วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องจริงในการปกครองสงฆ์ไทย?

31 ต.ค.57 ตำรวจสืบสวนภาค 5 รวบ 5 เจ้าอาวาสวัดดัง จ.เชียงใหม่ และลำพูน หลังร่วมเครือข่ายพระค้ามนุษย์ นำเยาวชนมากระทำชำเรา อึ้ง ค้นกุฏิพบอุปกรณ์เสพเมถุนเพียบ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.57 ที่ผ่านมา โดย พล.ต.ต.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบช.ภ.5 และทำหน้าที่รอง ผำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สตรี และเยาวชน และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ตำรวจภูธรภาค 5 ในครั้งนั้น ได้จับกุมเครือข่ายพระค้ามนุษย์โดยการนำเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มาเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

พระสงฆ์ที่ถูกจับกุม 5 รูป ประกอบด้วย  อดีตเจ้าอาวาสวัดดังของเชียงใหม่ และลำพูน มี อดีตพระครูปลัดเปี๊ยก โอกาโส อายุ 54 ปี เจ้าอาวาสวัดหัวฝาย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, อดีตพระครูประภัสร์วรการ อายุ 60 ปี เจ้าอาวาสวัดกู่ป่าลาน จ.ลำพูน, อดีตพระครูวิทิตรัตนคุณ หรือเสาร์แก้ว เกี๋ยงหล้า อายุ 49 ปี เจ้าอาวาสวัดบุปผาราม จ.เชียงใหม่, อดีตพระครูธีรเดช สีลธโร หรือธีระเดช ขจรสุข อายุ 46 ปี เจ้าอาวาสวัดสันป่าสัก จ.เชียงใหม่, อดีตพระจำรัส อธิมุตโต หรือ จำรัส วิรัญชัย อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดท่าผา จ.เชียงใหม่ และอดีตพระดำ หรือ นายธวัชชัย มูลปานันท์ อายุ 45 ปี อดีตพระลูกวัดบุปผาราม จ.เชียงใหม่ โดยแจ้งข้อหา กระทำชำเราหรือกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และสำหรับอดีตพระดำ หรือนายธวัชชัย เจอข้อหาค้ามนุษย์อีกข้อหา และยังมีพระบัณฑิตา หรือพระโอปอล ที่อยู่ในก๊วนจัดหาเด็กให้กับพระสงฆ์และรับซื้อเด็กมาเซ็กหมู่ และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.56 ที่ผ่านมา พระบัณฑิตา หรือโอปอล บุญตุ้ม ซึ่งสังกัดวัดดังในเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับพระสงฆ์ชื่อว่า พระอึ่งอ่าง ได้เป็นธุระจัดหาเด็กชายไปส่งให้กับเจ้าอาวาสวัดจอมคีรี อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จนเจ้าอาวาสถูกจับกุมด้วย ต่อมา พระบัณฑิตา หรือโอปอล ได้หลบหนีประกัน และถูกออกหมายจับในเวลาต่อมา ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ข่าวคืบหน้าล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนภาค 5 ได้รับแจ้งจากมูลนิธิพิทักษ์เด็กเยาวชนและสตรี ว่าได้พบเห็น พระบัณฑิตา หรือ "เจ๊โอปอล" บุญตุ้ม กำลังออกมาหาซื้อดอกไม้บริเวณตลาดต้นลำไย ในชุดพระสงฆ์ ซึ่งมีหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีเป็นธรุะจัดหาเด็กและร่วมกันกระทำการข่มขืนและอนาจารเด็ก ทาง พล.ต.ต.ประจวบ วงค์สุข ผบก.สส.ภ 5 จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 5 ไปทำการจับกุมพร้อมกับหมายจับที่ตลาดต้นลำไย และได้ควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ กองสืบสวนภาค 5 ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่ถูกออกหมายจับ ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.323/2557 ลงวันที่ 29 ก.ค.57 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ซี่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้น จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ,กระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ผู้ต้องหาที่ถูกจับครั้งนี้ คือ พระบัณฑิตา หรือพระโอปอล หรือเจ๊โอปอล บุญตุ้ม อายุ 25 ปี อยู่บ้านเดิมเลขที่ 202 หมู่ 3 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

พล.ต.ต.ประจวบ วงค์สุข ผบก.สส.ภ.5 ได้เปิดเผยว่า การจับกุมพระบัณฑิตา หรือเจ๊โอปอล หรือพระโอปอล นี้เนื่องจากการสืบสวนขยายผลจากคดีที่จับกุมเครือข่ายพระสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเด็กและค้ามนุษย์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และลำพูน จำนวน 5 เจ้าอาวาส โดยทำการจักบุมไปแล้วเมื่อวันที่ 27 พค 57  และพระดำ หรือนายธวัชชัย มูลปานันท์ ซึ่งเป็นผู้จัดหาเด็กชายให้กับเจ้าอาวาสดังกล่าว และได้ถูกจับกุมก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน ซึ่งจากคำให้การของเด็กผู้เสียหาย ทราบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ คือ เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา นายธวัชชัย หรือพระดำ ในขณะนั้นได้พาเด็กชายอายุประมาณ 14-16 ปี ไปส่งให้กับพระบัณฑิตา หรือพระโอปอล ขณะบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอแม่ริม เชียงใหม่ โดยพระบัณฑิตา ได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย ในลักษณะเซ็กหมู่ เหตุเกิดภายในกุฏิ ซึ่งจารสืบสวนของตำรวจทราบเบื้องต้นว่า ในกลุ่มของพระสงฆ์พวกนี้ได้ล่อลวงเด็กมาละเมิดทางเพศกันมาตลอดไม่น้อยกว่า 150 รายแล้ว และพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาส ก็ถูกจับมาแล้วหลายรูป ส่วนพระบัณฑิตา นั้น ได้ถูกจับเมื่อปี 56 ในข้อหาธุระจัดหาเด็กและได้หนีประกัน และยังได้ไปก่อเหตุล่อลวงเด็ก จัดหาเด็กให้กับพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาสอีกบ่อยครั้ง กระทั่ง มาถูกจับในครั้งนี้ ขณะกำลังไปหาซื้อดอกไม้ ที่ตลาดต้นลำไย และทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิ เขาจำได้ แจ้งตำรวจจับกุมตามหมายจับดังกล่าว
นสพ.แนวหน้า
 

พฤติกรรมมหาเถร? ภัยต่อความมั่นคงสถาบันพระศาสนา

ต่างคนต่างไป !

