วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

#ยุทธศาสตร์ของพระราชาเพื่อมหาชน ในหลวง กับพระอัจฉริยภาพด้านแผนที่ สานต่อสิ่งที่พ่อทำ นวัตกรรมของชาติไทย?


                           "ในหลวง" กับพระอัจฉริยภาพด้านแผนที่


ภาพประกอบจากเว็บไซต์เดลินิวส์
ที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์
ภาพที่ประชาชนคุ้นชินตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา คือ ภาพพระองค์ทรงงานโดยใช้ “แผนที่” ทรงถือแผนที่ติดพระวรกาย ทรงศึกษาภูมิประเทศจากแผนที่อย่างละเอียด เพื่อประกอบการวางแผนโครงการตามพระราชดำริด้านต่างๆ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถด้านการใช้แผนที่

หลังจากพระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ทรงอุทิศเวลาเพื่อเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลและยากจน เพื่อทรงหาข้อมูลที่แท้จริง และทรงสำรวจสภาพภูมิประเทศไปพร้อม ๆ กัน
ภาพที่ประชาชนคุ้นชินตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา คือ ภาพพระองค์ทรงงานโดยใช้ “แผนที่” ทรงถือแผนที่ติดพระวรกาย ทรงศึกษาภูมิประเทศจากแผนที่อย่างละเอียด เพื่อประกอบการวางแผนโครงการตามพระราชดำริด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ
พระองค์ทรงใช้แผนที่ และทรงปรับปรุงแผนที่ด้วยพระองค์เอง รวมถึงทรงใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศ ในการสำรวจพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ...อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงรู้จักพื้นที่ประเทศไทยทุกตารางนิ้วอย่างลึกซึ้ง...
พระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อใช้ในการพัฒนา ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าและทันสมัย ทรงใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลทั้งภาพถ่ายทางอากาศ ภาพจากดาวเทียม ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และสารสนเทศเชิงพื้นที่ คือ แผนที่ในการวิเคราะห์ติดตามและประเมินผลการพัฒนา ตลอดจนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วยการพึ่งพาตนเอง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักวิจัย เนื่องจากพระองค์ทรงงานด้วยหลักการของนักวิจัย ที่ต้องศึกษาปัญหาและข้อมูลโดยถ่องแท้ มีการทดลองวิจัย เผยแพร่ ขยายผลและพัฒนาในทุก ๆ โครงการตามแนวพระราชดำริ
เมื่อปี พ.ศ. 2547 พระองค์ทรงเคยมีพระกระแสรับสั่งให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดเตรียมภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ดำเนินการเหนืออ่างเก็บน้ำยางชุม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2 แสนไร่ ครอบคลุมลุ่มน้ำกุยบุรี ซึ่ง จิสด้า ได้สนองพระราชดำริ โดยสั่งถ่ายภาพรายละเอียดสูง IKONOS และได้น้อมเกล้าฯถวายในเวลาต่อม
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการแผนที่เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านทรงใช้ประโยชน์เพื่อวางแผนพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินในแหล่งต้นน้ำลำธารบนภูเขาสูง หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร เป็นต้น
“แผนที่ของพระองค์ท่าน” ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญเป็นอย่างมาก และกลายมาเป็นต้นแบบสำคัญ ที่ “จิสด้า” ได้น้อมนำแนวปฏิบัติของพระองค์มากำหนดเป็นภารกิจหลักขององค์กร ในด้านการนำข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาวิเคราะห์และจัดทำเป็นแผนที่พร้อมใช้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และหากย้อนไปเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา จิสด้าได้ส่งดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยขึ้นสู่วงโคจร โดยเรียกว่า ดาวเทียมธีออส
ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ให้ดาวเทียมดวงดังกล่าวว่า “ดาวเทียมไทยโชต” ซึ่งมีความหมายว่า “ดาวเทียมที่ทำให้ประเทศไทยรุ่งเรือง” และดาวเทียมไทยโชตดวงนี้ ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจตามแนวปฏิบัติของพระองค์ท่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป
โดย 
#สานต่อสิ่งที่พ่อทำ
#นายกควรอ่าน
ผู้ว่าราชการของไทยไม่ค่อยเห็นว่าถือแผ่นที่?




#มหาชนสามารถช่วยศึกษาโครงการได้ที่ และช่วยเสนอความคิดเห็นได้ครับ
https://drive.google.com/open?id=0B_nOh0gPsWNScGZ0ejZIdDBjek0

#ถ้าดีมีคุณค่าโปรดช่วยแชร์เพื่อสร้างแผ่นดินธรรมของพระราชา
https://www.facebook.com/thaihistory/

โดย สมเกียรติ กาญจนชาติ ๔ กพ. ๖๐

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

พระเครื่องแท้และการอนุรักษ์ในประวัติศาสตร์อย่างมีคุณค่า















ขอประชาสัมพันธ์ทำดีเพื่อในหลวง ๙,๑๐ พ.ศ.๒๕๕๙
อ่านแล้วดีช่วยแชร์ครับ
#โครงการสร้างโรงเรียนถวายในหลวง
ประชาสัมพันธโครงการเพื่อพ่อ๙๙
https://drive.google.com/…/0B_nOh0gPsWNSaUJPc1gyczdBeEk/view

การอนุรักษ์เชิ่งประวัติศาสตร์พระเครื่องทุกองค์มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์ภาพพระเครื่อง
ศึกษาข้อมูลพระเครื่องในประวัติศาสตร์

ท่านสามารถรับพระเครื่องชุดเบญจภาคีได้จาก มือ พระธรรมธรีราชมหามุนีเจ้าอาวาสวัดระฆัง 
และสามารถ รับ ชุดพระกริ่งปวเรศ ในประวัติศาสตร์ จาก พระธรรมมงคลวุฒาจารย์ อดียเลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศ หรือท่านจะเชื่อศรัทธาเซียนพระไทย?

