วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อุ๊ กรุงสยาม ผู้ทุจริตในประวัติศาสตร์? ร่วมพุทธพานิชกับพระเถร มหาชนต้องศึกษา?






คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ได้หารือร่วมกับคณะสงฆ์โดยมีสมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต วัดบวรนิเวศ และสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส เลขาคณะสงฆ์ธรรมยุต กรรมการมหาเถระสมาคม ตลอดจนพระเถระผู้ใหญ่หลายรูป ซึ่งทางคณะสงฆ์ได้เห็นชอบและมีหลักการเป้าหมายเดียวกันเพื่อดำเนินการตั้งวัดใหม่ขึ้นมา รวมถึงสร้างโรงเรียนใหม่ขึ้นมาในพื้นที่เดียวกัน 
ปัจจุบันได้ตั้งวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้วชื่อว่า “วัดวชิรธรรมาราม” มีเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตรักษาการเจ้าอาวาสรูปแรก

หมายเหตุ : ควรเลิกสร้างวัตถุมงคลเชิงพุทธพานิชได้แล้ว การระดมทุนช่วยพระศาสนา ควรใช้วิธีใหม่ๆ
เช่น ให้ประชาชนนำวัตถุมงคลที่ได้สะสมไว้ถวายให้วัดที่ศรัทธาและนำรายได้จากการที่มีผู้ศรัทธามาเช่าบูชา โดย ครึ่งหนึ่งถวายให้แก่พระศาสนาเพื่อสืบทอดพระศาสนา ครึ่งหนึ่งมอบให้เจ้าของผู้ใช้เวลาในการสะสมและศรัทธานำมาช่วยพระศาสนา มีการตรวจสอบความเก่าจากเจ้าหน้าที่ที่เชื่อถือได้เช่น เจ้าหน้าที่จากกองโบราณคดี กรมศิลปากร หรือตรวจสอบอายุทางวิทยาศาสตร์