สองพรหม "เสนาะ-ธงชัย" แยกทางกันเดิน
เสนาะไปวัดพิชัยญาติ-ธงชัยไปวัดปากน้ำ

ทางใครก็ทางมัน

ซ้าย : เจ้าคุณธงชัย-พระพรหมสิทธิ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 10 เดินทางไปร่วมงานเจริญพระพุทธมนต์ ที่วัดปากน้ำ วันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ขวา : เจ้าคุณเสนาะ-พระพรหมสุธี เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 12 เดินทางไปร่วมงานสหภูมิอยุธยา ณ วัดพิชยญาติการาม วันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา

แสดงให้เห็นว่า "สองพรหมวัดสระเกศ"แยกทางกันเดินอย่างแน่นอนแล้ว พระพรหมสิทธินั้นได้แบ๊กดี เป็น "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" สนับสนุน ส่วนพระพรหมสุธีนั้นก็ได้ "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ชาวอยุธยาด้วยกัน หนุนหลังมาตั้งแต่อยู่กรุงเก่า เมื่อต่างคนก็ต่างใหญ่ และต่างมีผู้ใหญ่หนุนหลัง เกมการเมืองเรื่องภูเขาทองจึงไม่จบลงอย่างง่ายๆ แบบว่าหนังยาวยังต้องเรียกพี่ นับจากวันนี้เป็นต้นไป เสนาะก็ทำอะไรธงชัยไม่ได้ ยันกันอยู่คนละฝั่ง ส่งผลให้วัดสระเกศกลายเป็น "วัดหัวอกแตก" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้จะโทษใครคนหนึ่งก็คงไม่ได้ เพราะถ้าจะเท้าความจริงๆ ก็ต้องไล่ไปตั้งแต่สมัยสมเด็จเกี่ยวยังเป็นเจ้าอาวาส และมีการวางตัวหัวหน้าสงฆ์เอาไว้ จึงส่งผลมาถึงทุกวันนี้ ส่วนสมเด็จวัดปากน้ำและวัดพิชัยญาติก็เป็นเพียงแค่ "ผู้แก้ไขสถานการณ์" ไปตามเหตุปัจจัย แบบว่าไม่อยากทำอะไรให้เปลืองตัว ดังนั้น ถ้าจะให้โทษก็ต้องโทษ "กรรมเก่า" นั่นแหละ ที่ทำให้เป็นเช่นนี้

วัดสระเกศทูเดย์

ก็เป็นอีกกระแสหนึ่งของบรรยากาศภายในวัดสระเกศ หลังจากเกิดกรณีพิพาทมานานหลายเดือน ส่งผลให้บรรยากาศของการอยู่ร่วมกันไม่ราบรื่น โดยเฉพาะฝั่งเจ้าคุณเสนาะซึ่งมีกำลังพลน้อยกว่าฝั่งเจ้าคุณธงชัย เสี่ยเหนาะจึงต้องเรียกกำลังเสริมจากนอกวัด ก็นับตั้งแต่ปลุกระดมชุมชนรอบวัดสระเกศมาสนับสนุน โดยประกาศว่า "ถ้าตายจะให้เผาศพฟรี" วันนี้ เสี่ยเหนาะเพิ่มความไม่ประมาท ด้วยการจ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร มาเข้าเวรยามรักษาความปลอดภัยให้ 24 ชั่วโมง ทำยังกะวัดสระเกศเป็นธนาคารหรือร้านทอง ต้องเข้มงวดกวดขันทั้งกลางวันกลางคืน

พฤติกรรมของเจ้าคุณเสนาะ ส่งผลให้บรรยากาศวัดสระเกศเหมือนภาคใต้ไปทันที เพราะไม่มีใครกล้าออกมาเดินเพ่นพ่าน เว้นแต่หมาขี้เรื้อนซึ่งไม่รู้เรื่องอะไร นี่ถ้าเปิดเพลง "ทบ.2 ลูกอีกสาน"เคล้าบรรยากาศเข้าไปด้วย ก็คงต้องเรียกว่าย้ายภาคใต้มาไว้ในกรุงเทพฯเลยเชียวล่ะ

(กดที่นี่ เพื่อฟังเพลง ทบ.2 ลูกอีสาน โดย..ไผ่ พงศธร)

เริ่มเหม็น

อีกภาพหนึ่ง กับบรรยากาศงาน "วันบุรพาจารย์ สหภูมิอยุธยา 2557" ที่วัดพิชัยญาติ วันที่ 28 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา กระจอกข่าวกระซิบว่า "ไม่มีใครเข้าใกล้เจ้าคุณเสนาะเหมือนเมื่อก่อนเลย"สงสัยกลัวครหาว่าคบคนพาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ "เจ้าคุณเอื้อน-พระพรหมดิลก" วัดสามพระยา ข่าวกระจอกบอกว่า"เดินวนเวียนอยู่รอบนอก ไม่ยอมเข้าใกล้เจ้าคุณเสนาะเลย"

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มีแฟ้มภาพ "จู๋จี๋ดู๋ดี๋"ระหว่างเจ้าคุณเสนาะกับเจ้าคุณเอื้อน ในงานประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา เห็นทั้งสองท่านนั่งใกล้กันยังไม่พอ ยังหันหน้าคุย "แทบว่าหน้าจะชนกัน" ผิดกับภาพวันงานสหภูมิอยุธยาที่ผ่านมา ทั้งสองท่านนั่งห่างกันไกล แถมยังว่างเก้าอี้ไว้ตรงกลางอีกหนึ่งตัว กลัวอะไร ?

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
1 พฤศจิกายน 2557

อ่านต่อในblog

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

นี่คือความฉ้อฉลของมหาเถรสมาคม ที่มหาชนต้องมองทะลุ?


สมเด็จองค์นี้ ช่วย ธัมมชโย เรื่องจริงในประวัติศาสตร์ ที่ชาวโลกต้องศึกษา ที่http://www.alittlebuddha.com/html/The%20Vision%20of%20P.M.Narin/The%20Vision%20of%20Phramaha%20Narin%2078.html

ด่วน วิทยานิพนธ์ด้านความมั่นคงสถาบันพระศาสนา ประจักษ์แจ้ง ศึกษาที่
ศึกษาข้อมูล วิทยานิพนธ์ด้านความมั่นคงสถาบันพระศาสนา ในประวัติศาสตร์ ได้ที่https://docs.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSUkVWRG9aQ3pkbmc/edit
ช่วยแบ่งปันได้เพื่อสร้างบุญบารมี ถวายสมเด็จพระสังฆราช ครับ

ผลงานของคณะสงฆ์ไทย และการสิ้นศรัทธาของชาวพุทธ
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2012/10/blog-post_25.html


วารสารที่ท่านผู้รักชาติต้องอ่านและถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ช่วยแชร์ให้มากครับ 
ขอขอบคุณ สมเกียรติ กาญจนชาติ NGO
อ่านที่
https://drive.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSS3hZUTVhSlJIY1E/view?usp=sharing
ช่วยส่งให่ คณะคสช.ตรวจสอบและปฏิรูปก่อนสายไป
คืนตำแหน่งแถมคืนเงิน !