ศึกษาข้อมูลก่อนศรัทธา
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2016/08/blog-post_20.html?m=1
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ ภาพจากกุฎิเจ้าอาวาส วัดระฆังโฆสิตาราม

ร้อยเล่ย์ วงการพระเครื่องประเทศไทย
โดยพิพิธภัณฑ์ภาพพระเครื่องเมื่อ 15 เมษายน 2011 เวลา 9:04 น.
ร้อยเล่ห์ ซ่อนเงื่อน เซียนพระเครื่อง
 รวมเรื่องราว ร้อยเล่ห์ ซ่อนเงื่อน เกี่ยวกับวงการพระเครื่องเมืองไทย
เข้า “ ศูนย์พระ” ระวัง “ สูญพระ ”
เข้า “ ศูนย์พระ”  ระวัง “ สูญพระ ”
ศูนย์ พระเครื่องปัจจุบันมีมากมายหลายแห่ง แต่ก็ตอบได้ไม่แน่นอนเพราะระบบเปิดให้เช่าบูชา หรือการเช็คพระแท้หรือปลอม ยังคลุมเคลือ หาข้อสรุปไม่ได้

 ทดสอบง่ายๆ ลองเช่าพระจากศูนย์หนึ่ง แล้วนำไปขายอีกศูนย์หนึ่ง ราคาอาจหดหาย หรือไม่ก็บอกปลอม แล้วจะเชื่อใครได้ ในเมื่อแต่ละศูนย์ไม่ได้มีจุดยืนเดียวกัน ไม่อาจเป็นมาตรฐานให้ลูกค้าเชื่อใจได้เลย 
เซียนบางท่านเรียนวิชามาคนละ ตำรา คนละอาจารย์ ศึกษามาคนละสาย และที่สำคัญยังขัดแย้งทางความคิดอยู่เป็นประจำ จึงเกิดอาการ “ หลงตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ”
สมัยก่อนพระเก๊ ยังมีไม่ค่อยมากนัก การถูกทุบถูกถอนจึงค่อนข้างเบาบาง การเล่นไม่ค่อยมีทิศทาง เช่าดะไปเรื่อย เพราะปราศจากผู้แนะนำ ถ้าหากมีผู้แนะนำที่ดี ตกมาถึงยุคสมัยนี้บางท่านอาจจะมีพระชุดเบญจภาคีหลายองค์ก็เป็นได้
ใน ช่วง พ.ศ. 2510 พระสมเด็จบางขุนพรมกรุใหม่ ราคาเพียงองค์ละ 5 พัน ถึง 8 พันบาทเท่านั้น ยุคนั้นก็ยังถือว่าแพงอยู่ แต่ตัดใจจริงๆ ก็ทำได้ เพราะสมัยก่อนการเช่าพระมีให้ผ่อนส่งได้ ถ้าหากมีใครเช่าเก็บไว้เท่ากับมีเงินสะสมเป็นล้าน
ยอดปรารถนาของนักเลง พระก็คือ พระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต สมัยนั้นราคา 2 พันบาท โดยผู้ให้เช่ารับประกันว่าแท้แน่นอน ผู้เช่าซื้อตลับทองใส่เลย ต่อมาเมื่อนำไปให้เซียนยุคนั้นดูปรากฏว่าเก๊ ก็มี
ยุคไหน ๆ ก็มีคนประเภทนี้อยู่ เรื่องแนวนี้อยากให้เป็นข้อคิดและคำแนะนำแก่นักสะสมพระเครื่องหน้าใหม่ พึงระลีกอยู่เสมอว่า “ อ้อยเข้าปากซ้าง” โอกาสจะได้เงินคืนนั้นยาก แม้จะมีการรับประกันไว้ล่วงหน้าก็ตาม
ศูนย์พระในปัจจุบันเปิดกันราวดอก เห็ด จึงต้องระวังให้ดีเดินสุ่มสี่สุ่มห้า เข้าไปศูนย์พระอาจจะสูญเงินได้พระปลอมหรือไม่ที่ก็บอกกับเราว่าพระที่เราจะเอา มาปล่อยนั้นเก๊ก็เป็นแผนของขบวนการที่ไม่มีคุณธรรมและความซี่อตรง และขบวนการใหญ่ที่มีการฟอกเงินผิดกฎหมาย โดยจะปันราคาในกลุ่มของตนเองและไม่ยอมรับพระแท้ของประชาชนทั่วไป
เล่นพระแผง ต้องช้ำใจภายหลัง 

