทอง และการขอขมากรรม ซึ่งยังมีพฤติกรรมสะสมรถหรูไว้ในคอเล็คชั่นส่วนตัว และยังได้ประกาศออกรายการ "ปากโป้ง" ด้วยว่า เป็นความชอบส่วนตัว แม้ว่าจะเป็นของหรูก็ไม่แคร์ใคร โดยในวันที่ 29 ที่ผ่านมา คณะพระน้ำฝนและสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม ได้เข้าตรวจสอบ "วัดอ้อน้อย" อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งมี พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ หรือหลวงพี่บ๊วย เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งยังอ้างว่ามีอาจารย์ผู้คอยดูแลวัดอ้อน้อยในระดับสูงกว่า คือ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธอิสระ ซึ่งเป็นพระนักพูดชื่อดังทางเอเอสทีวี ซึ่งมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนน้ำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเจ้าของ อีกด้วย

ส่วนพระครูน้ำฝนนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ได้รับแต่งตั้งให้เป็นฐานานุกรมของ "พระพรหมสุธี" หรือท่านเจ้าคุณเสนาะ ว่าที่เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 12 อดีตเลขาประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลล้นฟ้าเมืองไทย ส่งผลให้พระน้ำฝนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระวินยาธิการประจำจังหวัดนครปฐม ซึ่งก็คือตำแหน่งหัวหน้าตำรวจพระ ซึ่งมีอำนาจคับฟ้าเลยทีเดียว พระน้ำฝนเคยแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตามหาชนมาแล้ว เมื่อคราวเกิดปัญหาว่าด้วยตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม หรือวัดหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา คราวนั้นพระสงฆ์วัดโสธรและพุทธศาสนิกชนแตกกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งหนุนฝ่ายหนึ่งต่อต้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาสโดยท่านเจ้าคุณเสนาะ มหาเถรสมาคมมีนัดประชุมที่พุทธมณฑล ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่าในวันประชุม นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 จำนวน 200 นาย จะถูกระดมมารักษาความปลอดภัยในการประชุมแล้ว ก็ยังมีกองกำลังพระวินยาธิการในจังหวัดนครปฐม นำโดยพระน้ำฝน มากมายถึง 50 รูป ได้แสดงตัวเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่การประชุม จนสำเร็จลุล่วงไปได้ งานนี้ พระน้ำฝนได้รับคำชมจากมหาเถรสมาคมมาก


เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา พระน้ำฝนถูกกล่าวหาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ว่าครอบครองรถหรูอย่างผิดกฎหมาย คือนำเข้ารถจากต่างประเทศ โดยเลี่ยงพิกัดอัตราภาษีศุลกากร แต่แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ทำนองว่าเป็นคดีอิทธิพล โดยพระน้ำฝนได้ออกรายการปากโป้ง ยืนยันว่าไม่ผิด ไม่ว่าจะเป็นด้านพระธรรมวินัยและกฎหมาย

การโคจรมาเจอกันระหว่าง "พระน้ำฝน" กับ "พระสุวิทย์" นั้น ต้องถือว่าเป็น "ขาใหญ่" ด้วยกันทั้งคู่ เป็นคู่เอกที่ต้องจับตามองว่าใครจะอยู่ใครจะไป เพราะอาวุธของแต่ละฝ่ายนั้นก็ระดับ "โดนแล้วสลบ" หรือถ้าซ้ำก็ถึงกับตายได้

กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ต้องนับว่าเป็นไปด้วยความตึงเครียด เมื่อเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ไม่ยินยอมให้พระน้ำฝนเข้าตรวจสอบพระในวัด โดยอ้างว่าต้องได้รับการอนุญาตจากพระพุทธอิสระก่อน ส่งผลให้คณะพระวินยาธิการต้องถอยทัพกลับไป และหลังจากนั้น ทางวัดอ้อน้อยได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับชั้น

ต่อมา ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2556 พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยตัวจริงเสียงจริง ได้ออกโรง ทำการบันทึกเทปการเจรจากับนายวิโรจน์ อุ่นทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม และได้อัพโหลดขึ้นสู่เว๊บไซต์ดัง "ยูทูป" ฉายออกไปให้ได้ชมกันทั่วโลก

จากเทปดังกล่าว พระสุวิทย์ได้ซักถามนายวิโรจน์หลายข้อ ทั้งพฤติกรรมส่วนตัวของพระน้ำฝน ทั้งการที่นำเอาวัยรุ่นซึ่งมีประวัติติดยาเสพติดและมีคดีติดตัว เข้ามาในทีมงานของคณะพระวินยาธิการของพระน้ำฝน และได้เรียกพระน้ำฝนว่า "นาย" บ้าง "ไอ้" บ้าง "โจร" บ้าง เป็นผู้ "วิบัติ" ทางพระธรรมวินัย ไม่ว่าจะด้านสีลวิบัติ อาจารวิบัติ รวมทั้งได้ประกาศว่า จะไม่ยินยอมให้พระวินยาธิการซึ่งนำโดยพระน้ำฝนเข้าตรวจสอบไม่ว่ากรณีใดๆ หาไม่แล้วจะไม่ขออยู่ภายใต้สังฆมณฑลอีกต่อไป หมายถึงว่าพร้อมจะประกาศตัวเป็นอิสระจากมหาเถรสมาคม เหมือนกรณีสันติอโศกในอดีต

ที่น่าสนใจก็คือว่า นายวิโรจน์ อุ่นทรัพย์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐมเอง ก็ได้ยอมรับหลายอย่าง ทั้งการตั้งพระน้ำฝนเป็นหัวหน้าคณะพระวินยาธิการ การนำเอาวัยรุ้นที่มีประวัติเกี่ยวพันกับยาเสพติด เข้าร่วมในทีมงานพระวินยาธิการ โดยโบ้ยว่า เป็นการดำเนินการของพระน้ำฝนเพียงคนเดียว ตนเองไม่ทราบเรื่อง

นายวิโรจน์ยังกล่าวด้วยว่า วันที่ 6 กันยายน ศกนี้ จะมีการประชุมคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม ตนเองจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ส่วนที่ประชุมจะมีแนวทางอะไรนั้น ก็ต้องรอผลของการประชุมในวันนั้น



อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

30 สิงหาคม 2556

ภัยต่อความมั่นคงของโลก ล้างสมองครองโลก ?


กลายเป็นกระแสวิพากษ์อย่างหนักในวงการครู จากโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่มีการเกณฑ์ครูเข้าไปปฏิบัติธรรมซึ่งจัดขึ้นโดยลัทธิธรรมที่เต็มไปด้วยข้อครหาอย่าง ลัทธิธรรมกาย!
       
