วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประมวลภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระสังฆราชา องค์ที่ ๑๙


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ
พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ทรงกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับ
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพฯเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน
พุทธศักราช 2515 โดยมี หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่
พระสาสนโสภณ ร่วมรับเสด็จฯ 

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พุทธศักราช 2513 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณทรงมาออกตรวจการคณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายธรรมยุตและเข้าเยี่ยม "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" เพื่อมาสนทนาขอคำชี้แนะในการปฏิบัติธรรม โดยท่านได้ขอพักและจำวัดณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อความสะดวกพร้อมกันนี้ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยม "พระอาจารย์ปัญญาวัฑโฒ" (พระปีเตอร์ จอห์น มอร์แกน - Peter J. Morgan)พระภิกษุชาวอังกฤษ ผู้เป็นสัทธิวิหาริกที่องค์ท่านได้อุปสมบทให้

ภายในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานครสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่
พระสาสนโสภณ ประทับนั่งตรงกลาง "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" นั่งซ้ายมือสุด 

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เข้ากราบสักการะเยี่ยมอาการพระประชวรสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2548 เวลา 10.19 น.ณ ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ชั้น 6 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 

นับแต่ทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มักเสด็จไปปฏิบัติพระกรรมฐาน
ณ สำนักวัดป่าในภาคอีสานช่วงปลายปีเสมอ ในภาพถ่าย ณวัดถ้ำกลองเพล ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
ทรงฉันจังหันร่วมกับพระเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระ ได้แก่ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน,
พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ,พระอาจารย์วัน อุตฺตโม และพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ เป็นต้น 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณเข้ากราบนมัสการ "หลวงปู่ฝั้น อาจาโร"
และได้มีโอกาสฉันจังหันร่วมกันณ วัดถ้ำขาม บ้านคำข่า ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
จากภาพ...ต่างองค์ต่างแสดงความอ่อนน้อมซึ่งกันและกัน

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร และ "พระญาณสิทธาจารย์
(หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)" ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าอุดมสมพร
ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร ทรงฉันจังหันร่วมกันกับ
"หลวงปู่สาม อกิญฺจโน" และ "พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)"
ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณวัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร 

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2536 หลวงปู่ชอบ ฐานสโม แห่งวัดป่าโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง
จ.เลยได้เดินทางมาเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร
โดยมาพักอยู่ที่ศาลา 150 ปี เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงทราบ จึงได้เสด็จมาทรงกราบนมัสการด้วยความ
อ่อนน้อม และสนทนาธรรมด้วย ครั้นถึงเวลาอันควร ทรงกราบนมัสการลาหลวงปู่ชอบ พระอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบ
ได้ถือย่ามของพระองค์เดินตามหลังมาเพื่อไปส่งเสด็จที่พระตำหนักที่ประทับ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ทรงตรัส
ด้วยเสียงอ่อนโยนว่า ให้โยมของพระองค์ถือไปส่งเถิด แล้วขอให้พระรูปนั้นกลับไปดูแลหลวงปู่ชอบดีกว่า
เหตุการณ์ในคราวนั้นทำให้พระอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบรู้สึกประทับใจในความไม่ถือพระองค์เป็นอย่างยิ่ง

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้เสด็จมาทรงกราบนมัสการ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
เมื่อวันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2533 ณ วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร เข้ากราบนมัสการและสรงน้ำ
"พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)" เนื่องในวาระอายุครบ 9 รอบ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2521
ณ วัดบูรพาราม(พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เสด็จเยี่ยมวัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา พระราชสังวรญาณ
(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ถวายเครื่องสักการะ



สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร เดินทางมาเยี่ยมอาการอาพาธของ
"หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต" ณ วัดอุดมคงคาคีรีเขต ต.บ้านโคก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พุทธศักราช 2532 "หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร" ได้กราบอาราธนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร มาประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในเศียรพระประธานณ มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ในภาพยังมี "พระอาจารย์สาคร ธมฺมาวุโธ" เข้าร่วมในพิธีด้วย

"พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)" กำลังนำทางสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่
พระสาสนโสภณ ไปยังวัดถ้ำแสงเพชร ต.หนองมะแซว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร และพระเทพวิทยาคม
(หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) วัดบ้านไร่

