วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ประวัติศาสตร์ภารกิจพิทักษ์ป่าของพระราชา

หลวงพ่อเยื้อนกับภารกิจพิทักษ์ป่าของพระราชา http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2015/06/blog-post.html

๑๓ มิ.ย.๕๘ พล.อ.ประสูตร รั ศมีแพทย์ หน.สง.รอง ผอ.รมน./สปช., คุณปิยพัชร์ สินพงศ์นาคพร อนุกรรมาธิการเศรษฐกิจต่างประเทศ/สปช. ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมรับทราบปัญหาการทำนา/ชาวนาในพื้นที่ จว.ส.ร.และการลักลอบตัดไม้พื้นที่วัดป่าเขาศาลาฯ ต.จรัส อ.บัวเชด จว.ส.ร. โดยมี นายธัชชัย สีสุวรรณ รอง ผวจ.ส.ร.(๑), พ.อ.เอกภาพ สุหร่าย รอง ผอ.รมน.จว.ส.ร.(ท),พ.อ.ศักดิ์ชัย ทองนุ่ม รอง ผบ.จทบ.ส.ร./กกล.รส.จว.ส.ร.,พ.อ.สิปปกรณ์ แก้วมณี ศปป.๖ กอ.รมน.,นายวัทธิกร ใสงาม พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์,นายธนาบูลย์ สุขปัญญา ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์,น.ส.ณชณฆ์ ตรงใจ ผจก.ไชนี่ วันวันวัน,จนท.สหกรณ์เพื่อการเกษตร, ผจก.สหกรณ์การเกษตรทั้ง ๑๗ อำเภอ, จนท.ธกส.จว.ส.ร. และ จนท.จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้การต้อนรับและนำตรวจสถานที่ โดยเมื่อเวลา ๑๑๐๐ ไปตรวจเยี่ยมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย ที่ บ.ทัพไทย ต.ทมอ อ.ปราสาท จว.ส.ร. มี สมาชิกสหกรณ์ร่วมให้การต้อนรับ ประมาณ ๓๐ คน โดยมี นางกัญญา อ่อนศรี ผญบ.ทัพไทย/ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด เป็นผู้บรรยาย และมี ดร.สุทธิศักดิ์ แก้วแกมจันทร์ อาจารย์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เป็นที่ปรึกษาสหกรณ์ เวลา ๑๒๓๐ เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์แสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ “ผกาสะเร็น” บ.รำเบอะ ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จว.ส.ร. เวลา ๑๓๓๐ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการเกษตรอินทรีย์ของบริษัทไชนี่ วันวันวัน บ.นาสาม ต.นาบัว อ.เมือง จว.ส.ร. โดยมี น.ส.ณชณฆ์ ตรงใจ ผจก.บริษัทฯ บรรยาย มีสมาชิกสหกรณ์ให้การต้อนรับ ประมาณ ๕๐ คน เวลา๑๔๓๐ เดินทางไปตรวจเยี่ยม ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ บ.รำเบอะ ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท มี นายธนาบูลย์ สุขปัญญา ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ เป็นผู้บรรยาย มีสมาชิกเกษตรกรร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ร่วมให้การต้อนรับประมาณ ๒๐๐ คน เวลา๑๕๓๐ เดินทางไปรับฟังบรรยายสรุปที่สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด อ.ปราสาท โดยมี พ.อ.เอกภาพ สุหร่าย รอง ผอ.รมน.จว.ส.ร.บรรยายสรุปสถาพปัญหาของชาวนาในพื้นที่ จว.ส.ร., พ.อ.สิปปกรณ์ แก้วมณี บรรยายเกี่ยวกับสุรินทร์โมเดล จากนั้น พล.อ.ประสูตร ได้ซักถามข้อสงสัย/ตอบปัญหาจาก จนท.สหกรณ์การเกษตร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีผู้เข้าร่วมประชุม ประมาณ ๕๐ คน ยุติการประชุม เวลาประมาณ ๑๗๓๐ และเมื่อ ๑๓ มิ.ย.๕๘,๒๓๐๐ พระราชวิสุทธิมุนี(หลวงตาเยื้อน ขันติพโล) เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะ
จาโร บ.จรัส อ.บัวเชด จว.ส.ร.ได้เดินทางไปพบ พล.อ.ประสูตร รัศมีแพทย์ ที่โรงแรมมาเจสติก อ.เมือง จว.ส.ร. เพื่ออธิบายโครงการต่างๆ เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่าโครงการพระราชดำริวัดเขาศาลาฯ เวลาประมาณ ๒๓๔๕ จึงเดินทางกลับ จากการเดินทางมาตรวจเยี่ยมรับทราบปัญหาชาวนา/การลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่าโครงการพระราชดำริวัดเขาศาลาฯ
สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
๑. ปัญหาชาวนา
๑. สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย ขอให้พิจารณาช่วยเหลืองบประมาณตั้งโรงสี และตู้อบเนื้อแดดเดียว(จากกรมวิทยาศาสตร์) คณะฯ ชื่นชมกับชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่มีความเข้มแข็ง บริหารจัดการได้ครบวงจร สามารถช่วยเหลือตนเองได้ สามารถส่งข้าวไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกาได้ เป็นต้นแบบที่น่าสนใจ และจะนำเสนอ นรม.ให้มาเยี่ยมชมเพื่อหาทางสนับสนุนและเป็นตัวอย่างให้แก่กลุ่มสหกรณ์อื่น ซึ่งการรวมกลุ่มของราษฎร จะประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคราชการและองค์กรอื่นๆ เช่น นักวิชาการจากสถานศึกษา มาเป็นที่ปรึกษา แต่ประเด็นสำคัญคือตัวราษฎรและผู้นำของกลุ่มจะต้องมีความเข้มแข็ง มีวินัย มีขีดความสามารถในการติดต่อประสานงานหาตลาดได้ด้วยตนเอง
๒. สหกรณ์การเกษตร ขอให้ทางรัฐบาลปล่อยเงินกู้ให้ทางสหกรณ์ก่อนเดือน ต.ค. เนื่องจากปีที่ผ่านมาปล่อยเงินกู้ให้ในเดือน ธ.ค. ล่าช้าไม่สามารถซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้ทันเวลา และเงินที่ปล่อยให้สหกรณ์ไม่เพียงพอที่จะซื้อข้างเปลือกจากเกษตรกรทำให้เกษตรกรจำต้องนำข้าวเปลือกไปขายให้แก่โรงสี (ถูกกดราคา)
๓. ปัญหาข้าวสารที่รัฐบาลก่อนรับจำนำและข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวในยุ้งฉางที่ยังไม่สามารถระบายออกได้ รับจะประสานกับนายทุนจากประเทศจีนให้มาสำรวจตลาดข้าวในพื้นที่ จว.ส.ร. และให้พบกับกลุ่มสหกรณ์/เกษตรกรโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางชาวไทย ที่มักจะสร้างเงื่อนไขราคาทำให้เกิดอุปสรรคต่อการค้า ซึ่งประเทศจีนมีความต้องการข้าวหอมมะลิอีกเป็นจำนวนมาก
๔. ปัญหาของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว งบประมาณการตรวจแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ไม่เพียงพอ (ค่าตรวจแปลงละ ๘๐๐ บาท) ซึ่งงบประมาณปี ๕๙ ทางศูนย์ฯ ของบประมาณตรวจแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ไป จำนวน ๓,๕๐๐ แปลง ถูกตัดงบเหลือ ให้ตรวจได้ จำนวน ๑,๕๐๐ แปลง ทั้งที่สมาชิกสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ – ๑๒,๐๐๐ตัน/ปี จึงทำให้ทางศูนย์ฯ ไม่สามารถสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ให้แก่เกษตรกรชาวนาได้เพียงพอ ซึ่งทางคณะรับจะนำไปเสนอหน่วยเหนือต่อไป
๕. โครงการ ๑ ตำบล ๑ ล้าน ที่มีโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เป็นโครงการที่สอดคล้องในการลดต้นทุนการผลิตเห็นควรสนับสนุนขยายไปทุกตำบลเป็นโครงการต่อเนื่องต่อไป
๒. ปัญหาการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่โครงการพระราชดำริวัดเขาศาลาฯ
๒.๑ ในโครงการสร้างรั้ว/เส้นทาง/คูคลอง เพื่อความสะดวกในการ ลว.และเป็นเครื่องกีดขว้างป้องกันกลุ่มลักลอบตัดไม้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขียนโครงการเสนอไปยังหน่วยเหนือโดยเฉพาะหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ทั้ง กกล.สุรนารี หรือ ทสจ.
๒.๒ กำลัง ลว.ป้องกัน ส่วนที่ไม่มีงบประมาณ เบี้ยเลี้ยง สป.๓ อาวุธยุทโธปกรณ์ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง/จัดกำลังพล เขียนโครงการขอสนับสนุนงบประมาณเพื่อจะได้นำเสนอเหนือและผู้บังคับบัญชาต่อไป