        จากชื่อและวัตถุประสงค์ของโครงการที่สวยหรู ให้คุณธรรมนำวิชากลับกลายเป็นโครงการที่ถูกครหาในวงการครูว่า เป็นโครงการล้างสมอง สร้างสาวก ทั้งยังกีดกันเสรีภาพทางความเชื่อของศาสนาที่มีอยู่หลากหลายในสังคม
       
        โดยโครงการลักษณะดังกล่าวมีครูเข้าร่วมไปแล้วหลายต่อหลายรุ่น สร้างความเดือดร้อนให้ครูทั้งในด้านของศรัทธาส่วนตัว และหน้าที่การงานที่ส่วนสำคัญคือการถูกล้างสมองในกระบวนการอบรมอาจส่งผลต่อการเรียนการสอนซึ่งจะถูกส่งต่อไปถึงเด็กนักเรียนทั่วประเทศ
       
        ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้มีการออกเอกสารจากสพฐ.ให้ครูทั้งประเทศกว่า 700,000 คน เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ รวม 11 รุ่น โดยให้ปิดโรงเรียน 3 วัน แม้สพฐ.จะออกมาปฏิเสธการส่งครูเข้าลัทธิธรรมกาย แต่หลายสิ่งหลายอย่างกลับบ่งชี้และเชื่อมโยงสพฐ.กับธรรมกายเข้าด้วยกัน
       
        มาถึงตอนนี้แผนการเบื้องลึกเบื้องหลังของลัทธิที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากลนี้คืออะไรกันแน่?
       
       ไม่ได้จัดในธรรมกาย...แต่จัดโดยธรรมกาย
       
        จากการให้ข่าวล่าสุดของ ดร.อรทัย มูลคำ ที่ปรึกษา สพฐ. ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการที่ออกมาปฏิเสธว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับธรรมกาย โดยให้สัมภาษณ์ว่า 
       
        “ที่ผ่านมา สพฐ.ได้จัดอบรมไปแล้วหลายรุ่น ซึ่งทุกรุ่นจะต้องไปปฏิบัติธรรมในวัด หรือศูนย์ปฏิบัติที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งทุกคนต้องถือศีล 8 และทำกิจกรรมตามตารางที่กำหนด ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้เป็นการบังคับต้องไปปฏิบัติธรรมในวัดพระธรรมกายแต่อย่างใด ซึ่งจากเสียงตอบรับของผู้เคยเข้าร่วมบอกชัดว่าโครงการดังกล่าวนี้ดี 
       
        “ผู้บริหารและครูนำแนวทางที่ได้จากการอบรมไปปรับแนวทางการบริหารจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ไปส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมแก่นักเรียน รู้เท่าทันและเตรียมพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ได้ตามนโยบาย สพฐ.เพราะฉะนั้น จึงไม่อยากให้คิดหรือพูดว่า สพฐ.บังคับให้ครูต้องมาร่วม แต่เป็นการขอความร่วมมือจากทุกคนมากกว่า โดยเฉพาะโรงเรียนในฝันและโรงเรียนดีศรีตำบล จะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลโรงเรียนอื่นๆ ต่อไป”
       
        และแม้ว่าเอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการก็ไม่ปรากฏชื่อของธรรมกาย แต่ทว่าในเอกสารกำหนดการของโครงการกลับพบชื่อของ พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ และ พระครูธรรมธรอารักษ์ ญาณารกฺโข 2 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดธรรมกายและ พระเดชพระคุณพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นวิทยากรในโครงการ กิจกรรมช่วงหนึ่งยังมีชื่อของกลุ่ม v - star ซึ่งเป็นชื่อโครงการบ่มเพาะเยาวชนของวัดธรรมกาย นอกจากนี้เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของลัทธิธรรมกายด้วย 
       
        ทั้งนี้ ความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปถึงจุดแรกเริ่มของโครงการร่วมระหว่างธรรมกายกับสพฐ.นั้นเริ่มมีมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน(2553) ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ได้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นจีโอร่วมด้วยนักวิชาการ 43 คน มีหนังสือคัดค้านที่นำโดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ทำให้การลงนามข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) ระหว่างสพฐ. กับสมาคมพุทธศาสตร์สากลในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ลัทธิธรรมกาย เป็นอันต้องตกลงไป
       
        พูดให้ชัดคือ ธรรมกายเคยมีความพยายามที่เข้ามาแทรกแซงระบบการศึกษามาก่อนแล้ว มาถึงตอนนี้ จากบุคลากรในชุดเดิม และรูปแบบของโครงการเดิม กับรัฐบาลชุดใหม่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป โครงการเก่าที่ถูกค้านตกไปกลับมาใหม่ในชื่อโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรมเรียนดีศรีตำบล กับโรงเรียนในฝัน
       
       ล้างสมองครองโลก
       
        หลังจากโครงการอบรมจริยธรรมครูถูกยกเลิกเมื่อสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เมื่อเข้าสู่รัฐบาลยิ่งลักษณ์โครงการดังกล่าวก็กลับมาอีก ทางฝ่ายที่เห็นค้านกับโครงการก็เคลื่อนไหวเช่นเดิม โดยมีการรวบรวมเอกสารหลักฐานหลายอย่างไว้ เพื่อส่งให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แม้แต่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อหาช่องทางคัดค้าน 
       
        แต่ทว่านัด (นามสมมติ) 1 ในแอดมินเพจ คัดค้านโครงการเหลือบ “โรงเรียนดีศรีตำบล” นอมินีธรรมกาย ครอบงำการศึกษาไทย เผยถึงการทำงานที่เป็นไปได้ยากเนื่องจากการดำเนินงานของโครงการครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะนโยบายนั้นถูกสั่งตรงมาจากนายกรัฐมนตรี กลายเป็นนโยบายของรัฐซึ่งต่างจากครั้งก่อนที่จะมีจดหมายเชื่อมโยงระหว่างรัฐกับวัดธรรมกาย นอกจากนี้เมื่อส.ว.ลงไปตรวจสอบกลับพบว่า มีการให้พระจากวัดอื่นมาทำโครงการด้วย ไม่ใช่แค่วัดธรรมกายอย่างเดียว จึงไม่สามารถจัดการอะไรได้
       
        “ถ้ามันมาจากธรรมกายประสานกับสพฐ. มันจะมีจดหมายเชื่อมโยง แต่ตอนนี้มันไปไกลกว่านั้น ใช้วิธีการให้นายกรัฐมนตรีสั่งการเป็นเส้นตรงมาเลยกลายเป็นนโยบายรัฐ มันไม่ใช่โครงการร่วมที่เราสามารถเข้าไปแทรกแซงได้”
       
        เมื่อเทียบกับโครงการที่ถูกคัดค้านตกไป โครงการนี้ถือว่ามีการรับลูกส่งต่อกันตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี เขาบอกเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มาจากความเชื่อมโยงหลายๆ จุด ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการในสายการศึกษา กับลัทธิธรรมกาย ที่ทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้
       
        “ถ้าเกิดมันแตกนอกสายไม่เป็นไร...แต่นี่มันเป็นสายเดียวของธรรมกายหมดเลย มันเลยไม่มีข้อมูลรั่วออกมาเลยแม้แต่น้อย”
       
        จากการติดตามความเคลื่อนไหวในประเด็นเกี่ยวเนื่องกับลัทธิธรรมกายมาอย่างต่อเนื่อง เขาถึงกับออกปากว่า ลัทธิธรรมกายมีแผนที่จะครองโลก! แม้จะฟังดูเกินจริง แต่แผนการที่ถูกวางไว้ในขั้นแรกของลัทธินี้ก็คือการล้างสมองเด็กๆ และเยาวชน โดยแผนดังกล่าวนั้นเคยถูกเปิดโปงมาแล้วในช่วง 3 ปีก่อนที่ธรรมกายเข้าไปแฝงตัวอยู่ในชมรมพุทธตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังมีโครงการ V - Star หรือโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก หรือแม้แต่โครงการธรรมทายาท
       