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในวาระโอกาสที่เสด็จมาเยือนสวน โมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานีท่านพุทธทาสภิกขุ
ขอโอกาสกราบเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เนื่องจากท่านพุทธทาสภิกขุมีอายุพรรษาเเก่กว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ
จึงห้ามไว้ เเต่ท่านพุทธทาสภิกขุก็ไม่ยอม เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จึงได้กราบท่านพุทธทาสภิกขุกลับ 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงถวายการต้อนรับท่านอาจารย์โกเอ็นก้า (S.N. Goenka) วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง
ของโลกชาวอินเดีย และภรรยา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ทรงออกรับบิณฑบาตในหมู่บ้านตาด
อ.เมือง จ.อุดรธานีร่วมกับ "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" 

แถวหน้า จากซ้าย : พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน),พระอุดมญาณโมลี 
(หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป),พระธรรมไตรโลกาจารย์ (หลวงปู่รักษ์ เรวโต),สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ
แถวหลัง จากซ้าย : พระเทพวัชรธรรมาภรณ์ (สุรพงส์ ฐานวโร),พระธรรมเมธาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ),
พระเทพสารเวที (บุญยนต์ ปุญญาคโม) - องค์สวมแว่นตา ดำ,พระราชวราจารย์ (วิญญ์ วิชาโน)
บันทึกภาพ ณ พระธาตุหลวง เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2505

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เข้ากราบสักการะเยี่ยมอาการพระประชวร
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2548เวลา 10.19 น.
ณ ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ชั้น 6 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์



เมื่อวันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2550 เวลา 17.00 น. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ประทานวโรกาสให้
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
เข้าเฝ้าถวายสักการะถวายพระพร เนื่องในโอกาสครบรอบ 18ปี แห่งการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
ณ ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ชั้น 6 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 
ในการนี้ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงประทานทองคำน้ำหนัก 30 บาทแด่พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เพื่อร่วมสมทบโครงการผ้าป่าช่วยชาติโดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองในพระราชทินนามที่ พระสาสนโสภณ
ทรงถวายเครื่องไทยธรรมแด่สมเด็จพระยอดแก้ว พุทธชิโนรสสกลมหาสังฆปาโมกข์(บุญทัน ธมฺมญาโณ บุปผรัตน์) สมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรลาว ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร ในคราวทรงเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะอาคันตุกะของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช
(จวน อุฏฐายี) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตามคำกราบทูลอาราธนาของรัฐบาลไทย
ในระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม พุทธศักราช 2510

เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะในพระราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร
ทรงถวายเครื่องไทยธรรมแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2536 หลวงปู่ชอบ ฐานสโม แห่งวัดป่าโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลยได้เดินทางมาเป็นองค์ประธานในพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร โดยมาพักอยู่ที่ศาลา 150 ปี เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงทราบ จึงได้เสด็จมาทรงกราบนมัสการด้วยความอ่อนน้อมและสนทนาธรรมด้วย ครั้นถึงเวลาอันควร ทรงกราบนมัสการลาหลวงปู่ชอบ พระอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบได้ถือย่ามของพระองค์เดินตามหลังมาเพื่อไปส่งเสด็จที่พระตำหนักที่ประทับ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ทรงตรัสด้วยเสียงอ่อนโยนว่า ให้โยมของพระองค์ถือไปส่งเถิด แล้วขอให้พระรูปนั้นกลับไปดูแลหลวงปู่ชอบดีกว่า เหตุการณ์ในคราวนั้นทำให้พระอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบรู้สึกประทับใจในความไม่ถือพระองค์เป็นอย่างยิ่ง 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระวันรัต (จับ ฐิตธมฺโม) วัดโสมนัสวิหาร 

พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) เข้ากราบสักการะเยี่ยมอาการพระประชวรสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ณ
ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร ชั้น 6 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 



สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมตตาเสด็จทรงเป็นองค์ประธานในพิธีฉลองอุโบสถ วัดถ้ำผาผึ้ง บ้านถ้ำผาผึ้ง
ต.หนองบัว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ โดยมี "พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร" (องค์ขวาสุด)
พระราชพุทธิมงคล หรือหลวงปู่ทองบัว ตนฺติกโร (องค์กลาง) และพระธรรมดิลก (ขันติ์ ขนฺติโก)
วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร (องค์ซ้ายสุด) ตลอดจนคณะพระภิกษุสงฆ์ มาร่วมกันถวายการต้อนรับ 
ขอบคุณภาพจาก 

