วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มหาเถระไม่ทำหน้าที่? ในยุคคสช.

บวชภิกษุณีที่สงขลา !

มหาเถรรู้หรือไม่ รู้แล้วจะทำอย่างไร ?

อา..ปัญหาพระศาสนามาอีกแล้ว คราวนี้หนักกว่าเดิม เพราะมีพระไทยและพระศรีลังกามาช่วยให้การอุปสมบทภิกษุณีสำเร็จ ต่อไปก็สามารถทำกิจกรรมทุกอย่างได้เอง เพราะมีทั้งโรงอุโบสถ มีภิกษุณีสงฆ์ มีสามเณรี มีสิกขามานา และมีพระภิกษุสงฆ์ภาคใต้และต่างประเทศให้การสนับสนุน อุดแบบไหนก็เอาไม่อยู่

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ณ ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม ตำบลเกาะยอ อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา ได้มีพิธีอุปสมบทภิกษุณีขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีสิกขมานาจำนวน 8 รูป ได้เข้ารับการอุปสมบทในครั้งนี้

ทั้งนี้ ได้มีการนิมนต์พระอุปัชฌาย์มาจากประเทศศรีลังกา คือ "ท่านมหินทวังสะ" ซึ่งมีตำแหน่งเป็นมหาสังฆนายก หรือพระสังฆราช แห่งศรีลังกา ส่วนปวัตตินี (อุปัชฌาย์) ในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์นั้น ได้นิมนต์ "ภิกษุณีสุมิตตา" และคณะภิกษุณีสงฆ์จากศรีลังกา มาครบองค์สงฆ์ ทำให้พิธีกรรมผ่านไปโดยเรียบร้อย

ภิกษุณีธัมมทีปา (ณัฐทิพย์ ตนุพันธ์)
หัวหน้าภิกษุณีแห่งอารามทิพยสถานธรรม เกาะยอ สงขลา

หัวหน้านักบวชในอารามแห่งนี้ มีชื่อว่า ภิกษุณีธัมมทีปา (ณัฐทิพย์ ตนุพันธ์) ซึ่งได้จัดตั้งสำนักขึ้นมา เป็นสาขาของวัตรทรงธรรมกัลยาณี ของภิกษุณีฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ จังหวัดนครปฐม

มีลำดับกิจกรรมสำคัญของสำนักภิกษุณีแห่งนี้ ดังนี้

วันที่ 5 เมษายน 2557 มีพิธีบรรพชาสามเณรี จำนวน 38 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์

ภาพพิธีบรรพชาสามเณรี










วันที่ 20 ตุลาคม 2557 มีพิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต สำนักภิกษุณีทิพยสถานธรรม โดยได้นิมนต์พระภิกษุในบริเวณใกล้เคียง จำนวน 40 รูป มาทำพิธีสมมติสีมา จนเสร็จสิ้น

 

ภาพพิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

 

















 

 

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2557 เวลา 06.00 น. ทำการอุปสมบทนางสิกขมานาเป็นภิกษุณี โดยนิมนต์พระอุปัชฌาย์และปวัตตินี พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ตรงมาจากประเทศศรีลังกา

 

ภาพพิธีอุปสมบทภิกษุณีเป็นครั้งแรก

 








 

สายสัมพันธ์กับแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน

 



 

ถามไปยังมหาเถรสมาคมว่า ครั้งก่อน ในเดือน ธันวาคม พ.ศ.2552 พระพรหมวํโส และคณะสงฆ์วัดโพธิญาณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการบวชภิกษุณี โดยมิได้รับอนุญาตจากคณะสงฆ์ไทย สายวัดหนองป่าพงของหลวงพ่อชา จึงประกาศตัดวัดโพธิญาณออกจากสังกัด มาครั้งนี้ มีพระไทยในจังหวัดสงขลาหลายสิบรูป ไปทำสังฆกรรมสมมติสีมา เพื่อให้ใช้ทำการบวชภิกษุณีขึ้นในประเทศไทย มหาเถรสมาคมจะทำอย่างไร ?

ปัญหามี 2 ประเด็น คือ

1. การบวชภิกษุณีในประเทศไทย โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากมหาเถรสมาคม และรัฐบาลไทย ถือว่าทำได้ไหม หมายถึงว่า ผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าผิด, ผิดมาตราใด และมีโทษอย่างไร

2. การนำเอาพระอุปัชฌาย์จากต่างประเทศมาทำการบรรพชาอุปสมบท ในราชอาณาจักรไทย โดยมิได้รับอนุญาตจากมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย ทำได้หรือไม่ หากว่าทำไม่ได้ จะผิดกฎหมายมาตราใด และมีโทษอย่างไร ?

 

ข่าว : เดลินิวส์
1 ธันวาคม 2557

ปฎิรูปเพื่อความมั่นคงของชาติไทย?

กรณีจับกุมและดำเนินคดีกับพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และพวก ได้ร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ กระทำผิดกฎหมายอาญาร้ายแรง อาศัยตำแหน่งหน้าที่ สถานะ แอบอ้าง รับส่วยน้ำมันเถื่อน-บ่อนการพนัน-ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ฯลฯ นำไปสู่การตรวจยึดทรัพย์สินที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลค่ามหาศาล มีการซุกซ่อนไว้ในบ้านหลายหลัง บางแห่งถึงขนาดทำห้องนิรภัย เจาะใต้พื้นบ้าน เจาะผนังบ้าน ทำห้องพิเศษ ติดตั้งตู้นิรภัยเป็นการเฉพาะ เพื่อเก็บซ่อนทรัพย์สินมหาศาล มีทั้งเงินสด (เงินบาท-เงินดอลลาร์) ทองคำแท่ง สแตมป์ทอง เครื่องประดับ พระพุทธรูป โบราณวัตถุล้ำค่า งานศิลปะราคาแพง พระเครื่องนับพันองค์ ไม้แปรรูป รวมถึงโฉนดที่ดินหลายร้อยแปลง ฯลฯ มูลค่ารวมหลายพันล้านบาท!

นำมาซึ่งความตื่นตะลึงของคนในสังคม!

โดยเฉพาะลักษณะของการกระทำผิด ปรากฏว่า กระทำกันเป็นขบวนการ โดยมีนายตำรวจระดับสูงเป็นหัวขบวนใหญ่ ใช้กลไกตำรวจภายใต้สายบังคับบัญชาเป็นมือเป็นไม้ กระทำการเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ กว้างขวางและลงลึกไปถึงแม้กระทั่งพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คาดว่า จะนำไปสู่การดำเนินคดีกับนายตำรวจที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายอีกจำนวนหลายสิบคน

1) รูปการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากปัญหาโครงสร้างของระบบตำรวจที่เอื้อให้ตำรวจที่มีอำนาจสามารถสั่งสมอำนาจ รวบอำนาจ จัดตั้งขุมข่าย สร้างกองกำลังทุจริตคอร์รัปชั่นส่วนตัวได้อย่างกว้างขวางและยืดยาว

การแก้ปัญหานี้ ลำพังการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี โยกย้าย และลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังมิได้แตะการปฏิรูปโครงสร้างระบบตำรวจอย่างแท้จริง

การปฏิรูป เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบ ปรับโครงสร้าง ปรับรื้อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในระบบ

หากโครงสร้างที่ทำให้เกิดปัญหายังอยู่ อีกไม่นาน ก็จะมีนายตำรวจฉาวคนใหม่ เข้ามาสวมตอ รับบทบาทรวบอำนาจ สั่งสมกำลัง สร้างขุมข่ายตำรวจทุจริตแบบเดิมอีกต่อไป แค่เปลี่ยนหน้าตัวละครเท่านั้นเอง

ซึ่งถ้าวันข้างหน้า “ไม่มีเงื่อนไขพิเศษ” ไม่มี คสช. ไม่มีกฎอัยการศึกแล้ว ก็ยากที่จะคาดหวังว่า ระบบตำรวจแบบเดิมจะสามารถสะสางปัญหา จัดการกับตำรวจเลว เปิดโปงและดำเนินคดีตามกฎหมายได้อย่างกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้

2) โครงสร้างตำรวจในวันนี้ ทำให้ระบบตำรวจมีลักษณะ “ตัวยาว-หัวโต-ร่างอ้วน”

“ตัวยาว” คือ สายการบังคับบัญชาที่ยาวมาก โดยเฉพาะตำรวจที่เกี่ยวพันกับประชาชนในชีวิตประจำวัน คือ ระดับประทวน ไม่ว่าจะเป็นสายตรวจ จราจร ตำรวจที่อยู่ในโรงพัก ฯลฯ เป็นกำลังพลหลัก หลายแสนคน มีสายการบังคับบัญชาที่ยาวมาก มีนายหลายคน ต่อขึ้นไปเป็นทอดๆ นายระดับสูงไม่เคยสัมผัสกันในชีวิตการทำงานด้วยซ้ำ

“หัวโต” คือ ตำรวจระดับบังคับบัญชา ระดับนายพันตำรวจถึงนายพลตำรวจ หรือระดับหัว ก็ปรากฏว่า มีอยู่จำนวนมาก เกินความจำเป็น บางคนกลายเป็นไม่มีงานบริหารให้ทำโดยตรง มียศนายพล แต่ไม่มีหน้าที่ชัดๆ

“ร่างอ้วน” คือ ระบบตำรวจในภาพรวม มีหน่วยงานแตกแขนง กระจายออกไปจากภารกิจหลักจำนวนมาก เช่น ตำรวจรถไฟ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ ตำรวจป่าไม้ ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ฯลฯ