หน้าหลัก
ผู้บังคับบัญชา
การปฏิบัติงาน
สรุปรายงานนำเรียน ผอ.รมน./นรม.
บทความ / ข่าวสาร
การติดต่อ
เจ้าหน้าที่เท่านั้น
สุรินทร์ กับภารกิจปกป้องผืนป่า
ผวจ.สุรินทร์                                   รอง ผอ.รมน.สุรินทร์
                                                                   นายนิรันดร์    กัลยาณมิตร                                 พ.อ.เอกภาพ    สุหร่าย
                                                    ผู้ว่าราชาการจังหวัด/ผอ .รมน.จังหวัด ส.ร.                     รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ร.(ท.)

๑๓ มิ.ย.๕๘ พล.อ.ประสูตร รั ศมีแพทย์ หน.สง.รอง ผอ.รมน./สปช., คุณปิยพัชร์ สินพงศ์นาคพร อนุกรรมาธิการเศรษฐกิจต่างประเทศ/สปช. ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมรับทราบปัญหาการทำนา/ชาวนาในพื้นที่ จว.ส.ร.และการลักลอบตัดไม้พื้นที่วัดป่าเขาศาลาฯ ต.จรัส อ.บัวเชด จว.ส.ร. โดยมี นายธัชชัย สีสุวรรณ รอง ผวจ.ส.ร.(๑), พ.อ.เอกภาพ สุหร่าย รอง ผอ.รมน.จว.ส.ร.(ท),พ.อ.ศักดิ์ชัย ทองนุ่ม รอง ผบ.จทบ.ส.ร./กกล.รส.จว.ส.ร.,พ.อ.สิปปกรณ์ แก้วมณี ศปป.๖ กอ.รมน.,นายวัทธิกร ใสงาม พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์,นายธนาบูลย์ สุขปัญญา ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์,น.ส.ณชณฆ์ ตรงใจ ผจก.ไชนี่ วันวันวัน,จนท.สหกรณ์เพื่อการเกษตร, ผจก.สหกรณ์การเกษตรทั้ง ๑๗ อำเภอ, จนท.ธกส.จว.ส.ร. และ จนท.จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้การต้อนรับและนำตรวจสถานที่ โดยเมื่อเวลา ๑๑๐๐ ไปตรวจเยี่ยมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย ที่ บ.ทัพไทย ต.ทมอ อ.ปราสาท จว.ส.ร. มี สมาชิกสหกรณ์ร่วมให้การต้อนรับ ประมาณ ๓๐ คน โดยมี นางกัญญา อ่อนศรี ผญบ.ทัพไทย/ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด เป็นผู้บรรยาย และมี ดร.สุทธิศักดิ์ แก้วแกมจันทร์ อาจารย์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เป็นที่ปรึกษาสหกรณ์ เวลา ๑๒๓๐ เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์แสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ “ผกาสะเร็น” บ.รำเบอะ ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จว.ส.ร. เวลา ๑๓๓๐ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการเกษตรอินทรีย์ของบริษัทไชนี่ วันวันวัน บ.นาสาม ต.นาบัว อ.เมือง จว.ส.ร. โดยมี น.ส.ณชณฆ์ ตรงใจ ผจก.