มส.เคาะมติประวัติศาสตร์
คืนตำแหน่ง 7 ผู้ช่วยวัดโสธร
แต่ยังอ้างข้างๆ คูๆ ว่าผิดแต่ไม่ร้ายแรง

หุหุ มหาเถรสมาคม นี่มันองค์กรเทวดามาเกิดจริงๆ นะ ตัวเองตั้งใครที่ไหนไม่รู้ไปเป็นเจ้านายเขา พระเณรทั้งวัดเห็นไม่คุ้นเคยเลยไม่ยอมรับ เขาก็ออกมาประท้วง แสดงสิทธิของตนเอง ไม่ได้ฆ่าแกงใครซักหน่อย เป็นการแสดงออกถูกต้องทั้งในหลักพระธรรมวินัยและประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป มหาเถรสมาคมกลับทำหน้ามืดเชื่อเฮียเหนาะ ถืออำนาจบาตรใหญ่ใช้ "มติ ม.ส." สั่งลงโทษเขา ครั้นวันนี้ จะคืนตำแหน่งให้เขา จะเอาอะไรไปอ้างในการคืน นอกจากจะไม่ยอม "ขอโทษ" เขาแล้ว ก็ยังเล่นสำนวน"ตบหัวลูบหลัง" อีกด้วยว่า "ผิดเพียงเล็กน้อย แต่ลงโทษหนักเกินไป จะคืนตำแหน่งแถมคืนเงินเดือนให้" ถามว่า แล้วคนที่ใช้"มหาเถรสมาคม" เป็นเครื่องมือทำลายคนอื่นล่ะ จะปล่อยลอยนวลให้เป็นใหญ่เป็นโตต่อไปอีกแบบนั้นหรือ ตัวมหาเถรสมาคมเองเคยพิจารณาบทบาทของตัวเองไหม ว่าบำเพ็ญตัวเป็นลูกฟุตบอลในอุ้งเท้าของใคร ทำแบบนี้มันเสียหายองค์กรปกครองคณะสงฆ์ ที่พุทธศาสนิกชนเชื่อว่าเป็นองค์กรคุณธรรมสูงสุดของประเทศไทย พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าไม่เกิดกรณีเจ้าคุณเสนาะร่ำรวยผิดปรกติ ก็คงไม่มีการนำเรื่องนี้มาพิจารณา ซึ่งมิใช่เป็นกระบวนการที่เกิดจากกลไกการทำงานของมหาเถรสมาคมซักกะหน่อย มหาเถรสมาคมทุกวันนี้ก็ทำงานตามกระแสข่าวเท่านั้น วันๆ ก็นั่งจับกระแสว่าสังคมจะไปทางไหน โดนสื่อกระหน่ำเรื่องใดก็รีบออกมาแก้ไขเรื่องนั้น มหาเถรสมาคมทำผิดโทนโท่ ยังไม่เคยเอ่ยซักคำว่า "ขอโทษ" แล้วจะไม่ให้เรียกว่า"องค์กรเทวดา" ได้ไง
พูดให้ชัดเลยว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรคือ "ปัญหาหลัก" ที่มหาเถรสมาคมต้องแก้ไข ไม่ใช่การคืนตำแหน่ง 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เพราะเท่ากับว่าเป็นการบีบให้ 7 ผู้ช่วย ต้องเป็นผู้ช่วยของพระราชมงคลรังษี ซึ่งทั้งเจ็ดท่านก็ประกาศไม่ยอมรับมาตั้งแต่ต้น นี่คือความฉ้อฉลของมหาเถรสมาคม ที่สังคมสงฆ์ไทยมองไม่ทะลุ การยอมรับ "คืนตำแหน่ง" ของผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 รูป จึงถือว่าทำลายอุดมการณ์ของตัวเอง หรือไม่ก็โดนหลอกออกโรงเรียน ดังนั้น หากตราบใดที่ยังไม่มีการเปลียนตัวเจ้าอาวาสวัดโสธร ก็ยังไม่ถือว่ามหาเถรสมาคมได้แก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด
7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรตอนนี้ ต่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดินกลับคืนมา ก็ยังคงนอนไม่หลับ เหมือนพระพรหมสิทธินั่นแหละ เพราะเจ้าอาวาสวัดโสธรและวัดสระเกศ "ก็ยังคงอยู่" แถมอยู่แบบ "ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ" นั่งค้ำหัวไปเรื่อยๆ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ไม่อยากจะพูดเลยว่า พระพรหมสิทธิและ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร "เสียค่าโง่แล้ว" นึกว่ามหาเถรสมาคมเมตตา ที่ไหนได้ ถูกขังยาวไปตลอดชีวิตเลยเชียวล่ะ โชคดีเด้อครับ การการได้เป็นลูกน้องคนใหม่ของเสี่ยเหนาะและเสี่ยประยงค์ !


มติ มส. คืนหน้าที่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ แล้ว
เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระพรหมเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) เปิดเผยหลังการประชุมมหาเถรสมาคมว่า ที่ประชุมรับทราบการคืนหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม จำนวน 7 รูป ตามที่พระพรหมเวที เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรฯ เสนอ ได้แก่ 1.พระปริยัติกิจวิธาน (อมรภิรักษ์) 2.พระครูโสภณสรกิจ (วิรัตน์) 3.พระครูภาวนากิจพิลาส (บุญยิ่ง) 4.พระครูปริยัติปัญญาธร (ปรีดี) 5.พระครูศรีปริยัติวิมล (เอื้อ) 6.พระมหาปรีชา เตชวัณโณ และ 7.พระครูสุตภาวนาพิธาน (สันติภัทร)

พระพรหมเมธี กล่าวต่อไปว่า สำหรับการคืนหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ให้แก่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร เนื่องจาก พระพรหมเวที พิจารณาแล้วว่า ผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 รูป ดำเนินการต่อต้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ ถือว่าละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ มีความผิดไม่ร้ายแรง เพียงแค่ตำหนิโทษ ซึ่งการพักงานผู้ช่วยเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี 2553 นานเกินกว่า 3 ปีนั้น ถือว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ประกอบกับผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 รูป ถึงแม้จะถูกพักหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส แต่ก็ยังคงสนองงานคณะสงฆ์ของวัดโสธรและสร้างประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษาสงฆ์ ดังนั้น เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก จึงเห็นว่า สมควรที่จะคืนหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร พร้อมกับถวายค่านิตยภัตย้อนหลังให้แก่พระทั้ง 7 รูปด้วย

“สำหรับการตั้งกรรมการสอบการเงินย้อนหลังของวัดโสธร 5 ปี นั้น เป็นอำนาจของเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกจะพิจารณา เนื่องจากคณะสงฆ์มีการแบ่งการปกครองเป็นระดับพื้นที่ ซึ่งเมื่อเรื่องเกิดในพื้นที่ใดเจ้าคณะปกครองจะเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ มหาเถรฯ ไม่มีอำนาจไปดำเนินการทั้งหมด” โฆษกมหาเถรฯ กล่าว

ข่าว : ข่าวสด
31 ตุลาคม 2557

ตั้งเจ้าคุณสง่าเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทาน !

หลังจากยืดเยื้อมานาน
งานนี้ศิษย์วัดชลโล่งใจ เพราะได้สายตรงมาดูแลวัด
ไม่งั้นก็คงวุ่นวายไม่สิ้นสุดเหมือนสวนโมกข์

สงสัยจะได้อานิสงส์จากกระแสสังคมจากกรณี "เจ้าคุณเสนาะและวัดโสธร" ช่วย เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีวี่แววว่า สมเด็จสมศักดิ์จะเสนะชื่อเจ้าคุณสง่า ทำเงื้อง่ามานานเป็นปี ตะทีวัดสระเกศ สมเด็จเกี่ยวตายยังทันได้เผา ก็ตั้งเสนาะขึ้นซ้อนผีเจ้าอาวาส แต่วัดชลประทาน พระราชทานเพลิงศพเจ้าคุณรุ่นไปตั้งแต่เดือนกรกฎา ปี 56 เพิ่งจะมาตั้งเจ้าอาวาสวัดชลกันในวันนี้ นี่คือมาตรฐานของเจ้าคณะใหญ่หนกลางเขาล่ะ เขารู้กันทั้งบางว่าใครวิ่ง ใครไม่วิ่ง ดูที่ตีนเสนาะก็รู้ ดังนั้น ที่คนเขานินทากันว่า"พระอยุธยาเล่นพรรคเล่นพวก จนได้สมญานามว่า พวก อ.ย."นั้น ก็อย่าโกรธใครเขาเลย หันไปดูตัวเองว่าทำเหมือนเขาว่าหรือเปล่า นะครับท่านสมเด็จสมศักดิ์ อย่ามาเสียคนตอนแก่เลย


พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร)
เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎิ์ ของหลวงพ่อปัญญานันทะ

มส.มีมติตั้งเจ้าอาวาสวัดชลประทานแล้ว
วันนี้ (30 ต.ค.) จากกรณีที่ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาให้พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เจ้าคณะภาค 12 คืนตำแหน่งการดูแลภูเขาทองให้แก่ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค10 พร้อมกับพระทีมงาน รวมถึงมีบัญชาให้คืนตำแหน่งแก่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามที่ถูกพักงาน โดยคดีไม่เปิดเผยผลการสอบสวนมานานถึง 5 ปีนั้น
ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี ) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการคืนหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม จำนวน 7 รูปตามที่ พระพรหมเวที เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการ มส. เสนอ ได้แก่ 1.พระปริยัติกิจวิธาน (อมรภิรักษ์) 2. พระครูโสภณสรกิจ (วิรัตน์) 3.พระครูภาวนากิจพิลาส (บุญยิ่ง) 4. พระครูปริยัติปัญญาธร (ปรีดี) 5. พระครูศรีปริยัติวิมล (เอื้อ) 6.พระมหาปรีชา เตชวณฺโณ และ 7.พระครูสุตภาวนาพิธาน (สันติภัทร)
พระพรหมเมธี กล่าวต่อไปว่า สำหรับการคืนหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ให้แก่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ เนื่องจาก พระพรหมเวที ได้พิจารณาแล้วว่า ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ทั้ง 7 รูป ได้ดำเนินการต่อต้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ ถือว่าละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ มีความผิดไม่ร้ายแรง เพียงแค่ตำหนิโทษ ซึ่งการพักงานผู้ช่วยเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 2553 นานเกินกว่า 3 ปีนั้น ถือว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ประกอบกับผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 รูป ถึงแม้จะถูกพักหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส แต่ก็ยังคงสนองงานคณะสงฆ์ของวัดโสธรฯ และสร้างประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษาสงฆ์ ดังนั้น เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก จึงเห็นว่า สมควรที่จะคืนหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร พร้อมกับถวายค่านิตยภัตย้อนหลังให้แก่ทั้ง 7 รูปด้วย
"ส่วนการตั้งกรรมการสอบการเงินย้อนหลังของวัดโสธร 5 ปี นั้น เป็นอำนาจของเจ้าคณะปกครองและเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกจะพิจารณา เนื่องจากคณะสงฆ์มีการแบ่งการปกครองเป็นระดับพื้นที่ ซึ่งเมื่อเรื่องเกิดในพื้นที่ใดเจ้าคณะปกครองจะเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ มส. ไม่มีอำนาจไปดำเนินการทั้งหมด” โฆษก มส. กล่าว
ที่ประชุม มส. ยังมีมติเห็นชอบตั้งรองเจ้าคณะภาคและที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ตามที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางเสนอ จำนวน รูป 7 ดังนี้
พระราชโมลี วัดหงส์รัตนาราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 1
พระราชวรเวที วัดราชคฤห์วรวิหาร เป็นรองเจ้าคณะภาค 2
พระสุธีปริยัติธาดา วัดธรรมามูล จ.ชัยนาท เป็นรองเจ้าคณะภาค 3
พระราชวิสุทธิดิลก วัดสามพระยา เป็นรองเจ้าคณะภาค 13
พระเทพคุณาภรณ์ วัดเทวราชกุญชร เป็นรองเจ้าคณะภาค 14
พระราชรัตนสุธี วัดชนะสงคราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 15
พระราชวชิราภรณ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15
ในขณะเดียวกัน มส. ยังเห็นชอบตามที่พระพรหมจริยาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ เสนอตั้งรองเจ้าคณะภาค จำนวน 3 รูป ดังนี้
พระศรีปริยัติโมลี วัดราชนัดดาราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 16
พระเทพปัญญาโมลี วัดประชุมโยธี เป็นรองเจ้าคณะภาค 17
พระราชศิริธรรมเมธี วัดคูหาสวรรค์ เป็นรองเจ้าคณะภาค 18
นอกจากนี้ มส. ยังมีมติแต่งตั้ง พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ด้วย

ข่าว : เดลินิวส์
31 ตุลาคม 2557
ศึกษาข้อมูลมารศาสนา ที่ https://www.facebook.com/ssomkiert/media_set?set=a.655489124469076.100000239827913&type=3






วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กรรมของมารศาสนา ยุค คสช.

30 ตุลา 57 การทำหน้าที่ของมหาเถรสมาคม?

วันพิพากษาอนาคตวัดโสธร  !

จะเดินทางหายนะเหมือนเดิมหรือเริ่มต้นใหม่

มหาเถรสมาคมเท่านั้นที่ตอบได้

แต่ที่แน่ๆ ถ้ามีการคืนตำแหน่งแก่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสจริง ก็หมายถึงว่า เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันไม่มีความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่ง เพราะฮั้วกับเจ้าคุณเสนาะ เกาะกินหลวงพ่อโสธร คนหนึ่งได้ตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ อีกคนหนึ่งได้เงินค่ากล้วยไม้จากสวนร่มวรีย์ งานนี้ต้องมีอันเป็นไปทั้ง "เจ้าคุณเสนาะ" และ "หลวงตาประยงค์"แถมยังจะต้องชดใช้ "ทั้งดอกทั้งต้น"บาปกรรมที่ทำไว้มากมายนั้น ผลเป็นอย่างไร ก็ดูสภาพวัดสระเกศในวันนี้เองเถิด "เกิดกรณีชักดาบค่าจัดงานศพสมเด็จเกี่ยว" เสื่อมเสียเกียรติยศทั้งคนอยู่และคนไป พูดไปก็อายร้อยปี

 

สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง

 

ตราบาปของวัดโสธร
ที่เจ้าคุณเหนาะดึงสมเด็จเกี่ยวเข้าไปเกียวข้อง

 

 

 

หลวงตาประยงค์-เจ้าคุณเสนาะ

เจ้าอาวาสและอดีตรักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธร

คู่หูตัวป่วนคณะสงฆ์ไทยในสมัย คสช.