จากสายบังคับบัญชายาว รวบจากหัวจนถึงปลายแถว รวบอำนาจผูกไว้เสมือนเป็นกองทัพตำรวจ ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจมีอำนาจควบคุมกำลังพลภายใต้สายบังคับบัญชาทั้งหมด เมื่อใดถูกการเมืองครอบงำ ถูกการเมืองบงการ โดยใช้วิธีแต่งตั้งย้ายแบบ “มีวันนี้เพราะพี่ให้” หรือสมยอมด้วยผลประโยชน์ ก็กลับกลายเป็นว่า ระบบตำรวจจะถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เสมือนเป็นกองกำลังส่วนตัว สร้างปัญหาการเมือง ความขัดแย้ง ทำลายความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง กระทั่งก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรขึ้นมาเสียเอง

3) กรณีอื้อฉาวในขณะนี้ เป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นปัญหาจากการที่ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สามารถสั่งสมอำนาจ รวบอำนาจบังคับบัญชาหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลจำนวนมาก สั่งสมและจัดตั้งกองกำลังสำหรับการทุจริตโกงกินเป็นขบวนการของตนเองเลยด้วยซ้ำ

“กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” สะท้อนภาพการจัดขุมกำลัง รวบอำนาจไว้เป็นพวง เป็นกองทัพตำรวจอย่างชัดเจน เพราะได้รวบอำนาจการจัดการ มีอำนาจครอบจักรวาล มีอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ มีเครื่องไม้เครื่องมือ มียานพาหนะ มีกำลังพลครอบคลุมไปทั้งประเทศ มีกลไกภายใต้สั่งการถึง 11 กองบังคับการ เช่น กองบังคับการปราบปรามที่ดูแลคดีสำคัญๆ ทั่วประเทศ, กองบังคับการตำรวจทางหลวง, กองบังคับการตำรวจรถไฟ, กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว, กองบังคับการตำรวจน้ำ, กองบังคับการเกี่ยวกับการกระทำผิดกับการค้ามนุษย์, กองบังคับการเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, กองบังคับการเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ, กองบังคับการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค, กองบังคับการเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นต้น

เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งสมอำนาจ สร้างอิทธิพลขุมข่าย สั่งสมกำลังพลยึดหัวหาดไว้หมด ก็นำไปสู่การสยายปีกใช้อำนาจโดยมิชอบ แสวงหาผลประโยชน์อย่างเป็นขบวนการ ดังที่ปรากฏว่ามีการใช้ตำรวจน้ำ ตำรวจทางหลวง ฯลฯ ตำรวจที่อยู่ใต้อิทธิพลบังคับบัญชาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบอย่างอุกอาจ

4) การปฏิรูปโครงสร้างระบบตำรวจโดยด่วน จึงเป็นความจำเป็นอย่างที่สุดสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย

เพราะตำรวจ คือ กลไกสำคัญที่จะทำให้สังคมมีความเป็นนิติรัฐ กฎหมายเป็นกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ประเด็นหลักๆ ที่ควรจะได้มีการปฏิรูปโครงสร้างระบบตำรวจ ได้แก่

(1) คดีทั้งหลายในแต่ละท้องที่ แต่ละจังหวัด แต่ละคดีสามารถเสร็จสิ้นการทำงานในระดับจังหวัดนั้นๆ เอง กล่าวคือ ตำรวจจับคนร้าย ทำสำนวนคดี ส่งให้อัยการจังหวัด ส่งฟ้องศาลจังหวัด ตำรวจในจังหวัดนั้นๆ จึงไม่จำเป็นต้องขออนุมัติคำสั่งจากส่วนกลางในการทำคดี ไม่มีความจำเป็นต้องผูกกันเข้ามาเป็นกองทัพตำรวจ ขึ้นตรงกับผู้บัญชาการตำรวจคนเดียวที่ส่วนกลาง ตำรวจจึงสมควรเป็นตำรวจจังหวัด ตำรวจท้องถิ่น มีอิสระในการบริหารจัดการของแต่ละท้องถิ่น

(2) ยกฐานะตำรวจจังหวัดให้สูงจากเดิม เมื่อตำรวจขึ้นอยู่กับท้องถิ่น เติบใหญ่ได้ในระดับท้องถิ่น กระจายตามจังหวัดต่างๆ โดยยกสถานะของตำรวจให้เป็นนิติบุคคลในแต่ละจังหวัด 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย เหมือนมหาวิทยาลัยที่แยกเป็นอิสระในแต่ละแห่ง ตำรวจแต่ละจังหวัดก็จะมีอำนาจบริหารจัดการตัวเอง เช่น เปิดรับสมัครบุคลากร จัดการฝึกอบรม บริหารงานบุคคล มอบหมายภารกิจ สร้างระบบผลประโยชน์ สร้างคุณธรรมและจรรยาบรรณ จัดทำงบ จัดทำแผนงาน ฯลฯ อยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่มีการโยกย้ายตำรวจเลวจากจังหวัดหนึ่งข้ามไปดองไว้อีกจังหวัดหนึ่ง โดยไม่สนใจว่าจังหวัดนั้นๆ จะเสียประโยชน์อย่างไร เพราะแต่ละจังหวัดมีอำนาจพิจารณาบริหารจัดการบุคคลด้วยตนเองว่าจะรับหรือไม่รับใครเข้าทำงาน