 ลองฟังตัวอย่างต่อไปนี้ 

คุณ สมชายเป็นนักสะสม เป็นคนมีเงินใช้จ่ายคล่องมือเพราะเป็นเจ้าของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ส่งนอก คุณสมชายชอบสะสมพระเครื่อง ชอบสมาคมกับนักเลงพระ และเป็นคนชอบดื่มพอสมควร เป็นเรื่องธรรมดาที่ คุณสมชาย จะเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวเสมอเมื่ออยู่ในกลุ่มที่สนทนากับเพื่อนฝูงที่รู้กัน แต่การเช่าพระหลักแสนก็ไม่ใช่จะเช่าสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะสมชายเป็นพ่อค้า ความละเอียดถี่ถ้วนและความน่าเชื่อถือของพระแต่ละองค์ได้ถูกตรวจสอบจากบรรดา เพื่อนๆ ที่รักชอบพอกันอยู่เสมอแต่คุณสมชายมีข้อเสียที่ว่าเป็นคนเจอลูกยอไม่ได้ เขาเป็นคนใจอ่อนต่อคำป้อยอ บางครั้งจีงได้ของแพงจนเกินไป คุณสมชายสะสมพระเครื่องอยู่หลายปี พอมากๆ เข้าคิดเป็นเงินก็หลายสิบล้านบาท
วัน ดีคืนดีกิจการที่คุณสมชายประกอบการอยู่เกิดปัญหาติดขัดเรื่องเงินๆ ทองๆ คุณสมชายก็มานั่งคิดว่าพระเครื่องที่เช่าหามาสะสมอยู่นั้นมากมายอยู่เห็นที จะปล่อยออกเอาเงินมาหมุนซะหน่อย
 คุณสมชายก็แวะเวียนไปหาเพื่อนฝูงที่เคย คบค้าสมาคมกันเพื่อจะให้เป็นธุระช่วยปล่อยของให้หน่อย เพื่อนฝูงบางคนก็ช่วยเหลือดีเพราะคุณสมชาย ถือได้ว่าเป็นกัลยามิตร บางรายก็บ่ายเบี่ยงตอบปฎิเสธแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นก็มาก แต่ที่น่าช้ำใจคำตอบที่ว่าพระที่หอบไปให้ดูนั้นมันบอกว่าผิดพิมพ์ คำว่าผิดพิมพ์ก็คือพระเก๊ คุณสมชายก็ยั๊วะซีครับ ก็พระซื้อจากพรรคพวกกันทั้งนั้นแถมไอ้คนที่บอกว่าผิดพิมพ์ก็อยู่ในกลุ่มซะ ด้วย อีตอนที่ซื้อไม่เห็นว่ามันจะบอกว่าผิดพิมพ์ซะหน่อย พอคุณสมชายวังเว้งมากเข้าหน่อยมันก็บอกว่า “พิมพ์นี้เขาไม่นิยมกัน” เขานิยมพิมพ์อื่น คุณสมชายกว่าจะปล่อยพระกะเอาเงินออกมาหมุนหน่อยก็เล่นเอาปลงไปเลย 
คุณสมชายพระออกไปค่อนกรุที่สะสมไว้หลายปี ได้เงินไม่ถึงล้านบาท คุณสมชายเป็นพ่อค้าถ้าคิดแบบพ่อค้าก็ถือว่าขาดทุนป่นปี้ 
ราคา ซื้อขายพระขึ้นอยู่กับกระแสของท้องตลาดเป็นสำคัญ ถ้าหากคิดจะซื้อพระมาเพื่อเก็งกำไรเป็นเรื่องยาก แต่สะสมเพื่อใจรักและเชื่อใน “ พุทธคุณ ”ขององค์พระ เช่าหรือแลกเปลี่ยนในหมู่ที่ชอบเหมือนกันย่อมสบายใจ
งานประกวดพระเครื่อง 
 ปัจจุบัน งานประกวดพระเครื่องจะมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ เมื่อก่อนนี้จะเห็นเกิดขึ้นแทบทุกอาทิตย์ แต่ปัจจุบันลดน้อยลงเพราะมีเสียงสะท้อนของความไม่มีมาตรฐานหลายต่อหลายครั้ง และเห็นประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป
ผมมีข้อสังเกต อยากจะเล่าเกี่ยวกับงานประกวดพระเครื่องให้รับทราบ การประกวดพระถือเป็นการแข่งขัน อีกอย่างหนึ่งมีแพ้มีชนะ เมื่อมีชนะก็มีผลประโยชน์ ผลประโยชน์ก็คือพระที่ได้รับรางวัลก็จะมีราคาค่างวดสูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา พระติดรางวัลนี่ครับ งานประกวดที่ไม่ได้มาตรฐานมักจะมีเสียงสะท้อนในทางตำหนิออกมามาก ปัญหาพอได้ยินได้ฟังมาดังนี้

1. กรรมการเล่นพระพรรคเล่นพวก 
เขาจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้พระของพรรคพวกตัวเองติดรางวัล หรืออันที่จริงก็พระของกรรมการเองนั้นที่ยืมชื่อคนอื่นใส่ติดประกาศ

2. ผู้ประกวดเชิญผู้ไม่มีประสบการณ์เป็นกรรมการ 
กรณี ในลักษณะนี้จะมีมากในงานประกวดพระเครื่องที่อยู่ในช่วงบูม สุดๆ อาชีพในการประกวดพระเครื่องจะใช้ทุนประมาณ 35,000 บาท ไม่มากไม่น้อยกว่าถ้าจัดในกรุงเทพฯ ถ้าต่างจังหวัดก็แพงหน่อยเพราะต้องจ่ายค่าโรงแรม ค่าจัดเลี้ยง ค่าจิปาถะอีกมากมาย ส่วนใส่ซองของกรรมการที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของวงการนั้น ส่วนมากแล้วท่านจะไม่รับหรอกครับ ส่วนใหญ่มาด้วยใจ มาด้วยความเอื้อเฟื้อของวงการ หรือเพื่อการกุศลซะมากกว่า
งานประกวดไหน ที่ชื่อเสียงของกรรมการไม่เป็นที่ยอมรับของวงการ แถมชื่อเสียงก็ไม่ค่อยมีคนรู้จัก นั้นเป็นเพราะว่าผู้ที่ได้รับเชิญเขาปฎิเสธที่จะมาร่วมด้วยเพราะท่านเหล่า นั้นเห็นว่ามันเป็นธุรกิจมากจนเกินไป ที่นี้ผู้ประกวดก็เอาพรรคพวกของตนเองนั้นหละเข้ามา บางคนเล่นพระมาไม่เท่าไหร่ ความรู้แค่งูๆ ปลาๆ แต่ก็ติดโบว์หราเป็นกรรมการยืนเท่ถ่ายรูปกับเขาซะโก้ก็มี

