วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

ผู้กล้าปราบมารศาสนา?ในประวัติศาสตร์ไทย

เดินไวๆ หน่อย ประชาชนเดือดร้อน !

มหาเถรสมาคมอ้อนวอนธรรมกาย

รมต.-สำนักพุทธใบ้กิน

เสี่ยจำนงค์วัดสัมพันธวงศ์พ่นน้ำลาย

"มันแล้วแต่มุมมอง"

โถ ! กินไปเท่าไหร่แล้วเสี่ยจำนงค์น่ะ

อย่าบอกนะว่า "มีวันนี้เพราะพี่ธัมมชโยให้" น่ะ

 

แล้วไหนล่ะ "เจ้าคุณเอื้อน" เจ้าคณะ กทม. ที่ออกมาเชียร์ธุดงค์ธรรมชัยตั้งแต่เริ่มยกตีนเข้า กทม. บอกว่าดี ดีมาก ช่วยชาติช่วยศาสนา โปรโมทการท่องเที่ยวไทย นำรายได้เข้าประเทศ เพราะคนต่างประเทศอยากดูธุดงค์ธรรมกาย อยากให้จัดอย่างนี้ทุกๆ ปี วันนี้ท่านไปจำวัดอยู่ไหน ทำไมไม่ออกมาเชียร์อีก ออกมาเดินกันให้หมดสิครับ บรรดากรรมการมหาเถรสมาคมที่เป็นสมุนธัมมชโยน่ะ

 

 

 

รวมผลงานที่ได้มาบนความทุกข์ยากของประชาชน

 

 

ชั้นเทพ พระเทพญาณมหามุนี

 

 

ชั้นราช พระราชภาวนาจารย์

 

ชั้นสามัญ (วิปัสสนา) ปีเดียว 4 ด้ามซ้อน

 

 

คลองจั่น - พันล้าน

 

 

ธุดงค์ธรรมชัย ได้ทั้งสวรรค์ ได้ทั้งนิพพาน และได้เป็นพันๆ ล้าน

ชิตัง เม !

 

 

"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (วันที่ได้รับหลวงพ่อสดทองคำหนัก 1 ตัน)
วัดปากน้ำกับวัดพระธรรมกายเป็นวัดเดียวกัน
มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป ไม่ทอดทิ้งกัน"

ได้ฟังคำของหลวงพ่อใหญ่วัดปากน้ำแล้ว
ใครคิดจะแตะวัดพระธรรมกายก็หนาวสะท้าน

สู้เล่นบทตามน้ำไปไม่ดีกว่าหรือ พระศาสนาไม่ใช่ของเราคนเดียว

 

 

 

ถ้อยคำอันทรงคุณค่าของเจ้าคุณเอื้อน

"ดีมาก ช่วยชาติช่วยศาสนา 
สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว อยากให้จัดบ่อยๆ"

 

 

ถ้อยคำอันทรงคุณค่าของเจ้าคุณทองดี

"คนมีบุญจึงมองเห็น ส่วนคนไม่มีบุญก็ไม่มีทางมองเห็น

และจะไม่เห็นตลอดไปทุกชาติ"

 

 

ถ้อยคำอันทรงคุณค่าของเจ้าคุณจำนงค์

"ถ้าหน่วยงานอื่นจัดคงไม่มีปัญหา แต่นี่เป็นธรรมกาย"

หมายถึงว่า คนมีอคติกับธรรมกาย

 

อืม ! เอางี้สิ วัดสัมพันธวงศ์ ของเสี่ยจำนงค์นั่นแหละ จัดเลยครับ จัดเป็นปีแรกเลย ปิดเยาวราชซัก 3 วัน 3 คืน แล้วจะรู้ว่านรกมีจริง นะ อยากจะพิสูจน์วาจาของท่านว่ามันสัตย์ซื่อจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่น้ำลายของ "ธรรมยุตนอกคอก" เท่านั้น

 

 

 

เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น
ปลื้มใจจนไม่รู้จะพูดยังไง น้ำตาไหลเป็นสายน้ำ

ต่อไปจะได้กินน้ำตาแทนข้าว

 