30 ต.ค. นี้ มส.ตัดสิน 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร

จากกรณี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาให้ พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) หรือเจ้าคุณเสนาะ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เจ้าคณะภาค 12 และกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) คืนตำแหน่งหน้าที่ดูแลบรมบรรพตหรือภูเขาทอง แก่พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือเจ้าคุณธงชัย พร้อมด้วยทีมงานตามที่เคยปฏิบัติมาตามบัญชาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ที่ได้มอบหมายสั่งเสียไว้ พร้อมมอบหมายให้ พระพรหมเวที (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ตั้งกรรมการสอบการเงินวัดโสธรวราราม ย้อนหลังเป็นเวลา5ปี เพื่อตรวจสอบบัญชีการเงินวัดโสธรฯว่ามีปัญหาดังที่ถูกกล่าวหาหรือไม่นั้น

วันนี้ (28 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้พบกับพระพรหมสุธี โดยได้สอบถามว่าพระทีมงานของพระพรหมสิทธิที่ถูกสั่งพักงานจะมีการคืนตำแหน่งให้หรือไม่ พระพรหมสุธี กล่าวเพียงสั้นว่า ไม่ได้พัก ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะมีการตั้งกรรมการสอบการเงินวัดโสธรฯย้อนหลัง 5 ปี จะมีความกังวลหรือจะดำเนินการอะไรหรือไม่ พระพรหมสุธี ก็ตอบเพียงสั้นๆว่า ไม่มีอะไร และยังไม่ขอให้สัมภาษณ์ใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ พระพรหมสุธี ได้ทำหนังสือบันทึกคืนหน้าที่ภายในวัดตามที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มีบัญชา โดยมอบหมายให้เจ้าคุณรูปหนึ่งนำไปไปมอบให้แก่ พระพรหมสิทธิ ซึ่งเคยมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบภูเขาทองมาแต่ครั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ยังมีชีวิตอยู่ โดย พระพรหมสิทธิ แจ้งกับเจ้าคุณรูปดังกล่าวว่า หากเป็นบัญชาสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็ยินดีปฏิบัติตาม แต่ขอให้พระทุกรูปที่เคยทำงานได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ เหมือนเมื่อครั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์มอบหมายไว้ จึงจะถูกต้องเป็นธรรม โดยได้ส่งมอบนำหนังสือกลับไปให้พระพรหมสุธี ดำเนินการพิจารณาใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้ ในเฟซบุ๊กตีแผ่ความจริง คนไร้คุณธรรม ยังได้นำข้อมูลการทบทวนผลสอบกรณีการปลด 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรฯมาเผยแพร่ โดยระบุว่า พระพรหมเวที เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เป็นประธานสอบเรื่องดังกล่าว ได้ผลสรุปว่า ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร 7 รูป ไม่มีความผิด ไร้มลทินจากข้อกล่าวหาที่พระพรหมสุธีใช้เป็นสาเหตุพักหน้าที่ จึงเห็นควรคืนตำแหน่งให้ โดยส่งหนังสือถึงผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)เพื่อนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม มส.

ดร. บุญเลิศ ไพรินทร์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะผู้ร้องขอให้ความเป็นธรรมแก่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ กล่าวว่า ได้รับทราบข้อมูลเช่นกันว่า จะมีการคืนตำแหน่งให้ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร ซึ่งคงต้องคอยติดตามในการประชุมมส.วันที่ 30 ต.ค.นี้ หากมีการคืนจริง ก็ถือว่า ได้ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรฯทั้ง 7 รูปด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ยังได้มีบัญชาให้มีการตรวจสอบบัญชีเงินวัดโสธรฯ ย้อนหลังในช่วงที่พระพรหมสุธี เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ ด้วย ตามที่นายบุญเลิศ ได้มายื่นเรื่องร้องเรียน โดยได้มอบหมายให้พระพรหมเวที(สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมส. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งทางพระพรหมเวที ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแล้ว โดยมี พระธรรมคุณาภรณ์ (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา เป็นประธานกรรมการ พระเทพมุนี(เก็ง อาสโภ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม และพระเทพเมธี (สมเกียรติ โกวิโท) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เป็นกรรมการ ซึ่งทางพระพรหมเวที จะมีการนัดหารือแนวทางในการตรวจสอบในเร็วๆนี้

นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) กล่าวว่า มส. โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้มอบหมายให้เจ้าคณะปกครองดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อร้องเรียนต่างๆเกี่ยวกับ พระพรหมสุธี เมื่อได้ผลการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เจ้าคณะปกครอง จะรายงานตรงไปยัง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยไม่ได้ผ่านพศ. ซึ่งพศ.จะเป็นเพียงผู้สนองงานตามมติของมส.เท่านั้น ซึ่งในกรณีของวัดสระเกศฯ ก็เป็นเรื่องของการปกครองคณะสงฆ์ จะเป็นผู้พิจารณา

“เรื่องวาระการเสนอคืนตำแหน่ง 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร นั้น หากไม่บรรจุเป็นวาระการประชุม มส. ก็จะเป็นวาระจร ซึ่งโดยหลักการแล้ว กรรมการมส.สามารถที่จะถือเรื่องเสนอต่อที่ประชุมมส.ได้พิจารณาโดยไม่ต้องผ่านพศ.ก็ได้ จึงต้องรอผลการประชุมมส.ที่จะถึงในวันที่ 30 ต.ค.นี้ว่า จะมีวาระดังกล่าวหรือไม่”โฆษก พศ.กล่าว

ข่าว : เดลินิวส์
29 ตุลาคม 2557 

http://www.alittlebuddha.com/

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความสำคัญอยู่ที่สาระปฎิรูป ครั้งประวัติศาสตร์

การประชุมคณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)วันที่ 27 ต.ค.นี้จะหาข้อสรุปเรื่องบุคคลที่จะตั้งเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในโควตาของสปช.จำนวน 20 คน ซึ่งล่าสุดในบรรดาสมาชิกสปช.ยังมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายที่เห็นว่าควรเลือกจากสมาชิกสปช.ทั้งหมด ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะจะมีสัดส่วนของคนนอก 5 ที่นั่ง

ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีโควตาสำหรับคนนอกเพื่อให้ตัวแทนจากพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งจะสร้างการยอมรับและสร้างความปรองดอง ขณะที่ฝ่ายซึ่งเห็นว่าควรเลือกจากสมาชิกสปช.ทั้งหมดเพราะสมาชิกสปช.ทั้ง 250 คนล้วนเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถระดับหัวกระทิจากคนทุกสีทุกกลุ่มทุกสาขาอาชีพของประเทศที่คัดกรองมาเป็นอย่างดี อีกทั้งมีสมาชิกสปช.พร้อมทำหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมากอยู่แล้ว นอกจากนี้การสร้างการยอมรับและมีส่วนร่วมสามารถทำได้หลายวิธีในขั้นตอนกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ

นายวันชัย สอนสิริ สมาชิกสปช. กล่าวว่าการเสนอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีโควตาคนนอก 5 คนในสัดส่วน 20 คนของสปช.เป็นเพียงแนวทางตามมติของคณะกรรมการประสานงาน(วิป)สปช.ที่มีมติด้วย 11 ต่อ 8 เสียงให้มีโควตาคนนอกโดย 11 เสียงนำโดย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าที่ประชุมของสปช.เสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับมติของวิปสปช.ซึ่งคงต้องรอการประชุมสปช.ในวันที่ 27 ต.ค.นี้เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นนี้

อย่างไรก็ตาม นายวันชัย ประเมินว่าเท่าที่ฟังเสียงสมาชิกสปช.ส่วนใหญ่ไม่อยากให้คนนอกเข้ามาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแต่ต้องการให้เป็นคนในทั้งหมดด้วยเหตุผลคือ 1. เจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวต้องการให้สปช.เป็นแม่งานในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรโดยตรงจึงให้โควสปช.ถึง 20 คนจากทั้งหมด 36 คนเพื่อร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ หากต้องแบ่งโควตาให้คนนอก 5 คนเท่ากับผิดเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพราะเท่ากับการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของสปช.

