วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มหาเถระสมคบพม่า ภัยต่อความมั่นคง

เน่าทั้งวัด ! ภัยต่อความมั่นคงสถาบันพระศาสนาที่ คสช.ต้องจัดการ

ใต้ร่มภูเขาทองเขียนนิราศภูเขาทอง

ลากไส้ในวัดสระเกศมาตั้งแต่สมัยสมเด็จเกี่ยวยังไม่ตาย

แก่งแย่งแข่งดีทั้งงาน-เงิน-ยศถาบรรดาศักดิ์ แบ่งกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ทุจริตสอบบาลีก็ทำ ไร้สมณสารูปถึงขั้นวางมวยกันต่อหน้าสมเด็จเกี่ยว แต่เหลือเชื่อแฮะ พระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคุณรองทั้ง 2 รูป กลับปล่อยปละละเลย กลบปัญหาไว้ใต้ภูเขาทอง จนสมเด็จเกี่ยวสิ้นไป จึงปะทุและระเบิดเถิดเทิงออกมาในวันนี้ วันที่ เสี่ยเหนาะหมดสภาพ ทำอะไรพรหมสิทธิไม่ได้ แค่เอาตัวรอดก็ยอดคนแล้ว

เชื่อเถิดว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป เมื่อพระผู้ใหญ่ไม่ยอมพิจารณาปัญหาวัดสระเกศ ก็เท่ากับว่า "สองพรหมต่างคนต่างอยู่" แบ่งก๊กกันอย่างชัดเจน เพราะแต่ละคนก็มีพรรคพวกบริวารระดับเจ้าพ่อ เหนาะก็ใหญ่ ธงชัยก็ไม่เบา ที่เยี้ยวๆ กันอยู่ตามหน้าเมรุนั้นพวกลิ่วล้อทั้งสิ้น

นั่นก็เท่ากับว่า เกิดสังฆเภทในวัดสระเกศแล้ว และคงจะเหมือน "วัดมกุฏกษัตริยาราม" ที่พระสงฆ์สองก๊กไม่สามารถทำสังฆกรรมร่วมกันได้ ขนาด "สมเด็จพระวันรัต-เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" ไปนั่งเป็นประธานอยู่กลางโบสถ์ พระฝ่ายหนึ่งยังลุกเดินหนีไปต่อหน่าต่อตาเลย ใครอยากรู้ก็ไปดูเอาเถิดว่า วันที่ 8 กันยายน 2557 นี้ (ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10) พระสงฆ์วัดสระเกศจะลงอุโบสถร่วมกันหรือไม่ ถ้าไม่, นั่นก็แสดงว่าสังฆเภทแล้วชัดเจน

สงสารก็แต่พระสงฆ์ในภาคอีสาน (ภาค 10-12) ที่มีเจ้าคณะภาคชื่อ "เสนาะ-ธงชัย" เพราะต้องอยู่ใต้การปกครองของสองรูปนี้ไปอีกหลายร้อยปี (โดยการสืบทอดอำนาจภายในกุฏิ) เห็นๆ ว่า แค่วัดสระเกศของตัวเอง สองรูปนี้ยังปกครองไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรไปปกครองพระสงฆ์ทั้งภาค แต่ก็ดังว่านั่นแหละ พระสงฆ์ต่างจังหวัดนั้นมันพวกไพร่ เขาตั้งใครมาเป็นเจ้านายก็ต้องยอมรับ จึงทั้งจนทั้งโง่ดักดานดังที่เห็น นี่รวมพระธรรมทูตสายต่างประเทศด้วยนะ เห็นเสี่ยเหนาะมา ก็พากันไปถือป้ายยืนต้อนรับเต็มสนามบินแอลเอ เลียก้นเฮียเหนาะจนไม่ได้ใช้กระดาษทิชชู่เช็ดเลย ประหยัดสุดๆ

ภาพเฮียเหนาะอินยูเอสเอ

ที่คนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำตัวเวอร์

ออกคำสั่งให้พระเจ้าอาวาสวัดไทยในแอลเอทุกวัดไปต้อนรับที่สนามบิน และทำพิธีต้อนรับอย่างหรูหรา ขนาดว่าสมเด็จพระสังฆราชเสด็จก็ยังไม่ใหญ่เท่า แต่เสี่ยเหนาะก็กล้าทำและทำมาแล้ว

ศึกชั้นพรหม

พรหมสุธี VS พรหมสิทธิ

ชำแระพม่า 3 สหาย เนื้อร้ายของพรหมสุธีตัวปัญหาภายในวัด

บทความฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นมาอีก ไม่ใช่เพื่อใส่ร้ายพระพรมสุธี (ไม่สมควรใช้คำว่า "พรหม") แต่อยากเขียนเพื่อที่จะบอกว่า การที่พระพรมสุธี เดินทางมาถึงจุดที่ต้องฆ่าพระพรหมสิทธิ เพราะใครเป็นตัวบงการอยู่เบื้องหลัง

ตัวละครที่สามารถเป่าหูจนพระพรหมสุธีหน้ามืดตาลายมีอยู่ 3 คน คือ วิโรจน์,เก่ง,ฆ้อง สามสหายที่หอบผ้าหอบผ่อนข้ามฝั่งมาจากท่าขี้เหล็ก พม่า ซึ่งปัจจุบันสวมสิทธิเป็นคนไทยโดยบริบูรณ์เรียบร้อยแล้ว (อาศัยความเมตตาต่อครอบครัวผู้ถูกสวมสิทธิเป็นฐาน จึงไม่สืบและเสนอหลักฐานการสวมสิทธิในครั้งนี้)          

ปัจจัยที่ทำให้สามสหายสามารถเป่าหูพระพรหมสุธีได้ก็อาศัยจุดอ่อนของพระพรหมสุธีนั่นละ จุดอ่อนที่ว่านี้ก็คือ เงิน และการจะเป่าหูจนพระพรหมสุธีให้อ่อนระทวย หลงเชื่อ จนหน้ามืดตามัวได้   รับรองว่า ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ แน่นอน เอกสาร 19 หน้าถูกระบุไว้ว่า วิโรจน์หากินกับพระพรหมสุธี ตั้งนานแล้ว ทั้งเรื่องการทำเหรียญที่ระลึก และเงินรับบริจาค ในช่วงที่หลวงพ่อสมเด็จไม่สบาย ว่ากันว่า การปลดพระพรหมสิทธิลงจากภูเขาทอง และมอบหน้าที่ให้วิโรจน์ขึ้นไปแทนถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การแต่งตั้งวิโรจน์เป็นเจ้าคุณพิทักษ์บรมบรรพต

เก่ง (พระครูประหลาดเก่ง ป.ธ.6 ถามหน่อยครับ ประโยค 6 ท่านได้แต่ใดมา ใครกันหนาเขียนคำตอบให้ท่าน) ทำหน้าที่คอยถือย่ามตามหลังและเป็นหูเป็นตาให้ คอยรายงานว่า วันไหนใครมาเยี่ยมหลวงพ่อบ้าง และถูกตบรางวัลให้ด้วยการเป็นหัวหน้ารับสังฆทานที่ศาลาการเปรียญ