บริษัทฯ บรรยาย มีสมาชิกสหกรณ์ให้การต้อนรับ ประมาณ ๕๐ คน เวลา๑๔๓๐ เดินทางไปตรวจเยี่ยม ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ บ.รำเบอะ ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท มี นายธนาบูลย์ สุขปัญญา ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ เป็นผู้บรรยาย มีสมาชิกเกษตรกรร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ร่วมให้การต้อนรับประมาณ ๒๐๐ คน เวลา๑๕๓๐ เดินทางไปรับฟังบรรยายสรุปที่สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด อ.ปราสาท โดยมี พ.อ.เอกภาพ สุหร่าย รอง ผอ.รมน.จว.ส.ร.บรรยายสรุปสถาพปัญหาของชาวนาในพื้นที่ จว.ส.ร., พ.อ.สิปปกรณ์ แก้วมณี บรรยายเกี่ยวกับสุรินทร์โมเดล จากนั้น พล.อ.ประสูตร ได้ซักถามข้อสงสัย/ตอบปัญหาจาก จนท.สหกรณ์การเกษตร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีผู้เข้าร่วมประชุม ประมาณ ๕๐ คน ยุติการประชุม เวลาประมาณ ๑๗๓๐ และเมื่อ ๑๓ มิ.ย.๕๘,๒๓๐๐ พระราชวิสุทธิมุนี(หลวงตาเยื้อน ขันติพโล) เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะ
จาโร บ.จรัส อ.บัวเชด จว.ส.ร.ได้เดินทางไปพบ พล.อ.ประสูตร รัศมีแพทย์ ที่โรงแรมมาเจสติก อ.เมือง จว.ส.ร. เพื่ออธิบายโครงการต่างๆ เกี่ยวกับมาตรการป้องกันการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่าโครงการพระราชดำริวัดเขาศาลาฯ เวลาประมาณ ๒๓๔๕ จึงเดินทางกลับ จากการเดินทางมาตรวจเยี่ยมรับทราบปัญหาชาวนา/การลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่าโครงการพระราชดำริวัดเขาศาลาฯ
สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
๑. ปัญหาชาวนา
๑. สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย ขอให้พิจารณาช่วยเหลืองบประมาณตั้งโรงสี และตู้อบเนื้อแดดเดียว(จากกรมวิทยาศาสตร์) คณะฯ ชื่นชมกับชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่มีความเข้มแข็ง บริหารจัดการได้ครบวงจร สามารถช่วยเหลือตนเองได้ สามารถส่งข้าวไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกาได้ เป็นต้นแบบที่น่าสนใจ และจะนำเสนอ นรม.ให้มาเยี่ยมชมเพื่อหาทางสนับสนุนและเป็นตัวอย่างให้แก่กลุ่มสหกรณ์อื่น ซึ่งการรวมกลุ่มของราษฎร จะประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคราชการและองค์กรอื่นๆ เช่น นักวิชาการจากสถานศึกษา มาเป็นที่ปรึกษา แต่ประเด็นสำคัญคือตัวราษฎรและผู้นำของกลุ่มจะต้องมีความเข้มแข็ง มีวินัย มีขีดความสามารถในการติดต่อประสานงานหาตลาดได้ด้วยตนเอง