        เขาเห็นว่า โครงการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการล้างสมอง สร้างสาวก บิดเบือนคำสอนของพุทธศาสนาทั้งสิ้น จนถึงตอนนี้การเข้าถึงโรงเรียนในระดับประถม เขามองว่าเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่ธรรมกายต้องการจะเข้ามา และเหล่าครูตามโรงเรียนก็ถือเป็นกลไกหนึ่งที่ถูกแทรกแซงได้
       
        จนถึงตอนนี้มีการอบรมไปทั้งหมด 11 รุ่น เขาเผยว่า ครูที่ไปเข้าร่วมนั้นต้องพบกับข้อบังคับหลายอย่าง ตั้งแต่เสื้อผ้าที่ต้องซื้อกับทางวัด อาหารการกินที่ห้ามกินข้าวเย็นซึ่งทำให้ครูบางคนที่มีอาการป่วยต้องทานยาในมื้อเย็นไม่สามารถทานยาได้ ส่งผลให้ล้มป่วยหลังกลับจากโครงการก็มี นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมให้แบบเฉพาะอย่างการตักบาตรแบบธรรมกายที่ไม่เหมือนที่อื่น และยังมีการพูดถึงการชำระล้างพระไตรปิฎก
       
        “หลังจากตื่นมานั่งสมาธิทำบุญ เปิดวิดีโอล้างสมองช่วงเช้า เสร็จมีเจ้าหน้าที่มาพูดช่วงหนึ่ง เปิดวิดีโอล้างสมองช่วงสาย เสร็จปุบ ล้างสมองช่วงบ่าย พูดแป๊บหนึ่งล้างสมองช่วงเย็น จากนั้นก็นั่งสมาธิ มันเป็นแบบนี้ทุกวัน”
       
        เนื้อหาที่ฉายในการอบรมเขาเผยว่า สามารถดูได้จากhttp://www.dhammamedia.org ซึ่งเป็นสื่อของธรรมกาย การอบรมดังกล่าวใช้เวลา 3 - 4 วัน และหากไม่ผ่านจะต้องกลับมาซ่อมด้วยการอบรมใหม่อีกครั้ง
       
        นอกจากนี้ ยังมีโครงการอุปสมบทครูแก้วภาคฤดูร้อน และโครงการบรรพชาสามเณรม.ปลายภาคฤดูร้อน โดยให้ครูและนักเรียนเข้าบวชกับธรรมกายเป็นเวลา 15 - 30 วันอีกด้วย โดยผู้ที่ผ่านการบวชจะถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของลัทธิธรรมกาย
       
        ทั้งนี้ แม้จะมีเสียงตอบจาก สพฐ.ว่า การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ ทว่าในทางปฏิบัติแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะจากที่ผ่านมาเขาเผยว่า หากโรงเรียนไหนมีครูที่ไม่เข้าร่วมกิจกรรมจะส่งผลให้โรงเรียนนั้นไม่ผ่านหลักเกณฑ์และจะทำให้ไม่ได้รับเงินสนับสนุน
       
        “ครูใหญ่ก็ต้องอยากได้เงินเป็นธรรมดา พอเป็นแบบนี้ก็เลยมีมาตรการบีบให้ครูเข้าร่วมกิจกรรม หากไม่เข้าก็อาจจะถูกตั้งกรรมการสอบ ที่ผ่านมาก็เคยมีถึงขั้นไล่ออกจากที่ครูบางคนไม่พอใจกับการร่วมโครงการ อาจจะออกมาพูดบางอย่าง พอโดนไล่ออกไปคนหนึ่ง ครูหลายคนเลยไม่กล้าออกมาพูดเรื่องนี้”
       
        ภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับโครงการที่ชะงักไป เขามองว่าเป็นผลมาจากการตรวจวัดคุณภาพของโครงการ แต่คงหยุดพักเพียงชั่วคราวเท่านั้น 
       
        “ผมคิดว่าโครงการคงกลับมาเดินหน้าต่อ ตราบใดที่คนกลุ่มนี้ยังทำงานอยู่ เพราะมันมีความเชื่อมโยงทั้งกำลัง ฐานเสียง และการเงิน แม้แต่ตัวส.ว.ที่เราเข้าไปขอให้ตรวจ เขายังบอกเองว่า มันเป็นเรื่องใหญ่มากจนเขารู้สึกว่า ต้องทำเรื่องอื่นก่อน ไม่งั้นเจอเรื่องนี้แล้วจะน็อกไปก่อนได้”
       
       เสรีภาพทางศาสนา
       
        โครงการที่มีหลักการส่งเสริมคุณธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การบังคับให้ครูต้องเข้าร่วมโดยที่ไม่สมัครใจนั้น ครูหยุย - วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก และอดีต ส.ว. เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ทั้งยังขัดต่อรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา
       
        ในฐานะที่เขาเป็นบุคลากรที่ทำงานในแวดวงของการศึกษามาอย่างช้านาน ทำให้เห็นว่าโครงการนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในสพฐ.นั้นมีผู้ใหญ่ระดับสูงที่มีความรู้จักมักคุ้นกับธรรมกายอยู่เยอะ 
       
        “ยุคนี้โครงการเดิมมันมาโผล่อีก มันก็อยู่ในกลุ่มเครือข่ายสพฐ.เดิมที่นำเอาโครงการนี้มาปัดฝุ่นผลักดันกันใหม่” เขาเอ่ยพร้อมอธิบาย “การให้ครูไปอบรมจริยธรรมเป็นความคิดที่ฟังแล้วดูดี แต่ในคำสั่งบังคับให้ไปฝึกกับธรรมกาย...อันนี้เจ๊งเลย มันขัดรัฐธรรมนูญที่บอกว่า เรามีสิทธิเสรีภาพที่จะนับถือศาสนาใดก็ได้” 
       
        เขาเห็นว่า พุทธศาสนาในประเทศไทยนั้นก็มีหลายแนว ปัญหาตรงนี้ทำให้ครูหลายคนเดือดร้อนด้วยเพราะศรัทธาที่ไม่เหมือนกัน เขายกตัวอย่าง ครูแถวอีสานจะศรัทธาสายวัดป่า อาทิเช่น หลวงปู่ชา สุภัทโท หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ครูทางใต้จะนับถือแนวพุทธทาส 
       
        “แล้วยิ่งพวกเคร่งมากเขานับถือแนวสันติอโศก ไปบังคับครูให้ไปแนวธรรมกาย มันผิดอย่างแรง เขาร้องเรียนกันเยอะจนบอกมาที่ผม ตอนนี้มันสะดุดแล้ว คนรู้ทันก็เลยหยุด ตอนนี้มีคำสั่งใหม่ให้ทำอะไรก็ได้ ไปวัดไหนก็ได้ที่ใกล้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็จบไป” 
       
        อย่างไรก็ตาม เขายังมองว่า หน่วยงานราชการไม่สามารถพูดลอยๆ ได้ ควรมีจดหมายจากกระทรวงศึกษาธิการแจ้ง นอกจากนี้เขายังเสนอว่า หากโครงการดังกล่าวจะดำเนินการต่อก็ควรให้ครูในโรงเรียนจับกลุ่มกันตามแต่ศรัทธาเพื่อไปตามวัดที่ตัวเองอยากไปปฏิบัติธรรม
       
        “ในหนึ่งโรงเรียนครูก็อาจจะชอบไม่เหมือนกันก็ได้ 10 คนอาจจะไปหลวงพ่อคูณ 10 อาจจะไปสันติอโศก อีก 10 คนจะไปธรรมกายก็ได้แล้วแต่ศรัทธา ที่สำคัญคือเรื่องของศาสนาห้ามบังคับกัน”
       
       …..
       