ฆ้อง (ฉายา ฆ้องปากหมา นินทาแม้กระทั่งหลวงพ่อสมเด็จ ผู้ชุบเลี้ยงตนมา) ซึ่งเป็นคนที่ลาสิกขาไปก่อนเพื่อน เป็นคนใกล้ชิดที่คอยทำหน้าที่วิ่งไปให้หลวงพ่อวัดจองคำดูดวงให้พรมสุธี และจัดการในเรื่องของเทวกรรม แก้กรรม ขมากรรม ให้พระพรหมสุธี (เป็น มส. ผู้นำทางศาสนาแท้ๆ กับมีพฤติกรรมเยื่องพาหมณ์) คนนี้ถูกตบรางวัลด้วยเงินหลักล้าน

ทำไม 3 สหาย จึงเป่าหูพระพรมสุธี และทำสังฆเภท ในวัดสระเกศ

ปัญหาหนองใน ที่เกิดขึ้นภายใน คณะ 5 เองเป็นเหตุ ในบรรดาคนรอบตัวหลวงพ่อสมเด็จ มีทั้งหมดอยู่ 4 คน สองท่าน คือเจ้าคุณบุญทวี และ พระครูปรีชา ผู้ที่ดูแลอุปัฏฐากใกล้ชิดหลวงพ่อเสมอ คอยอยู่ข้างเตียงเวลาเจ็บไข้ เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยวตลอดเวลา จึงนับว่า สองท่านนี้คือ คิลานุปัฏฐาก อย่างแท้จริง

อีกสองคน คือ วิโรจน์ และ เก่ง 2 เมื่อคราวที่หลวงพ่อสมเด็จพักฟื้นที่ รพ. และ พระตำหนัก สองคนนี้จะมาเฉพาะเวลา 8.30 น. และ 12.00 น. อันเป็นเวลาที่หลวงพ่อฉันข้าวเสร็จให้พระและญาติโยมเข้าเยี่ยม และสองคนนี้จะทำหน้าที่เก็บเฉพาะซองปัจจัยที่คนนำมาถวาย ส่วนอัฏฐะบริขารอันอื่นจะถูกยกส่งไปให้พระที่ดูแลหลวงพ่อสมเด็จในวันนั้น ๆ  และรีบวิ่งเข้าไปอยู่หลังหลวงพ่อเมื่อมีการถ่ายรูป หลักฐานก็คือ รูปถ่าย หลาย ๆ รูปที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่หลวงพ่อสมเด็จไม่สบาย นักข่าวหลาย ๆ สำนักที่มาทำข่าวที่วัดสระเกศถึงกับบอกว่า ท่านรูปนี้รู้จังหวะและมุมกล้องเป็นอย่างดี ท่านสามารถเบียดพระอุปัฏฐากของหลวงพ่อสมเด็จได้โดยที่ไม่อายเลย

ปัญหาทั้งหมด เริ่มเกิดร้ายแรงเป็นสังฆเภทขึ้นเมื่อ วันที่วิโรจน์ตื่นไม่ทัน 8.30 น. หลวงพ่อฉันเสร็จ โยมเข้าเยี่ยม และซองปัจจัยถูกเก็บโดยเจ้าคุณบุญทวี จนเป็นเหตุให้เจ้าคุณบุญทวีโดนวิโรจน์ต่อยจนตาเขียว (ความจริงทั้งหมดถูกบรรยายไว้ที่เอกสาร 19 หน้า) นับแต่นั้นมาเมื่อหลวงพ่ออาพาธลงเรื่อยๆ พระพรหมสิทธิและพระผู้ดูแลหลวงพ่อ เริ่มจัดเตรียมการเพื่อรอรับวันที่หลวงพ่อจากไป วิโรจน์และพวก ๆ เริ่มเตรียมการเพื่อความมั่นคงของตัวเองด้วยการเข้าหาพระพรหมสุธี เริ่มมีการจัดทำเหรียญเพื่อหาเงิน เริ่มมีการเก็บกวาดทรัพย์สินภายในคณะ 5 โดยให้เหตุผลว่า เตรียมกุฏิเพื่อรอรับหลวงพ่อสมเด็จกลับวัด ญาติโยมพากันหลั่งไหลบริจาคเงินเพื่อปรับปรุงคณะ 5 ด้วยอาศัยความศรัทธาต่อองค์หลวงพ่อสมเด็จเป็นฐาน ว่ากันว่าการรวบรวมเงินบริจาคครั้งนี้นับได้เกินกว่า 20 ล้านบาทเพราะทุกคนก็อยากมีส่วนร่วมในการปรับปรุงคณะเพื่อรอรับหลวงพ่อสมเด็จ แต่เงินทั้งหมดก็ไม่ได้รับการชี้แจงอะไรเลยจากวิโรจน์ แต่สาระความจริงในเรื่องนี้ก็คือ มีผู้ศรัทธาในหลวงพ่อสมเด็จเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนจ่ายเงินให้กับ ปวช.โดยตรงไม่ได้ผ่านวัดหรือผ่านวิโรจน์ แล้วคนที่ทำบุญผ่านวิโรจน์ละเงินไปไหน ในหนนี้วิโรจน์จัดโซนคณะ 5 ใหม่อย่างชัดเจนโดยการกั้นคณะ 5 ออกเป็นสองฝั่ง ไม่ให้เจ้าคุณบุญทวี และ พระครูปรีชา ขึ้นลงคณะทางประตูหน้าได้

ประกอบกับช่วงเวลาที่หลวงพ่อสมเด็จอาพาธ กิจนิมนต์ต่าง ๆ ของหลวงพ่อสมเด็จตามตรารางที่คนนิมนต์ไว้ล่วงหน้าเป็นปี ๆ วิโรจน์กับเก่งก็เป็นคนจัดการโดยการนิมนต์ให้พระพรหมสุธี ว่าที่เจ้าอาวาสองค์ใหม่เป็นประธาน นับตั้งแต่นั้นมาท่าทีของพระพรหมสุธีก็เปลี่ยนโอนเอียงไปข้างฝ่ายวิโรจน์อย่างชัดเจน

หากวัดสระเกศจะกลับมาร่มเย็นดังเดิมได้ โดยมีผลกระทบน้อยที่สุด พระพรมสุธี หรือใครต้องขจัด 3 สหายนี้ออกให้ไกลตัวพระพรหมสุธีให้ได้ ไม่ให้เป่าหู ไม่ให้ล่อพระพรหมสุธีด้วยเงินได้ เช่นทุกวันนี้ได้ดุจนายพานล่อสุนัขด้วยเนื้อฉะนั้น ที่สำคัญ 3 สหายนี้เป็นคนคอยจัดการให้ชายชุดดำ ให้สามชุมชนรอบวัดสระเกศและให้คนอยุธยามาวัดสระเกศหลายร้อยคน ด้วยอาศัยการเฉพาะที่เป็นไปในปัจจุบันนี้ว่า มาอารักขาเจ้าอาวาส  

   
ผู้คนต่างเฝ้าถามว่า ใครกันแน่ที่สมควรจะอารักขามากกว่ากัน เพราะพระพรหมสิทธิเป็นผู้ถูกกระทำ และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่า พระเณรทั้งหมดในวัดสระเกศ ตรงดิ่งไปที่คณะ 12 เพื่อที่จะอารักขาพระพรหมสิทธิ ในขณะที่ชายชุดดำต่างล้อมเต็มศาลาการเปรียญที่เจ้าอาวาสพำนักอยู่ จึงเป็นปรากฏการณ์สังฆเภท ที่ 3 สหายเป็นผู้ก่อขึ้น อย่างชัดเจนที่สุด