3 รับทุกพระไม่ว่าแท้หรือเก๊ เน้นหาเงินลูกเดียว
เมื่อ ก่อนหากพระเครื่ององค์ใดได้รับการคัดเลือกเอาเข้าไปตัดสิน แล้วจะเป็นพระแท้แน่นอน จะได้ติดรางวัลหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องแต่ที่แน่ๆ รับประกันได้ว่าเป็นพระแท้ มาตอนนี้สิ่งที่ดีเหล่านั้นได้หายไปเพราะผู้จัดมุ่งหวังที่จะเอาเงินค่า สมัครประกวดพระมากจนเกินไป ใครส่งพระอะไรมารับหมด งานประกวดพระที่ไม่ได้มาตรฐานบางงานจึงมากไปด้วยพระปลอมเป็นจำนวนมหาศาล งานประกวดพระหลังๆ จึงไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือเหมือนเมื่อก่อน
ประเด็น หลังสุด ก็คือกรรมการตัดสิน เพราะกรรมการแต่ละท่านต่างจิตต่างใจ บางท่านชอบพระเนื้อจัด บางท่านชอบสะอาด การตัดสินอยู่ที่ใจกรรมการเป็นหลัก ซึ่งอาจจะตรงกันข้ามกับใจท่านผู้ชม บางงานเชิญกรรมการที่ไม่ค่อยมีความรู้ หรือชำนาญไม่ตรงกับงาน มาตัดสินพระที่ไม่ชำนาญ เลยกลายตัดสินพระปลอมกลายเป็นแท้ไป ส่วนพระแท้คัดออก พระปลอมติดรางวัล ผู้ชมบางคนมีความรู้ จึงประท้วง ก็เลยทำงานนั้นพลอยเสียชื่อไปก็มี 
ผีสนามพระ หักคอเซียน
ผีสนามพระ หักคอเซียน 
 เรื่อง ราวในวงการพระเครื่องเมื่อสักปีเป็นไง เดี่ยวนี้ก็ไมต่างกันสักเท่าไหร่ บางอย่างออกจะแพรววพราวกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ เซียนจำนวนมากที่อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ ล้วนเคยต้องเผชิญกับปัญหาดีเลวมาเกือบสารพัด ความซื่อสัตย์และความดีเท่านั้นที่ทำให้กลุ่มเซียนตัวจริง อยู่รอดปลอดภัยมาได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนพวกที่สร้างความเลวทรามไว้มาก ก็มีอันต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด แต่ที่แอบแฝงอยู่ก็มีไม่ใช่น้อย พร้อมทั้งพวกหน้าใหม่ที่เรียกกันว่า เชื้อร้ายไม่เคยตาย
ในสนามพระเรื่องผีๆ เป็นเรื่องที่ผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็นเซียนไม่สมควรพลาด ควรศึกษาหาความรู้ไว้ประดับวิชาเล่นหาพระในยุคปัจจุบัน
ถาม ว่า การเล่นพระเกี่ยวอะไรกับผี เกี่ยวแน่นอน ถ้าตราบใดยังมีสนามพระและเซียน อยู่ในประเทศนี้ ผีกลุ่มนี้จะอยู่หน้าด่านคอยล่าเหยื่อทุกชนิดที่ผ่านมา พระ จากนอกสนามหลงเข้ามา ร้อยทั้งร้อย ต้องผ่านด่านผี เป็นอันดับแรก พวกนี้หูตาเร็วมาก จะเดินตั้งแต่หัวสนามยันท้ายสนาม ผีประจำสนามจะมีบทบาทสูงมาก จะเป็นผู้นำพาไปหาผู้ซื้อ เมื่อมีการซื้อขาย คนซื้อก็จะต้องจ่ายค่าผีตามธรรมเนียมปฎิบัติ วันดีคืนดี บางครั้งผีก็จะทำหน้าที่เป็นนายหน้าขายพระเสียเอง วิธีทำบ่อยที่สุดก็คือ นำพระอีกแผงไปให้อีกแผงนั้นเอง
ผีเท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะมีรายได้ดี ในสนามพระผีมักจะชนะเซียนเสมอ เพราะเซียนส่วนใหญ่จะซื้อของจากผี ในขณะที่ผีไม่เคยซื้อของจากเซียนเลย ผู้ที่พลาดจีงมีแต่เซียนเท่านั้น ผีบางคนสายตาเฉียบ เก่งเหนือเซียนหลายเท่า และบางคนก็เก่งขนาดทำเอาเซียนก่ายหน้าผากมาแล้วหลายครั้ง บุคลิกและนิสัยผี มักไม่คุย ไม่อวดรู้ ไม่แสดงตัว เน้นสุขุมรอบคอบและแกล้งโง่เป็นสำคัญ ขืนอวดรู้คุยมาก รังแต่จะขายของให้เซียนไม่ได้ ท้องใส้จะหิวเปล่าๆ พาลอดอยากเอาง่าย ๆ
บนเส้นทางชีวิตของผี ต้องพึ่งพาการถ่ายเทโภคทรัพย์จากกระเป่าเซียน อีกต่อหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ผี ต้องเงียบสถานเดียวรับรองรุ่งแน่ ถ้าศึกษาประวัติผีอย่างลีกซึ้งถึงแก่นจะรู้ว่าผีบางคนคือขุมข่ายกำลังทาง ปัญญาที่เซียนหลายคนมักแอบพึ่งพาความรู้และภูมิปัญญาอยู่เนืองนิจ
นักสะสมที่ดีควรเข้าหา ไม่ว่าจะเป็นเซียนในสวรรค์หรือผีในนรก เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเชิงสะสม ควรมีไมตรีทั้งสองฝ่าย
เรื่องของพระเนื้อดิน ของดีท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
เรื่องของพระเนื้อดิน ของดีท่วมหัวเอาตัวไม่รอด 
 จะ ดูอย่างไรว่าเป็นดินเก่า มีอายุยาวขนาดไหน ดินเป็นชื่อธาตุอย่างหนึ่งในธาตุทั้งสี่คือ “ ดิน น้ำ ลม ไฟ ” ถ้าถามว่าดินนี้เป็นดินยุคไหน สมัยใด คงเป็นคำตอบที่ยากมาก
 การนำดิน เหนียวมาปั้นเป็นพระแบบต่างแล้วแต่ฝีมือช่างในยุคนั้น จนถึงปัจจุบัน และพัฒนามาสร้างด้วยโลหะ หรือว่านศักดิ์สิทธิ์ สามารถให้คุ้มครองอยู่คงกระพัน จากเกจิจากเกจิอาจารย์ ด้วยสัดส่วนที่กำหนดของท่านเอง โดยเฉพาะแล้วแจกจ่ายให้ญาติโยมนำกลับไปบูชา เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่นักสะสมควรเรียนรู้ และจดจำอย่างแม่นยำ 
หลัก การศึกษาวิธีที่พิจารณาพระเครื่องทุกประเภทคงหนีไม่พ้นหลักใหญ่ๆ คือศิลปะสกุลช่าง เนื้อหา วัสดุมวลสาร ธรรมชาติความเก่าที่เป็นเกณฑ์ตามอายุ เช่นพระรอด พระเปิม พระบาง พระคง พระเหล่านี้เป็นพระเนื้อดินสกุลช่างเดียวกัน ตั้งแต่ครั้งยุคทวาราวดีนับเป็นพันปีมาแล้ว ถ้าเราไม่เคยเห็นของจริงมาแต่ครั้งโบราณ คงเดาไม่ออกว่าพระองค์นี้แท้หรือไม่ ถ้าหากท่านไม่รู้จริงอาจจะเป็นดังตัวอย่างต่อไปนี้
เซียน ก. ผ่านการเล่นพระมาพอสมควร เคยเจอมาทุกรูปแบบ พอที่จะรู้อะไรเป็นอะไรในวงการนี้ มาวันหนึ่งมีคนนำพระรอดมาเสนอ เซียน ก. เห็นแล้วตาโต เพราะดูแล้วน่าจะเป็นของแท้ แต่ดูไม่ขาดร้อยเปอร์เซ็นต์อีกทั้งราคาค่อนข้างสูง จีงไม่กล้าสู้ราคา จึงไปตามเพื่อนที่มีความรู้เรื่องพระรอด เพื่อนของเซียน ก. นั้นเก่งในพระด้านนี้แถมค่อนข้างมีเงิน