        ท้ายที่สุดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรมจะจบลงอย่างไร? ครูทั่วประเทศจะต้องจำทนกับภาวการณ์ของเงื่อนไขที่ไม่สามารถขัดขืนต่อไปหรือจะมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น? 
       
        เครือข่ายลัทธิธรรมกายที่เต็มไปด้วยข้อครหาจากสังคม หากวันใดลทธินี้สามารถแทรกตัวเองเข้ามาสู่ระบบการศึกษาที่เป็นเสมือนฐานรากอันสำคัญของประเทศได้สำเร็จ ถึงวันนี้เราคงหัวเราะไม่ออก กับความคิดที่ว่า ลัทธินี้พยายามจะครองโลก
       
       ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการ LIVE
       เพจคัดค้านโครงการเหลือบ "โรงเรียนดีศรีตำบล" นอมินี ธรรมกาย ครอบงำการศึกษาไทย คลิ๊ก
       เอกสารกำหนดการโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรม โรงเรียนในฝัน คลิ๊ก
       เว็ปไซต์ที่รวบรวมสื่อวิดีโอที่เปิดในโครงการอบรม คลิ๊ก
       เสริมศักดิ์ พงษ์พานิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
http://www.manager.co.th/daily/viewnews.aspx?NewsID=9560000090002

ครูเมืองนักปราชญ์ ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ สพฐ ถูกบังคับ (จารึกประวัติศาสตร์) ความชั่วไม่เคยชนะความดี แชร์ให้มากครับได้บุญหลาย


ครูเมืองนักปราชญ์ ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ สพฐ ถูกบังคับให้ไปอบรมกับธรรมกาย โดยใช้งบมากว่า ๒๐๐ ล้าน  http://www.youtube.com/watch?v=MZrO2qnFlAM



ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรก็เพื่อเตือนให้รู้ทั่วกันว่า ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้นไม่ใช่พระในพุทธศาสนา เป็นเพียงผู้นำผ้ากาสาวพัตร์ไปครอง เป็นพระปลอม ต่อจากนั้นย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้รักษากฎหมาย หรือของผู้มีหน้าที่ในการพุทธศาสนา จะต้องรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้มีพระปลอมมาทำลาย ทำให้เสื่อมเสีย เช่นที่ผู้รักษากฎหมายเคยทำมาแล้ว เคยบังคับให้เป็นผู้ปลอมเป็นพระ ถอดผ้ากาสาวพัตร์ออกจากตัว การปฏิบัติต่อพระปลอมต้องไม่มีแตกต่างกัน ต้องไม่มียกเว้นว่า คนนั้นปลอมได้คนนี้ปลอมไม่ได้ เป็นพระปลอมมีอยู่ในพุทธศาสนาไม่ได้ทั้งนั้น ประกาศนั้นเป็นคำบอกเล่าเป็นคำเตือนให้รู้ เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับมหาเถรฯไม่บังคับให้เชื่อ ไม่บังคับใครให้ทำอะไร แสดงความถูกผิดให้ปรากฏอยู่เท่านั้น ในฐานะที่เป็นประมุขแห่งสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงต้องทำหน้าที่ส่วนตนให้เรียบร้อยถูกต้อง บอกความจริงด้วยความหวังดีมิได้บังคับ จงเข้าใจทั่วกัน" ข้อมูลผู้ทำลายพระศาสนา ที่ http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2011/11/blog-post_21.html