ฉะนั้น ประมวลรวมความทั้งหมด ผู้เขียน จึงขอกล่าวโทษ 3 สหาย (วิโรจน์,เก่ง,ฆ้อง) ด้วยข้อหา ร่วมกันทำ สังฆเภท ให้วัดสระเกศแตกออกเป็นสองพักสองฝ่าย

ขอขอบคุณ
ใต้ร่มภูเขาทอง

ที่มา : พันทิป

http://www.alittlebuddha.com/

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ตรวจสอบผู้มาบวชเป็นอาชีพ ประวัติศาสตร์ไทย

ฟื้นคดี ! ประวัติศาสตร์

ปลด 7 ผช.จอ.วัดโสธร

เฟสบุ๊คแฟนพันธุ์แท้ป๋าเหนาะขอความเป็นธรรม ระบุ 7 ผู้ช่วย ถูกเจ้าคุณเหนาะหลอกและปลดออก เพื่อแผ้วถางเส้นทางธุรกิจกล้วยไม้ในวัดโสธร อา..เรื่องส้มแป้นและน้องชายยังไม่ทันเคลียร์ เรื่องใหม่ก็แดงทันใจอีกแล้ว แจ๋วจริงๆ ป๋าเหนาะนี่

จากกรณีที่มหาเถรสมาคม ได้ประชุมเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2553 และลงมติให้ "พักตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง" วัดโสธรวราราม อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 7 รูปด้วยกัน มีเจ้าคุณพระปริยัติกิจวิธาน (อมรภิรักษ์) เป็นต้น ทั้งนี้โดยการเสนอของ พระราชมงคลรังษี (พระพิพิธกิจจาภิวัฒน์-ประยงค์ ปิยวณฺโณ) เจ้าอาวาสรูปใหม่ที่ย้ายข้ามห้วยมากินตำแหน่งจากวัดท่าสะอ้าน อำเภอบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องเพราะปัญหาภายในวัดโสธรไม่สามารถตกลงกันได้

คณะกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดยพระพรหมสุธี (เจ้าคุณเสนาะ) นั้น ประกอบด้วย

พระธรรมสิทธิเวที วัดสังเวชวิศยาราม รองเจ้าคณะภาค 12

พระสิทธินิติธาดา วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ เลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

 พระเทพคุณาภรณ์ วัดเทวราชกุญชร รองเจ้าคณะภาค 13

 พระเทพรัตนสุธี วัดปทุมคงคา รองเจ้าคณะภาค 7

 พระเทพสิทธิเวที วัดนางนอง เจ้าคณะเขตจอมทอง กรุงเทพฯ

 พระราชวรนายก เจ้าคณะจังหวัดนครนายก และ

พระราชภัทรธาดา เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี

ซึ่งจนบัดนี้ ยังไม่มีการสรุปผลการสอบสวนออกมาอย่างเป็นทางการ เนิ่นนานถึง 4 ปีแล้ว ผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 รูป ต้องถูกแขวนอย่างไม่มีวี่แววว่าจะได้คืนสู่ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม เฟสบุ๊คแฟนพันธุ์แท้เจ้าคุณเสนาะ ได้ระบุสาเหตุว่า มาจากความต้องการเข้าไปขายกล้วยไม้ ให้แก่พุทธศาสนิกชนที่มานมัสการหลวงพ่อโสธร ของเจ้าคุณเสนาะ แทนการใช้ดอกบัวซึ่งนิยมมานาน โดยบริษัทที่ได้รับการอนุญาตให้ส่งกล้วยไม้เข้าไปขายในวัดโสธรแต่เพียงเจ้าเดียวนั้น ถูกระบุว่าเป็น บริษัทสวนกล้วยไม้ร่มวรีส์ และเฟสบุ๊คยังเผยด้วยว่า สวนกล้วยไม้ร่มวรีส์เป็นธุรกิจในครอบครัวของพระพรหมสุธี หรือเจ้าคุณเหนาะ เจ้าคณะภาค 12 และอดีตรักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธร ผู้มีอิทธิพลต่อการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่นั่นเอง จะจริงหรือไม่อย่างไรก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมทั้งทางโลกและทางธรรมได้ทำการพิสูจน์

กรณีนี้จึงเป็นการ "ฟื้นคดี-ขอความเป็นธรรม" ของผู้ถูกกระทำทั้ง 7 รูปดังกล่าว ซึ่งถูกกระทำผ่าน "มติมหาเถรสมาคม" จึงต้องร้องเรียนไปยังมหาเถรสมาคม ให้รีบฟื้นคดี เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 โดยด่วน

แร้งวัดสระเกศลงกินวัดโสธร จงคืนความเป็นธรรมมา "พระพรหมสุธี"

นับแต่พระพรหมสุธีเข้ามารักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธร ความสงบสุขที่อยู่กันอย่างพี่น้องของพระเณรภายในวัดก็เริ่มหมดไป บางรูปอยู่มาตั้งแต่หลวงปู่เจียม ช่วยกันสร้างวัดตามแต่ท่านจะใช้ ทุกอง...ค์ทุ่มเททำงาน สิ่งที่เข้ามาแทนที่ความสุขสงบ คือ ความแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย แบ่งแยกพวกเราพวกเขา พวกใครพวกมัน จนแทบมองหน้ากันไม่ติด

เมื่อพระพรหมสุธีเข้ารับตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 วัดโสธรกำลังก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่และในขณะเดียวกันก็ทำเขื่ิิอนกั้นตลิ่งพังไปด้วย ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในระหว่างหลวงพ่อเจ้าอาวาสกับเจ้าคุณสุดใจ เจ้าคุณสุดใจเข้าหาพระพรหมสุธี โดยมีพระขี้เมารูปหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กอันธพาลหน้าวัดเป็นมือจ่าย จนเจ้าอาวาสถูกใส่ความว่าไม่โปร่งใสด้านการเงิน รู้เห็นเป็นใจร่วมกับพวกยักยอกเงินวัด พระพรหมสุธีปลดพระราชมงคลวุฒาจารย์จากเจ้าอาวาสฐานยักยอกเงินวัด ท่านบวชมานานจนแก่ขนาดนั้น ทุ่มเทกับวัดมาขนาดนั้น จะโกงเงินวัดได้อย่างไร

นี่คือสิ่งที่เราเจ็บปวดข่มขื่นใจกับความไร้คุณธรรมที่ผู้ปกครองทำกับพระผู้เฒ่า แต่พวกเราก็ได้แต่เจ็บปวดอยู่ในใจ ทำอะไรไม่ได้ ลางร้ายและเงามืดเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมวัดโสธร เมื่อพระพรหมสุธีแนะนำเจ้าคุณสุดใจ ไม่ให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส เพราะเป็นคู่กรณีเกรงจะเกิดข้อครหา โดยพระพรหมสุธีจะมาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสเองไปก่อน