โครงการพุทธอุทยานมหาราช การดำเนินการ
https://www.youtube.com/watch?v=ba_CJmFyVH4&app=desktop เหรียญหลวงพ่อทวดนั่งพาน “รุ่น๑” พิมพ์รูปไข่ พุทธอุทยานมหาราช วัดวชิรธรรมาราม ต.บ้านใหม่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๕๖ องค์นี้เนื้อเงินลงยา จำนวนสร้าง ๓๓๓ องค์ องค์นี้หมายเลข ๙๐ หากท่านเดินทางมาจากกรุงเทพจะไปสิงห์บุรีโดยใช้ทางหลวงสายเอเซีย เลยทางเข้าเมืองอยุธยาไปสักพัก ท่านจะเห็นด้านซ้ายมือของท่าน มีรูปเหมือนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดขนาดหน้าตักกว้าง ๒๔ เมตรประดิษฐานอยู่ ซึ่งเป็นรูปเหมือนตัวแทนพระสงฆ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความสูงรวมฐาน ๕๑ เมตร สร้างด้วยปูนหุ้มโลหะสำริดเคลือบสีทอง ณ ที่แห่งนี้คือโครงการพุทธอุทยานมหาราช ซึ่งตามประวัติในสมัยกรุงศรีอยุธยา หลวงพ่อทวดได้เคยเดินทางมาพำนักอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี และได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองมากมายในสมัยนั้น โครงการพุทธอุทยานมหาราช เกิดจากความคิดริเริ่มของคุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ซึ่งในวงการพระเครื่องรู้จักกันดีในนามของอุ๊ กรุงสยาม ประธานมูลนิธิพระเทวราชโพธิสัตว์ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ศรัทธาหลวงพ่อทวด อีกทั้งเป็นลูกศิษย์อาจารย์นอง วัดทรายขาว ท่านเห็นสังคมทุกวันนี้มีแต่การเอากำไรและประโยชน์ส่วนตนเป็นตัวตั้ง จนลืมหลักที่ว่า “ทุกคนตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้” และมีแต่คนเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน ก่อให้เกิดความเสียหายในทุกภาคส่วน ล้วนดำเนินไปในทางที่เสื่อมสลายในระยะยาว และสังคมไทยสอนหรือบอกกันยาก ต้องทำให้เห็นแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากลำบาก ท่านจึงทำตามแนวคิดของท่านเอง ที่ต้องการเห็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยมีหลักตามหลักการ “บวร” หมายถึง บ้าน วัด โรงเรียน บ้านหมาย รวมถึงชุมชน ชาวบ้าน วัดหรือคณะสงฆ์เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมคุณธรรม และธำรงไว้ซึ่งในหน้าที่ในการสร้างเสริมความเป็นคนดีมีศีลธรรม และโรงเรียนองค์กรด้านการศึกษา หน่วยงานราชการ ได้มีการรวมตัวกันทำภารกิจอันป็นประโยชน์ต่อสังคม ได้ทำในสิ่งที่เป็นมิติใหม่ของสังคม ให้เป็นต้นแบบตัวอย่างของการบริหารจัดการในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ แด่มีเป้าหมายสุดท้ายร่วมกันคือ ประโยชน์สุขของสังคม ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อต่อชุมชน สังคมและประชาชน ด้วยวิธีที่ยั่งยืน โดยเริ่มต้นด้วยการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนรวมถึงกำลังทรัพย์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเป็นโครงการเพื่อสังคม โครงการพุทธอุทยานมหาราชจึงเกิดขึ้นจากแนวความคิดนี้ คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ท่านได้นำพระเครื่องที่เก็บสะสมมาหลายสิบปีออกมาขาย และนำเงินไปซื้อที่ดินจำนวน ๒๐๐ ไร่ ตั้งอยู่บนพื้นที่รอยต่ออำเภอบางปะหัน และอำเภอมหาราชของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่องกับอำเภอป่าโมก อำเภอเมืองของจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์เส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อความเป็นศิริมงคลจึงได้ใช้ชื่อว่า “พุทธอุทยานมหาราช” คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ได้หารือร่วมกับคณะสงฆ์โดยมีสมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต วัดบวรนิเวศ และสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส เลขาคณะสงฆ์ธรรมยุต กรรมการมหาเถระสมาคม ตลอดจนพระเถระผู้ใหญ่หลายรูป ซึ่งทางคณะสงฆ์ได้เห็นชอบและมีหลักการเป้าหมายเดียวกันเพื่อดำเนินการตั้งวัดใหม่ขึ้นมา รวมถึงสร้างโรงเรียนใหม่ขึ้นมาในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ทางคณะสงฆ์ยังมีความตั้งใจจะให้เป็น “โครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ” ปัจจุบันได้ตั้งวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้วชื่อว่า “วัดวชิรธรรมาราม” มีเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัตรักษาการเจ้าอาวาสรูปแรก โครงการพุทธอุทยานมหาราช การดำเนินโครงการ ๑ สร้างสร้างสถานที่ท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และเพื่อให้เลี้งตัวเองได้จากการท่องเที่ยวซึ่งจะมีความยั่งยืน จึงได้สร้างรูปเหมือนหลวงพ่อทวดเหยียนน้ำทะเลจืด ซึ่งเป็นพระเถระที่ประชาชนทั่วประเทศมีควาทศรัทธา และจะเป็นรูปเหมือนตัวแทนพระสงฆ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๔ เมตร ความสูงรวมฐาน ๕๑ เมตร สร้างด้วยปูนหุ้มโลหะสำริดเคลือบสีทอง ๒ สร้างวัดใหม่เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถโดยมี พล.