ประวัติศาสตร์มหาเถรสมาคม

เดลินิวส์ 19/3/2542
สังฆราช' เตือนพระ-เณรระวังนรก ทรงตรัสย้ำ อย่าทำลายศาสนา
สมเด็จพระสังฆราชตรัส สะท้านศาสนาก่อนชี้ขาดปัญหาธรรมกายวันเดียว ยุคนี้พระไม่สะดุ้งต่อบาป ละเมิดศีลธรรม พระวินัยจนไม่เหลือความเป็นพระ แม้ไม่พูดก็รู้กันดีอยู่ เตือนพระเณร อย่าเอาอย่าง ศึกษาเรื่องที่เกิดขึ้น หยุดความเหิมเห่อทะเยอทะยาน ไม่เช่นนั้นจะตกนรกด้วยกรรมหนัก เพราะทำลายศาสนา อายสัตว์นรก "อำนวย"ระบุประมุขสงฆ์รู้สึกถึงจุดสุดๆ ที่ศาสนาถูกย่ำยี เสนอรัฐบาล ออกกฎหมายคุ้มครองศาสนา มหาเถรฯระบุสงฆ์ถือครองที่ดินผิดชัด ต้องโอนให้วัดอย่างเดียว จี้หยุดเรี่ยไร "ธัมมชโย"ถูกแจ้งความ 6ข้อหาตำรวจสอบอุโมงค์ลับ
เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พุทธมณฑล มีการประชุมสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสทั่วประเทศ โดยมีพระสังฆาธิการ 800 องค์ ร่วมพิธ ีและถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกทรงเป็นประธานเปิดงาน โดยมีดำรัสเป็นพระวรธรรมคติว่า ยุคนี้เรียกว่าโลกาภิวัฒน์ต้องยอมรับยุ่งยากที่สุด ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า เป็นเครื่องชี้ให้เห็นจิตใจผู้คน ห่างไกล จากพระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างลิบลับ ทั้งที่มีการสอนพระพุทธศาสนา สอนธรรมะปฎิบัติ น่าเสียใจน่าห่วงใย ใจคนทรุดต่ำลงมากมาย และเหลือเชื่อ เห็นได้จากการทำความไม่ดีไม่รู้สึกรู้สมไม่รู้จักอับอาย
แม้กระทั่งพระ ก็ไม่สะดุ้งสะเทือน ปฏิบัติละเมิดศีล ละเมิดพระธรรมวินัยจนไม่เหลือให้เป็นผู้มีศีล มีธรรม มีวินัยของพระสงฆ์อีกแล้ว ที่จริง แม้ไม่นำมาพูดก็รู้กันดีอยู่ วันนี้จะขอร้องเพียงว่า อย่าทำตนเอง ให้เป็นเช่นที่รู้ที่เห็นดังกล่าว ขอจงรักษาตัว รักษาใจให้เป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่ง ในการประคับประคอง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้พ้นจากวิกฤตแลวร้าย พระเป็นที่พึ่งสำคัญ ของญาติโยม ขอทำตนให้เป็นที่พี่งที่แท้จริง "เพื่อให้สามารถรักษาตนให้พ้นความผิดความชั่วได้ ขอจงตั้งใจศึกษา จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่มากมาย มิได้ว่างเว้นแต่ละเวลา ความตายที่เกิดขึ้นให้รู้ให้เห็น ตรงนี้ เป็นเหตุให้ผู้ไม่มืดบอดไปคิด ให้เกิดความกลัว ที่จะต้องพบกับความตาย โดยมิได้ทำความดี โดยที่ทำความชั่วอยู่หนักนักหนา เชื่อว่าไม่มีสักกี่คน ที่ไม่กลัวผลของความชั่ว ผลของการผิดศีลธรรมผิดวินัย ของพระของเณร เพียงแต่พากันประมาทจนเกินไป อยากขอให้กลัวความตายที่จะเกิดแก่ตน ขณะที่มีบาปมีกรรมชั่วร้าย ที่เป็นทางไปสู่ภพชาติ ที่น่าสะพรึงกับต่าง ๆ นาน ๆ สมบัติสักนิดติดตัวไปก็ไม่ได้ มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่ตามประชิดติดอยู่"
สมเด็จพระสังฆราชตรัสอีกว่า ให้พระภิกษุ สามเณร หยุดความเหิมเห่อทะเยอทะยาน ควรปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ เมื่อชาติหน้ามาถึง จะได้ไม่ไปอายสัตว์นรกที่อยู่ก่อน โดยเฉพาะสัตว์นรกพวกนี้ไม่ได้เป็นพระเป็นเณรมาก่อน ไหน ๆ บวชเรียนมาแล้วเป็นเวลานานปี อย่าให้เสียเวลาเปล่า จงเร่งทำประโยชน์ให้ตัวเองพ้นนรก พ้นกรรมหนัก ที่เป็นผู้ทำพระพุทธศาสนาสนา ให้ด่างพร้อย ให้ถูกแวดล้อมด้วยความสกปรกของพระเณรที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรม ไม่มีวินัย ยุคนี้สมัยนี้เห็นต้องพูดเช่นนี้ หวังว่าที่พูดในวันนี้พระเณรคงได้ยินและเชื่อกันบ้าง เพื่อให้พรตนเองให้พ้นกรรมมหันต์ เป็นสุขทั้งชาตินี้และชาติหน้า ขอฝากทุกคนไว้แค่นี้
หลังจากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ(เกี่ยว อุปเสโณ) กล่าวเป็นอันดับต่อไปว่า มหาเถรสมาคม กระจายอำนาจการปกครอง ไปยังคณะสงฆ์ต่าง ๆ ทั้งภูมิภาค กฎหมายการปกครองคณะสงฆ์ ได้ระบุชัดเจนว่า ให้สงฆ์ปกครองกัน โดยเอื้อต่อหลักพระธรรมวินัย พระพุทธองค์ตรัสไว้ให้ปกครองเหมือนพ่อปกครองลูก ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา แม้อะไรผิดพลาดต้องดูแลลูก จึงทำให้เกิดความรู้สึก กับคนทั่วไปว่า มหาเถรสมาคมทำอะไรไม่ทันเหตุการณ์ เมื่อยึดพระธรรมก็ต้องปฏิบัติโดยทั่วไป ศาสนาที่อยู่มาได้ก็เพราะสาเหตุนี้
ภาวะปัจจุบัน อยากให้พระต้องดูแลประชาชน เรื่องความเดือดร้อน ไม่ว่าภัยแล้งเศรษฐกิจตกต่ำ พยายามสงบเสงี่ยมเจียมตัว วัดอย่าไปซ้ำเติมประชาชน ด้วยการเรี่ยไรบุญ ภายหลังเสร็จสิ้นการบรรยาย เปิดโอกาสให้ประชาชนสอบถาม คำถามที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก คือเรื่องการถือครองที่ดิน ของพระภิกษุและการก่อสร้างที่ใหญ่โต โดยต้องการให้สมเด็จพุฒาจารย์ตอบ โดยสมเด็จพุฒาจารย์ตอบว่า ไม่ส่งเสริมให้พระถือครองที่ดิน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ส่วนการสร้างวัดศาสนวัตถุ ถาวรวัตถุใหญ่โต ควรจะตรวจตรา ไม่ให้เกินกำลัง คณะสงฆ์จะคอยดูแลไม่ให้เกินกำลังของวัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวัดพระธรรมกายไม่มีพระราชภาวนาวิสุทธิ์(พระไชยบูลย์ ธัมมชโย)เจ้าอาวาส ,รองเจ้าอาวาส หรือพระผู้ใหญ่มาร่วม และได้ส่งพระมหาศรชัย สุภชโย มาแทน และเมื่อถึงเวลาฉันเพล พระมหาศรชัยก็มีรถตู้มารับ ไปฉันบนรถ ไม่ได้ฉันร่วมกับพระอื่น และเมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็มีรถมาส่งที่งาน
ส่วนนายอาคม เอ่งฉ้วน รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การที่สมเด็จพุฒาจารย์ระบุไม่สนับสนุนให้พระถือครองที่ดิน เป็นการกล่าวโดยภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ต้องการให้วัดปฏิบัติเช่นนั้น อย่างกรณีของปัญหาวัดพระธรรมกาย ที่พระไชยบูลย์ไปถือครองที่ดิน การประชุมมหาเถรสมาคมในวันที่ 19 มี.ค.นี้คงมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะมีการบรรจุวาระไว้แล้ว และการสร้างศาสนาวัตถุที่ใหญ่โต จุดสำคัญคือ พุทธศาสนิกชน ญาติโยม ต้องไม่สนับสนุนด้วย โดยนายอาคมกล่าวว่า เคยพูดกับสมเด็จพุฒาจารย์เช่นกัน ถึงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ วัดไม่ควรมีการสร้างอะไรมาก แม้กำลังก่อสร้าง ก็ไม่ควรเร่งรัดประชาชน ไม่เป็นการระดมทุนให้มาทำบุญ มหาเถรสมาคมระบุชัดแล้ว ต้องไม่มีการบังคับ ไม่ให้ออกไปเรี่ยไรนอกวัด การโทรศัพท์ติดต่อหรือเขียนจดหมายติดต่อผิดอยู่แล้ว
นายอาคม กล่าวอีกว่า การประชุมมหาเถรจะมีเรื่องที่ดินของพระไชยบูลย์ด้วย เพราะข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ และคณะทำงาน ของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการ ให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ใด้ชัด ส่วนที่มีข่าว พระไชยบูลย์ไปซื้อที่ดิน โดยใช้ชื่อ "นายไชยบูลย์"ยังไม่มีหลักฐาน หากใครมีขอให้แจ้งด้วย เพราะมีประกาศมหาเถรสมาคม เรื่องภิกษุสามเณรเซ็นนาม แสดงภาวะไม่แน่นอนว่า เป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ลงวันที่ 24 พ.ย. 2479 หากภิกษุสามเณรเซ็นนาม เป็น"นาย" แสดงภาวะที่ไม่แน่นอนว่าเป็นเพศคฤหัสถ์หรือบรรพชิตให้ปรับสึก
ทางด้านพระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย กล่าวว่าการที่พระไชยบูลย์ไปซื้อที่ดิน และมีชื่อครอบครอง ถือว่าผิดวินัยที่ 9และ 10 แห่งโกสิยวรรค ที่ห้ามไม่ให้พระ หรือใช้บุคคลอื่นไปใช้เงินซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยน โดยพระพุทธเจ้าทรงตำหนิผู้ละเมิดศีลทั้ง 2 ข้อว่าเป็นโมฆะบุรุษ การแก้ต้องปลงอาบัติ แต่ต้องสละ หรือยกที่ดินให้สงฆ์หรือโยนทิ้งไปเสียก่อนถึงจะแสดงอาบัติได้
ในแง่กฎหมายพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และกฎหมายเถรสมาคม โดยเฉพาะมาตรา 15 (2) กำหนดว่า พระมหาเถรสมาคม มีอำนาจ ในการรักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา โดยสามารถออกระเบียบ คำสั่ง หรืออำนาจให้พระภิกษุรูปใด หรือให้คณะกรรมการ หรืออนุกรรมการดำเนินการแทนได้ ซึ่งในแง่ของที่ดิน ที่พระไชยบูลย์ซื้อนี้ มหาเถรสมาคม สามารถสั่งบังคับ ให้โอนที่ดินได้เลย หรือมอบอำนาจให้บุคคลใดทำแทนก็ได้