เพื่อนของ ก.เห็นว่าแล้วก็ส่ายหน้าบอกพระคงนั้นไม่น่าจะแท้ เจ้าของพระก็เก็บพระกลับบ้านตามระเบียบ แต่เซียน ก.ยังคาใจ เพราะเชื่อตาตัวเองอยู่บ้างว่าพระน่าจะแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำไมเพื่อนจึงดูเป็นพระปลอมไปได้ เซียน ก. จึงตัดสินใจไปหาเซียนอีกคน ซึ่งเป็นผู้รู้จริงในเรื่องพระรอด ( หมอเฉพาะทาง ) แต่พอนัดแนะกับเจ้าของพระรอดเจ้าเดิมแล้วก็รู้ความจริงที่แสนเจ็บใจว่า เพื่อนที่บอกว่าไม่น่าจะแท้คนนั้นแหละได้ซื้อเอาไปแล้วเมื่อวาน
 พฤติกรรม แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในวงการพระเครื่อง ใครๆ ก็อยากจะทำกำไรเมื่อเห็นมันอยู่ตรงหน้า สาเหตุนั้นมาจากความไม่มั่นใจตนเอง ดูพระไม่ขาด กล้าๆ กลัวๆ ก็เลยอดได้ของดีไป 
หัวใจเซียน
เซียนจริงๆ นั้นพูดได้เลยว่า เป็นคนนอบน้อมถ่อมตนเป็นปกติวิสัย ไม่ แสแสร้งชั่วครั้งชั่วคราว ไม่โอ้อวด คุยไม้คำโต พูดจามีหลักเกณฑ์ อธิบายเข้าใจง่ายแต่ละเอียดในเรื่องที่รอบรู้ ไม่เพ้อเจ้อเป็นน้ำท่วมทุ่ง “ ไร้สาระ ”
เซียนในสนามใหญ่ๆ ส่วนมากมักจะมีสายตาคม ในวงการพระเขาเรียก “มองแล้วอ่านขาด” เขาจะมีปฎิภาณไหวพริบ ว่าคนไหนเอาพระมาหวังจะให้ดูอย่างเดียว คนไหนหวังจะเอามาให้เช็ค (ดู ) คนไหนจะเอาพระมาปล่อย ( ขาย ) มนุษย์เรามีหลายประเภท ประเภทที่เอามาโชว์อย่างเดียวหรือชอบโชว์นี่ถือว่าเป็นโรคจิตประเภทหนึ่ง คืออยากให้คนอื่นพูดถึงตัวเองแล้วเป็นปลื้ม กลับบ้านคงกินข้าว นอบหลับสบาย บางทีน่าเบื่อ น่าหมั่นใส้ บางทีก็น่าเห็นใจและอภัยให้ได้ เพราะถือว่าเขาได้โชว์ได้อวดแล้วมีความสุข ก็ถือว่าช่วยอนุเคราะห์ไป เซียนใหญ่บางคน เขาไม่สนใจ ดูไปก็เสียลูกตา เสียเวลาทำมาหากิน (ขายหรือซื้อพระ )
เซียนจริงๆ แล้วมาดต้องนิ่งทั้งกายและใจ สุขุม เยือกเย็น เห็นของแล้วต้องนิ่งไว้ ไม่วอกแวกออกอาการ บางคนเห็นของที่นำมาให้ดูหลายชิ้น ก็อาจจะหยิบองค์นั้นดูทีองค์นี้ดู ที บางองค์ก็ดูนานแต่ออกที่หมายตากลับดูนิดเดียว จับแค่ผ่านๆ ทำให้คนที่เอาพระมาปล่อยเดาใจไม่ถูกว่าองค์ไหนราคาสูง องค์ไหนราคาต่ำ พอถึงตอนตกลงราคาซื้อขายกัน ถ้าเป็นการซื้อขายแบบเหมา เจ้าของพระที่เอาพระมาปล่อย ไม่รู่ว่าเซียนหมายตาองค์ไหนไว้แกล้งพูดต่อรองราคาองค์ที่ราคาต่ำ เจ้าของพระอาจแถมของดีราคาสูงให้เขาไปก็มี “นี่คือเล่ห์อย่างหนึ่ง”ที่อย่ามองข้ามเด็ดขาด
เซียนอีกประเภทหนึ่ง คือจับแล้ววาง ดูผ่านๆ ไม่ค่อยออกความคิดเห็น อาจจะเห็นว่าไม่ให้ประโยชน์สำหรับตัว ดูแล้วเฉยๆ คนที่เป็นเจ้าของพระใจก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ใจไม่ดี กลับบ้านแล้วไม่สบายใจ เซียนแบบนี้ไม่น่าคบครับ
เซียนบางคนเห็นของไม่ได้ ปากสั่น มือสั่น “ อยากได้ ” เก็บอาการไม่อยู่ ทั้งๆ ที่รู้จริง เซียนอย่างนี้จับของไม่ค่อยได้ ถ้าคิดจะซื้อขายไม่ดี แต่ถ้าให้ความคิดเห็นหรือให่ข้อมูลแล้วคิดค่าวิชาอย่างนี้ดี
เซียนอีก ประเภทหนึ่งคือเซียนใฝ่ดี เห็นใครแขวนพระอะไรเป็นไปไม่ได้ต้อง ขอดู คล้ายจะเป็น่จะตายซะให้ได้ถ้าไม่ได้ดู แต่มีกริยานุ่มนวล สุภาพ ขออนุญาตดู อนุญาตส่อง ดูแล้วบอกความจริงที่รู้ตามข้อมูลที่มี คนที่อยากเป็นเซียนต้องปฎิบัติอย่างนี้ครับ รับรองอนาคตเป็น “ เซียนใหญ่แน่ ”เพราะของจริงของแท้เราจะหวังซื้อมาศึกษาอย่างเดียวคงไม่ได้ บางองค์ราคาสูง เปลืองเงินเปล่าๆ ขออนุญาตดูเป็นดีที่สุด แต่ดูแล้วถ้าเป็นของปลอมหรือไม่มั่นใจกรุณาอย่าวิจารณ์แบบสาดเสีย ( เพราะยังไม่มีทนายพระจะมาชี้นำตัดสินว่าองค์ไหนแท้ องค์ไหนปลอม ) ไม่แน่ใจก็นิ่งเสีย อันตรายครับ
อย่าชักศึกเข้าบ้าน
ปัจจุบัน เราต้องคุ้มครองพระ ไม่ใช่พระคุ้มครองเรา บางรายถึงกับนำพระไปฝากไว้กับธนาคารต่างๆ ในงานประกวดก็ไม่ค่อยสนใจส่งเข้าประกวดเท่าไหร่ เพราะเสี่ยงต่อการแตกหัก ที่ร้ายที่สุดก็คือ “ พระหาย ” ซึ่งมีปรากฏอยู่บ่อยครั้ง มนุษย์ปุชนคนเรา มีความทะยานอยากด้วยกันทั้งนั้น อยากเด่น อยากดัง เมื่อมีพระดีๆ สวยๆ อยากจะโชว์เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อหลวมตัวเข้า พาคนไปดู พระที่บ้าน บางทีคนสนิทกันนี่แหละ เจ้าของบ้านก็ถือเอาความเชื่อใจเป็นหลัก ขนเอาพระสารพัดออกมาให้ชมเป็นขวัญตา “บางคนมือไวแอบสับเปลี่ยน”ฉกเอาด้วยความโลภของคนอื่นก็มี แต่ที่ซ้ำร้ายถึงขั้นปล้นจี้กันก็มีถ้าหากว่าพระเครื่องเหล่านั้นมีราคาค่า งวดเอามากๆ
เรื่องอย่างนี้ต้องระวังไว้นะครับ เกิดขึ้นมาแล้ว ถึงแต่ตำรวจจะจับได้ขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ยังยากจะดำเนินการได้ กรณีพระถูกขโมย พระสูญหาย พิสูจน์ยาก เพราะไม่มีทนายพระจะมาชี้นำตัดสินว่าองค์ไหนแท้ องค์ไหน
กลยุทธ์ซื้อถูก - ขายแพง
ยุทธ จักรวงการพระเครื่อง การซื้อถูกขายแพงเป็นยอดปรารถนาของเซียนนักขาย เพราะจำนำรายได้มาสู่ตนอย่างมหาศาล “วงการพระเครื่อง” หากผู้ใดซื้อพระถูกแล้วขายได้ราคาแพง ถือว่าโชคดีและฟลุ๊ค ถ้ามองกันในแง่ค้าขายแล้ว ไม่มีอะไรกำไรงามมากไปกว่าการซื้อขายพระ
 ใน ทางตรงกันข้ามถ้าหากผู้นั้นตาไม่ถึง ก็สามารถถูกน๊อตถึงขั้นล้มละลาย ได้เหมือนกัน ฉะนั้นผู้เข้ามาในวงการพระ “อย่าฝันหวานสร้างวิมานเพ้อเจ้อ ” การจะก้าวสู่ด้านบวก จะต้องอาศัยเวลาประสบการณ์ บางคน 20 ปี ขึ้นไปถึงถือว่าปีกกล้าขาแข็งประเภทเล่นพระมา 3-4 ปี แล้วพองตัวอวดอ่างเป็นเซียน วางมาดกรรมการ ประกวดพระผู้ทรงคุณวุฒิ คงไปได้ไม่กี่น้ำ 
ในวงการพระเครื่องมีกลวิธีในการซื้อถูกขายแพง ดังตัวอย่าง
 1. พระเก๊ 
พอ ใครนำพระมาเสนอก็ให้ตีเก๊เอาไว้ก่อน เพื่อให้ผู้เสนอเสียขวัญและกำลังใจ แล้วจะได้ซื้อในราคาถูก กลวิธีแบบนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่ใหม่ ซิงๆ ในวงการเท่านั้น ถ้าหากผู้เสนอพอมีความรู้อยู่บ้างก็อาจจะถูกด่าในใจและหมดความเคารพนับถือ ทันที