(3) คดีที่มีขอบเขตข้ามจังหวัด หรือเป็นคดีสำคัญระดับประเทศ ก็จะยังมีตำรวจส่วนกลางคอยดูแล และเป็นหน่วยที่ประสานงานตำรวจข้ามเขต ประสานความร่วมมือ ให้คำปรึกษาตำรวจในระดับจังหวัด เช่น กองปราบปราม ตำรวจสอบสวนกลาง เป็นต้น คล้ายๆ เอฟบีไอ หรือสกอตแลนด์ยาร์ดในต่างประเทศ

(4) ผ่าตัดแบ่งแยกงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจโดยตรง กระจายออกไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงดูแล เช่น งานตำรวจทางหลวง, งานตำรวจรถไฟ, งานตำรวจท่องเที่ยว, งานตำรวจน้ำ, งานคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ จะทำให้ระบบตำรวจไม่อุ้ยอ้าย สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(5) ควรจะแยกงานสืบสวนและปราบปราม ออกจากงานสอบสวนทำสำนวนคดี เพื่อเป็นการถ่วงดุล ตรวจสอบในระบบ มิใช่จับเอง สอบเอง ทำสำนวนคดีเอง ฟ้องเอง โดยงานสอบสวนควรจะแยกออกจากงานส่วนอื่นๆ ของตำรวจ เพื่อไม่ให้ถูกแทรกแซงโดยสายการบังคับบัญชา ป้องกันการก้าวก่ายสั่งการคดี สั่งเป่าคดี บิดเบือนคดี ควรสร้างพนักงานสอบสวนมืออาชีพที่มีความชำนาญ เชี่ยวชาญ มีจรรยาบรรณวิชาชีพ มีคุณธรรม เพื่อเป็นหลักประกันความยุติธรรมแก่ประชาชน โดยมีระบบเงินเดือนและอัตราเงินเดือนแยกจากตำรวจทั่วไป

(6) เมื่อกระจายอำนาจตำรวจออกไปสู่ระดับท้องถิ่น-จังหวัด จะต้องมี กตร.จังหวัดที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับตรวจสอบอย่างแท้จริง และมีคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับตำรวจไว้ตรวจสอบ ลงโทษตำรวจเลว ดำเนินคดีตำรวจที่กระทำผิดในทุกจังหวัด

(7) ตำรวจที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนมากสุด คือ ตำรวจที่ทำงานในระดับโรงพักต่างๆ ตำรวจชั้นประทวน ในหลายประเทศไม่จำเป็นต้องมียศ อาจจะให้เป็นนายดาบหมด มีเครื่องแบบก็จะมีเครื่องหมายแสดงให้ประชาชนได้รู้ว่าตำรวจคนไหนมีตำแหน่งหน้าที่ใด เพื่อความสะดวกในการติดต่อ ส่วนตำรวจที่สูงกว่านั้นก็ปรับชั้นยศให้สะท้อนสายการบังคับบัญชาสั้นลง ตำรวจไม่จำเป็นต้องมียศเหมือนทหาร ไม่ใช่กองทัพที่จะไปรบทัพจับศึกกับใคร

(8) สถาบันผลิตบุคลากรตำรวจระดับสัญญาบัตรก็ควรจะปฏิรูป จากเดิมรับเด็ก ม.6 เข้าเรียนเตรียมทหาร เรียนนายร้อยตำรวจ เรียนจบออกมาเริ่มต้นทำงานก็เป็นนายร้อยเลย มีอำนาจ มีปืน แต่อาจจะขาดวุฒิภาวะ ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดวัยวุฒิ ก็ควรปฏิรูปให้เป็นสถาบันนายตำรวจ รับผู้เข้าเรียนที่จบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ เรียนวิชาการเป็นตำรวจอีก 1-2 ปี เพื่อสร้างบุคลากรระดับนายตำรวจที่มีคุณสมบัติครบเครื่อง ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น รู้รอบรู้ลึก สมบูรณ์พร้อมทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ

(9) หากมีการปรับโครงสร้างระบบตำรวจ โดยกระจายอำนาจออกไปสู่ระดับท้องถิ่น-จังหวัด มีข้อกังวลว่าอาจเกิดปัญหาผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นครอบงำตำรวจท้องถิ่นหรือไม่? ข้อกังวลนี้มีความเป็นไปได้ในบางพื้นที่ แต่ถ้าพิจารณาบนพื้นฐานสภาพความเป็นจริงทุกวันนี้ ถามว่า ตำรวจในระดับจังหวัดได้รับอิทธิพลจากผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นในจังหวัดอยู่แล้วหรือไม่? ยกตัวอย่าง จังหวัดชลบุรี บุรีรัมย์ สุพรรณบุรี ฯลฯ แต่ถ้ามีการปฏิรูปโครงสร้างระบบตำรวจในทุกท้องถิ่น-จังหวัด หากกระจายอำนาจออกไปจะทำให้จังหวัดอื่นๆ ทุกจังหวัดมีโอกาสพัฒนาระบบตำรวจของตนเอง บางจังหวัดที่ท้องถิ่นเข้มแข็งก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี ทำให้จังหวัดอื่นสามารถเปรียบเทียบ และตื่นตัวที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาระบบตำรวจในระดับจังหวัดของตนเองยิ่งขึ้น เพราะตำรวจจะกลายเป็นเรื่องของคนในท้องถิ่น ใกล้ตัว จับต้องได้ เปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าเดิม

ปฏิรูปทันที หรือหมดโอกาสปฏิรูปสิ้นเชิง?

การปฏิรูปโครงสร้างระบบตำรวจเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นหากต้องการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง

เพราะถ้าไม่มีการปฏิรูประบบตำรวจ ถึงวันที่ไม่มี คสช. ไม่มีกฎอัยการศึก ระบบตำรวจก็จะกลับมาสู่วังวนปัญหาเดิมๆ อีก เป็นเครื่องมือนักการเมือง-นักเลือกตั้ง-นายทุนสามานย์ มีการรวบอำนาจ สร้างขุมข่ายอำนาจ แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบแบบ(ไม่)ลับต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น หาก คสช.และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปอย่างแท้จริง ด้วยความสนับสนุนของประชาชนในสังคมเวลานี้ สามารถจะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างระบบตำรวจได้ทันที ตามแนวทางการศึกษาของหลายคณะ อาทิ ผลการศึกษาที่มีพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยไว้ให้เสียเวลา เสียโอกาสของประเทศชาติ

ที่สำคัญ หากรอจนถึงวันที่มีรัฐบาลนักการเมือง หรือปล่อยเวลาเนิ่นช้าต่อไป เชื่อแน่ว่านักการเมืองและผู้จะสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัวคงจะไม่ยอมปฏิรูประบบตำรวจ อันจะเป็นการสลายกองกำลังส่วนตัวของเขาเป็นแน่แท้

ถ้า คสช.เอาจริง มีเจตจำนงจะปฏิรูปบ้านเมืองจริงๆ จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างระบบตำรวจเสียในวันนี้

ทำทันที ทำวันนี้ ก่อนจะหมดโอกาสปฏิรูปอย่างสิ้นเชิง

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต
นสพ.แนวหน้า

พฤติกรรมมหาโจร ? ในประวัติศาสตร์ไทย

ยังคงเป็นที่สนใจของผู้คนสำหรับคดีสะท้าน “ยุทธจักรสีกากี” กรณี “เดอะกิ๊ก” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) และ “เครือข่าย” ถูกจับกุมด้วย“ข้อหาร้ายแรง” ซึ่งนอกจากเรื่องของคดีจะถูกพูดถึงเป็นวงกว้างแล้ว เรื่อง “ของกลาง” ที่ถูกตรวจยึดได้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน เพราะทำให้หลายคนอ้าปากค้าง เพราะมันมากมายก่ายกอง เป็นดั่ง “คลังมหาสมบัติ” ก็ว่าได้

“พระเก่า-วัตถุโบราณ-เงินสด-ทองคำ-โฉนดที่ดิน” เพียบ!!!

หลายคนเกิดคำถามถึง “กรุสมบัติ” เหล่านี้ว่ามีที่มาอย่างไร โดยเฉพาะ “วัตถุโบราณ” ซึ่งต้องบอกว่าหลายๆชิ้นน่าจะมีอายุหลายร้อยปี และประเมินค่ามิได้???