สำหรับประเด็นที่ มหาเถรสมาคมสามารถสั่งให้พระไชยบูลย์สึกได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่า เมื่อพระไชยบูลย์ได้รับคำสั่ง จากมหาเถรสมาคมแล้วลงนามรับทราบ แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามเช่นยังสอนผิดเพี้ยน หรือเรี่ยไรเหมือนเดิมก็สามารถสั่งสึกได้ ในฐานะ ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ อีกประเด็นที่น่านำมาวินิจฉัย คือประกาศของมหาเถรสมาคม ลงวันที่ 24 พ.ย. 2479 เรื่อง ภิกษุสามเณรเซ็นนามแสดงภาวะไม่แน่นอน ว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ถ้าพระไชยบูลย์ลงนามเป็นคฤหัสต์ในเอกสารที่ดินดังกล่าวก็จับสึกได้
พระอุดมญาณโมลี(มาติต ถาวโร)วัดสัมพันธวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคมกล่าวว่า ประชุมมหาเถรฯจะพิจารณา ปัญหาวัดพระธรรมกาย จากคราวที่แล้วพระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ขอให้กรรมการมหาเถรสมาคม เขียนข้อคิดเห็นนำเสนอต่อมหาเถรฯ อาตมายังไม่ได้เขียนเลย อย่างไรก็ตามมองว่าน่าจะยืนตามคำวินิจฉัยเจัาคณะภาค 1 ขณะที่พระสุธรรมาธิบดี(เพิ่ม อาภาโค) วัดราชาธิวาสกล่าวว่า ไม่มีเวลาศึกษาข้อมูลเอกสารจากเจัาคณะภาค1 ส่วนตัวมองกว่าเป็นปัญหาของพระในมหานิกาย อาตมาธรรมยุติไม่แสดงความเห็น
ขณะเดียวกัน พระหลายรูปที่ร่วมประชุมพระสังฆาธิการกล่าวตรงกันว่าพระไปถือครองที่ดินไม่เหมาะสม ปัญหาวัดพระธรรมกายต้องตัดสิน และมีการสอนไม่เหมาะ ไม่ควรปรากฎในพุทธศาสนา ชาวบ้านถามกัน จนไม่รู้จะตอบอย่างไรแล้ว ถ้าปล่อยไว้ยาวนานต้องมีผลกระทบแน่ นายอำนวย สุวรรณคีรี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศาสนากล่าวว่า ตนจะนำพระวรธรรมคติ ของสมเด็จพระสังฆราช ในวันนี้เข้าไปวิเคราะห์ในที่ประชุมกรรมาธิการการศาสนา เป็นรายประโยคเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ รัฐบาล มหาเถรสมาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสนองพระบรมราโชบายนี้ โดยเฉพาะรัฐบาล ต้องเร่งออกกฎหมาย อุปถัมภ์คุ้มครองพุทธศาสนา โดยเร็วสุด คิดว่าสมเด็จพระสังฆราชคงทรงรู้สึกสุด ๆ แล้ว โดยตนได้พบเจ้าคณะจีนนิกายใหญ่ ท่านบอกว่าสังคมมันสุด ๆ แล้ว เพราะกรรมหนักมาก ที่มีคนทำให้พระพุทธศาสนาด่างพร้อย และสมเด็จพระสังฆราชปรารภอย่างแรงมาก เนื่องจากไม่มีใครสนองท่าน
นอกจากนั้น นายอำนวยยังขอให้พระที่ไม่สะดุ้งสะเทือนต่อพระธรรมวินัย ทบทวนตัวเอง เพราะละเมิดเสียแล้ว แม้ท่านไม่ยกเอามาพูด คนทั่วประเทศก็รู้อยู่แล้วว่า อะไรมันเกิดขึ้นในประเทศไทย ขณะนี้ไม่ใช่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่รวมวิกฤตสังคมด้วย ก็ขอให้พระสงฆ์ กระทำตน เป็นที่พึ่งของญาติโยมให้ดีสุดตามคำตรัสของสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะท่านเตือนเรื่อง กฎแห่งกรรมน่ากลัวมาก หากแก้วิกฤตสังคมไม่ได้ การแก้ปัญหาเศรษบกิจจะทำไม่ได้ บุญทางวัฒนธรรมสูญหายไปมากกว่าเงินทุนสำรองของประเทศ
วันเดียวกันเมื่อเวลา 09.30 น. พระบานเย็น ชินวโร อายุ 72 ปี อดีตแกนนำชาวนา ที่ต่อสู้กับวัดพระธรรมกายร่วมกับชาวบ้าน กรณีพิพาทเรื่องที่ดินเมื่อปี 2531 ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พล.ต.ต.สมเกียรติ อุปกรณ์ศิริการ สารวัตรเวร สภ.อ.คลองหลวง ให้ดำเนินคดีกับพระไชยบูลย์ เจ้าอาวาส พระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส พระปลัดสุธรรม สุธัมโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รวมถึงศิษย์สนิทอีกหลายคน ข้อกล่าวหาที่พระบานเย็นเข้าแจ้งความ ประกอบด้วย 1.บ่อนทำลายชาติ 2.บ่อนทำลายพุทธศาสนา 3.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 4.ละเมิดกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกตรกรรม 5.มีพฤติการ์ก่อการร้าย โดยมีการขุดอุโมงค์ลับภายในวัด และ 6.มีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง โดยในวันอังคารที่ 23 มี.ค.นี้จะมีการนำพยานบุคคล ที่รู้เห็นเรื่องอุโมงค์ลับของวัดพระธรรมกายพาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปชี้เพื่อพิสูจน์ว่ามีอุโมงค์ลับจริง
พ.ต.อ.จิรุจจ์ พรหโมบล ผกก.สภ.อ.คลองหลวง กล่าวว่า หลังจากรับแจ้งความแล้วทาง สภ.อ.คลองหลวง จะประสานกับตำรวจกองปราบ ในเรื่องสำนวน ที่พระบานเย็นเคยเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบก่อนที่จะมีการโอนคดีมาให้สภ.อ.คลองหลวง ประเด็นข้อกล่าวหาต่างๆ จะดำเนินการ เฉพาะที่มีหลักฐานเท่านั้น ส่วนกรณีอุโมงค์ลับ หากมีพยานยืนยันได้ชัดเจน ก็จะขออนุญาตทางวัดเข้าตรวจสอบ คาดว่าทางวัดคงไม่ขัดข้อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้ามาแจ้งความครั้งนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิธรรมกายมาสังเกตการณ์ด้วย นอกจากนั้นขณะนี้วัดพระธรรมกายได้ทำปฏิทินปี 2542 ออกแจกจ่ายไปทั่วประเทศ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า ไม่เหมาะสม เพราะนำภาพพิธี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพัดยศพระสงฆ์ ในวัดพระแก้ว มาประมวลร่วมกับภาพกิจกรรมของทางวัด ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้ที่พบเห็นได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภาได้มีการบันทึกรายการตามหา..แก่นธรรม โดยมีพระราชธรรมนิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร,นายอำนวย สุวรรณคีรี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศาสนา ฯ, นายกุเทพ ใสกระจ่าง กรรมาธิการศาสนาฯ เป็นวิทยากรรับเชิญ มีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายสุเมธ โสฬศ เป็นผู้ดำเนินรายการ
การบันทึกรายการ มีผู้สนใจตั้งกระท ู้เกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายเป็นส่วนใหญ่ กระทู้แรกเริ่มต้นคำถามว่า ระหว่างพระที่มีความมักมาก กับนักการเมืองโกงกิน ใครจะมีความผิดมากกว่ากันนั้น สรุปว่าต่างคนก็ผิด
กระทู้ที่ 2 ถามว่า ทำไมการปกครองของคณะสงฆ์จึงหย่อนยาน พระผู้น้อยเสพสุรากลับจับสึก แต่พอธรรมกายสอนผิดเพี้ยนกลับยืดเยื้อ พระราชธรรมนิเทศกล่าวว่า เรื่องนี้ยุ่งยาก เพราะวัดก่อตั้งมานาน แทรกซึมเข้าไปในองค์กรต่าง ๆ ต้องเกรงใจและอุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน ขนาดเจ้าคณะอำเภอ เป็นพระปกครองโดยตรงยังบอกแต่ว่าวัดพระธรรมกายดีไปหมด ความจริงแล้วพระสายวิชาการติดตามเรื่องนี้มานาน และได้แสดงการคัดค้าน การสอนวิชชาธรรมกาย ของหลวงพ่อสดมานาน แต่เพราะมีพระผู้ใหญ่มากๆรูปหนึ่งมีหนังสือยืนยันความสุดยอด ของวิชชาธรรมกาย จนส่งผลให้ ไม่มีพระออกมาพูดเรื่องนี้ ด้านนายกุเทพ กล่าวว่า กรณีที่ถกเถียงกันนี้ หากธรรมกายไม่ยอมเป็นฝ่ายผิด ต้องให้ออกจากการเป็นเถรวาทไป แนวทางที่วัดพระธรรมกายปฏิบัตินี้เป็นแนวทางสำหรับหาเงิน นายอำนวย เชื่อว่า ปัญหายังต้องยืดเยื้อออกไปอีกนาน กว่าจะตัดสินหมดทุกประเด็น เรื่องนี้พระสังฆราชก็ได้รับสั่งว่า ประสงค์ให้เกิดความรวดเร็วแต่ต้องมีหลักฐานด้วย
กระทู้ที่ 3 เป็นเรื่องของการสอนนิพพานเป็นอัตตา ทุกคนเห็นพ้องให้เผาทำลายตำราเหล่านี้ กระทู้ที่ 4 ถามว่าสื่อมวลชนนำเสนอข่าว ให้ร้ายวัดพระธรรมกาย ไม่ย่อมเสนอข่าวความดีเลย คิดว่าสื่อได้ประโยชน์อะไร จากการกระทำนี้ ทุกคนกล่าวว่า สื่อมวลชนต้องสะท้อนความรู้สึกของประชาชนทั้ง 60 ล้านคน สื่อทำหน้าที่ และเชื่อว่าไม่ได้อะไรจากการนี้ หน่วยงานที่ติดตามเรื่องนี้ยังยอมรับว่า ข่าวที่สื่อนำเสนอเป็นเรื่องจริง ตรงตามหาข่าวมาได้ และสื่อมีข้อมูลเก็บไว้นานแล้ว ไม่ได้ตัดสินใจลงข่าวกันในวินาทีเดียว จนเมื่อสร้างเจดีย์ป้องกันน้ำท่วมโลกและโลกแตก จนคนเดือดร้อนถึงเสนอข่าว กระทู้สุดท้ายถามว่า หากมีการตัดสิน ให้แก้คำสอน ของวัดพระธรรมกายแล้วไม่ยอมแก้จะทำอย่างไร ทุกคนเชื่อว่าแก้ยาก โดยเฉพาะในหมู่ศิษย์ที่ศรัทธาจนจะกลายเป็นลัทธิใหม่