อ.ต. อาวุธ เงินชูกลิ่น และอาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติเป็นผู้ออกแบบ โดยมีสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศ เป็นประธานอำนวยการ และสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส เป็นประธานดำเนินการพร้อมด้วยคณะกรรมการมหาเถระสมาคมฝ่ายธรรมยุตทั้งหมด โดยมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้วางผังโครงการและสนับสนุนการก่อสร้างวิหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามพระพุทธรูปประจำวิหารว่า “พระพุทธเมตตาเสนานาถ” และตราสัญลักษณ์ ๘๔ พรรษา ให้กองทัพบกเป็นเจ้าภาพอัญเชิญประดิษฐานเป็นพระประธานประจำวิหาร ๓ สร้างโรงเรียนระดับมัธยมหลังจากสร้างวัดเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการช่วยเหลือสนับสนุนโรงเรียนในชุมชนใกล้เคียง เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ๔ โครงการศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้า SME และ OTOP ถาวร ๕ พื้นที่การค้าสำหรับชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีที่ขายสินค้าชุมชน๖6 โครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ๗ พื้นที่เกษตรและการอนุรักษ์ธรรมชาติ มีการทำนา ปลูกไม้ผลไม้ดอก ๘ โครงการหอศิลป์กรุงสยามและพิพิธภัณฑ์ การดำเนินงานตามโครงการทั้งหมดนี้ ต้องใช้เงินกว่าหนึ่งพันล้านบาท คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ท่านได้จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวดนั่งพาน รุ่นหนึ่ง เพื่อหาทุนดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จ เหรียญที่จัดสร้างนี้ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ในการจัดสร้าง อีกทั้งแบบเหรียญมีการปรับแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ เหรียญหลวงพ่อทวดนั่งพาน รุ่นหนึ่ง จัดสร้างด้วยกัน ๒ พิมพ์ คือพิมพ์รูปไข่และพิมพ์เสมา มีจำนวนการจัดสร้างดังนี้ ๑ ชุดทองคำ ๑๙๙ ชุด ประกอบด้วย เหรียญทองคำ ๑ เหรียญ เหรียญนวะโลหะสองหน้า ๑ เหรียญ เหรียญอัลปาก้าสองหน้า ๑ เหรียญ เหรียญทองระฆังสองหน้า ๑ เหรียญ และเหรียญทองแดงสองหน้า ๑ เหรียญ (สำหรับชุดทองคำพิมพ์เสมามีเหรียญทองคำพิมพ์เล็กลงยาสีแดงและสีน้ำเงินเพิ่มให้อีกสีละเหรียญ เนื่องจากน้ำหนักทองของเหรียญทองคำพิมพ์เสมาเบากว่าพิมพ์รูปไข่) ๒ เหรียญเนื้อเงินองค์นวะ ๓๓๓ เหรียญ ๓ เหรียญเนื้อเงินลงยา ๓๓๓ เหรียญ ๔ เหรียญเนื้อเงิน ๓๓๓ เหรียญ ๕ เหรียญเนื้อนวะโลหะแก่ทองคำเต็มสูตร ๓๓๓ เหรียญ ๖ เหรียญเนื้ออัลปาก้า ๓,๓๓๓ เหรียญ ๗ เหรียญเนื้อทองระฆัง ๓,๓๓๓ เหรียญ ๘ เหรียญเนื้อทองแดงนอก ๓,๓๓๓ เหรียญ ๙ รูปหล่อบูชาหน้าตัก ๙ นิ้ว ๑๐๐ องค์ ๑๐ รูปหล่อบูชาหน้าตัก ๕ นิ้ว ๑๐๐ องค์ พระทั้งหมดได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเศกเป็นเวลา ๓วันที่พุทธอุทยานมหาราชหน้าหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ ในวันที่๑, ๒ และ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งทั้งสามวันนี้เป็นวันที่ดีมากในการประกอบพิธีพุทธาภิเศก โดยได้นิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่และพระเกจิอาจารย์มากมายมาร่วมประกอบพิธี เหรียญหลวงพ่อทวดนั่งพาน “รุ่น๑” พุทธอุทยานมหาราช วัดวชิรธรรมาราม จัดเป็นรุ่นที่มีเจตนาการสร้างที่ดี ประกอบกับการออกแบบที่งดงาม อีกทั้งการสร้างที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน และพิธีพุทธาภิเศกที่ยิ่งใหญ่ จึงทำให้พระรุ่นนี้น่าเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง
มีเซียนพระคนหนึ่งไปไล่เก็บหัวคิวจากโรงหล่อ ตรงนี้ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างไร พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เรื่องนี้มีส่วนความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะตนคิดว่าทุกวงการก็มีสิ่งเหล่านี้ แต่พอเราทราบว่าน่าจะมีเราก็เข้าไปดำเนินการ โรงหล่อต่างๆ ก็มีความเข้าใจ คนที่สอดแทรกมาก็เป็นการแอบอ้าง แต่ทุกอย่างยุติลงด้วยดี สิ่งที่โรงหล่อต่างๆ อาจจะถูกหลอก โรงหล่อต่างๆ เองก็ไม่อยากให้เกิดอะไรเสียหาย เขาจึงมีการบริจาคโดยสมัครใจส่วนหนึ่ง อีกบางส่วนโรงหล่อก็นำไปใช้ในการทำองค์พระให้สมบูรณ์ ทุกอย่างจบเสร็จด้วยความเรียบร้อย สะอาด บริสุทธิ์ทุกขั้นตอน