มส.แจงกรณีธุดงค์ธรรมชัย รับจะไปเจรจาวัดพระธรรมกาย ให้เร่งเดิน

มหาเถรสมาคม-สำนักพุทธฯ เจรจาวัดธรรมกาย ขอให้ย้ายจัดธุดงค์ธรรมชัยนอกกรุงเทพฯ-ปริมณฑล หรืองดจัดไปเลย แต่ทางวัดอ้างประชาสัมพันธ์งานไว้แล้ว จึงขอให้พระเดินธุดงค์เร็วขึ้นพร้อมงดโปรยดอกไม้ เพื่อให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง ด้านโฆษก มส.บอก ถ้าหน่วยงานอื่นจัดอาจไม่มีปัญหา
       
วันนี้ (30 ม.ค.) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ในฐานะประธานคณะเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวภายหลังการประชุม มส.ว่า ได้หารือนอกรอบกับ นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) หลังการประชุม มส.เกี่ยวกับข้อร้องเรียนของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเดินธุดงค์ธรรมชัย ของวัดพระธรรมกาย ซึ่งคณะสงฆ์ได้รับทราบปัญหาและห่วงใยข้อเดือดร้อนของประชาชน ดังนั้น พศ.และคณะสงฆ์ จะหารือกับวัดพระธรรมกาย ว่า หากมีการจัดในครั้งต่อไป จะขอให้จัดในพื้นที่รอบนอก ไม่ควรที่จะจัดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากมีปัญหาการจราจรหนาแน่นอยู่แล้ว ยิ่งส่งผลกระทบต่อการจราจร และวิถีชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้น
       
“คณะสงฆ์และ พศ.ได้ทราบว่า วัดพระธรรมกาย จะจัดธุดงค์ธรรมชัย จึงได้ประสานกับทางวัดว่า ขอให้เลี่ยงเขตเมือง หรืองดโครงการนี้ได้หรือไม่ เพราะการจัดโครงการดังกล่าวมีข้อร้องเรียนจากประชาชนที่ประสบปัญหาจราจรเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางวัดพระธรรมกายแจ้งว่า ได้ประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวต่อประชาชนไปแล้ว จึงไม่สามารถที่จะงดได้ แต่ได้ขอให้พระสงฆ์เดินธุดงค์ให้เร็วที่สุด พร้อมงดโปรยดอกไม้ เพื่อให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจราจร และวิถีชีวิตประชาชน แต่เมื่อมีการจัดกิจกรรมดังกล่าว แล้วยังมีข้อร้องเรียนปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอยู่ ก็คงต้องมีการหารือกับวัดพระธรรมกายอีกครั้ง” ประธานคณะเลขานุการฯ กล่าว
       
นายพนม กล่าวว่า ตนได้หารือกับทางประธานเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแล้ว ซึ่งคณะสงฆ์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาความเดือนร้อนของประชาชน จึงจะประสานกับวัดพระธรรมกายได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พศ.ทราบว่า การเดินธุดงค์จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ม.ค.นี้
       
ด้านพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า การเดินธุดงค์ มีมานานแล้ว เป็นกิจของพระสงฆ์ที่บรรจุอยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งในกรณีของธุดงค์ธรรมชัยนั้น เห็นว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน หากมองในเป็นเรื่องที่ดี ก็เป็นการที่พระสงฆ์ถึง 1,130 รูป ได้เดินมาให้บุญถึงหน้าบ้านของประชาชน แต่หากมองอีกแง่หนึ่งก็เป็นการมองไปที่ผู้จัดงาน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เลื่อมใสและไม่เห็นด้วย ขณะที่หากเป็นหน่วยงานอื่นๆ จัด ก็อาจจะไม่มีปัญหา หรือการร้องเรียนเช่นนี้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ทาง มส. ยืนยันว่าได้รับฟังข้อมูลต่างๆ เพื่อดูแลพระพุทธศาสนา ไม่ให้เสียหาย

 

ที่มา : ผู้จัดการ
31 มกราคม 2558

ประวัติศาสตร์โลก รัฐบาลอเมริกันกับการแทรกแซงประเทศอื่น

รัฐบาลอเมริกันกับการแทรกแซงประเทศอื่น

สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ไม่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ลึกซึ้งและยาวนานเหมือนกันประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป ความเป็นมาของประเทศสหรัฐฯ ก็แค่เพียงคนยุโรปกลุ่มหนึ่งอพยพออกจากดินแดนเดิมของตนแล้วไปแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนที่ยังไม่เจริญเหมือนกับยุโรป บรรดาคนอพยพเหล่านั้นไม่สามารถจะอยู่และดำรงชีวิตในยุโรปได้อีกต่อไป อาจจะด้วยเหตุผลของความไม่เท่าเทียม ความไม่ยุติธรรม ความอดอยากยากแค้น ฯลฯ อย่างไรก็ตามทุกคนก็อ้างแค่เพียงว่า ต้องการชีวิตใหม่ในดินแดนใหม่ ดินแดนแห่งเสรีภาพ