เมื่อพระพรหมสุธีมาเป็นรักษาการเจ้าอาวาส ได้ร่วมกับพระขี้เมาซึ่งเป็นลูกน้องของเจ้าคุณสุดใจเอง หันไปร่วมกับพระพรหมสุธีแสดงพฤติกรรมน่ารังเกลียดทางการเงินรูปแบบต่างๆ จากที่ท่านคิดว่าเป็นหงส์ทองบินมาจากวัดสระเกศ มาช่วยประดับวัดให้มีสง่าราศรีกลับกลายเป็นอีแร้งคอปลอกทองมารุมทึ้งผลประโยชน์ของวัดไปมหาศาล ต่อมา เจ้าคุณสุดใจเสียใจทุกข์ตรอมตรมข่มขื่นใจ ที่ตัดสินใจผิดพลาดถึงกลับอาพาธหนัก จนกระอักเลือด และมรณภาพลงอย่างปัจจุบันทันด่วน

พวกเราตั้งข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ไปทั้งแปดริ้วว่า ท่านถูกวางยาหรือไม่ พระพรหมสุธี ไม่ยอมให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าคุณสุดใจ แม้ผู้ช่วยเจ้าอาวาสจะขอให้มีการตรวจสอบ แต่พระพรหมสุธีกลับแสดงอาการไม่พอใจ บอกว่า " ไม่ต้องๆๆ ไม่มีอะไรๆๆ " โดยให้พระขี้เมาองค์หนึ่งเป็นผู้เข้าออกกุฏิได้ ทั้งๆ ที่พวกเรารู้ว่าเจ้าคุณสุดใจมาจากตระกูลมีเงินมาแต่เดิม ชอบสะสมพระเครื่องและพระทองคำไว้มาก พระพรหมสุธีกลับบอกพวกเราว่า ท่านตายแล้วไม่มีอะไรเลย จึงสงสัยว่า เงิน พระเครืี่อง และพระทองคำของเจ้าคุณสุดใจไปอยู่ในครอบครองของใคร

หลวงพ่อเจ้าอาวาสซึ่งท่านแก่มากแล้ว เสียใจที่ถูกดจ้าคณะผู้ปกครองปลดโดยไม่เป็นธรรมถึงกับเข้าโรงพยาบาล และมรณภาพในที่สุด เรียกว่า "ต้องตรอมใจตาย" ขณะนั้น พระพรหมสุธีเริ่มทำธุรกิจกล้วยไม้ มีความคิดที่จะนำดอกกล้วยไม้จากสวนของท่านเข้ามาขายในวัดโสธรแทนดอกบัว ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรแสดงความไม่เห็นด้วย การคัดค้านธุรกิจของพระพรหมสุธี ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเลวร้ายของพวกเราในสายตาของท่าน โดยที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสไม่รู้ตัว ลางร้ายของพวกเราใกล้เข้ามา

เมื่อพระพรหมสุธีเข้าควบคุมการเงินของวัดโสธรจากผู้ช่วยเจ้าอาวาสไว้ทั้งหมด โดยได้สั่งให้ผู้ช่วยเจ้าอาวาสเบิกเงินสดในบัญชีของแต่ละองค์ที่รับผิดชอบมาให้ แล้วปลดผู้ช่วยเจ้าอาวาสออกจากหน่วยที่รับผิดชอบ ในข้อหายักยอกทรัพย์ ตลอดชีวิตพวกเราทุ่มเททำงานเพื่อวัดตามหลวงพ่อเจ้าอาวาสสั่ง รับผิดชอบในส่วนที่ทุกองค์ดูแลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุดท้ายกลายเป็นพระโกงเงินวัด เพราะขัดขวางผลประโยชน์ทางการเงินของพระผู้ใหญ่ในปกครอง การปลดผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรออกจากตำแหน่งรับผิดชอบภายในวัด นำมาซึ่งความเจ็บปวดข่มขื่นใจของพระเณรภายในวัด

ต่อมา พระพรหมสุธีอาศัยอำนาจเสนอถอดท่านเกล่านั้นซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการบริหารออกจากตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาส อันเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวมาจากสาเหตุเพียงเพราะขัดขวางเส้นทางการนำกล้วยไม้เข้าขายในวัดโสธร ตลอด 7 ปีที่ถูกปลดจากตำแหน่ง จนป่านนี้ก็ยังไม่มีผลคำตัดสินว่า "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรถูกหรือผิด ยักยอกหรือไม่ยักยอก" นอกจากคำกล่าวอ้างลอยๆ ของพระพรหมสุธี เพ่่ิอให้ออกจากเส้นทางผลประโยขน์ทางการเงินของท่าน หลวงพ่อเจ้าอาวาสผู้ชราภาพ เจ้าคุณสุดใจ และฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับพวกเรา กลายเป็นตราบาปที่พระพรหมสุธีสร้างไว้กับวัดโสธร ที่จะเป็นบทเรียนให้กับผู้ปกครองมีสำนึกในคุณธรรมแห่งผู้ปกครอง และพวกเราจะไม่มีวันลืมความข่มขื่นเจ็บปวดนี้
ข้อมูล
http://www.alittlebuddha.com
 

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คสช.ต้องปกป้องพระธรรมวินัยแทนมหาเถรสมาคม?

ปูดอีก !

สำนักข่าวอิศราเผยข้อมูล

น้องชายเจ้าคุณเหนาะลงทุนอสังหา 20 ล้าน

อา..แบบนี้ก็เท่ากับไม่ไว้หน้ามหาเถรสมาคมสิครับท่าน เพราะสมเด็จวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราช สมเด็จวัดพิชัยญาติ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรองสมเด็จวัดสามพระยา เจ้าคณะ กทม. เพิ่งจะประสานเสียงไปหยกๆ ว่า "ไม่มีอะไร ไม่ต้องสอบ" แต่สำนักข่าวอิศรากลับนำเอาหลักฐานจริงๆ มาแฉแบบนี้ พระสมเด็จทั้งหลายจะเอาหน้าไปไว้ไหน

น้องชาย“เจ้าอาวาสวัดสระเกศ”ขนเงินตั้งบริษัทอสังหาฯ ทุน 20 ล้าน

พบน้องชาย“พระพรหมสุธี” เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ขนเงินสดตั้งบริษัทอสังหาฯทุน 20 ล้าน เพิ่งจดทะเบียน เดือน ส.ค. 56 ร่วมหุ้น 3 คน เจ้าตัวรับเป็นเจ้าของบนพื้นที่โครงการ 20 ไร่ ขอรอดูศก.ยังไม่ทำตอนนี้

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556 นายเอกวัฒน์ ฝังมุข ได้จดทะเบียนตั้งบริษัท ถนอมกระแสพัฒนาที่ดินและบ้าน จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินพร้อมบ้านจำหน่าย ที่ตั้งเลขที่ 24/24 หมู่บ้านชวนชื่นรีเจนท์ ซอยราชพฤกษ์ 13 ถนนราชพฤกษ์ แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยมีนายเอกวัฒน์เป็นกรรมการ

จากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัทดังกล่าวมีผู้ถือหุ้น 3 ราย