ข้อมูลพฤติกรรมที่หากินบนศรัทธา= กรรมที่ได้รับ

เลิกเชื่อเซียนพระหรือยัง?




http://www.komchadluek.net/detail/20151110/216641.html

http://www.goosiam.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87/html/0001513.html

https://m.facebook.com/permalink.php?id=252333481619718&story_fbid=312762348910164

https://www.youtube.com/watch?v=j0Pzea807xg&app=desktop

http://www.faiththaistory.com/tag/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88/

http://www.alittlebuddha.com/html/news%202006/august%202006/07%20august%2006.html

https://plus.google.com/wm/1/app/basic/stream/z13hs5qb1o2mdtpct22fxfhqzly2stxd5

http://www.palungdham.com/t634.html



การสร้างวัฒนธรรมรับใช้ประชาชน

น่าเสียดายที่เรื่องดีๆ งามๆ และเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ทั้งแก่ประเทศชาติ แก่รัฐบาล และประชาชน ได้รับการเผยแพร่ข่าวสารหรือประชาสัมพันธ์น้อยเกินไป จึงทำให้ความดีความงามในประเทศนี้ถูกกลบไปด้วยกระแสเสี้ยมและกระแสสร้างความขัดแย้งในบ้านเมือง
เมื่อใดที่กระแสสร้างมีสถานะครอบงำบรรยากาศประเทศไทย ครอบงำกระแสเสี้ยมได้อย่างหมดจดสิ้นเชิง หรือโดยทั่วไป เมื่อนั้นบ้านเมืองของเราก็จะกลับสู่ความสงบสุขและสันติ สันติภาพและการพัฒนา ตลอดจนความมั่นคง มั่งคั่ง ก็จะปรากฏให้เห็น
บทความวันนี้เป็นเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในวงราชการเพื่อให้รับใช้ประเทศชาติและประชาชน โดยมุ่งต่อผลประโยชน์โดยรวมคือ ประเทศชาติ และส่งผลสะท้อนกลับไปยังประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่า
เรื่องแรก การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ไปยื่นขอจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมทั้งหลายเกี่ยวกับที่ดินต่อสำนักงานที่ดิน ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นบรรยากาศที่น่าชื่นชมยินดีในทุกที่ทุกแห่ง ที่โครงการรับใช้ประชาชนของกระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินได้ขยายไปถึง
ในอดีตนั้น การติดต่อกับสำนักงานที่ดินเพื่อทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินจะได้รับความยุ่งยากและล่าช้า มีข้อขัดข้องติดขัดสารพัดที่จะอ้างกัน บางครั้งประชาชนต้องเดินทางไกลหลายๆ ครั้ง หลายๆ วันจึงจะสามารถจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมได้สำเร็จ
และมีจำนวนมากที่ต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา ค่าใต้โต๊ะเพื่อซื้อความสะดวกและความรวดเร็ว
จนเกิดเป็นเสียงก่นด่าอย่างกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ และเพราะเหตุที่ต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชากันทุกเรื่องราว ดังนั้นแม้เรื่องถูกจะเร็วขึ้น แต่เรื่องผิดก็เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จนเกิดความเสียหายทั้งแก่รัฐและราษฎร แม้กระทั่งแก่เจ้าหน้าที่เอง จึงมีกรณีที่ต้องถูกสอบ ถูกไล่ออก ถูกจำคุกกันเป็นเนืองนิตย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องอัปมงคลทั้งสิ้น
มาวันนี้ คสช. รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมที่ดินได้ขับเคลื่อนนโยบายในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในวงราชการในการรับใช้ประชาชน และมีการปฏิบัติเด่นชัดแล้วในสำนักงานที่ดินพื้นที่ต่างๆ หลายแห่ง แต่ยังคงไม่ทั่วถึงทั้งประเทศ