                แต่ผู้อพพยที่กล่าวอ้างว่าต้องการความเสรี ต้องการชีวิตที่ดีกว่าเหล่านั้น ก็ได้กลับกลายเป็นผู้รุกรานเบียดเบียนชนเผ่าพื้นเมืองดั่งเดิมที่มีรกรากอยู่ในดินแดนซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับคนที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์การตั้งประเทศสหรัฐฯ มาเป็นอย่างดีก็จะตระหนักดีว่า การกำเนิดของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งคนอเมริกันอ้างแบบเกินจริงว่าเป็นดินแดนเสรี เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยอิสรภาพ และเป็นเมืองแห่งประชาธิปไตยนั้น แท้จริงแล้วคือการก่อตัวของประเทศที่เกิดมาจากการเข่นฆ่าล้างผลาญชีวิตของผู้เป็นเจ้าของดินแดนเดิมอย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม

                นับเป็นความโชคดีอย่างมหาศาลของประเทศสหรัฐฯ ที่ใช้เวลาในการก่อตั้งประเทศเพียงแค่ 200 ปีเศษ แล้วก็สามารถก้าวกระโดดขึ้นไปเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่สอง อาจเป็นเพราะการเจริญเติบโตและมีความแข็งแกร่งที่รวดเร็วจนเกินไปนี่เอง จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดความผยองจนเกินงาม จึงทำตัวไม่ต่างไปจากอันธพาลโลก

ประชาคมโลกพบเสมอ ๆ ว่าประเทศสหรัฐฯ ชอบเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง และวุ่นวายกับกิจการภายในของประเทศอื่น ๆ ด้วยกลอุบายที่น่ารังเกียจ น่าขยะแขยงอยู่ตลอดเวลานับจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยมักจะยกข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยเป็นเครื่องบังหน้า แต่ในความเป็นจริงแล้วมิใช่เพราะสหรัฐฯ ต้องการสนับสนุนประชาธิปไตยอะไรเลย แต่เพียงเพราะว่าประเทศสหรัฐฯ มีความตะกละตะกรามและมักมากในผลประโยชน์เฉพาะตัว ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ โดยไม่เคยคำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมใด ๆ

จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของประเทศสหรัฐฯ คือผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ประเทศอันธพาลเช่นนี้ทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเลวทรามเพียงใดเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจที่ประชาคมโลกจะพบเห็นตลอดเวลาว่า สหรัฐฯ ส่งกองกำลังพร้อมอาวุธเข้าไปรุกรานประเทศอื่น ๆ อย่างไร้ความละอายเสมอมา (ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากพฤติกรรมสามานย์ของอดีตประเทศสหภาพโซเวียตรัสเซีย)

สหรัฐอเมริกาคุ้นเคยและพึงพอใจกับสันดานของการเป็นผู้แทรกแซง จอมก้าวก่าย และความเป็นผู้ล้มล้างผู้นำประเทศอื่น ๆ ด้วยข้ออ้างสุดแสนคลาสสิกว่า เพื่อความถูกต้อง เพื่อประชาธิปไตย เพื่อเสรีภาพ ซึ่งสิ่งที่สหรัฐฯ อ้างนั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น เพราะสหรัฐฯ ไม่เคยใส่ใจกับข้ออ้างดังกล่าวแม้แต่น้อย แต่สหรัฐฯ สนใจเพียงปาก ท้อง และความอยู่รอดของตนเอง โดยไม่สนใจว่าผู้อื่นจะเสียหายอย่างไร นี่คือสันดานแท้จริงของสหรัฐอเมริกา 
นสพ.แนวหน้า

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

ความมั่นคงของสถาบันที่รอ คสช.ปฎิรูป

เมื่อเร็วๆ นี้ มีกรณีพระสงฆ์นอกรีตชื่อดังสิ้นจากความเป็นพระ ปาราชิกไปหลายราย

ล่าสุด คือ กรณีอดีตพระเกษม เสพเมถุน ต้องปาราชิก (แม้จะอ้างว่าลาสิกขาไปเองก็ตาม)