๒. สหกรณ์การเกษตร ขอให้ทางรัฐบาลปล่อยเงินกู้ให้ทางสหกรณ์ก่อนเดือน ต.ค. เนื่องจากปีที่ผ่านมาปล่อยเงินกู้ให้ในเดือน ธ.ค. ล่าช้าไม่สามารถซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้ทันเวลา และเงินที่ปล่อยให้สหกรณ์ไม่เพียงพอที่จะซื้อข้างเปลือกจากเกษตรกรทำให้เกษตรกรจำต้องนำข้าวเปลือกไปขายให้แก่โรงสี (ถูกกดราคา)
๓. ปัญหาข้าวสารที่รัฐบาลก่อนรับจำนำและข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวในยุ้งฉางที่ยังไม่สามารถระบายออกได้ รับจะประสานกับนายทุนจากประเทศจีนให้มาสำรวจตลาดข้าวในพื้นที่ จว.ส.ร. และให้พบกับกลุ่มสหกรณ์/เกษตรกรโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางชาวไทย ที่มักจะสร้างเงื่อนไขราคาทำให้เกิดอุปสรรคต่อการค้า ซึ่งประเทศจีนมีความต้องการข้าวหอมมะลิอีกเป็นจำนวนมาก
๔. ปัญหาของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว งบประมาณการตรวจแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ไม่เพียงพอ (ค่าตรวจแปลงละ ๘๐๐ บาท) ซึ่งงบประมาณปี ๕๙ ทางศูนย์ฯ ของบประมาณตรวจแปลงปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ไป จำนวน ๓,๕๐๐ แปลง ถูกตัดงบเหลือ ให้ตรวจได้ จำนวน ๑,๕๐๐ แปลง ทั้งที่สมาชิกสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ – ๑๒,๐๐๐ตัน/ปี จึงทำให้ทางศูนย์ฯ ไม่สามารถสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ให้แก่เกษตรกรชาวนาได้เพียงพอ ซึ่งทางคณะรับจะนำไปเสนอหน่วยเหนือต่อไป
๕. โครงการ ๑ ตำบล ๑ ล้าน ที่มีโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เป็นโครงการที่สอดคล้องในการลดต้นทุนการผลิตเห็นควรสนับสนุนขยายไปทุกตำบลเป็นโครงการต่อเนื่องต่อไป
๒. ปัญหาการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่โครงการพระราชดำริวัดเขาศาลาฯ
๒.๑ ในโครงการสร้างรั้ว/เส้นทาง/คูคลอง เพื่อความสะดวกในการ ลว.และเป็นเครื่องกีดขว้างป้องกันกลุ่มลักลอบตัดไม้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขียนโครงการเสนอไปยังหน่วยเหนือโดยเฉพาะหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ทั้ง กกล.สุรนารี หรือ ทสจ.
๒.๒ กำลัง ลว.ป้องกัน ส่วนที่ไม่มีงบประมาณ เบี้ยเลี้ยง สป.๓ อาวุธยุทโธปกรณ์ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง/จัดกำลังพล เขียนโครงการขอสนับสนุนงบประมาณhttp://www.isoc04.go.th/?isonews=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B2