นั่นคือการสร้างวิธีปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานตั้งแต่ก่อน 8 นาฬิกา ครั้นถึงเวลา 8 นาฬิกาก็เริ่มแจกบัตรคิวให้กับประชาชนเพื่อเข้าคิวยื่นเรื่องขอจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมให้เป็นไปโดยลำดับและเป็นระเบียบ
เมื่อมีการรับบัตรคิวแล้ว ประชาชนผู้ติดต่อขอใช้บริการก็นำเรื่องไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบเรื่องราว และจะได้รับการอำนวยความสะดวกและความรวดเร็ว ขอเพียงยื่นเรื่องถูกต้องตามช่องทาง มีเอกสารประกอบครบถ้วน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะรีบรับจดทะเบียนให้แล้วเสร็จในเวลาเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น ไม่ต้องข้ามเช้า ข้ามบ่าย ข้ามคืนเหมือนอดีตอีกแล้ว
บรรดาประชาชนที่ไปติดต่อก็มีความพอใจ มีความขอบอกขอบใจ มีความชื่นใจ และก็เป็นวิสัยคนไทย เมื่อชื่นอกชื่นใจแล้วก็คิดเห็นเป็นบุญคุณ จึงมีการมอบค่าตอบแทนเป็นสินน้ำใจตามมากตามน้อย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีด้วยกัน
นี่เป็นวัฒนธรรมในการรับใช้ประชาชนที่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้วในบ้านเมืองของเรา ซึ่งถ้าหากได้แพร่ขยายไปในทุกส่วนราชการ บ้านเมืองเราย่อมดีกว่านี้แน่
เรื่องที่สอง เรื่องการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลต่างๆ เพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย และเพื่อให้มีฐานะสัญชาติเป็นบริษัทไทย เพื่อสิทธิประโยชน์ในการทำธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนต่อไป ซึ่งในอดีตก็ต้องใช้เวลาและยุ่งยากมาก
แต่ปัจจุบันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับปรุงขั้นตอนมาตรการและวิธีการจนหมดจดงดงามอย่างยิ่ง การยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติและประชาชน
คงจำกันได้ว่าเมื่อวันก่อนก็ได้นำเรื่องรัฐบาลจีนได้จัดตั้งบริษัทสร้างมหาเศรษฐีให้กับประเทศจีน โดยมีหลักคิดที่สำคัญว่า การสร้างเศรษฐีหรือธุรกิจขนาดใหญ่ให้กับประเทศจีนแต่ละแห่งนั้น แท้จริงแล้วก็คือการสร้างรายได้ให้กับประเทศจีนและรัฐบาลจีน
เพราะเมื่อมีธุรกิจเกิดขึ้น รัฐบาลก็จะจัดเก็บภาษีจากธุรกิจนั้นมากมายหลายสถาน ตั้งแต่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มและสารพัดภาษีท้องถิ่นดังนั้นยิ่งมีการทำธุรกิจมากเท่าใด รัฐบาลก็ยิ่งมีรายได้มากเท่านั้น รัฐบาลมีรายได้มากเท่าใด ก็มีเงินมาเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและพัฒนาประเทศได้มากขึ้นเท่านั้น ผลประโยชน์ก็จะตกได้ทั้งแก่ประเทศและประชาชนไปพร้อมๆ กัน
ดังนั้นในประเทศจีนวันนี้ บริษัทประเภทที่รัฐบาลมอบหมายภารกิจให้สร้างมหาเศรษฐีและธุรกิจให้กับประเทศจีนจึงขยายตัวเติบใหญ่
ประเทศไทยของเราก็ทำนองเดียวกัน วันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มต้นแล้ว ยิ่งมีกิจการเกิดขึ้นมากขยายตัวเติบใหญ่มาก รัฐบาลก็จะมีรายได้มาก ข้าราชการก็จะได้รับการปรับเงินเดือนมาก ประเทศไทยก็จะมีการพัฒนาได้มาก ราษฎรทั้งปวงก็จะมีความสุขเป็นอันมาก
ดังนั้นจงมาร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ในวงราชการให้มุ่งเน้นในการรับใช้ประชาชน ถือเอาประชาชนเป็นใหญ่ ถือเอาประชาชนเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ และทำให้การพัฒนาทั้งปวงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวไทยสืบไป


วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เซียนพระกับการทุจริต ในประวัติศาสตร์ชาติไทย





มีเซียนพระคนหนึ่งไปไล่เก็บหัวคิวจากโรงหล่อ ตรงนี้ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างไร พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เรื่องนี้มีส่วนความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะตนคิดว่าทุกวงการก็มีสิ่งเหล่านี้ แต่พอเราทราบว่าน่าจะมีเราก็เข้าไปดำเนินการ โรงหล่อต่างๆ ก็มีความเข้าใจ คนที่สอดแทรกมาก็เป็นการแอบอ้าง แต่ทุกอย่างยุติลงด้วยดี สิ่งที่โรงหล่อต่างๆ อาจจะถูกหลอก โรงหล่อต่างๆ เองก็ไม่อยากให้เกิดอะไรเสียหาย เขาจึงมีการบริจาคโดยสมัครใจส่วนหนึ่ง อีกบางส่วนโรงหล่อก็นำไปใช้ในการทำองค์พระให้สมบูรณ์ ทุกอย่างจบเสร็จด้วยความเรียบร้อย สะอาด บริสุทธิ์ทุกขั้นตอน

ข้อมูลพฤติกรรมที่หากินบนศรัทธา= กรรมที่ได้รับ

เลิกเชื่อเซียนพระหรือยัง?



http://www.komchadluek.net/detail/20151110/216641.html

http://www.goosiam.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87/html/0001513.html

https://m.facebook.com/permalink.php?id=252333481619718&story_fbid=312762348910164

https://www.youtube.com/watch?v=j0Pzea807xg&app=desktop

http://www.faiththaistory.com/tag/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88/

http://www.alittlebuddha.com/html/news%202006/august%202006/07%20august%2006.html

https://plus.google.com/wm/1/app/basic/stream/z13hs5qb1o2mdtpct22fxfhqzly2stxd5

http://www.palungdham.com/t634.html

หมายเหตุ : ควรเลิกสร้างวัตถุมงคลเชิงพุทธพานิชได้แล้ว การระดมทุนช่วยพระศาสนา ควรใช้วิธีใหม่ๆ
เช่น ให้ประชาชนนำวัตถุมงคลที่ได้สะสมไว้ถวายให้วัดที่ศรัทธาและนำรายได้จากการที่มีผู้ศรัทธามาเช่าบูชา โดย ครึ่งหนึ่งถวายให้แก่พระศาสนาเพื่อสืบทอดพระศาสนา ครึ่งหนึ่งมอบให้เจ้าของผู้ใช้เวลาในการสะสมและศรัทธานำมาช่วยพระศาสนา มีการตรวจสอบความเก่าจากเจ้าหน้าที่ที่เชื่อถือได้เช่น เจ้าหน้าที่จากกองโบราณคดี กรมศิลปากร หรือตรวจสอบอายุทางวิทยาศาสตร์





วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

พระกริ่งปวเรศ รุ่นแรก ในประวัติศาสตร์เพื่อสืบทอดพระศาสนาของชาติไทย

















ประวัติการสร้างพระกริ่งปวเรศ (ข้อมูลประวัติศาสตร์ในการอนุรักษ์)

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๓ โปรดให้สร้างพระกริ่งปวเรศขึ้น โดยฝีมือของช่างสิบหมู่ หรือช่างหลวง ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๘๒-๒๔๓๔ ตามประวัติมีการจัดสร้าง ๖ ครั้ง ระบุจำนวนให้ทราบเพียง ๒ ครั้ง รวมแล้วได้ ๑๒ องค์ แต่ก็สร้างเพื่อพิธีสำคัญของพระมหากษัตริย์เท่านั้นมีเพียงครั้งที่ ๖ เพื่อฉลองสมณศักดิ์สมเด็จกรมพระยาปวเรศ ที่อาจสร้างแจกเป็นที่ระลึกให้ข้าราชบริพาน พระสกนิกร ในสมัยนั้นแต่ก็ไม่ระบุจำนวนการสร้าง และก็มีหลายแบบพิมพ์ทรง

              พระกริ่งปวเรศ ถือว่ามีพลังพุทธนุภาพแรงที่สุด เริ่มมีชื่อเสียงในวงแคบๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมาถึงยุคของรัชกาลที่ ๕ พระกริ่งที่โด่งดังในอดีตล้วนแต่เป็นพระกริ่งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ร่วมอธิษฐานจิต ในวงการพระเครื่องรางที่นับถือว่ามีอานุภาพขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักนิยมพระเครื่องปัจจุบัน มีราคาซื้อขายสูงที่สุดในประเภทพระโลหะ

              พุทธลักษณะของพระกริ่งปวเรศ เป็นรูปหล่อลอยองค์ ประทับนั่งสมาธิเพชร (วัชรสานะ) เหนืออาสนะบัลลังค์ บัวคว่ำ บัวหงาย ๒ ชั้น ชั้นละ ๗ กลีบ ฐานด้านหลัง ยื่นเล็กน้อย บัวคว่ำ บัวหงาย ชั้นละ ๑ กลีบ พระเกศแบบตุ้มหรือบัวตูม ฐานพระเมาลี ด้านหน้า ปรากฏรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว พระศกแบบตอก “รอยตุ๊ดตู่”ปราศจากไรพระศก ใต้ฐานไม่ปะก้น หรือรอยเจาะก้นสำหรับบรรจุลูกกริ่งเหมือนทั่วๆ ไป แต่กว้านก้นลึก และกว้าง (กว้าง ๑ ซม. ยาว ๑.๖ ซม.)