2. พระผิดพิมพ์ 
พระที่เกิดจากการพิมพ์ปั๊มหรือหล่อก็ตาม จะให้เหมือนแม่พิมพ์ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างสมเด็จพระบางขุนพรมหรือวัดระฆังองค์พระอาจโย้ เส้นแซมอาจจะติดไม่คมชัด ฉะนั้นหากผู้เสนอไม่แม่นพิมพ์จริง ก็จะเสียรู้ทันทีเมื่อบอกว่าผิดพิมพ์และสามารถเช่าในราคาที่ต่ำ

3.เปลี่ยนพระ 
ส่วน มากมักเกิดกับลูกค้าหน้าใหม่ในวงการพระ พอนำพระมาเสนอมักจะถามว่าเท่าไหร่ เช่นตอบว่า 4 พันบาท ก็จะต่อรองว่า 2 พันได้มั้ย หากลูกค้าตกลง ก็ให้รออยู่หน้าแผง แล้วนำพระไปให้เพื่อนดูก่อน แล้วก็เอาพระเก๊ที่คล้ายคลึงกันมาคืนให้แล้วบอกว่าไม่ชอบ ทำให้ลูกค้าเกิดความงุนงง แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ พูดง่ายๆ ก็คือโกงซึ่งๆ หน้านั้นเอง
4. เมื่อมีลูกค้านำพระมาเสนอขายให้ เซียนก็จะเสนอซื้อทีละหลายองค์เพื่อเหมารวม เช่น เอา 5 องค์เท่านั้นเท่านี้ โดยเอาพระองค์ที่ไม่ต้องการหรือองค์ที่เก๊รวมอยู่ด้วย พอตกลงก็จะเปลี่ยนใจเป็น 2 องค์บ้าง ที่แท้หวังเพียงพระแท้องค์เดียวเท่านั้น เพราะเช่าทีละหลายองค์ราคาก็จะถูกกว่า