1. นายเอกวัฒน์ ฝังมุข 19,800 หุ้น

2. นางธนภรณ์ วุฒิคะโร 100 หุ้น

3. นางสาวพิสมัย ครองสิน 100 หุ้น

รวม 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท

ต่อมาวันที่ 25 ธ.ค.2556 บริษัท ถนอมกระแสพัฒนาที่ดินและบ้าน จำกัด โดยนายเอกวัฒน์ได้จดทะเบียนเพิ่มกรรมการอีก 1 คนคือ นางสาวประสิทธิ์ ฝังมุข อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 4 ต.สาเรือน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา งบการเงิน ปี 2556 มีทรัพย์สิน 32,892,228 บาท หนี้สิน 13,027,212 บาท

ก่อนหน้านี้ นายเอกวัฒน์ เคยถือเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อ บริษัท มุขชัยกิจ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 11 มกราคม 2544 ทุน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 96/109 หมู่ที่ 17 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร นายธนิสิทธิ์ นรสิทธิ์ชัย ร่วมถือหุ้น 40% ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท ซึ่งนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553

ทั้งนี้ นายเอกวัฒน์ ฝังมุข เป็นน้องชาย พระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) หลังจากมีกระแสข่าว ในสื่อออนไลน์กล่าวหา เจ้าอาวาสวัดดังแห่งหนึ่งในกทม.มีธุรกิจทรัพย์สินนับพันล้านบาท อีกทั้งรถหรูกว่า 20 คัน

ต่อมา พระพรหมสุธี ได้ชี้แจงว่า ไม่ได้ถือครองรถหรู มีเพียงรถที่ได้จากการบริจาคเพื่อใช้ในกิจสงฆ์ 10 กว่าคัน และไม่เคยทำธุรกิจสวนกล้วยไม้ บ้านจัดสรร ฟาร์มไก่ จนมีเงินทองทรัพย์สินนับพันล้านบาท แต่ยอมรับว่าข่าวที่เกิดขึ้นมาจากความขัดแย้งภายในวัดและมีฆราวาสเข้ามาเกี่ยวข้อง หลังได้ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการภายในวัด ซึ่งได้ชี้แจงข้อมูลแก่พระชั้นผู้ใหญ่ตามกระบวนการไปหมดแล้ว

ขณะที่ นายเอกวัฒน์ ฝังมุข น้องชายของพระพรหมสุธี ชี้แจงผ่านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2557 ว่า ธุรกิจกล้วยไม้ บ้านจัดสรร เป็นธุรกิจของครอบครัวที่ทำอยู่ในที่ดินที่เป็นมรดกตกทอดกันมา จำนวน 70 ไร่ ไม่เกี่ยวข้องกับพระพี่ชายและไม่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดสระเกศ (http://www.dailynews.co.th/Content/regional/262462/)

ล่าสุด นายเอกวัฒน์ เปิดเผยสำนักข่าวอิศราเมื่อวันที่ 28 ส.ค.57 ว่า บริษัท ถนอมกระแสพัฒนาที่และบ้าน จำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจก่อสร้างบ้านจัดสรรจริง แต่ไม่ใช่ 100 ไร่ ตามที่เป็นข่าว มีเพียง 20 ไร่เท่านั้น

“ไปดูที่หน้างานได้เลย มีแค่ 20 ไร่จริงๆ ที่ใช้ทุนจดทะเบียน 20 ล้าน เพราะมีที่อยู่แล้ว ตอนนี้ก็ถมที่แล้ว แต่รอดูเศรษฐกิจอีกระยะหนึ่ง”

นายเอกวัฒน์ยอมรับว่า เป็นน้องชายของเจ้าอาวาสวัดดังในกรุงเทพฯ จริง

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
30 สิงหาคม 2557

NOTHING !

"ไม่มีอะไร ไม่ต้องสอบ"

มหาเถรสมาคมสรุปคดีเจ้าคุณเหนาะ

สรุปโดยไม่ต้องสอบ

สามผู้ยิ่งใหญ่ในวงการสงฆ์ไทย สมเด็จช่วง-สมเด็จสมศักดิ์-รองสมเด็จเอื้อน ประสานเสียงเล่นเกมโยนกลอง

วัดปากน้ำบอก "ไม่ต้องสอบ"

วัดพิชัยญาติบอก "จะหารือกับวัดปากน้ำ"

วัดสามพระยาบอก "ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าคุณเหนาะชี้แจงหมดแล้ว"

อืม ! พระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมนี่ท่านเก่งนะ ตรัสรู้ได้ทุกเรื่อง เงินทองเป็นพันๆ ล้าน ท่านเอาหูฟังเจ้าคุณเหนาะเพียงคนเดียว ก็เชื่อว่าบริสุทธิ์แล้ว น่าจะนิมนต์ไปเป็นประธานศาลฎีกานะ ไม่ต้องเป็นหรอกสังฆราชหรือกรรมการมหาเถรสมาคมน่ะ

ถามต่ออีกสักนิดเถิดครับท่านผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม หากว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ และลามปามไปเรื่อยๆ พวกท่านจะรับผิดชอบอย่างไร

สมเด็จวัดปากน้ำจะลาออกจากผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราชไหม ?

สมเด็จสมศักดิ์จะลาออกจากเจ้าคณะใหญ่หนกลางหรือไม่ ?

เจ้าคุณเอื้อนจะลาออกจากผู้ว่า กทม. หรือเปล่า ?

ขอถามแค่นี้แหละครับ

มส. ไร้ถกข้อกล่าวหา 'เจ้าคุณเสนาะ' โยนคณะผู้ปกครองดำเนินการ เจ้าอาวาสวัดสระเกศขอจบชี้แจงหมดแล้ว

เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2557 ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานการประชุมมหาเถรสมาคม ( มส.) ตามวาระปกติ ภายหลังประชุมผู้สื่อข่าวได้สอบถามพระผู้ใหญ่ถึงกรณีวัดสระเกศต่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ว่าในการประชุม มส. มีการหารือเรื่องดังกล่าวหรือไม่ โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าวเพียงสั้นๆว่า ไม่มี

ขณะที่ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปฺสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาภายใน ดังนั้น จึงต้องหารือกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อดำเนินการให้เกิดความเหมาะสมต่อไป ส่วนพระพรหมดิลก เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีอะไรแล้ว เจ้าอาวาสได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว

พระพรหมสุธี เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. กล่าวถึงกรณีมีการส่งคนมาอารักขา มีการบุกค้นสำนักงานผู้ช่วยเจ้าอาวาสภายในวัด และการแจ้งความดำเนินคดีต่างๆ ว่า เป็นเรื่องไม่จริง ไม่มีการสั่งให้มีการทำเช่นนั้น ส่วนที่มีการส่งเจ้าหน้าที่มาอารักขาก็ไม่ทราบเช่นกัน ก็อยู่ตามปกติ ไม่ได้มีการดำเนินการอะไรทั้งสิ้น ใช้ขันติเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว ขอให้จบเรื่องนี้ เพราะได้มีการชี้แจงไปหมดแล้ว

ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า พศ. ได้รับหนังสือขอให้ตรวจสอบเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหารจาก อพช. แล้ว โดยได้ส่งหนังสือดังกล่าวไปให้แก่ เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ตามสายการปกครอง เพื่อดำเนินการพิจารณาแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงต้องให้เป็นไปตามกระบวนการพิจารณาของเจ้าคณะปกครองดำเนินการพิจารณาต่อไป

ที่มา : คมชัดลึก
30 สิงหาคม 2557

เปิดตัวละครเพิ่ม !