แต่ผู้มีอิทธิพลตัวใหญ่ที่สุดในวงการพระพุทธศาสนาสร้างความเข้าใจผิดที่สุด สร้างความลุ่มหลง มัวเมา ผิดเพี้ยนจากแนวทางของพระพุทธศาสนาอย่างร้ายกาจที่สุด ยังไม่ถูกชำระ

ตรงกันข้าม กลับเหิมเกริม อุกอาจ มากขึ้นเรื่อยๆ

1) การจัดกิจกรรม “ธุดงค์ธรรมชัย” มีลักษณะอีเว้นท์ทางการตลาดอย่างชัดเจน

มีการจัดตั้ง จัดเตรียม จัดหา จัดจ้าง ดำเนินการเอาดอกดาวเรืองจำนวนมหาศาล มาโรยไว้บนพื้น รองรับฝ่าเท้าของพระสงฆ์ที่จะเดินแบกกลดไปตามท้องถนนกลางกรุงเทพมหานคร

เรียกว่า ธุดงค์ธรรมชัย

หวังผลในการสร้างภาพที่จะอลังการ ตื่นตาตื่นใจ ดึงดูดความสนใจ

หวังสร้างชื่อ สร้างแบรนด์ให้กับวัดธรรมกาย

เสมือนเอาพระสงฆ์มาเดินเรียกแขก เรียกความสนใจ โดยออกแบบการโชว์ให้ตื่นตาตื่นใจ

ลองนึกถึงกลวิธีของ “พริตตี้มอเตอร์โชว์”

เพื่อชักจูงคนเข้าร่วมลัทธิ ก่อนจะตะล่อมเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งธรรมกายซึ่งสิ้นเปลืองเงินทองอย่างยิ่ง

2) กิจกรรมการตลาดเพื่อหวังผลโฆษณาชวนเชื่อนี้ ผิดแผกแตกต่างไปจากหลัก “ธุดงควัตร” แห่งพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง

การปฏิบัติธุดงควัตร คือการที่สงฆ์จาริกไปตามป่าเขา ปลีกวิเวก ถือสันโดษ พำนักตามโคนไม้ เพิงผา สมถะ ลดละอุปโภคบริโภค ทำจิตให้เป็นอิสระจากพันธนาการเครื่องร้อยรัดทั้งปวง เป็นการประหารกิเลส มิใช่การออกมาเดินย่ำดอกไม้ไปในเมืองหลวง เสพรับสักการะ เบียดเบียนความสะดวกของวิถีคนเมือง เดือดร้อนกันทั่ว

ธุดงค์ต้องออกไปสู่ป่า… แต่ธรรมกายมาจัดอีเว้นท์ในเมือง

เพราะในเมืองมีผู้บริโภค มีกำลังซื้อ มีเงินเยอะ ใช่หรือไม่?

3) อันที่จริง เจ้าลัทธินี้น่าจะปาราชิกไปแล้ว!

ซ้ำยังถูกดำเนินคดีร้ายแรง ศาลยุติธรรมจวนจะพิพากษาอยู่แล้ว แต่อัยการในยุคทักษิณถอนฟ้องไปเสียดื้อๆ

คงจำกันได้... พฤติกรรมยักยอกทรัพย์สินของธัมมชโย ทั้งเงินและที่ดิน ตลอดจนอวดอุตริมนุสธรรม

กรมที่ดินตรวจพบธัมมชโยมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินและบริษัทที่เกี่ยวกับวัดกว่า 400 แปลง เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ในจังหวัดพิจิตร

มีการดำเนินคดีกับธัมมชโย ตั้งแต่ปี 2542-2547 เหลือสืบพยานจำเลยอีก 2 นัด ในวันที่ 23 และ 24 สิงหาคม 2549 แต่แล้วในวันที่ 21 สิงหาคม พนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ ก็ขอถอนฟ้องจำเลย คือ ธัมมชโย

อ้างว่า จำเลยได้คืนที่ดินและเงินจำนวน 959 ล้านบาทแล้ว!