              ประวัติการสร้างพระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศ สร้างครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔ โดยสมเด็จกรมพระยาปวเรศ ทรงสร้างเพื่อทดแทนพระกริ่งปวเรศทองคำที่หายไป เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ ในพระราชพิธีมุรธาภิเษกและพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ (ร.๔) และขณะรัชกาลที่ ๕ พระชนมายุ ๙ พระชันษา เพื่อใช้ในพระราชพิธีเจริญน้ำพระพุทธมนต์ พิธีรับพระสุพรรณบัฏ (พระราชนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หน้า ๕๐-๕๑) จำนวนการสร้าง ๓ องค์

              การสร้างครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๙ ในหนังสือตำนานวัดบวรนิเวศ หน้า ๑๔๗ บันทึกไว้ว่า สร้างเพื่อถวายรัชกาลที่ ๔ ในพระราชพิธีที่รัชกาลที่ ๕ ทรงผนวชเป็นสามเณร เป็นที่ระลึกถวายรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ จำนวนการสร้าง ๙ องค์ ในปีนั้นกำลังของปีตกเลข ๙ พอดี

              การสร้างครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑ ในพระราชนิพนธ์พงศาวดาร ร.๕ หน้า ๓๐-๓๔, หน้า ๔๗, และพระราชพิธีโสกันต์ หน้า ๕๔-๕๕ บันทึกไว้ว่าสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายรัชกาลที่ ๕ พระชนมายุ ๑๕ พระชันษา ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นครองราชย์สมบัติ โดยมีผู้สำเร็จราชการเจ้าพระยาสีสุริยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) กริ่งรุ่นนี้ไม่มีเส้นพระศก และไม่มีส่วนผสมของเนื้อพระพุทธชินสีห์แบบครั้งที่ ๑ และ ๒ เป็นเนื้อสัมฤทธิ์ มี ๓ ชนิด เนื้อสัมฤทธิ์เดช ออกสีแดงแก่ อ่อน, เนื้อสัมฤทธิ์โชติ ออกสีขาว หรือขาวจัด เนื้อสัมฤทธิ์เดช ออกสีเหลือง ส่วนจำนวนการสร้างไม่ได้กล่าวไว้

              การสร้างครั้งที่ ๔ เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ ในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๑๑-พ.ศ. ๒๔๑๖ คณะกรรมการเผยแพร่เอกสารประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.๒๕๑๖ หน้า ๑๒๑-๑๒๙ บันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ ๕ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และบรมราชาภิเษกครองราชย์เป็นครั้งที่ ๒ กริ่งรุ่นนี้ไม่มีการบรรจุลูกกริ่งไว้ กรมพระยาปวเรศ ทรงออกแบบเป็น ๒ แบบ หล่อในคราวเดียวกัน เพื่อทรงถวายในพระราชพิธีทรงผนวช และบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติ สันนิษฐานว่าเป็นกริ่งในเก๋งจีนอยู่ที่วัดบวรนิเวศ ส่วนจำนวนการสร้างไม่ได้กล่าวไว้

              การสร้างครั้งที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๖ ในบันทึก สงครามปราบฮ่อสมัย ร.๕ ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี ประวัติศาสตร์ไทย ปี ๒๕๐๓ ระบุว่า เรียกกริ่งปราบฮ่อ ร.๕ กรมพระยาปวเรศไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ ช่างสิบหมู่และโหรหลวงเป็นผู้ออกแบบ ลักษณะ “ปราบฮ่อ” อยู่บนฐานชั้น ๒ ติดกับพระโสณี (ตะโพก) ด้านหลัง “ร.๕” ตัว “ร” หล่อติดระหว่างกลางฐาน ๑ และ ๒ ด้านซ้ายของกลีบบัวหลัง เลข “๕” หล่อติดแนวเดียวกันทางด้านขวาของกลีบบัวหลัง จำนวนการสร้างไม่ได้กล่าวไว้