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=22&t=43517

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ การสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช และอำนาจกรรม


ประวัติศาสตร์ การสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช  ชาวพุทธต้องติดตามผู้ใดบุญบามีไม่ถึงจะเป็นเช่นไร ?
เราขอเตือนผู้ที่เคยช่วยผู้ปราชิกหรือศีลไม่บริสุทธิ์ อย่าเล่นกับกรรมในครั้งนี้
ข้อมูลประวัติศาสตร์ ที่ ชาวไทยต้องอ่าน
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2011/12/blog-post_11.html
https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A/285376564854496
อำนาจกรรม นิพนธ์ของ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๙
https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A/239256836133136

เปิดโผ "3สมเด็จ

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
และอีก 2 สมเด็จพระราชาคณะ




สมณศักดิ์พัดยศ พระสงฆ์ไทย พุทธศักราช 2557

พลันที่ข่าวการสิ้นพระชนม์ ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้กระจายไปในตอนกลางดึกของวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา นอกจากความโศกเศร้าอาลัยจะท่วมทับประเทศไทยแล้ว ในทางการปกครองของคณะสงฆ์ ก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ต่อไป ซึ่งก็คือ พระองค์ที่ 20 นี่มิใช่เรื่องที่จะ "มิบังควรพูด" ในท่ามกลางบรรยากาศอันโศกสลดดังที่เห็นแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องที่ "สมควรพูดอย่างยิ่ง" เพราะ "อภิเษกกษัตริย์ กำจัดศัตรู เรียนรู้วิชา แสวงหาทรัพย์ ระงับป่วยไข้" เป็นเรื่องด่วนที่สุดทั้งในส่วนตัวและประเทศชาติบ้านเมือง เพราะประเทศชาติบ้านเมืองจะขาดผู้นำไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว เดี๋ยวเกิดสงครามปึงปังขึ้นมาจะหาคนบัญชาการยาก

วันนี้ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จะนำเสนอเรื่องสำคัญในรอบ 30 ปี ของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งก็คือเรื่องนี้แหละ และคิดว่าท่านผู้อ่านแฟนานุแฟนอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็คงสนใจไม่แพ้เราทีเดียว

พูดเป็นสำนวนก็ต้องบอกว่า "โผเจ้าคุณ ปี 56" ต้องถูกเบียดจนตกขอบ-ชิดซ้าย หรือกลายเป็นเรื่อง "ชิลๆ-เด็กๆ" ไปเลยทีเดียว เมื่อเจอ "โผสามสมเด็จ" ในวันนี้ อ๋อแน่นอนว่า เรื่องนี้ต้องขยาย

ก่อนอื่นต้องขอเริ่มที่ชื่อของ "โผสามสมเด็จ" ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร ก็คือว่า ก่อนที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช จะสิ้นพระชนม์ลงไปนั้น สมณศักดิ์ชั้นสุพรรณบัฎหรือสมเด็จพระราชาคณะได้ว่างลงก่อนแล้ว 1 ตำแหน่ง เนื่องเพราะการมรณภาพของ "สมเด็จพระพุฒาจารย์ " (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 10 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังมิได้พระราชทานเพลิงศพ ยังคงบำเพ็ญบุญอย่างต่อเนื่อง ครั้นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ลงไปอีกในวันนี้ จึงมีพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏว่างลงพร้อมกันถึง 2 ตำแหน่งซ้อน พร้อมๆ กับตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดของที่สุด ซึ่งตำแหน่งนี้กว่าจะว่างลงก็ต้องใช้เวลานานถึง 24 ปีทีเดียว

ดังนั้น บัดนี้จึงมีตำแหน่งระดับท็อปของคณะสงฆ์ไทยว่างลงพร้อมกันถึง 3 ตำแหน่ง ได้แก่

1. สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
2. สมเด็จพระพุฒาจารย์
3. สมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งจะว่างแทนในตำแหน่งที่สมเด็จพระราชาคณะจะได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20

ตำแหน่งที่ 3 นี้ ต้องขยายความก่อนว่า โดยปรกตินั้น ตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" จะทรงตั้งหรือสถาปนาจากสมเด็จพระราชาคณะที่มีอยู่ทั้งสิ้น 8 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็นฝ่ายมหานิกาย 4 รูป ฝ่ายธรรมยุติกนิกายอีก 4 รูป เมื่อรวมกับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว คณะสงฆ์ไทยก็จะมีตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะทั้งสิ้น 9 รูป 9 ตำแหน่งด้วยกัน

โดยตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" นั้น ถือว่าเป็นตำแหน่งพิเศษ เป็นองค์พระประมุขของคณะสงฆ์ไทยทุกนิกาย แต่ถึงกระนั้น เมื่อสมเด็จพระราชาคณะในนิกายใดได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระสังฆราช พระสงฆ์นิกายนั้นก็จะมีเสียงเพิ่มเป็น 5 ต่อ 4 ไปโดยปริยาย เช่น พ.ศ.2532สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.ธ.9) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงทำให้อัตราสมเด็จพระราชาคณะในฝ่ายธรรมยุตมีจำนวน 5 รูป ขณะที่ฝ่ายมหานิกาย มีเพียง 4 รูป

ทีนี้ ถ้าสมมุติว่า สมเด็จพระราชาคณะในฝ่ายมหานิกายได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชบ้าง อัตราส่วนก็ต้องเปลี่ยนไป คือกลับข้างมาเป็นฝ่ายมหานิกาย 5 ส่วนธรรมยุตก็จะเหลือแค่ 4 หรือเขียนให้ดูง่ายๆ ว่า 5/4 นี่คือสูตรมาตรฐานการเมืองเรื่องคณะสงฆ์ไทยในระดับสุดยอด

และทีนี้ว่า ถ้าสมเด็จพระราชาคณะองค์ใด ไม่ว่าในนิกายไหน ได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ก็จะต้องละทิ้ง"ฐานันดร" เดิม ไปรับเพียงตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งสูงสุด เพียงตำแหน่งเดียว และเมื่อนั้นฐานันดรเดิมก็จะว่างลง ส่งผลให้เกิดเป็นการ "ว่างพร้อมกัน" ถึง 3 ตำแหน่ง และเราได้ตั้งชื่อว่า "โผสามสมเด็จ" ในวันนี้

และต่อไป เราก็จะวิเคราะห์หาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งองค์พระประมุขของคณะสงฆ์ไทย คือเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ว่าโดยธรรมเนียมการสถาปนาพระราชาคณะทั่วไปนั้น จะทรงโปรดเกล้าฯ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา คือวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี แต่สำหรับการสถาปนา "สมเด็จพระสังฆราช" นั้น ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ จะไม่ทรงรอให้ถึงวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ดังกรณี สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน ป.ธ.4) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2531 ซึ่งได้มีการสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2532 ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นการสถาปนาตามฤกษ์ที่โหรหลวงได้คำนวณขึ้นถวาย ดังนั้น การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จึงถือว่าเป็นกรณีพิเศษ

หลักการง่ายๆ ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็คือ ทรงเลือกจากสมเด็จพระราชาคณะ จำนวน 8 รูป หรือเท่าที่มี คือโดยปรกตินั้น จะมีสมเด็จพระราชาคณะจำนวน 8 รูป แต่บางช่วง มีสมเด็จพระราชาคณะบางรูปมรณภาพลง และยังไม่ทันได้ทรงโปรดสถาปนา เช่นกรณีสมเด็จพระพุฒาจารย์มรณภาพลงไปในวันนี้ ทำให้จำนวนสมเด็จพระราชาคณะมีเพียง 7 รูป คือฝ่ายธรรมยุตมี 4 รูป (เต็มอัตรา) ส่วนฝ่ายมหานิกายเหลือเพียง 3 รูป ก็จะทรงโปรดเลือกจากสมเด็จพระราชาคณะเท่าที่มี คือ 7 รูป

สมเด็จพระราชาคณะทั้ง 7 รูปเหล่านั้น เรียงลำดับตามอาวุโสในการสถาปนาดังนี้



สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
(มหานิกาย)

1. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ แม่กองบาลีสนามหลวง เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ  กรรมการมหาเถรสมาคม และดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2556 สมเด็จวัดปากน้ำเกิดวันที่ 26สิงหาคม พ.ศ.2468 ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันมีอายุย่าง 89 ปี ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2538 ปัจจุบันถือว่ามีอาวุโสสูงสุดในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะทั้ง 7 รูปที่เหลืออยู่



สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
(ธรรมยุติกนิกาย)