อัยการสูงสุดขณะนั้น ชื่อ นายพชร ยุติธรรมดำรง

ก่อนหน้าที่อัยการจะถอนฟ้องแค่เดือนเดียว 18 กรกฎาคม 2549 ยุครัฐบาลทักษิณ ได้ใช้สถานที่วัดธรรมกาย ระดมเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 80,000 คน มาร่วมงาน โดยให้ทักษิณมาเป็นประธาน หวังผลทางการเมืองเพื่อต้านทานกระแสขับไล่ทักษิณของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนั้น

แม้คดีทางโลก ทางกฎหมาย จะไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ตามหลักธรรมวินัย เมื่อการยักยอกทรัพย์กระทำสำเร็จแล้ว (จนถึงกับต้องเอามาคืน หรืออ้างว่าเอามาคืนแล้ว) ก็น่าจะเข้าข่ายปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ!

หากปาราชิกไปแล้ว สถานะก็ย่อมไม่ต่างกับอดีตพระเกษม และคนอื่นๆ ที่ปาราชิกไปแล้ว

4) ที่อันตรายยิ่งกว่าการจัดอีเว้นท์ เดินแบกกลด-ย่ำดอกไม้โชว์ คือ แนวทางของลัทธิธรรมกายที่ทำให้คนเข้าใจผิด สับสน เกิดความวิปริตผิดเพี้ยนจากแก่นพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง

บทคัดย่อวิทยานิพนธ์เรื่อง   “บทบาทในการรักษาพระธรรมวินัยของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) : ศึกษาเฉพาะกรณีธรรมกาย” โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ชี้ประเด็นสำคัญบางส่วน ดังนี้

“1. กรณีธรรมกาย หมายถึงชื่อเรียกโดยรวมเกี่ยวกับพฤติการณ์ต่างๆ ที่สำนักวัดพระธรรมกายเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้น พฤติการณ์ทั้งหมดที่สำนักวัดพระธรรมกายเป็นต้นเหตุให้เกิดขึ้นนั้น เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็มีสองลักษณะเท่านั้น คือ การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต และการประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย

2. การทำพระธรรมวินัยให้วิปริตที่พบว่า มีสาเหตุมาจากสำนักวัดพระธรรมกายก็คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ประมวลไว้ซึ่งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การพยายามปลอมปนคำสอนในลัทธิของตนลงในพระไตรปิฎก การพยายามยกย่องครูบาอาจารย์ของตน หรือแม้แต่นักวิชาการจากต่างประเทศให้มีฐานะสำคัญ ถึงขนาดที่ใช้ทัศนะของท่านเหล่านั้นขึ้นมาอ้างเป็นมาตรฐานเพื่อตัดสินหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนาอย่างเรื่องนิพพาน เป็นต้น การพยายามให้อรรถาธิบายชักจูงให้คนทั่วไปเข้าใจว่า บุญมีฐานะเป็นดุจสินค้าชนิดหนึ่ง และเมื่อทำบุญและอานิสงส์ของบุญจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่างๆ ได้อย่างปาฏิหาริย์

3.การประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยเฉพาะประเด็นหลัก ได้แก่ การพยายามนำเอาลัทธิทุนนิยมที่มีความโดดเด่นอยู่ที่ระบบการตลาดเข้ามาผสมผสานกับการบริหารจัดการวัด การจัดตั้งองค์กร รวมทั้งการระดมทุนและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคล องค์กรทางธุรกิจ การเมือง และการศาสนาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งการทำเช่นนี้ส่งผลให้สำนักวัดพระธรรมกายกลายเป็นสำนักที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทั้งในทางวัตถุ ทุนทรัพย์ และในทางเกียรติคุณชื่อเสียง แต่วิธีเหล่านี้เป็นพฤติการณ์ที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับพระพุทธศาสนาเถรวาทที่เน้นความเรียบง่าย ความเป็นธรรมชาติชนิดที่ปราศจากการจัดตั้ง หรือการจัดการ และไม่เกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยม (รวมทั้งวัตถุนิยม) อย่างสิ้นเชิง