              ส่วนการสร้างครั้งที่ ๖ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๔ ในบรรณานุกรมหอสมุดแห่งชาติ มหามกุฎราชวิทยาลัย หน้า ๕ วรรค ๒ บันทึกไว้ว่า กรมพระยาปวเรศไม่ได้ออกแบบ จัดสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ทรงได้รับมหาสมณุตมาภิเษก ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ออกแบบโดยช่างสิบหมู่ บรมวงศานุวงศ์ และไวยาวัชกรวัดบวรนิเวศ สมัยนั้นจึงมีหลายแบบพิมพ์ทรง บางแบบใช้แม่พิมพ์เก่าก็มี โลหะก็ไม่เหมือนกัน บางองค์ก็แบบพิมพ์ใหม่ รวมทั้งที่อยู่ในขันน้ำมนต์ และยอดไม้เท้าของพระองค์ท่าน จำนวนการสร้างไม่ได้กล่าวไว้ (กริ่งรุ่นนี้วัดสุทัศน์ได้จัดสร้างขึ้นในปี ๒๔๔๓ เรียก “พระกริ่งคู่แฝด” จะต่างกันตรงอุดกริ่ง)

              ขอบคุณภาพจากพระครูสังฆวิจารณ์ (พิทยา) ญาณิกว์โส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวราราม คณะ ๒ กทม.

พระกริ่งปวเรศองค์วัดบวร

              สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เคยมีดำรัสถึงเรื่องพระกริ่งปวเรศนี้ว่า ตำราการสร้างพระกริ่งและตำรามงคลโลหะ ที่มีมาแต่โบราณสืบค้นได้ถึงสมัยสมเด็จพระพนรัตนวัดป่าแก้ว

                 ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ แม้จะมีการประมาณว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ จะสร้างพระกริ่งปวเรศประมาณ ๓๐ องค์ แต่กลับมีผู้ครอบครองพระกริ่งปวเรศที่ยืนยันว่าเป็นของแท้มากถึงหลักร้อยองค์ ทั้งนี้ หากไล่เรียงจำนวนผู้ครอบครองพระกริ่งปวเรศในปัจจุบันมีกว่ากว่า ๑๐๐ องค์ แต่ละคนล้วนคุยว่าเป็นของแท้ทุกองค์

ความเชื่อและคตินิยม

สำหรับความเชื่อในเรื่อง เครื่องราง ของคนไทย มีมาแต่ครั้งโบราณ ดังจะเห็นได้ในวรรณกรรมที่มีการกล่าวถึงอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะ เครื่องราง ที่นักรบใช้ติดตัวในยามออกศึกสงคราม เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ห้าวหาญไม่เกรงคลัวข้าศึก โดยเชื่อกันว่า เครื่องราง ที่สร้างขึ้นด้วยวิชาไสยศาสตร์ชั้นสูง โดยพระเกจิอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมอันเข้มขลัง จะสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันภัยรอบตัวได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันนิยมนำมาห้อยคอเป็นเครื่องรางสำหรับคุ้มครองป้องกันและเพื่อความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต
อาราธนาทำ น้ำมนต์ เมื่อเวลาเรารู้สึกดวงไม่ดี มีเคราะห์ หรือเจ็บป่วย นำพระกริ่ง
ปวเรศ หรือพระกริ่ง (องค์แทนพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสพุทธเจ้า) อาราธนาบารมีของพระองค์ท่านทำน้ำพระพุทธมนต์ ดื่ม รด อาบ กินเพื่อความสวัสดี มีชัยปราศจากโรคภัยและกำจัดปัดเป่าอัปมงคล อันตราย ภัยพิบัติต่างๆ
มวลสารพระกริ่งปวเรศ
เรื่อง โครงการตั้งมูลนิธิและกองทุน
เพื่อพิทักษ์สถาบันพระศาสนาและสถาบันชาติ
เรียน ท่านผู้มีจิตศรัทธา
สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑.ข้อมูลโครงการ ๒.ภาพศิลปะวัตถุพระเครื่องโบราณที่อนุรักษ์และนำออกมอบให้ท่านที่ ร่วมสร้างบุญบารมี
ข้อมูลที่แนบมา
ด้วยความเคารพ
สมเกียรติ กาญจนชาติ

ศึกษาข้อมูลที่
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2014/02/blog-post_10.html

ประจักษ์แจ้งการอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์
ข้อมูลที่ http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2012/06/blog-post_2871.html
ช่วยแชร์ก็ได้บุญมากครับ
โทรสอบถามที่ สมเกียรติ กาญจนชาติ 084-6514822
พระเครื่องในประวัติศาสตร์ บันทึกไว้ที่ https://www.facebook.com/media/set/?set=a.169264189786358.35217.161446187234825&type=3