2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม  ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมเพียงตำแหน่งเดียว สมเด็จวัดเกาะ (ชื่อเก่าของวัดสัมพันธวงศ์) เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนจะแยกมาเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ เกิดวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2460 ปัจจุบันมีอายุยืนถึง 97 ปี แต่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2544 ถือว่ามีอาวุโสทางสมณศักดิ์เป็นอันดับที่ 2 รองจากสมเด็จวัดปากน้ำ



สมเด็จพระมหามุนีวงศ์
(ธรรมยุติกนิกาย)


3. สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร ป.ธ.6) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม และนายกสภามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) สมเด็จวัดราชบพิธเป็นชาวจังหวัดราชบุรี เกิดวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2470 ปัจจุบันมีอายุ 87 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2552 พร้อมกันกับสมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหมฺคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหารแต่โปรดให้เข้ารับการสถาปนาก่อน ในทางสมณศักดิ์จึงถือว่ามีอาวุโสกว่าสมเด็จพระวันรัต และมีอาวุโสเป็นอันดับสามในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะทั้งหมด




สมเด็จพระวันรัต
(ธรรมยุติกนิกาย)


4. สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ.9) รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรยุติกนิกาย สมเด็จพระวันรัต เป็นชาวจังหวัดตราด เกิดวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2479 ปัจจุบันมีอายุ 78 ปี เข้ารับพัดเป็นสมเด็จในวัดพระแก้วต่อจากสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธ เมื่อวันที่ ธันวาคม 2552 จึงถือว่ามีอาวุโสเป็นอันดับ 4





สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
(มหานิกาย)


5. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม กรรมการมหาเถรสมาคม สมเด็จวัดสุทัศน์เป็นชาวจังหวัดราชบุรี เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2473 ปัจจุบันอายุ 83 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2553 จึงมีอาวุโสเป็นอันดับ 5




สมเด็จพระธีรญาณมุนี
(ธรรมยุติกนิกาย)


6. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย ป.ธ.8) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เจ้าคณะภาค 1-2-3-12-13 ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และกรรมการมหาเถรสมาคม สมเด็จวัดเทพศิรินทร์เป็นชาวจังหวัดนครปฐม เกิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2490 ปัจจุบันมีอายุ 66 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะปีเดียวกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์วัดสุทัศน์ แต่พรรษาอ่อนกว่าจึงเข้ารับพัดทีหลัง ถือว่ามีอาวุโสเป็นอันดับที่ 6




สมเด็จพระพุทธชินวงศ์
(มหานิกาย)


7. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง สมเด็จวัดพิชัยญาติเป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2484 ปัจจุบันมีอายุ 72 ปี ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะในวันที่ 5ธันวาคม พ.ศ.2554 ถือว่ามีอาวุโสอ่อนสุดในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะทั้งปวงในปัจจุบัน


หลักการง่ายๆ มีอยู่ว่า "สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ เป็นสมเด็จพระสังฆราช" แต่ยังมีกฎเกณฑ์ในการพิจารณาอีกด้วยว่า

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หมวดที่ 2 (พระมหากษัตริย์) บัญญัติไว้ว่า

มาตรา 11 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์


และ

2. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505/2535 หมวดที่ 1 (สมเด็จพระสังฆราช) บัญญัติไว้ว่า

มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง

ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้นถือว่าเป็นกฎหมายแม่บท ให้อำนาจแก่พระมหากษัตริย์ในการพระราชทานยศศักดิ์ให้แก่ใครก็ได้ ถือว่าเป็นสิทธิ์ขาด ส่วนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 นั้น ถือว่าเป็นกฎหมายลูก แต่กฎหมายลูกก็ตราขึ้นตามความในกฎหมายแม่ หมายถึงว่า เป็นการอธิบายความกฎหมายแม่ให้ชัดเจนขึ้น ดังนั้น การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จึงต้องเป็นไปตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 คือนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม จะต้องเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้

เว้นเสียแต่ว่า สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์นั้น มิสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทางรัฐบาลก็จะมีคำกราบบังคมทูลกำกับขึ้นไปด้วย ว่าเหตุผลใดจึงไม่นำเสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะผู้อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เพื่อทรงโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เห็นไหมว่ามิใช่นึกจะเสนอใครก็ได้นะ