“นักโบราณคดี” ระดับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง บอกว่า จากการสังเกตต้องบอกว่า “วัตถุโบราณ” ที่ตรวจยึดได้จากเครือข่าย “เจ้าพ่อสอบสวนกลาง” จะว่าไปแล้วเข้าข่าย “คอลเลคชั่นอาเซียน” เพราะเต็มไปด้วยของเก่าทุกยุคทุกสมัย บางส่วนเป็นศิลปะ “สมัยทวารวดี”, ศิลปะเขมรแบบบายน อายุราวๆ 700 ปี, ศิลปะพม่า, ศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ อายุ 1,000 กว่าปี และ “ศิลปะคันธาระ” อายุเกือบ 2,000 ปี เป็นต้น

เขาบอกด้วยว่า “วัตถุโบราณ” ที่น่าสนใจในกลุ่มที่ถูกตรวจยึดได้นั้น ที่น่าสนใจ คือ “ศิลปะเขมร” ที่เป็น “เศียร” องค์เทพทั้งพระนารายณ์ และสุริยเทพ ซึ่งในไทยจะหายาก ส่วนมากจะพบที่เมืองเก่าศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ แต่ละองค์ถ้าเป็นของแท้ถือว่าไม่ธรรมดา นอกจากนี้ยังมีศิลปะเขมรยุคต้นที่เรียกว่า “ศิลปะแบบพนมดา” อายุราวๆ 1,000 กว่าปี กลุ่มนี้อาจไม่เก่ามาก แต่หายาก

“ของเก่าพวกนี้จะกำหนดราคายาก อย่างศิลปะอินเดีย สมัยคุปตะ เพราะไม่ค่อยมีการซื้อขาย แต่ถ้าเข้าสู่ระบบประมูลอย่างถูกต้องน่าจะมีตั้งแต่หลักแสน หรือหลักล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่าที่เห็นยังมีกลุ่มศิลปะคันธาระ ที่นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก” นักโบราณคดี ท่านนี้ กล่าว พร้อมกับระบุว่า เมื่อมาถึงไทย ถ้าเป็นของแท้นี่เคยมีการประมูลกันที่ระดับ.....

“10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”!!!

เขากล่าวต่อว่า บางรูปเห็นมี “นางอัปสรา” ที่ปรากฏเรียงรายอยู่ใน “ปราสาทนครวัด” ของเขมร มีจำนวนนับพันองค์ แต่ในไทยมีอยู่ที่เดียวที่ “ปราสาทศีขรภูมิ” จ.สุรินทร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนางอัปสราที่ปราสาทนครวัดมากที่สุด ตรงนี้ “หายาก” ถ้าเป็นของจริงก็มีความเป็นไปได้ว่าจะนำเข้ามาจากนอกประเทศด้วยวิธีต่างๆ

ลำดับต่อมา “นักโบราณคดี” ท่านนี้วิเคราะห์ไปที่พระพุทธรูปองค์หนึ่งในกลุ่มของกลาง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูป “ปางพระพุทธกวัก” หรือปางประทานเอหิภิกขุ มักจะใช้บูชารัชกาล มีอายุหลังรัชกาลที่ 5 ลงมา “ความเก่าแก่” ไม่เท่าไหร่ แต่หายาก ทำให้ราคาเข้าข่าย “แพง” ใช้ได้ เมื่อพินิจพิเคราะห์ที่เนื้อองค์พระ ยังพบว่าเป็นเนื้อที่เรียกว่า “เม็ดมะขาม” ซึ่งก่อนหน้านี้เห็นมีข่าวอดีต สส.ออกมาแจ้งเบาะแสว่ามีพระพุทธรูปหายไปจากวัดแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี อาจเป็นองค์นี้ก็ได้

“พระพุทธกวักองค์นี้ถ้าสืบค้นดีๆ อาจมีที่มาจากวัดใดวัดหนึ่ง เพราะปางนี้พบน้อย ถ้ามาจากวัดก็แน่นอนว่าน่าจะขโมยมา เพราะปกติขนาดใหญ่แบบนี้จะสร้างเพื่อให้คนบูชาในโบสถ์ ไม่ใช่เช่าไปบูชาที่บ้าน” นักโบราณคดีท่านนี้ตั้งข้อสังเกต

เขาวิเคราะห์ต่อไปว่าของกลางพระพุทธรูปบางองค์เป็นพระบูชายุครัตนะ “ปางป่าเลไลย์” ซึ่งหายาก และจากที่วิเคราะห์ภาพของกลางชุดหนึ่งยังสะดุดตาไปที่พระพุทธรูป “ปางลีลา” ศิลปะสุโขทัย อายุไม่มากประมาณ 700 ปี แต่ถือเป็นพระพุทธรูป
ที่ “คลาสสิก” และสวยงามที่สุดของไทย เพราะแสดงลักษณะอาการพลิ้วไหว เป็นปางนิยมด้วย ถ้านักเล่นของสะสมจะเรียกว่า
“ปางก้าวหน้า” ส่วนใหญ่ถ้าเป็นองค์ใหญ่ขนาดเท่าของกลางก็จะพบแค่ในวัด หรือโบราณสถาน