เฟสบุ๊คปูดชื่อ "เฮียบุญรักษ์"

หุ้นส่วนธุรกิจของเจ้าคุณเหนาะ

อา..ไม่รู้ว่าเจ้าคุณเหนาะมีคอนเน็กชั่นยั้วเยียะอะไรปานนี้ เพราะเท่าที่ถูกเปิดเผยมาก็นับชื่อไม่ทันแล้ว เรื่องส้มแป้นยังไปไม่ถึงไหน วันนี้ เฟสบุ๊คแฟนพันธุ์แท้ก็เผยข้อมูลใหม่ ให้ชื่อ "เฮียบุญรักษ์ เสรีวัฒนวุฒิ" ว่าเป็นนอมินีของเจ้าคุณเสนาะ เปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์อยู่ซอยตรงข้ามประปาแม้นศรี ใกล้ร้านลิตเติ้ลโฮม แหมแถวแม้นศรีนั้นคนกรุงเทพฯคุ้นชื่อดี หาไม่ยากหรอก ว่าแต่พรุ่งนี้ มะรืนนี้ จะมีตัวละครเพิ่มเติมเข้ามาอีกหรือไม่ กว่าจะปิดกล้องละคร "บ่วงกรรม" เรื่องนี้ลงได้ เห็นทีป๋าเหนาะคงอายุใกล้ร้อยปีโน่นล่ะฮ่ะ อาการน่าเป็นห่วงแบบนี้ บอกได้คำเดียวว่า "ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต"

ที่มา : เฟสบุ๊คตีแผ่ความจริงพระพรหมสุธี
29 สิงหาคม 2557

อัพเกรดส้มแป้น !

จาก ..คนสนิทป๋าเหนาะ สู่.. "มอเอีย" ..ป๋าเหนาะ

เฟสบุ๊คแฟนพันธุ์แท้ "ป๋าเหนาะ" เล่นแรงขึ้นเรื่อยๆ อัพเกรด "ส้มแป้น" พิสมัย ครองสิน จาก "คนสนิท" พระพรหมสุธี เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็น "เมีย" เรื่องนี้ถือว่าคอขาดบาดตาย เพราะถ้าจริงก็ผ้าเหลืองหลุด ทั้งคุณส้มแป้นและพระพรหมสุธีต้องพิสูจน์ความจริง หาไม่แล้วก็เท่ากับยอมรับ แต่ถ้าหากไม่เป็นความจริง ผู้กล่าวหาก็ต้องได้รับโทษเช่นกัน

ที่มา : เฟสบุ๊คตีแผ่ความจริงพระพรหมสุธี
29 สิงหาคม 2557
ข้อมูล
http://www.alittlebuddha.com/

ข้อมูลพฤติกรรมล้มล้างพระธรรมวินัยที่ http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/search?q=%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A2&m=1

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คสช.ต้องตรวจสอบมหาเถรสมาคม

เมื่อภูเขาทองกลายเป็นภูเขาไฟ

ใครเล่าจะอยู่ได้ ต้องย้ายหนีสถานเดียว

บทความโดย...ใต้ร่มภูเขาทอง

ทำไมพรหมสุธี ถึงฆ่าน้อง

เรื่องราวที่สะเทือนวงการคณะสงฆ์มากที่สุดตอนนี้ หนีไม่พ้นเรื่องที่สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คเปิดประเด็นเจ้าอาวาสวัดดังร่ำรวยผิดปกติ แต่ในบรรดาผู้คนใต้ร่มภูเขาทองไม่ให้ประเด็นเรื่องนี้เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่ามันคืออะไร เป็นมาอย่างไร สิ่งที่ให้ความสนใจของคนใต้ร่มภูเขาทอง คือ เอกสาร 19 หน้า เบื้องต้นเอกสารฉบับนี้ถูกส่งไปถึงพระมหาเถระระดับปกครองทุกรูป จากพิกัดเขตพื้นที่ปกครองของพระพรหมสุธี นั่นละ และที่สำคัญสาระสำคัญในเอกสารฉบับนั้น น่าเชื่อถือมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ลงความหมายแบบชาวบ้านว่า มันคือ เรื่องจริง

ทำไม !!! จึงเกิด เอกสาร 19 หน้า ขึ้น???
ทำไม !!! จึงเกิด เพจ ตีแผ่ความจริง คนไร้คุณธรรม ไร้ความเป็นผู้นำ ขึ้น ???
หลายคนรู้คำตอบเหล่านี้ดี แต่มีคำถามต่อว่า ใคร ? และ เพื่ออะไร ??

ปัญหาทั้งหมดเกิดจากพระพรหมสุธี นับแต่พระพรหมสุธียังเป็นพระมหาเสนาะ การกระทำทุกๆ อย่างของท่าน สื่อถึงความเห็นแก่ตัวมานับแต่ต้นแล้ว เช่น รับกิจนิมนต์คนเดียว ฉันข้าวคนเดียวในกุฏิ       (เจ้แดง เจ้จูทำหน้าที่ส่งกลับข้าว) กลับกันกับพรหมสิทธิๆ เลี้ยงลูกน้องทุกคนภายใต้การบังคับบัญชาแบบไม่เคยขาดตกบกพร่อง ทำงานร่วมกันดึกๆ ดื่นๆ ไม่เคยทิ้งลูกน้อง นั่งเฝ้า หรือหมั่นโทรถามความคืบหน้าเป็นอย่างไร มีอะไรขาดบ้าง เรียกได้ว่าอะไรถ้าเป็นปัญหา พอถึงพรหมสิทธิเป็นจบ  ข้าวน้ำไม่เคยขาด ใครทำงานให้ก็เลี้ยง    ความขี้เหนี่ยวไม่เคยมี นั่นคือสาเหตุที่น้องๆ ทุกคนในสำนักรักและเคารพศิษย์พี่รองคนนี้เป็นพิเศษ ทั้งกับพระด้วยกันและลูกศิษย์ใกล้ชิด นั่นคือที่ของความอิจฉา เป็นที่รู้กันดีว่า ความอิจฉาเริ่มเกิดมีจากพรหมสุธีตั้งนานมาแล้ว มันก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายจุดแตกหักมันอยู่ที่งานหลวงพ่อสมเด็จ ว่ากันว่าคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองหลายๆ คนคิดว่า พรหมสิทธิคือว่าที่เจ้าอาวาสคนใหม่ ถึงกับมีกรณีว่ามีคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองเข้าไปกราบเจ้าอาวาสคนใหม่แล้วหลุดปากว่า หลวงพี่มาจากวัดไหนครับ....