และทีนี้ เมื่อพิจารณาบรรดาสมเด็จพระราชาคณะทั้ง 7 รูปข้างต้นแล้ว ก็จะพบว่า "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" วัดปากน้ำ มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ที่สำคัญก็คือ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง "ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" อยู่อีกด้วย แม้ว่าสมเด็จวัดปากน้ำจะมีอายุพรรษาสูงถึง 89 ปี แต่ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เมื่อวันยังเดินทางไปเป็นประธานเชิญพระศพสมเด็จพระสังฆราช จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กลับสู่วัดบวรได้อย่างดียิ่ง

ณ นาทีนี้ แคนดิเดทในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จึงหนีไม่พ้น "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน

ในอดีตนั้น ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จะมาจาก 2 ตำแหน่งหลัก คือ สมเด็จพระวันรัต และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แต่เมื่อมีการใช้ระบบ"อาวุโสทางสมณศักดิ์" เข้ามาทดแทน ประเพณีที่เคยปฏิบัติก็เปลี่ยนแปลงไป หรือแม้แต่ราชทินนามที่ "สมเด็จพระญาณสังวร" ก็ถือว่าเป็นราชทินนามพิเศษเช่นกัน

ดังนั้น การที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จะได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็จึงไม่แปลกประหลาดอันใดเช่นกัน

ตัวเต็งมีอยู่เพียงเท่านั้น นาทีนี้จึงไม่สามารถจะวิจารณ์ข้ามไปถึงสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นๆ ได้


ฟันธงลงไปเลยว่า "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ได้เป็น "สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" แน่นอน


แต่ที่อยากจะนำเสนอเสมือนการ "มองข้ามช็อต" ต่อไปก็คือ แคนดิเดทสมเด็จพระราชาคณะที่ว่างลงอีก 2 ตำแหน่ง คือแทนในตำแหน่งสมเด็จพระพุฒาจารย์และแทนในตำแหน่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้น เป็นพระสงฆ์ในฝ่ายมหานิกาย หมายถึงว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็ดี สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะอีกที่ว่างลงมากมายถึง 3 ตำแหน่ง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นอย่างช้าภายในปี พ.ศ.2557 นี้ จะเป็นการแต่งตั้ง-สถาปนาในฝ่ายมหานิกายทั้งหมด ส่วนฝ่ายธรรมยุตนั้นไม่ว่าง

และยังมีสูตรสำเร็จอีกว่า "สถาปนารองสมเด็จพระราชาคณะขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ" นั่นหมายถึงว่า ถ้าหากสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระราชาคณะว่างลง การพิจารณาก็จะมาจาก "รองสมเด็จ" เท่านั้น ซึ่งรองสมเด็จพระราชาคณะผู้อาวุโสสูงสุดในฝ่ายมหานิกายในปัจจุบันนี้มีอยู่ 2 รูป ได้แก่




พระพรหมเวที


1. พระพรหมเวที (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และกรรมการมหาเถรสมาคม พระพรหมเวทีเป็นชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา เกิดวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2485 อายุ 71 ปี ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2544 ปัจจุบันมีอาวุโสสูงสุดในบรรดา "รอง" สมเด็จพระราชาคณะทั้งปวง






พระพรหมวชิรญาณ



2. พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร ป.ธ.3) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม พรหมวชิรญาณเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี เกิดวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2480 อายุ 76 ปี ได้รับการสถาปนาเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะปีเดียวกับพระพรหมเวที แต่ได้รับการสถาปนาทีหลัง จึงมีอาวุโสเป็นอันดับสองรองจากพระพรหมเวที


เมื่อมีสมณศักดิ์ชั้นสุพรรณบัฏว่างลงพร้อมกันถึง 2 ตำแหน่งเช่นนี้ ก็ทำให้ต้องมีการสถาปนาพร้อมกันถึง 2 รูปด้วยเช่นกัน และเมื่อนั้น พระพรหมเวทีและพระพรหมวชิรญาณจึงถูกคาดการณ์ว่า จะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะพร้อมกัน ในวันที 5 ธันวาคม พ.ศ.2557 ทั้งนี้เพราะมหาเถรสมาคมได้ผ่านบัญชีพระราชาคณะในวันที่ 5 ธันวาคม ปีนี้แล้วว่า "จะไม่มีการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ" ทำให้สมณศักดิ์ที่สมเด็จพระราชาคณะต้องว่างลงพร้อมกันถึง 2 ตำแหน่งดังกล่าว