ของกลางพระพุทธรูปบางส่วนที่เห็นในภาพข่าวยังมีขนาดใหญ่มาก บางองค์เป็นศิลปะอยุธยา, ศิลปะพม่า และศิลปะเชียงแสน ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่นิยม “เล่น” ในหมู่นักสะสม ถ้าใครต้องการก็คงต้องมี “ใบสั่ง” หรือ “ออเดอร์” ให้ไปหากันมาซึ่งปกติพระบูชาในบ้านคนทั่วไปในตลาดเขาจะออเดอร์ขนาดหน้าตักประมาณ 9 นิ้ว เพื่อเอาไปวางเป็นองค์ประธานในโต๊ะหมู่บูชา ราคาไม่สูงมาก เช่น ถ้าเป็นศิลปะเชียงแสน เขาวัดราคากันที่เฉลี่ยนิ้วละแสนบาท

หันไปตรวจสอบเรื่อง “ที่มา” ของวัตถุโบราณที่กลายมาเป็นของกลางในคดีสะท้าน “อาณาจักรโล่เงิน” นั้น ทางนักโบราณคดีท่านนี้ คาดว่าส่วนใหญ่น่าจะมีที่มาที่ไปแบบ “ผิดกฎหมาย”!!!

นักโบราณคดีท่านนี้ วิเคราะห์ว่า เท่าที่สังเกตของกลางโดยเฉพาะวัตถุโบราณ และพระพุทธรูปแต่ละชิ้นจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะได้มาแบบผิดกฎหมาย เช่น วัตถุโบราณที่เป็น“เศียร” ขององค์เทพ และกลุ่มที่เป็นศิลปะจากเขมร ที่มีขนาดใหญ่ทำให้เกิดคำถามว่าเข้ามาในไทยได้อย่างไร ถ้าไม่มี “คนใน” แอบไปขโมยมา แล้วก็มี “คนในไทย” คอยเปิดทาง

ที่สำคัญก่อนหน้านี้ไทยเราเคยจับกุมขบวนการ “ลักลอบ”ขนย้ายวัตถุโบราณเข้ามาในไทยได้ด้วย ซึ่งครั้งนั้นผู้ต้องหา “เลาะ” เอากำแพง “ปราสาทบันเตียชมา” หรือ “ปราสาทบันทายฉมาร์” ปราสาทหินเขมรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลก แล้วขนย้ายเข้ามาในไทยโดยผิดกฎหมาย ซึ่งแต่ละชิ้นมีน้ำหนักหลายตัน ใหญ่ๆ ทั้งนั้น สูงดั่งกำแพง กว้าง 2-3 เมตร

ตรงนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่ามีโอกาสที่ของกลางในคดีนี้จะมี “ที่มา” เช่นเดียวกับคดีในอดีตก็เป็นได้???

เมื่อถามว่า ถ้าให้ “ตีราคา” วัตถุโบราณเหล่านี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณเท่าไร???.....นักโบราณคดีท่านนี้ ถึงกับร้อง แล้วบอกว่า ราคาต่ำสุดน่าจะอยู่ที่หลักพัน หลักแสนบาท แต่สูงสุดนั้นประเมินราคาไม่ได้!!!

“ถามว่าของพวกนี้คนระดับไหนถึงจะครอบครองได้มากขนาดนี้นั้น บอกได้ตรงๆเลยว่าไม่เคยเห็นมีใครครอบครองมากขนาดนี้มาก่อน ระดับ พล.ต.ท. ครอบครองไว้มากขนาดนี้ถือว่าแปลก”

เมื่อถามว่าของกลางเหล่านี้มี “ของเก๊” หรือไม่???.....นักโบราณคดีท่านนี้ บอกว่า ก็คงจะมีบ้าง แต่คิดว่า น่าจะเป็นส่วนน้อย ซึ่งจะเป็นของแท้ หรือของเทียมนั้นให้ตั้งสมมุติฐานไว้ง่ายๆ ว่า เมื่อคุณจะเอาของไป “เซ่น” ผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อโอกาสก้าวหน้าคุณจะกล้าเอาของปลอมไปให้หรือไม่ ซึ่งตำรวจระดับนี้ “ไม่โง่” ถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับ “ฆ่าตัวตาย” ในอาชีพ.....

โทษฐาน “แหกตา” ผู้มีอุปการคุณ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

นสพ.แนวหน้า



วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ข้อมูลความมั่นคงของชาติ สมัยคสช.

การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยรัฐสภา

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ออกความคิดเห็นเสนอให้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีว่า สมควรมาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา ซึ่งนับว่าเป็นแนวความคิดใหม่

หมายความว่า ในกรณีที่รัฐสภามีสองสภา คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทั้งสองสภาดังกล่าวซึ่งประกอบเข้ากันเป็นรัฐสภาจะเป็นผู้ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี จากนั้นพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมติของรัฐสภา

ต่างจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา คือในกรณีที่รัฐสภามีทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็จะมีบทบัญญัติแต่เพียงว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการบ้าง หรืออีกแบบหนึ่งก็คือพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมติของสภาผู้แทนราษฎร

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา แม้ว่าจะมีบทบัญญัติกำหนดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดี เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่การที่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับนับถือให้สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิ์มีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี จึงเท่ากับว่าบทบัญญัติที่ว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนของปวงชนเป็นบทบัญญัติที่แหกตาชาวบ้าน

หรือมิฉะนั้นก็เป็นบทบัญญัติที่เป็นสองมาตรฐาน เพราะในเมื่อจะถือหลักการว่าผู้แทนปวงชนเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ไฉนเล่าจึงตัดสิทธิ์หรือไม่ยอมให้สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิ์มีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี

เพราะเหตุที่รัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มาปากอย่างใจอย่าง หรือกะล่อนปลิ้นปล้อน อันเป็นภาพสะท้อนจิตวิญญาณของคนร่างรัฐธรรมนูญ จึงทำให้รัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มาเป็นรัฐธรรมนูญที่แหกตาชาวบ้าน โกหก ปกปิดความไม่เป็นประชาธิปไตย ความไม่เป็นมาตรฐาน ความซ่อนเงื่อน ซ่อนกล จึงเป็นผลให้กฎหมายหลักของบ้านเมืองเป็นกฎหมายที่มีเถยจิตคิดหลอกลวงชาวบ้านแล้วเป็นผลให้การบริหารบ้านเมืองเกิดดอกออกผลเป็นพิษดังที่เห็นๆ กันอยู่

ดังนั้นจึงถึงเวลาที่คนทั้งปวงจะได้เพ่งโทษของบรรดานักร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาว่าเจ้าเล่ห์แสนกลและเป็นต้นเหตุของปัญหาบ้านเมืองทั้งปวง จนถึงขนาดเกือบสิ้นแผ่นดิน สิ้นชาติ จนต้องยึดอำนาจกันเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ก็ได้แต่ภาวนาว่านักร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่นี้ จะได้เห็นถึงบาปกรรมของนักร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มาว่าเป็นอย่างไร จะไม่ประพฤติปฏิบัติซ้ำแบบซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป

ข้อเสนอของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา จึงเป็นการประกาศความเท่าเทียมกันของความเป็นผู้แทนปวงชน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้มีศักดิ์ มีศรี และมีสิทธิ์อย่างเดียวกัน เท่ากันในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

เรื่องนี้แม้จะเป็นแนวความคิดใหม่แต่ก็เป็นแนวความคิดที่ยืนอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย คือทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วยกัน

สำหรับปัญหาว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากไหน? ก็ต้องดูประสบการณ์ในบ้านเมืองของเราว่าแบบไหนจึงจะสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่สอดคล้องกับสังคมไทยตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้บัญญัติไว้

ปรากฏว่าบทเรียน 80 ปีของประเทศไทยนั้น วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจะเป็นสภาที่ชั่วร้ายเลวทรามที่สุด จนถูกประชาชนชี้หน้าตราว่าเป็นสภาผัวเมีย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ติฉินประณามไว้แล้ว

วุฒิสภาที่เป็นแบบผสม คือมาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง และมาจากการเลือกตั้งอีกส่วนหนึ่งก็เป็นวุฒิสภากึ่งผีกึ่งคน กึ่งโจรกึ่งชาวบ้าน ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนและประเทศชาติได้เลย คล้ายกับวุฒิสภาขี้ผสมข้าว ซึ่งกินไม่ได้ ได้แต่เทให้หมากินเท่านั้น

วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งตามอำเภอใจก็จะกลายเป็นมอบอำนาจให้กับรัฐบาลซึ่งถูกกล่าวขานติเตียนว่าเป็นสภาฝักถั่ว นั่นคือจะดีจะร้ายอย่างไรก็ไม่ถึงกับถูกประณามว่าเลวทรามต่ำช้า คงเป็นแค่ฝักถั่วซึ่งไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยการสรรหานั้น มีบทเรียนว่าพอเป็นที่พึ่งพาอาศัยของประเทศชาติและราษฎรได้ ดังเช่นการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งไม่ว่าสังคมจะมองนายบรรหาร ศิลปอาชา ว่าเป็นคนแบบไหน แต่ปรากฏว่าสมาชิกวุฒิสภาชุดนั้นได้ยอมรับนับถือว่าเป็นวุฒิสภาที่ดีที่สุดที่เคยมีมา

ดังนั้นวุฒิสภาใหม่หากถือแนวทางบทเรียน ประสบการณ์ของประเทศไทยที่ผ่านมา ก็สมควรมีที่มาจากการสรรหาและโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสรรหาที่จะมีการแต่งตั้งขึ้น โดยคำนึงถึงความมั่นคงและความมีเสถียรภาพของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ก็ต้องเชียร์ข้อเสนอของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีไว้ในโอกาสนี้

นสพ.แนวหน้า