2.องค์ประกอบของสปช.มีความหลากหลายในตัวเองอยู่แล้ว มีคู่ขัดแย้งทั้งตัวแทนกลุ่มเสื้อแดงและตัวแทนกปปช.ร่วมอยู่ในสปช. จึงไม่จำเป็นต้องนำขู่ขัดแย้งจากภายนอกมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีก และ 3. เชื่อว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งคนนอกที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในโควตาของตัวเองอยู่แล้ว

นายวันชัย ยังชี้ว่าขณะนี้มีสมาชิกสปช.เสนอตัวเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมากซึ่งเชื่อว่าเกินโควตา 20 คนในสัดส่วนของสปช.แน่นอน ดังนั้นกรรมาธิการยกรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของสปช.น่าจะเป็นสมาชิกสปช.ทั้งหมด แต่ทั้งนี้ต้องฟังความเห็นของสมาชิกสปช.ในการประชุมวันที่ 27 ต.ค.นี้ซึ่งทุกฝ่ายต้องรับฟังด้วยเหตุและผลไม่ควรมีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีคนนอกโดยเฉพาะตัวแทนจากพรรคการเมืองเข้าร่วมด้วยหรือไม่ก็ตามไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่การทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสาระของรัฐธรรมนูญที่จะออกมามากกว่า ซึ่งจะต้องไม่ทำให้มวลมหาประชาชนผิดหวังโดยนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างแท้จริงไม่ถอยหลังกลับไปสู่วงจรอุบาทว์ของธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ที่เป็นต้อตอของความแตกแยกในชาติและบ่อนทำลายประเทศจนบอบช้ำอย่างหนักตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทีมข่าวการเมือง นสพ.แนวหน้า


วารสารที่ท่านผู้รักชาติต้องอ่านและถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ช่วยแชร์ให้มากครับ ขอขอบคุณ สมเกียรติ กาญจนชาติ NGO
อ่านที่
https://drive.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSS3hZUTVhSlJIY1E/view?usp=sharing

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โครงการพลังปัญญา

เคยถามตนเองกันไหมว่า? เหตุใดโลกเราจึงมีทั้ง “ผู้สำเร็จ” และ “ผู้ล้มเหลว” ซึ่งความสำเร็จในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความร่ำรวย มีอำนาจ มีชื่อเสียงเสมอไป แต่อาจหมายถึงเพียงชีวิตที่ปกติสุข ไม่เป็นหนี้ มีสุขภาพกายและจิตที่สมบูรณ์แข็งแรง ในทางกลับกัน หลายคนชีวิตล้มเหลว จมอยู่กับอบายมุขและหนี้สิน หาความสุขกายสบายใจไม่ได้

ดร.เฉลิมพล เกิดมณี นักวิจัยอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ในฐานะผู้ร่วมทำโครงการ “พลังปัญญา” (Power of Wisdom) กับมูลนิธิมั่นพัฒนา กองทัพบก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หอการค้าไทย (TCC) และเครือซีเมนต์ไทย (SCG) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อปฏิรูปวิธีคิดของคนไทยให้ไปสู่ทางที่ดีขึ้น ทั้งทางด้านอาชีพ รายได้ ลดปัญหาความยากจน หนี้สินและความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างสมดุลและยั่งยืน

ดร.เฉลิมพล แบ่งประเภทคนที่กำลังประสบปัญหาในชีวิตไว้ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังเผชิญ
กับปัญหา 2.กลุ่มที่รู้แล้วว่าชีวิตตนกำลังมีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าจะหาทางออกที่ถูกต้องได้อย่างไร และ 3.กลุ่มที่รู้ปัญหาและหนทางแก้ไขปัญหา แต่ขาดปัจจัยที่จะทำให้เขาเดินไปสู่ทางนั้นได้

“คนไทยเรานั้นมีอยู่ 3 กลุ่ม เปรียบเสมือนกลุ่มปลาทอง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกไม่รู้ว่าอ่างที่ตัวเองอาศัยอยู่นั้นอ่างที่รั่ว แต่ยังคง
ว่ายน้ำเล่นอยู่อย่างสนุกร่าเริง กลุ่มที่ 2 คือ เป็นปลาทองที่รู้ว่าอ่างรั่วแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะโดดไปอ่างไหน เปรียบเหมือนคน คือชีวิตของเขาระบบการศึกษา เราไม่เคยให้เขาได้เรียนรู้ ไม่เคยให้เขาได้เห็นว่าสิ่งที่ดีนั้นอยู่ตรงไหน กลุ่มที่ 3 คือปลาทองที่รู้แล้วว่าอ่างรั่ว เห็นแล้วว่าอ่างไหนที่ควรจะไป แต่โดดไปไม่เป็น” นักวิชาการอาวุโสรายนี้ กล่าว

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่พบ..คนทั่วไปมักติดกับดักทางความคิดที่ชื่อว่า “ความเคยชิน” จึงไม่กล้าที่จะออกนอกกรอบ ไม่กล้าที่จะทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปจากเดิม แล้วสิ่งที่ได้ก็ได้แบบเดิมๆ หรืออาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำไป เช่น การทำเกษตรทุกวันนี้ ที่กลายเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ไปจำนวนมาก และใช้จนทำให้สภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์เสียสมดุลอย่างรุนแรง ทั้งที่มีทางออกมากมาย

“คนเราหากมีความคิดที่ไม่ถูกสกัดกั้น เขาก็จะมีจุดยืนเองได้ ตัวอย่างเช่น เขามีนา เขาไม่มีน้ำ เขาจะปลูกข้าวได้อย่างไร ถ้าเขาคิดนอกกรอบก็ไม่มีอุปสรรคกับชีวิต อย่างมีแต่ดิน ไม่มีน้ำก็ขุดบ่อบาดาล มีดินไม่มีน้ำก็ปลูกอะไรที่ใช้น้ำน้อย หรือไม่ก็ปั้นดินเผา นี่คือความคิดนอกกรอบ ต่อยอดได้หลายอย่าง ไม่ใช่นั่งรอแต่ฝนตก

ตรงนี้เราต้องคิด มันมีทางออก แต่เพราะเราถูกสังคมปลูกฝัง พอเขาหลุดจากกรอบความคิดได้ เราจะสอนเรื่องความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เหตุผลคนเราทุกคนมี แต่อะไรที่เรียกว่าเหตุผลที่ถูกต้อง ซึ่งมีหลัก 3 ประการ คือ 1.ต้องการเอาตัวเองให้รอด 2.มนุษยสัมพันธ์กับผู้คนต้องไม่เสียหาย และ 3.คุณธรรมต้องไม่ผิด” ดร.เฉลิมพล อธิบาย

โครงการพลังปัญญา เบื้องต้นนำร่องที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ภาคอีสาน) เพราะเป็นภาคที่ผู้คนมีชีวิตยากลำบากกว่าภาคอื่นๆ โดยมุ่งสร้างตัวแทนในท้องถิ่นให้เป็นผู้นำชุมชนของตน สู่การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 73 คน จากหลายภาคส่วน เช่น เกษตรกร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งคัดเลือกจากบุคคลที่ดูแล้วมีบุคลิกภาพ 4 ประการ คือ 1.ความเป็นผู้นำ 2.เป็นคนมีเหตุและผล 3.สามารถเป็นต้นแบบได้ และ 4.มีจิตอาสาต่อสาธารณะ