ใช่แต่เท่านั้น เมื่อตั้งพระสังฆราชและสมเด็จพระราชาคณะพร้อมกันถึง 3 รูป ก็จะส่งผลให้ตำแหน่ง "รองสมเด็จ" ว่างลงอีก 3 รูป ไล่ระนาดลงไปในเบื้องล่าง ตามสมการฐานพระสุเมรุหรือสูตรกินรวบที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ทีนี้พระราชาคณะชั้นธรรมฝ่ายมหานิกายก็จะพาเหรดเลื่อนชั้นขึ้นเป็นรองสมเด็จฯอย่างมากมาย กลายเป็นมหากรรมเลื่อนสมณศักดิ์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปีของคณะสงฆ์ไทย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

และนี่คือที่มาของ "โผสามสมเด็จ" เป็นกรณีพิเศษ ของอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ในวันนี้



อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 ตุลาคม 2556
http://www.alittlebuddha.com/

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๙ (ประมวลภาพ) โปรดช่วยแชร์เป็นพระกุศล


25 ตุลาคม 2556
12.00 น.


เคลื่อนพระศพสมเด็จพระสังฆราช
สู่..วัดบวรนิเวศวิหาร


พิธีครั้งประวัติศาสตร์ คลื่นมหาชนล้นบางลำพู



ในเวลา 08.00 น.  (25 ต.ค.56) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จะเปิดให้ประชาชนเคารพพระศพสมเด็จพระสังฆราชฯ ก่อนเคลื่อนออกจาก รพ.ไปวัดบวรนิเวศฯ ในเวลา 12.00น. ขณะที่โลกออนไลน์ชาวเน็ตต่างโพสต์รูปสมเด็จพระสังฆราชฯ และเขียนข้อความ แบ่งปันหลักธรรมคำสอนเพื่อสำนึกในพระกรุณา...
เมื่อวันที่ 24 ต.ค. มีรายงานว่า ก่อนหน้าที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  จะออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 9  ว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระอาการโดยรวมทรุดลง ได้สิ้นพระชนม์ลงแล้ว เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันนี้ สาเหตุเนื่องจากการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต

โดยเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ทางสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุุ๊ก ระบุว่า ขอพุทธศาสนิกชนตั้งมั่นใน "สติ" และรอรับฟังคำแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมกับออกคำอธิษฐานถวายพระพร "ขอถวายบุญกุศลทั้งปวงที่บำเพ็ญมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน ณ วินาทีนี้แด่เจ้าพระคุณฯสมเด็จพระสังฆราช  ขอรวมกุศลทั้งปวงเป็นแสงสว่างไสวใสบริสุทธิ์ถวาย จิต แห่งพระองค์ท่านให้ยิ่งสว่างไสวผ่องแผ้วยิ่งๆขึ้นไป สิ่งใดทางกาย วาจา ใจที่อาจมีล่วงเกิน ทั้งรู้และไม่รู้ตัว  ข้าพเจ้ากราบขอขมากรรมทั้งหมด ขอโมทนากุศลทุกสิ่งที่ทรงปฏิบัติมา และจะทรงบำเพ็ญต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในพระสังขารหรือใดๆ ขอพระรัตนตรัยโปรดชี้นำและเปิดทางสว่างให้ข้าพเจ้าขอปฏิบัติธรรม เดินจิตได้ถูกธรรม เพื่อให้สมเป็นผู้เดินตามรอยธรรมของพระผู้ประเสริฐและงดงามพระองค์นี้ด้วย เทอญ"

จากนั้นในเวลาประมาณ 20.50 น. ได้เผยแพร่อย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระฌาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 สิ้นพระชนม์ สร้างความความโศกเศร้าแก่พสกนิกรชาวไทยและพุทธศาสนิกชน ที่ติดตามข่าวดังกล่าว

ขณะที่ นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลจะมีการลดธงครึ่งเสา 3 วัน และให้ข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน คาดมีพิธีสรงพระศพสมเด็จพระสังฆราชฯ พรุ่งนี้ช่วงบ่าย ที่ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร

ในเวลา 08.00 น. พรุ่งนี้ (25 ต.ค.) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จะเปิดให้ประชาชนเข้าเคารพพระศพสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่ตึกวชิรญาณ สามัคคีพยาบาร ก่อนเคลื่อนออกจาก รพ.ไปวัดบวรนิเวศฯ ในเวลา 12.00 น.