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"ไม่ยอมรับ" พระวินยาธิการ ระบุ มีพฤติกรรมไม่น่าเชื่อถือ

ยันหน้าหงาย !

น้ำฝนบุกตรวจฉี่พระวัดอ้อน้อย
ถูกเจ้าอาวาสยันกลับไม่ให้ตรวจ
ออกประกาศ "ไม่ยอมรับ" พระวินยาธิการ
ระบุ มีพฤติกรรมไม่น่าเชื่อถือ

ตีแสกหน้าน้ำฝน

"ถูกไม่กลัว กลัวเถื่อน"

อื้อฮือ แบบนี้ลองของกันนี่
รู้จักน้ำฝนน้อยไปซะแล้ว คริ คริ !




กดที่ภาพเพื่อชม




หมดขลังเลยกรู






สอนใคร ?




คิดไม่ออกบอกน้ำฝน
แต่ถ้าน้ำฝนคิดไม่ออกจะบอกใคร ?




ถ้อยคำอันเริ่ดของน้ำฝน






แต่คันนี้ น้ำฝนถูกใจฮ่ะ มิใช่ถูกต้อง


และเมื่อใช้ความถูกใจมากกว่าความถูกต้อง แบบปากว่าอย่าง ใจว่าอย่าง สุดท้ายก็ "โดนสอนมวย" ดังที่เห็น เฮ้อ ลาออกจากหัวหน้าพระวินยาธิการเสียเหอะน้ำฝนเอ๋ย อยู่ไปก็อายเขา








อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

30 สิงหาคม 2556

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บันทึกความดี ของคุณครูไทย ที่ท่านกล้าหาญในการรักษาพระธรรมวินัย ? มากกว่ามหาเถรสมาคม

NO Dhammakaya
ครูอุบลรวมตัวลงชื่อบัญชีหางว่าว
ไม่ไป..ธรรมกาย

ระบุ "ผิดหลักคำสอนพุทธศาสนา ใช้วิธีการบังคับ มิใช่สมัครใจ"


อา..น.นพรัตน์ ผอ.พศ. ว่าไงฮะ เห็นว่ารู้ทุกเรื่องมิใช่หรือ เรื่องนี้รู้หรือเปล่า หรือว่ารู้แต่ทำไขสือ เพราะรู้อยู่ว่า ยุคนี้ ถ้าใครขวางธรรมกาย ก็ระวังปิ๋ว !