 5. เดินหนี 
บางคนมีความใจ แข็งมากพอที่ต้องการราคาถูกที่สุด หากผู้เสนอขายไม่ยอมลดให้ก็แกล้งเป็นเดินหนี แต่หากผู้ขายกำลังร้อนเงินจริงๆ วิธีนี้ก็ใช้ได้ผล แต่ผิดคุณธรรมนักสะสมที่ดีครับ 
เมื่อซื้อได้ราคาถูกแล้ว ต่อไปก็นำพระไปขายในราคาแพง ส่วนจะได้กำไรเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของบคคล
คำศัพท์ในวงการพระเครื่อง
 สังคมของแต่ละแวดวงย่อมมีศัพท์แสงที่คนอื่นเขาไม่เข้าใจกัน จะรู้เฉพาะคนที่สนใจเท่านั้น วงการพระเครื่องก็เหมือนกันศัพท์แสลงเหล่านี้ กลายเป็นเป็นคำฮิตและเป็นคำศัพท์เฉพาะในวงการพระเครื่องไปแล้ว เป็นเรื่องที่ดีที่ท่านต้องศึกษาและสะสมไว้บ้าง อย่างน้อยก็จะช่วยให้อยู่รอดปลอดภัย ไม่ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม ขอยกตัวอย่างที่ใช้กันบ่อยจริงๆ มาพอสังเขปดังนี้ครับ