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิเคราะห์ สัญญาณเข้ม รัฐบาลบิ๊กตู่ อยู่ต่อ 2 ปี

วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2558 เวลา 17:44:47 น.
วิเคราะห์ สัญญาณเข้ม รัฐบาลบิ๊กตู่ อยู่ต่อ 2 ปี
 

ไม่ได้เกินไปกว่าความคาดหมาย เมื่อเริ่มมีกระแสตอบรับให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. รวมทั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่บริหารประเทศต่ออีก 2 ปี

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม นั่นคือ ความเคลื่อนไหวของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ประกาศล่าชื่อ

ล่าชื่อเพื่อทำประชามติให้ต่ออายุรัฐบาลไปอีก2 ปี โดยอ้างเหตุปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเหมือนเดิม

http://www.matichon.co.th/online/2015/06/14336739001433673912l.jpg
กลุ่มผู้เคลื่อนไหวยังคงเป็นกลุ่มอดีต 40 ส.ว. โดยมี นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นผู้เปิดประเด็นออกมาอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยแสดงความเห็นเช่นนี้ออกมาแล้ว

นายไพบูลย์เสนอว่าประชาชนอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศต่อไป เพราะการปฏิรูปยังไม่สำเร็จ ควรจะมีการปฏิรูปก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง

ตอนที่นายไพบูลย์นำเสนอครั้งแรกนั้น กระแสต้านมีเยอะกระแสตอบรับยังไม่ดังพอเรื่องจึงเงียบ

ผิดกับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีรูปแบบการผลักดันชัดเจนขึ้น

และที่สำคัญคือ ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ปฏิเสธ

พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า หากทุกคนต้องการให้อยู่ต่อก็พร้อมจะทำงานให้

แต่ขอให้ไปหาทางมา

กระแสข่าวที่ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะต้องบริหารประเทศต่อไปนั้นเกิดขึ้นเนืองๆ เพียงแต่รูปแบบการอยู่ต่อยังไม่แน่ชัด

ก่อนหน้านั้นมีกระแสว่า รัฐบาลจะอยู่ต่อโดยไม่มีการเลือกตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีอาจจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์คนเดิม หรือเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น ยังต้องลุ้น

อีกกระแสระบุว่า คสช.จะผลักดันให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง แต่ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเช่นไร คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นบุคคลที่ฝ่ายทหารยอมรับ

ไม่ว่าจะเป็นกระแสใดก็ยังคงเป้าหมายที่เปิดทางให้ฝ่ายทหารคุมการบริหารประเทศเอาไว้ก่อน

อย่างไรก็ตามแม้ว่ากระแสข่าวดังกล่าวจะกระพือแรงเท่าใดก็ยังไม่แจ่มชัด เพราะท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ยังแบ่งรับแบ่งสู้ และกลุ่มพลังแวดล้อมยังไม่ฟันธง

กระทั่งกาลเวลาผ่านมา 1 ปี คสช.โดยคณะรัฐมนตรีนัด สปช. และ สนช. พูดคุยเพื่อแถลงผลการทำงานให้ฟัง

วันเดียวกันนั้นก็เกิดการจุดชนวนผลักดันให้รัฐบาลอยู่ต่ออีก 2 ปีขึ้นมา พร้อมกับการขานรับ...เห็นด้วย

ส่งเป็นสัญญาณว่า แนวโน้มอนาคตคือยังไม่มีเลือกตั้ง ขณะเดียวกันรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะบริหารต่อ

ต่อจากโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยประกาศไว้หลังยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

อยู่ต่อไปอีก 2 ปี

ความเป็นไปได้ที่ คสช.จะเห็นพ้องกับข้อเสนอดังกล่าวก็เพราะเมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันสิ่งที่ปรากฏขึ้นยังคงเหมือนกับเมื่อปี2557

วันนี้ความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้จะไม่คมชัดเช่นก่อน แต่ความนิยมในตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้นสัมผัสได้ว่ายังแรง

การเดินทางไปศาลเพื่อสู้คดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ยอมยับยั้งนโยบายรับจำนำข้าวตันละ15,000 บาท จนทำให้ประเทศชาติเสียหายนั้น ได้ปรากฏมวลชนไปให้กำลังใจจำนวนมาก

มวลชนยังคงให้ความนิยมในตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ แม้ว่าจะถูก สนช.ถอดถอนและถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีแล้วก็ตาม

หากเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใครจะรับประกันว่าพรรคที่ พ.ต.ท.ทักษิณสนับสนุน หรือพรรคที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ได้รับเลือกมาเป็นรัฐบาลอีก