คณะครูเมืองอุบลไม่พอใจกระทรวงศึกษาฯ ให้เข้ารับการอบรมธรรมะกับวัดพระธรรมกาย เพราะไม่ใช้คำสอนตามหลักพุทธศาสนา แต่อวดอ้างตัวเอง มีการระดมเงินบริจาคในเชิงพุทธพาณิชย์ เบื้องต้นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาให้เขียนใบลาราชการต่อผู้อำนวยการโรงเรียน
     
ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมเขต 29 จ.อุบลราชธานี นางกมลทิพย์ โชติจำรัส ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนศรีปทุมพิทยาคาร อ.เมือง และ คุณครู มานิตา มีแก้ว พร้อมตัวแทนครูในเขตพื้นที่การศึกษาที่ต้องไปรับการอบรมธรรมะตามโครงการพัฒนาคุณธรรมครู ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.- 2 ก.ย.นี้ กับสำนักปฏิบัติธรรมธุดงคสถาน ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ ยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 29 ปฏิเสธไม่ขอเข้ารับการอบรมกับสำนักปฏิบัติธรรมดังกล่าว เนื่องจากเป็นสำนักปฏิบัติธรรมสาขาของวัดพระธรรมกาย
     
ทั้งนี้ เพราะเพื่อนครูกว่า 40 คนมีความเห็นว่าคำสอนของวัดพระธรรมกายขัดต่อหลักพุทธศาสนา มีการอวดอ้างตัว และทำพุทธศาสนาเชิงพุทธพาณิชย์ มีการระดมเงินบริจาคอย่างชัดเจน
     
ประกอบกับจังหวัดอุบลราชธานีมีวัดที่มีพระเกจิอาจารย์หลายรูปจำพรรษาสามารถให้คำอบรมสั่งสอนแก่คณะครูให้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดี จึงไม่ต้องการไปเข้ารับการอบรมกับทางวัดพระธรรมกายที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งการ จึงมายื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งดังกล่าว
     
 ต่อมานายประวิทย์ หลักบุญ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 29 จ.อุบลราชธานี รับหนังสือพร้อมชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวเป็นคำสั่งของกระทรวงที่มีการปฏิบัติต่อเนื่องมาถึง 2 ปี โดยคัดเลือกครูในโรงเรียนที่มีการสอนดีเด่นทั้งระดับมัธยมและประถมเข้ารับการอบรม และปีนี้วัดพระธรรมกายรับเป็นเจ้าภาพอบรมให้
     
ในรุ่นนี้มีครูต้องเข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 103 คน หากคณะครูไม่ต้องการเข้ารับการอบรมต้องชี้แจงเหตุผลและมีหนังสือขอลาราชการต่อผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อชี้แจงไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้รับทราบความเห็นต่อไปด้วย


ข่าว : ผู้จัดการ

27 สิงหาคม 2556
ศึกษาข้อมูล วิทยานิพนธ์ด้านความมั่นคงสถาบันพระศาสนา ในประวัติศาสตร์ ได้ที่https://docs.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSUkVWRG9aQ3pkbmc/edit
ช่วยแบ่งปันได้เพื่อสร้างบุญบารมี ถวายสมเด็จพระสังฆราช ครับ

ประนามรัฐบาลอัดซาด "ต้องชดใช้ผลกรรมที่ก่อ"

จ่อถล่มซีเรีย !

อเมริกา+พันธมิตร คำรามใส่รัฐบาลอัดซาด

"ต้องชดใช้ผลกรรมที่ก่อ"

โลกร้อนอีกแล้ว !





นายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ




ภาพการสังหารหมู่พลเรือนด้วยอาวุธเคมีในซีเรีย

















หมู หมา กา ไก่ ตายเกลี้ยง !






ประธานาธิบดีอัดซาด แห่งซีเรีย
ผู้กำลังขึ้นแท่น "อาชญากรสงครามนัมเบอร์วันของโลก" ในวันนี้






ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสหรัฐฯเตรียมโจมตีซีเรีย เพื่อลงโทษกรณีใช้อาวุธเคมี ขณะที่ จอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ เตือนซีเรียว่าจะต้องเตรียมรับกับผลที่ตามมา...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ว่า นายจอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวที่กรุงวอชิงตันดีซี ว่าการใช้อาวุธเคมีเป็นเรื่องผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง ต้องเตรียมรับกับผลที่ตามมา และว่าการกระทำของซีเรีย ไม่ใช่พฤติกรรมของรัฐบาลที่ไม่มีสิ่งใดปกปิดเอาไว้เลย

นายเคอร์รี แถลงผ่านโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรียเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ทั้งโลกต้องตกตะลึง แต่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาเชื่อว่า ผู้ที่ใช้อาวุธที่ชั่วร้ายที่สุดในโลกชนิดนี้กับประชาชนจะต้องได้รับผลที่ตามมา และขอพูดให้ชัดเลยว่า การใช้อาวุธเคมีเข่นฆ่าพลเมือง, ผู้หญิง, เด็ก และผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เลือกหน้า เป็นเรื่องผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง

เคอร์รีตั้งข้อสังเกตด้วยว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดมีพฤติกรรมเหมือนซ่อนอะไรบางอย่างไว้ ด้วยการปิดกั้นไม่ให้ผู้ตรวจสอบจากสหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยทันที และมีการโจมตีด้วยปืนใหญ่หลายระลอกในพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งมองได้ว่าเป็นความพยายามทำลายหลักฐาน

แต่จากข้อมูลที่รวบรวมมาทั้งภาพถ่าย วิดีโอและเอกสารต่างๆ บ่งชี้ว่ามีการใช้อาวุธเคมีในซีเรียอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เคอร์รีกล่าวเสริมว่าเรารู้ว่ารัฐบาลซีเรียเก็บอาวุธเคมีเอาไว้ และรู้ว่ารัฐบาลซีเรียมีขีดความสามารถในการยิงอาวุธเคมีด้วยจรวด เป็นการเลี่ยงไม่กล่าวหารัฐบาลอัสซาดตรงๆว่าใช้อาวุธเคมี แต่เขากล่าวสำทับว่าไม่น่ามีใครอื่นอีกที่จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ และสหรัฐฯได้รับข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว และจะเปิดเผยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ คำพูดล่าสุดของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า สหรัฐฯและชาติพันธมิตรกำลังวางมาตรการ โจมตีซีเรียด้วยจรวดร่อน (ครูส มิสโซล์) เพื่อลงโทษประธานาธิบดีอัสซาด และหาทางยับยั้งไม่ให้เกิดการใช้อาวุธเคมีมากกว่านี้อีก โดยไม่ดึงสหรัฐฯให้ถลำลึกเข้าสู่สงครามซีเรียไปด้วย และในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งประจำการของเรือรบในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยจะเพิ่มจำนวนเรือพิฆาตในทะเลแห่งนี้จาก 3 ลำเป็น 4 ลำในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดย รอยเตอร์/อิปซอส ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันราว 60% ไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯจะใช้ทหารเข้าแทรกแซงปัญหาในซีเรีย ขณะที่มีเพียง 9% เท่านั้น ที่เห็นด้วยว่าสหรัฐฯควรมีความเคลื่อนไหว



ข่าว : ไทยรัฐ

27 สิงหาคม 2556