“การสอนในโครงการนี้จะมีแบบกรอบความคิด เหตุและผลความสำคัญของเขาตรงนี้คือเรื่องของเศรษฐกิจ เราก็เลยสอนเรื่องการเข้าใจการดูงาน เราพามาดูงานเพื่อให้เค้าได้รู้ว่าโลกนี้มีอะไรที่ใหญ่กว่า เมื่อออกมาข้างนอกแล้วจะรู้ว่าทำยังไงให้ชีวิตเราดีแบบนี้แบบนั้นได้ การออกแบบชีวิต ออกแบบการเงินตัวเอง วางแผนชีวิตตั้งแต่ตอนนี้ แนวทางหลักการที่จะใช้ชีวิตไว ใหม่ ใหญ่ ยั่งยืน และมีความสุข

การเลือกคนมา จุดประสงค์คือทำบุคคลต้นแบบของสังคมไทยให้เป็นคนเก่งและดี ที่มีเหตุและผล ที่สามารถนำไปสู่บุคคลอื่นได้ เราจึงเลือกบุคคล 4 ประเภทนี้ คือ 1.เป็นผู้นำ 2.คนที่มีเหตุและผล 3.คนที่สามารถจะเป็นต้นแบบได้ 4.คนที่มีจิตอาสา โครงการนี้จึงจัดตั้งคิดว่าจะขยายไปหกโครงการ พื้นที่ที่เราเลือกคือภาคเหนือและอีสาน เราจึงขยายสองภาคนี้ก่อน เนื่องจากเป็นหลักๆ ว่าสองภาคนี้ลำบากมากในหลายๆด้าน เราจึงจะทำให้คนใช้คำนี้คือ ความพอเพียง ความพอเพียงคือความสุขแบบยั่งยืน” ดร.เฉลิมพล ฝากทิ้งท้าย

แม้เรื่อง “บุญกรรม-โชควาสนา” จะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จและล้มเหลว แต่อีกส่วนหนึ่ง “วิธีคิด” ในการเลือกใช้ชีวิต ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

และอาจจะมากกว่าโชคชะตาเสียด้วยซ้ำไป!!!
http://www.naewna.com/scoop/127721

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ถ้าผิดจะให้สึกก็สึก?

คดีเจ้าคุณเหนาะเริ่มออกฤทธิ์ !

สมเด็จวัดปากน้ำออกคำสั่ง

คืนหน้าที่ผู้ดูแลภูเขาทองแก่พระพรหมสิทธิ

คืนตำแหน่ง 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร

ขีดเส้นตาย 30 ต.ค. นี้

หาไม่แล้ว พระพรหมสุธีจะมีอันเป็นไป

 

 

เสือลำบาก-พระพรหมสุธี
ผู้ต้องคดีประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย

ความคืบหน้าเกียวกับคดี พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ถูกฟ้องร้องมากมายหลายคดี ทั้งผ่านคณะสงฆ์ (มส.) ผ่าน ปปท. ปปช. และดีเอสไอ ซึ่งล่วงเลยเวลามานานพอสมควรแล้ว ควรที่ทางมหาเถรสมาคมจะได้แถลงผลให้พุทธศาสนิกชนคนไทยทั่วประเทศได้รับทราบเสียที ทั้งนี้เพราะเป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับพระมหาเถระระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีตำแหน่งระดับสูงถึงเจ้าอาวาสวัดพระอารามหลวง ซึ่งเคยเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช เป็นเจ้าคณะภาค และกรรมการมหาเถรสมาคม เทียบเท่ากับตำแหน่งรัฐมนตรีในทางบ้านเมือง ดังนั้น เรื่องนี้จะทำเงียบๆ เหมือนคดีพระสงฆ์ในอดีตนั้นหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะสมัยนี้มีสื่อทั้งสื่อหลักสื่อรองและสื่ออิสระ คอยตรวจสอบการทำงานของมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะผู้ปกครองอยู่เต็มไปหมด คดีเจ้าคุณเสนาะนั้นได้กลายเป็น "คดีสาธารณะ" ไปแล้ว จะสอบแบบเงียบๆ เหมือนสมเด็จพระพุทธชินวงศ์กระซิบเจ้าคุณเสนาะนั้นหาได้ไม่

สายข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมา ได้มีบัญชาจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้ดำเนินการดังนี้

1. ให้ พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร)คืนตำแหน่งหน้าที่การงานในการดูแลบรมบรรพต (ภูเขาทอง) ให้แก่ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พร้อมด้วยทีมงานตามที่เคยปฏิบัติมา ด้วยเหตุผลว่า พระพรหมสิทธิปฏิบัติหน้าที่ตามบัญชาของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งแต่งตั้งให้พระพรหมสิทธิเป็นผู้ดูแลบรมบรรพตมาแต่เดิม การที่พระพรหมสุธีสั่งปลดพระพรหมสิทธินั้น จึงถือว่าเป็นการฝ่าฝืนบัญชาสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสและอดีตพระอุปัชฌาย์ของพระพรหมสุธี เป็นการแสดงความอกตัญญูต่อบูรพาจารย์อดีตเจ้าอาวาส ส่งผลให้เกิดปัญหาแก่วัดสระเกศอย่างแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

2. ให้คืนตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม" แก่อดีต 7 ผู้ช่วย ที่ถูกพักตำแหน่ง ไปตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2533 ถึงปัจจุบันก็เป็นเวลากว่า 4 ปี ที่คดีไม่คืบหน้า แสดงว่าเอาผิดผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้อง"คืนความเป็นธรรม" ให้แก่ทุกรูป ทั้งนี้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มีบัญชาให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ในวันที่ 30 ตุลาคม ศกนี้ ที่พุทธมณฑล ทั้งนี้ ตอนปลด 7 ผู้ช่วยวัดโสธรนั้น เจ้าคุณเสนาะอาศัย "มติมหาเถรสมาคม" เป็นดาบอาญาสิทธิ์ การจะคืนตำแหน่งให้ก็ต้องใช้ "มติมหาเถรสมาคม" จึงจะสามารถลบล้างคำสั่งเดิมได้  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราทั้ง 7 รูป ประกอบด้วย

     1. พระปริยัติกิจวิธาน (อมรภิรักษ์)

     2. พระครูโสภณสรกิจ (วิรัตน์)

     3. พระครูภาวนากิจพิลาส (บุญยิ่ง)

     4. พระครูปริยัติปัญญาธร (ปรีดี)

     5. พระครูศรีปริยัติวิมล (เอื้อ)

     6. พระมหาปรีชา เตชวณฺโณ

     7. พระครูสุตภาวนาพิธาน (สันติภัทร) 
 

3. ตั้งกรรมการสอบการเงินวัดโสธรวราราม ย้อนหลังเป็นเวลา 5 ปี เพื่อสางบัญชีการเงินวัดโสธรว่ามีปัญหาดังที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ในการนี้ ทางพระพรหมเวที(สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ได้สั่งตั้งกรรมการขึ้นมา มีพระธรรมคุณาภรณ์ (พิมพ์ ญาณวีโร ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา รองเจ้าคณะภาค 7 เป็นหัวหน้า

 