4. พฤติการณ์อันสืบเนื่องมาจากสำนักวัดพระธรรมกายทั้งหมดนั้น เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา และต่อสังคมไทยอย่างลึกซึ้งถึงรากฐานชนิดที่ว่า ถ้าสำนักวัดพระธรรมกายทำสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่สำนักตั้งเอาไว้ ก็จะส่งผลให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยซึ่งเป็นพระพุทธศาสนาอย่างเถรวาทต้องสูญสิ้นอันตรธานไป และสังคมไทยก็อาจกลายเป็นสังคมที่มีค่านิยมหวังผลดลบันดาลเชื่อมั่นศรัทธาในเทพเจ้า ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มัวเมาอยู่ในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และถูกหลอกให้เพลินจมอยู่ในสุขอันดื่มด่ำจากสมาธิวิธีที่ถือว่าเป็นมิจฉาสมาธิและเต็มไปด้วยผู้คนที่ตกเป็นทาสของลัทธิทุนนิยม บริโภคนิยม และวัตถุนิยมอย่างงมงายไม่อาจหลุดพ้นเป็นอิสระไปจากการครอบงำของลัทธิเหล่านี้ได้…”

5) บทสรุปแห่งอันตรายอย่างที่สุดต่อพระพุทธศาสนา สะท้อนอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ความบางตอนว่า

“วัดธรรมกายใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการเข้าแทรกแซงและยึดครองคณะสงฆ์ไทย อาจเรียกว่า ‘กลยุทธ์ปูเสฉวน’ เพราะปูเสฉวนอาศัยอยู่ในเปลือกหอย แต่ตัวเป็นปูไม่ใช่หอย อาศัยเปลือกหอยกำบังธาตุแท้เพื่อลวงโลก ปูเสฉวนออกจากเปลือกหอยมากินเนื้อหอย หอยก็ยังไม่รู้สึกตัวจนตัวตายแล้ว”

“วัดธรรมกายเป็นลัทธิแปลกปลอม ไม่ใช่พระพุทธศาสนาเถรวาทแท้ของคณะสงฆ์ไทย แต่ผู้บริหารวัดร่วม 10 รูป ได้วางแผนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างชาญฉลาด เป็นนักฉวยโอกาสชั้นสุดยอด รู้จักใช้บุคคล ช่วงจังหวะแฝงตัว กำบังตัว คืบคลานเข้ามาแทรกแซงคณะสงฆ์ไทย...

สารส้ม
นสพ.แนวหน้า

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

มวลชนและโลกสังคมออนไลน์ของซาอุดิอาระเบีย ตำหนิอย่างรุนแรง 

29 ม.ค.58 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเรื่องที่ "มิเชล โอบามา" สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา ถูกสื่อมวลชนและโลกสังคมออนไลน์ของซาอุดิอาระเบีย ตำหนิอย่างรุนแรง ในประเด็นที่เธอไม่สวม "ฮิญาบ" หรือผ้าคลุมศีรษะของผู้หญิงมุสลิม ในระหว่างติดตาม ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ไปร่วมพิธีไว้อาลัยกษัตริย์อับดุลลาห์ แห่งซาอุดิอาระเบีย และยังมีการเผยแพร่ภาพที่เธอจ้องเขม็งไปยังเจ้าหน้าที่ทางการซาอุดิอาระเบีย ที่ไม่ยอมจับมือกับเธอด้วย

ผู้นำสหรัฐฯ และภรรยา ได้ตัดลดการเยือนอินเดีย เพื่อปลีกเวลาไปเข้าเฝ้าสมาชิกพระราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์อับดุลลาห์ และนางมิเชลถูกจับจ้องว่า แสดงสีหน้าไม่สู้ดีนักในระหว่างการเยือนกรุงริยาด เพื่อเข้าเฝ้ากษัตริย์ซัลมาน พระประมุของค์ใหม่ ซึ่งในระหว่างการพบปะบรรดาบุคคลสำคัญของพระราชวงศ์ พบว่า มีหลายพระองค์ไม่ยอมจับมือกับเธอ และได้แต่เพียงพยักหน้าให้เท่านั้น ซึ่งแม้นางมิเชลจะสวมเครื่องแต่งกายที่มิดชิด ในระหว่างการเยือนเป็นเวลา 5 ชั่วโมง แต่เธอก็ไม่ได้สวมฮิญาบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่เข้มงวดตามจารีตประเพณีของประเทศที่ได้ชื่อว่าอนุรักษ์นิยมแห่งนี้

แนวหน้า

การรักษาศักดิ์ศรีความเป็นไทย ในประวัติศาสตร์

นับว่าสะใจและเป็นการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นชาติไทย เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ แสดงท่าทีตอบโต้มะกันอันตรายที่แสดงความเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลโลกที่เหิมเกริมแทรกแซงกิจการภายในของไทย ขณะเดียวกันก็แสดงท่าทีปกป้องระบอบทักษิณอย่างออกหน้าออกตา