เช่นเดียวกับบรรยากาศการไว้อาลัยบนโลกออนไลน์ ผู้คนบนอินเทอร์เน็ตต่างเริ่มโพสต์รูปสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่ทางสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช นำมาเผยแพร่เพื่อถวายพระเกียรติยศสูงสุด โดยมีการส่งต่อทั้งทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม รวมทั้งเขียนข้อความ แบ่งปันหลักธรรมคำสอนต่างๆ เพื่อสำนึกในพระกรุณาเช่นกัน

สำหรับเส้นทางในการเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 25 ต.ค.นั้น ทาง พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.น.1 ยืนยันเส้นทางเคลื่อนพระศพ เริ่มที่ ถ.ราชดำริ -เลี้ยวขวา ถ. พระราม4 แล้วเลี้ยวขวาขึ้นทางด่วนหัวลำโพง ลงถนนอุรุพงษ์ เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.เพชรบุรี ผ่านถนนหลานหลวง สะพานผ่านฟ้า แล้วเลี้ยวขวาแยกป้อมมหากาฬ  เลี้ยวขวาถนนพระสุเมรุ ผ่านแยกวันชาติ ผ่านตำหนักเพชรฯ แล้วเข้าวัดบวรฯ ต่อไป.


ข่าว : ไทยรัฐ
24 ตุลาคม 2556




ลดธงครึ่งเสา
ไว้อาลัยสมเด็จพระสังฆราช
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี




ปลัดสำนักนายกฯ เผยจะมีการลดธงครึ่งเสา 3 วัน และข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน เพื่อไว้อาลัยสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ ขณะที่ชาวพุทธทั่วไทยโศกเศร้า...

เมื่อวันที่ 24 ต.ค. นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ว่า ตามแบบธรรมเนียมคงต้องรอที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีกำหนดการสรงพระศพ ซึ่งจะเป็นวันที่ 25 ต.ค.2556 ช่วงบ่าย โดยเชิญพระศพประดิษฐานสำหรับพระราชพิธีพระศพนั้น คาดว่าจะเชิญพระศพในช่วงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 25 ต.ค. ซึ่งทางราชการจะมีประกาศไว้ทุกข์ถวายความอาลัยเป็นเวลา 15 วัน และลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วัน จะได้มีประกาศทางสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายธงทอง กล่าวต่อว่า ชั้นนี้วัดบวรนิเวศวรวิหารจะได้จัดสถานที่ไว้สำหรับจัดตั้งพระศพ ที่ตำหนักเพ็ชร สำหรับประชาชนทางวัดได้เตรียมอาคารมนุษย์นาควิทยาคาม ภายในวัดบวรนิเวศ พร้อมประดิษฐานรูปเจ้าคุณสมเด็จพระสังฆราช ให้ประชาชนได้ถวายสักการะหน้าพระรูป โดยจะเริ่มเวลา 13.00 น.เป็นต้นไป โดยจะเชิญพระศพออกจากโรงพยาบาลเวลา 12.00 น.แต่ยังไม่ทราบเส้นทาง

ขณะเดียวกันมีรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นำมาซึ่งความโศกเศร้าอาลัยของพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วประเทศและต่างประเทศ


ข่าว : ไทยรัฐ
24 ตุลาคม 2556




สมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ !

สิริพระชนมายุ 100 ปี








สมเด็จพระญาณสังวร
(เจริญ สุวฑฺฒโน ป.ธ.9)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19

พระประสูติการ 3 ต.ค. 2456
สิ้นพระชนม์  24 ต.ค.2556
ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช 21 เมษายน พ.ศ.2532





ภาพทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
วันที่ 21 เมษายน 2532 เวลา 16.30 น.
ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม



มหาเถรสมาคมเจริญพระพุทธมนต์
ถวายพระพรสมเด็จพระสังฆราช
ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
3 ตุลาคม 2556




พระราชพิธีฉลอง 100 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช
3 ตุลาคม 2556





ภาพงานฉลอง 100 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช
3 ตุลาคม 2556




ประมวลภาพ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์









 


อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
24 ตุลาคม 2556



รวมแถลงการณ์คณะแพทย์จุฬา-สภากาชาดไทย

เรื่อง พระอาการสมเด็จพระสังฆราช
จำนวน 9 ฉบับ

















จารึกประวัติศาสตร์ อริยสงฆ์ของชาติไทย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชประวัติศาสตร์ความมั่นคงพระศาสนา

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

24 ตุลาคม 2556