และความอิจฉาที่ว่านี้ ปรากฏแบบเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดก็คือ วันที่ 29 กรกฏาคม 57 กลางที่ประชุมจัดงานครบรอบวันมรณภาพหลวงพ่อสมเด็จ พรหมสุธีปลด 3 เจ้าคุณ (พรหมสิทธิ, เมธีสุทธิกร และวิจิตรธรรมภรณ์) ขุนศึกที่ผู้คนทั้งวงการคณะสงฆ์และบ้านเมืองให้ความเคารพและนับถือที่สุดว่า คือยอดขุนศึกของหลวงพ่อสมเด็จ สนองงานได้อย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ดังผลงานที่ปรากฏที่ผ่านๆ มา เช่น การสวดมนต์ข้ามปี ที่ริเริ่มโดยพระพรหมสิทธิ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ และผลงานที่ประจักษ์ชัดที่สุดก็คือ การส่งพระธรรมฑูตไปยังต่างประเทศทั่วโลก ไม่แปลกที่ผลงานเหล่านี้จะทำให้ผู้คนรู้จักพรหมสิทธิมากกว่าพรหมสุธิ ไม่แปลกที่ผลงานเหล่านี้จะทำให้พรหมสุธีเกิดความอิจฉาขึ้น และความอิจฉาได้ตอกย้ำในกมลสันดานของพรหมสุธียิ่งเข้าไปอีก คือการแจ้งความจับ 3 เจ้าคุณข้างต้น โดยข้อหาเรื่องโกงเงินวัด นอกจากคำว่าอิจฉาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พรหมสุธีมีคือ ความหูเบา เบาเพราะฟังความเพียงจากพระพม่าข้างตัวท่าน มีพระพม่าอยู่สองตัว ตัวหนึ่งอ้วน (มันกินจุ กินแล้วก็นอนๆ มีครั้งที่มันกิจทุเรียนจนเข้าโรงพยาบาลเพราะกินมากเกินไป) ตัวหนึ่งชอบพูดแฮ่ๆ ไอ้ตัวนี้ละที่ได้รับพรจากหลวงพ่อสมเด็จว่า ไอ้อัปปรีย์ หากใครที่สมควรโดนพระบาทบาทามากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น ไอ้พม่าอัปปรีย์ตัวนั้น (รายละเอียดในเอกสาร 19 หน้า) ไอ้พม่าอัปปรีย์ผัวอีอรตัวนี้ละที่คอยยุยงส่งเสริมเป่าหูอยู่ตลอดว่าควรทำอย่างไร และอนิจจาท่านก็เชื่อมัน.....

ไม่แปลกที่จะมีใครสักคนจัดทำเพจตีแพร่ความจริงขึ้นมา และไม่แปลกที่เอกสาร 19 หน้า จะปรากฏต่อสายตาของสังคม ไม่ใช่เป็นการเอาคืนจากพรหมสิทธิ เพราะพรหมสิทธิทั้งสั่งทั้งบอกลูกน้องเสมอๆ หลังเกิดเรื่องขึ้นว่า ถอยออกมาแบบเงียบๆ อย่าให้คนภายนอกรู้ว่าเราทะเลาะกัน เราไม่ได้ทะเลาะด้วย ให้เขาดิ้นฝ่ายเดียว ใช้รูปแบบหลวงพ่อสมเด็จ คือนิ่ง ใครด่า ใครว่าอย่างไรก็นิ่ง การกระทำจะเป็นตัวบอกว่าเราบริสุทธิ  อย่าให้เสียชื่อเสียงที่หลวงพ่อสมเด็จสั่งสมมา จะทำอะไรต้องนึกถึงหลวงพ่อสมเด็จก่อนเป็นอันดับแรก แต่มันเกิดขึ้นเพราะความรักและความปราถนาดีของลูกศิษย์ของพรหมสิทธิ

พรหมสุธียกเรื่องเงินขึ้นใส่ความ 3 เจ้าคุณ

ต้นสายปลายเหตุมาจากไหน มาจากความเห็นแก่ตัวของพรหมสุธีนั่นละ เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร เป็นที่ทราบกันว่าพรหมสุธีขี้เหนียวเห็นแก่ตัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ขนาดกับข้าวไปสวดไปฉันแล้วโยมถวายมาเน่าคาห้องนักต่อนักแล้ว (เงินยังปลวกขี้นเลย) ยิ่งในบรรดาลูกศิษย์ผู้ที่ถูกใช้งานใกล้ชิดก็รู้ถึงกิตติศัพท์เรื่องความขี้เหนียวที่ว่านี้ดี และการเรื่องนี้หลวงพ่อสมเด็จก็ทราบดี (อ่านรายละเอียดเรื่องนี้ได้ในเอกสาร 19 หน้า) นั่นทำให้หลวงพ่อ ให้จัดการทำบัญชีแยกแต่ละหน่วยบำเพ็ญกุศล ให้ผู้ที่ได้รับหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละหน่วยจัดการเอง ทำอย่างไรให้คนรู้จักวัดและเข้าวัด และใช้เงินแต่ละหน่วยนั่นละบริหารจัดการเอง ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่ การที่จะเบิกเงินจัดทำอะไรจากพรหมสุธีเป็นเรื่องยากมาก ทำให้เกิดบัญชีแยกออกจากบัญชีกลางของวัดขึ้นมา นั่นละคือเหตุผลที่พรหมสุธีบอกคนทั่วไป เงินไม่เข้าวัด และเลยไปถึงเรื่องงานสำนักงานส่งเสริมฯ ถึงขนาดกับบอกคนทั่วไปว่าเป็นสำนักงานเถื่อน เอาเงินมาจากไหน ใช้อย่างไร ทำไมไม่รู้เห็นด้วย แต่ข้อนี้ก็ตกไป เพราะหลวงพ่อสมเด็จผูกเงื่อนสำคัญไว้ให้ คือให้น้องชายพรหมสุธีช่วยดูแลกำกับการเบิกจ่ายเงินทั้งหมดอีกทีหนึ่ง ทำให้สืบมาสืบไปยังไงก็พันแข้งพันขาตัวพรหมสุธีอยู่นั่นละ

สุดท้าย ในฐานะคนหนึ่งที่เคยอาศัยใต้ร่มเงาของภูเขาทอง ไม่เคยติดใจกับเรื่องราวที่เป็นข่าวเรื่องความร่ำรวยของท่านหรอก เพราะพวกเรารู้ดีอยู่แล้วว่ามันคืออะไร แต่ติดใจเพียงแค่ว่า ทำไมท่านใช้ระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งปี ทำลายสิ่งที่หลวงพ่อสมเด็จสร้างมาทั้งชีวิต

ท่านไม่รักหลวงพ่อเหรอ !!!

ท่านไม่รักพี่น้องของท่านเหรอครับ !!!!

ท่านทำสังฆเภทแล้วครับ....

ท่านทำให้ภูเขาทองแตกออกเป็นสองฝ่าย ท่านจะอยู่ได้อย่างไรกับพระพม่าตัวอัปปรีย์ข้างตัวท่าน ท้ามกลางการแวดล้อมของหมู่สงฆ์ที่เพียบพร้อมด้วยจริยาวัตรที่หลวงพ่อสมเด็จสร้างขึ้นมา หลวงพ่อสมเด็จทำให้สงฆ์วัดเราดูสวยงาม ทั้งการนุ่งห่มและปิยวาจา ไม่ว่าพระวัดสระเกศจะก้าวเข้าไปในสงฆ์หมู่ไหน สงฆ์หมู่นั้นก็งดงามขึ้นด้วยจริยาวัตร ดังที่กล่าวมา

สุดท้าย จึงเห็นสมควรนิมนต์ท่านครับ นิมนต์ให้ท่านลาและละเถิดครับ ลาจากความเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสมเด็จ ละจากความเป็นเจ้าอาวาส ลาสิกขาไปใช้เงินที่ครอบครัวของท่านสร้างไว้ให้ เปิดทางให้ผู้มีบารมีที่คู่ควรขึ้นมาสนองงานที่ค้างคาของหลวงพ่อสมเด็จ ให้สืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวไปและเผยแพร่ให้กวางไกลออกไป และท่านไม่มีคุณสมบัติอะไรเลยที่จะจัดทำภาระนี้ให้เสร็จตาม ปนิธานของหลวงสมเด็จ

ขอนิมนต์ครับ
ใต้ร่มภูเขาทอง

ที่มา : พันทิป
28 สิงหาคม 2557

ไม่จริ๊ง ไม่จริง

ถ้ามีจริงไม่อยู่แล้ว !