2 มะกันอันตรายตัวแสบ ที่บุกมาหยามไทยถึงถิ่นคือ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรมต.ต่างประเทศสหรัฐ และ นางเจน ซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่แสดงความถ่อยและโฉ่งฉ่างข่มขู่ไทยขณะเข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยกดดันให้ คสช.ยกเลิกกฎอัยการศึก และมีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วตามความต้องการของระบอบทักษิณ ขณะเดียวกันก็ขู่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐจะไม่กลับสู่ภาวะปกติเด็ดขาด ตราบใดที่ประชาธิปไตยในไทยยังไม่กลับคืนมา

เรื่องข้อกดดันให้ไทยยกเลิกกฎอัยการศึกพอถูก พล.อ.ธนะศักดิ์ สอนมวยถามกลับว่าหากมะกันอันตรายอยู่ในสถานการณ์เหมือนไทยจะยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ และจะแก้ปัญหาอย่างไร ปรากฏว่า นายแดเนียล รัสเซล ถึงกับใบ้กินอึกอักตอบไม่ได้แล้วแก้เกี้ยวว่าจะไปหาคำตอบมาให้

แต่ที่แสดงความเจ้าเล่ห์เป็นอันธพาลในคราบประชาธิปไตยก็คือ นายแดเนียล รัสเซล ที่หลังพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็เล่นเกมตีหัวเข้าบ้านหยามรัฐบาลคสช. โดยไปปาฐกถาที่จุฬาฯถล่มไทยยับเยิน ด้วยการอ้างว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ส่อรู้เห็นเป็นใจให้เกิดมหกรรมโกงโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความวิบัติล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ซึ่งเป็นการบิดเบือนและแสดงธาตุแท้ปกป้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อันเป็นทายาทระบอบทักษิณอย่างน่าเกลียด

เพราะฉะนั้นถูกต้องแล้วที่ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศเรียก นายแพทริคเมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าพบเพื่อเตือนสติโดยขอคำชี้แจงท่าทีของ นายแดเนียล รัสเซล รวมทั้งจุดยืนของทางการมะกันอันตราย เพราะการกล่าวหาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเท่ากับพยายามชี้ว่า การลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าแต่งตั้งโดย คสช.เป็นการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเล่นงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งๆ ที่ความจริงการฟ้องร้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เกิดขี้นก่อนที่ คสช.จะเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้ว และการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้ก็เป็นไปตามขั้นตอนและจำนนทั้งด้วยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงอย่างดิ้นไม่หลุด มิฉะนั้นสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ซึ่งที่ผ่านมา ส่อปกป้องช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาตลอดก็คงไม่ตัดสินใจฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทางอาญาในฐานความผิดเดียวกับที่ถูกถอดถอน

การที่มะกันอันตรายสมคบกับระบอบทักษิณและพยายามปกป้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างที่มะกันอันตรายใช้อ้างโฆษณาชวนเชื่อ แต่เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ยอมเป็นทาสรับใช้มะกันอันตราย ในการใช้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์แผ่ขยายอิทพลด้านความมั่นคงและความเป็นอันธพาลโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อคานอิทธิพลของจีนแลกกับการหนุนหลังทางการเมืองจากมะกันอันตราย

การเรียกอุปทูตมะกันอันตรายมาเตือนสติจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กกว่า แต่ก็มีศักดิ์ศรีและมีประวัติศาสตร์การสร้างชาติที่ดำรงความเป็นเอกราช

ไม่เคยเป็นขี้ข้าใครมานานกว่า 1,000 ปี ขณะที่มะกันอันตรายเองกำพืดดั้งเดิมก็เป็นแค่พวกเร่ร่อนที่หนีความแร้นแค้นแยกตัวจากอังกฤษมาสร้างชาติเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้วนี่เอง ซึ่งการที่มะกันอันตรายเหิมเกริมก็เพราะมีคนไทยเพียงบางกลุ่มที่ยอมขายชาติชักศึกเข้าบ้าน ขณะที่คนไทยค่อนประเทศไม่ยอมให้มาเฟียโลกอย่างมะกันอันตรายมาเหยียดหยามข่มขู่ดุจทาสรับใช้เด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม
 

ทีมข่าวการเมือง

นสพ.แนวหน้า