ดังนั้น จึงมีการมองกันว่าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งขึ้นโอกาสที่จะ เสียของŽ เหมือนกับที่เคยเสียมาแล้วตอน

เลือกตั้งปี 2550 และเลือกตั้งปี 2554 จะมีสูงยิ่ง

ทางที่ดีที่สุดที่จะกุมอำนาจบริหารประเทศได้

นั่นก็คือ ยังไม่เลือกตั้ง
ขณะที่กลุ่มนักธุรกิจเองก็มองว่าการบริหารประเทศของ คสช. ทำให้บ้านเมืองสงบ แม้ประเทศจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจแต่การรักษาความสงบเอาไว้ได้ ย่อมดีกว่าการปล่อยให้ประเทศวุ่นวายเหมือนอย่างที่เกิดเหตุการณ์ชัตดาวน์เมื่อปี 2556-2557

อย่างน้อยกลุ่มธุรกิจที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มทุนฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมีที่ยืนในตำแหน่งหลากหลาย อีกทั้งมีสายสัมพันธ์อันเป็นบวกต่อธุรกิจตัวเองมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแบงก์ กลุ่มธุรกิจเกษตร กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หรือกลุ่มอุตสาหกรรม ยังมีสถานะเป็นผู้กำหนดได้มากกว่าเก่า

ดังนั้น หากเปรียบเทียบกับปี 2554 หลังเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมแล้ว ความได้เปรียบและความสามารถในการต่อรองของนักธุรกิจกลุ่มนี้ในขณะนี้ย่อมมีมากกว่า

หากการเลือกตั้งครั้งหน้ามีแนวโน้มว่าอำนาจจะคืนไปสู่กลุ่มพ.ต.ท.ทักษิณเหมือนเดิม

การมอบให้ คสช.ดูแลประเทศต่อไปย่อมดีกว่า

ดังนั้น สถานการณ์การเมืองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์แสดงท่าทีต่อข้อเสนอให้ยืดอายุรัฐบาลไปอีก 2 ปี และการออกมาสนับสนุนจากกลุ่ม สปช. รวมทั้ง สนช. จึงทำให้เกิดสัญญาณเข้มข้นว่า โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องบริหารต่อไปอีก 2 ปีมีสูง

คำกล่าวที่ว่า ให้ไปหาทางมาŽ รวมไปถึงคำกล่าวที่ให้คนในประเทศช่วยทำความเข้าใจกับต่างประเทศนั้น ทำให้เผลอคิดไปว่า พล.อ.ประยุทธ์เองก็ตัดสินใจอนาคตของรัฐบาลแล้ว

และทำให้คิดไปเองว่า การเมืองไทยต่อไปคือกระบวนการแสวงหาเหตุให้สนองต่อการตัดสินใจนั้น

การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งซึ่งเป็นข้อเสนอเดิมของกปปส. กำลังถูกนำมาจุดประเด็นอีกครั้ง โดยแม่น้ำ 5 สาย

การประชามติที่เดิมเป็นข้อเสนอให้ประชาชนได้ออกเสียงรับรองหรือไม่รับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯพิจารณา ได้ถูกขยายผลให้เป็นการประชามติขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อไปอีก 2 ปีด้วย

ขณะที่การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญดำเนินต่อไปตามโรดแมป นั่นคือ ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคมถึง 23 กรกฎาคม กรรมาธิการยกร่างฯต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ

วันที่ 6 สิงหาคม สปช.จะโหวตว่ารับหรือไม่รับ

ขณะเดียวกันกระบวนการสานต่ออายุรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ให้ดำรงอยู่ต่อไปก็ดำเนินไปเป็นคู่ขนาน

พล.อ.ประยุทธ์ที่เพิ่งพูดเรื่องลงจากหลังเสือไปเมื่อวันก่อน

เห็นทีวันนี้อาจจะเปลี่ยนใจ...

อาจจะต้องนั่งขี่เสือต่อไปหากประชาชนต้องการ




ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน 2558