ในการคืนตำแหน่ง "ผู้ดูแลบรมบรรพต"แก่พระพรหมสิทธินั้น สายข่าวรายงานว่า ทางเจ้าคุณเสนาะ ได้ทำเป็นบันทึกสั้นๆ มีข้อความว่า "สมเด็จวัดปากน้ำ มีบัญชาให้พระพรหมสิทธิกลับไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลบรมบรรพตตามเดิม" และให้เจ้าคุณเด็กรูปหนึ่งนำคำสั่งนี้ไปแจ้งแก่พระพรหมสิทธิ แต่พระพรหมสิทธิเห็นว่าเป็นการง่ายไป เพราะเวลาปลดนั้นเจ้าคุณเสนาะสั่งปลดต่อหน้าหมู่สงฆ์กลางโบสถ์ แต่เวลาจะคืนนั้นกลับให้พระเด็กๆ มาแจ้งแค่คำสองคำ จึงคืนคำสั่งไป เจ้าคุณธงชัยจะรับทราบคำสั่ง ก็ต่อเมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการเหมือนตอนสั่งปลดเท่านั้น จึงต้องดูต่อไปว่า ทางเจ้าคุณเสนาะจะทำอย่างไร ทั้งนี้มีกำชับจากทางวัดปากน้ำว่า หากเจ้าคุณเสนาะยังดื้อแพ่ง ไม่ยอมปฏิบัติตามที่สั่ง ก็จะมีการสั่งพักตำแหน่งของเจ้าคุณเสนาะทุกตำแหน่งในทันที เพราะถือว่าขัดบัญชาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

อย่างไรก็ตาม ตามรูปการณ์ที่ปรากฏออกมาเช่นนี้ ชี้ชัดว่า "คดีมีมูล" ทั้งในส่วนของวัดสระเกศและวัดโสธร สมเด็จวัดปากน้ำจึงเริ่มดำเนินการ "คืนความชอบธรรม" ให้แก่ผู้ถูกกระทำเป็นเบื้องต้น ส่วนการลงโทษเจ้าคุณเสนาะนั้นยังต้องรอความพร้อมอีกระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่าก่อนวันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้ คดีเจ้าคุณเสนาะก็น่าจะสิ้นสุด

สำหรับผลการสอบสวนของคณะสงฆ์ส่วนกลาง มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม เป็นประธาน ซึ่งสรุปสำนวนเสร็จตั้งแต่ก่อนสิ้นเดือนตุลาคม และส่งถวายรายงานถึงสมเด็จวัดปากน้ำไปแล้วนั้น สายข่าวรายงานว่า "อุ้มเสนาะเกินร้อย" ทางสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จึงไม่ยอมนำเอาผลการสอบสวนนั้นเข้ามหาเถรสมาคม แต่ได้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมด้วยตนเอง โดยเรียกผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรให้เข้าปากคำ ก่อนจะมีความเห็นให้คืนตำแหน่งแก่ทุกรูป

ส่วนกรณีพระพรหมสิทธินั้น ก็เป็นเหตุเป็นผลที่ทราบกันทั่วไปในกลุ่มลูกศิษย์วัดสระเกศ ว่าก่อนมรณภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ออกคำสั่งสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ให้พระพรหมสุธี เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศรูปต่อไป

2. ให้พระพรหมสิทธิ ดูแลบรมบรรพตภูเขาทอง

ทั้งสองประการนี้ เป็นเสมือน "พินัยกรรม"ของสมเด็จเกี่ยวก่อนมรณภาพ ถึงไม่ได้เขียน แต่คนที่รับทราบก็มีอยู่เต็มวัด ดังนั้น เมื่อมีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ให้พระพรหมสุธีขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ แบบสายฟ้าแล่บ จึงไม่มีการต่อต้านจากทางฝั่งเจ้าคุณธงชัย (พรหมสิทธิ) ทั้งนี้เพราะยึดมั่นในคำสั่งของสมเด็จพระพุฒาจารย์นั่นเอง 

แต่เมื่อเจ้าคุณเสนาะสั่งปลดพระพรหมสิทธิ ก็เท่ากับว่า "ลบล้างคำสั่งสมเด็จพระพุฒาจารย์" ซึ่งส่งผลให้ตนเอง (เจ้าคุณเสนาะ) ได้เป็นเจ้าอาวาสอีกด้วย ดังนั้น การที่เจ้าคุณเสนาะสั่งปลดเจ้าคุณธงชัย จึงถือว่าไม่กตัญญูต่อครูบาอาจารย์อดีตเจ้าอาวาส ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่วัดสระเกศ พระสงฆ์สามเณรค่อนวัดจึงไม่ยอมรับเจ้าคุณเสนาะในฐานะเจ้าอาวาส

ขั้นตอนต่อไป ทางมหาเถรสมาคม ก็คงจะพิจารณาโทษของเจ้าคุณเสนาะในส่วนนี้ (ทางการปกครอง-ไม่เกี่ยวกับรูปคดีอื่นๆ) ส่วนจะพิจารณาหาใครมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น คาดว่า ทางมหาเถรสมาคมคงจะยกตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศถวายแก่หลวงปู่พระธรรมกิตติโสภณ (หนู อโนมปญฺโญ ป.ธ.8) พระมหาเถระอาวุโสภายในวัด รุ่นราวคราวเดียวกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาส และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ของเจ้าคุณเสนาะด้วย หากเป็นไปตามนี้ ทางฝ่ายเจ้าคุณเสนาะและเจ้าคุณธงชัย ก็คงจะทำใจยอมรับได้ แบบว่าเป็นการถอยกันคนละก้าว

ในส่วนของวัดโสธรจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น หากผลการสอบสวนทวนความได้ว่า มีความผิดปกติในการบริหารวัด ภายใต้การบริหารของ "พระราชมงคลรังษี" เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ก็เชื่อว่า จะมีการเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสใหม่ แต่จะเป็นใครนั้นก็ยังไม่ทราบ ส่วนพระราชมงคลรังษีนั้น เดิมเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง และเข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ.2553 ตามการเสนอของพระพรหมสุธี (เสนาะ) ซึ่งปัจจุบัน พระราชมงคลรังษีมีอายุมากถึง 85 ปี ทางมหาเถรสมาคมจึงอาจจะสั่งเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสวัดโสธร โดยอ้าง "ความชราภาพ" เหมือนที่พระพรหมสุธีอ้าง จึงสั่งปลด "พระราชมงคลวุฒาจารย์" อดีตเจ้าอาวาสวัดโสธร ออกจากตำแหน่ง (จนตรอมใจตาย) แล้วตั้งพระราชมงคลรังษี จากวัดท่าสะอ้านเข้ามาเป็นแทน

ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามนี้ ก็ต้องถือว่าเป็น"กงกรรมกงเกวียน" พระราชมงคลรังษีมาทางไหนก็ต้องไปทางนั้น มาด้วยวิธีไหน ก็ต้องไปด้วยวิธีนั้น มหาเถรสมาคมคงเป็นได้เพียง "ผู้อนุวัตรตามกรรม" เท่านั้น หาไม่แล้ว มหาเถรสมาคมนั่นเองจะต้องถูกแรงกรรมกระทำร้ายด้วย การที่พระพรหมสุธี "ชวด" เป็นองค์ครองกฐินไปในปีนี้ ซึ่งเป็นปีแรกของการดำรำตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า"ผลกรรมมีจริง" ไม่เหลือก็อย่าลบหลู่

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
21 ตุลาคม 2557

http://www.alittlebuddha.com/