เจ้าคุณเหนาะปฏิเสธข่าวรวยพันล้าน

 
อะฮ้า ! แก้ข้อหาง่ายจริงนะท่านเหนาะนะ ถ้าแก้ได้ก็ถือว่ามหัศจรรย์ ต้องยกให้เจ้าคุณเหนาะเป็นสมเด็จฯองค์ใหม่ของปีนี้ เพราะว่าเขาทำเอกสารโจทย์ฟ้องท่านยาวถึง 19 หน้า แต่ท่านเหนาะใช้วาจาแค่ไม่กี่คำ สามารถลบล้างได้หมด แถมวัดปากน้ำก็ยังเชื่อ ! สงสัยจะมาเสียผู้ใหญ่ตอนแก่นี่แหละ ขอบอกด้วยแหละว่า งานนี้มิใช่งานเล็กๆ เหมือนงานวัดทั่วไป หากแต่เป็นงานประจำปีภูเขาทองของกรุงเทพฯนะครับ แค่นักเลงภูเขาทองก็ดังคับซอยแล้ว แต่นี่ "เจ้าอาวาสภูเขาทอง" มันถึงดังโดยไม่ต้องเชียร์ไง ถ้าสมเด็จฯวัดปากน้ำ หรือวัดพิชัยญาติ ไม่ตั้งกรรมการสอบอย่างเป็นทางการ คือยังปล่อยให้เจ้าคุณเสนาะเดินเข้าเดินออกมหาเถรสมาคม ยังคุมบัญชีสมณศักดิ์อยู่ ก็เหมือนปล่อยให้คุมอาวุธอยู่ในมือ ทั้งๆ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว มันจะพังถึงมหาเถรสมาคม และจะกระทบถึงตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้นะครับ ท่านเป็นเล่นไป ไฟไหม้ยอดปราสาทอาจจะแค่ลามมาจากด้านนอกก็เป็นได้ ดังกรณีเจ้าคุณเสนาะในวันนี้ จะทำอะไรก็รีบเถิดครับ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จผู้ทรงอำนาจบาตรใหญ่ทั้งหลาย พระเจ้าอยู่หัวตั้งให้มาดูแลพระศาสนานะครับ มิใช่ตั้งไว้ให้กินบ้านกินเมือง

 

 

สองผู้ใหญ่ในวงการสงฆ์ไทย

ซ้าย : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) วัดพิชัยญาติ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ปกครองสายตรงของเจ้าคุณเสนาะวัดสระเกศ

ขวา : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีอำนาจสูงสุดในคณะสงฆ์ไทย

 
เจ้าคุณเหนาะ วัดสระเกศ

ผู้มีคดีอุกฉกรรจ์เรื่องร่ำรวยผิดปรกติ

เจ้าอาวาสวัดสระเกศแจงไม่มีเงินเป็นพันล้าน รถยนต์โยมมาถวาย สวนกล้วยไม้ของญาติ หลังถูกกล่าวหาผ่านทางสื่อออนไลน์ พศ.รายงานพระเถระผู้ใหญ่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

27ส.ค.2557 พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กรรมการมหาเถสมาคม(มส.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีผู้เผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาผ่านทางสื่อออนไลน์นั้น สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง เริ่มตั้งแต่รถยนต์ที่มีจำนวนหลายคัน ยืนยันว่าไม่ได้ซื้อมาเอง แต่เป็นรถที่มีพุทธศาสนิกชนนำมาถวายตั้งแต่ปี 2542  ส่วนเรื่องทำธุรกิจปลูกสวนกล้วยไม้ และทำหมู่บ้านจัดสรร ก็เป็นธุรกิจของญาติ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด โดยเฉพาะเรื่องสวนกล้วยไม้ญาติทำกิจการนี้มานานนับ 10 ปี แล้ว  ขณะที่เรื่องไก่ชนนั้น ก็เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธานำมาถวายเช่นกัน แต่ที่มีการกล่าวอ้างถึงว่าเพาะพันธุ์ปลากัดขายนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เมื่อถามถึงที่มีการระบุว่าพระพรหมสุธีมีทรัพย์สินเป็นพันล้านบาทนั้น พระพรหมสุธี กล่าวว่า ถ้ามีเงินเป็นพันล้านบาทจริงคงไม่อยู่แล้ว ทั้งนี้การที่เกิดการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวออกมานั้น เชื่อว่าเป็นขบวนการต้องการล้มเจ้าอาวาส จึงมีการนำข้อมูลต่างๆมาโยงเข้ากับตน เนื่องจากหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯนั้น ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานภายในวัดจำนวนมาก อย่างไรก็ตามได้เข้าชี้แจงเรื่องทั้งหมดต่อพระเถระชั้นผู้ใหญ่แล้ว

ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และแม้เรื่องนี้จะไม่มีการร้องเรียน รวมทั้งในใบสนเท่ห์ก็ไม่มีชื่อเจ้าทุกข์ แต่ พศ.ก็ไม่ได้นิ่งเฉย ซึ่งขณะนี้ได้รายงานพระเถระผู้ใหญ่ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว เพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เชื่อว่าเร็วๆ นี้คงได้ความชัดเจนว่าแนวทางในการดำเนินเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ส่วนกรณีการนำข้อมูลเรื่องดังกล่าวไปเผยแพร่ผ่านทางสังคมออนไลน์นั้น ทางเจ้าคณะผู้ปกครองต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีมูลก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของพระสงฆ์ต่อไป

“การตรวจสอบสถานะทางการเงินของวัดนั้น คงต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการ แต่ทั้งนี้มีการกำหนดเป็นระเบียบออกมาชัดเจนอยู่แล้วว่า ทุกวัดต้องมีบัญชีลงทะเบียนทรัพย์สิน รวมทั้งรายรับรายจ่าย เพื่อให้ตรวจสอบได้ ดังนั้นสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย จะไม่มีการยกเว้น หรืออภิสิทธิ์ใดๆ ให้แก่พระสงฆ์ ส่วนเรื่องการทำธุรกิจของพระสงฆ์นั้น เป็นเรื่องที่ผิดชัดเจนอยู่แล้ว เพราะพระสงฆ์ไม่มีหน้าที่จะประกอบอาชีพหรือ ทำธุรกิจอย่างอื่น สำหรับบทลงโทษคงต้องดูลักษณะของการกระทำผิดก่อนว่ามีส่วนร่วม หรือกระทำเอง ซึ่งโทษมีทั้งหนักและเบา” ผอ.พศ. กล่าว

ที่มา : คมชัดลึก
28 สิงหาคม 2557
http://www.alittlebuddha.com/