 พุทธคุณ 
คำนี้ใช้กันเป็นประจำและได้ยินบ่อยที่สุด ความหมายคือ อานุภาพหรือ ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระที่เราแขวนคอ

 - กรุ 
เรา จะได้ยินอยู่เสมอว่าพระองค์นี้เป็นพระกรุ พระเก่า กรุ คือห้องหรือสถานที่บรรจุพระเครื่อง พระบูชา หรือสมบัติต่างๆ คนสมัยโบราณได้สร้างเอาไว้ใต้ดินที่ทำไว้ใต้ฐานเจดีย์ พระเครื่องที่ถูกฝังเอาไว้เป็นเวลา นานๆ เป็นร้อยปีขี้นไป องค์พระจะคราบกรุ หรือคราบนวลกรุ สนิมขุมราดำในพระเนื้อชิน ปรากฏให้เห็น พระที่ขึ้นมาจากกรุส่วนมากจะได้รับความนิยมอย่างสูงเพราะถือเป็นของแท้ของ จริง แต่ปัจจุบันหากได้ข่าวว่ากรุแตกค้นพบเจอพระเครื่องจำนวนมากที่นั่นที่นี่ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องหลอกลวงเสียซะมากกว่า

- ปลุกเสก 
คือวิธีการ เสกวัตถุมงคลให้มีความขลัง พิธีการส่วนใหญ่จะจัดแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แยกวัตถุมงคลออกเป็นหมวดหมู่ แล้วพระเกจิท่านก็จะเสกคาถาอาคมตามวัตถุที่กรรมการสร้างมาให้ท่านปลุกเสก เช่นพระเครื่อง พระพุทธรูป นางกวัก ปลัดขิก เป็นต้น พระท่านก็จะแยกปลุกเสกเพราะคาถาแต่ละอย่างใช้ไม่เหมือนกัน

 - ตะกรุด 
ตาม ประวัติการสร้างตะกรุดมีหลายประเภทด้วยกัน เช่นตะกรุดโทน ตะกรุดสาริกา ตะกรุดมหาอุด ตะกรุดเมตตามหานิยม ฯลฯ ครั้งแต่โบราณนั้นพระเกจิอาจารย์ดังเวลาท่านสร้างแต่ละครั้งจะมีความละเอียด ในพิธีของการสร้างอย่างพิถีพิถันมาก

- คงกระพัน 
หมายถึง ความคงทนของผิวหนังที่ไม่ระคายต่อศาสตราวุธ มักจะใช้เต็มคำว่า คงกระพันชาตรี

 - ผิดพิมพ์ 
ความหมายคือพระปลอม พระเก๊ (ผิดพิมพ์ฟังแล้วนุ่มหูกว่าคำว่าพระปลอมเยอะ)

- แท้ แต่พิมพ์นี้เขาไม่นิยมกัน 
เป็นคำบอกปฎิเสธพระที่เก๊หรือไม่ชัดเจนฟังดูแล้วนุ่มนวล คือไม่อยากให้เจ้าของพระช้ำใจ ตอบแบบถนอมน้ำใจ ครับ

 - ดูพระขาด ไม่ขาด 
คำนี้จะใช้กับเซียนพระ เช่นเซียนคนนั้นดูพระขาด ความหมายคือดูแม่นยำ ฟันธงลงไปเลยว่าแท้ไม่แท้ ปลอม เก๊

 - พระเครื่องฝีมือ 
เป็น คำเรียกประชดพระที่ทำลอกเลียนขึ้น พระฝีมือ คือพระปลอมที่เป็นผีมือมนุษย์พยายามทุกวิธีทางที่จะปั๊มขึ้นมาให้มีมวลสาร พิมพ์ ให้เหมือนของแท้มากที่สุด ส่วนใหญ่จะทำขึ้นด้วยจำนวนไม่มากเพราะกลัวคนจะจำได้ จะเน้นพระที่ราคาสูง เป็นที่นิยมกันในวงการ

- แห่พระ 
คือการนำพระเครื่องที่ไม่รู้แน่ชัด ไปให้ผู้รู้ดูพิมพ์ ดูเนื้อ เมื่อแห่กันเรียบร้อยแล้ว เสียงส่วนใหญ่บอกว่าใช่แน่ล่ะของแท้ ก็อุ่นใจ จะซื้อหาก็ว่ากันไป

 - พระมีประสบการณ์ 
คือ อิทธิฤทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระที่ปรากฏให้เห็น เช่นผู้แขวนพระองค์นั้นองค์นี้แล้วเกิดรถคว่ำ รถชน แล้วรอดตายปาฎิหาริย์ ก็เชื่อแน่ว่าอานุภาพขององค์พระท่านคุ้มครอง ปกป้องตัวผู้แขวน

- ถูกทุบ 
ความหมาย เป็นไปได้สองลักษณะ ถูกทุบคือถูกหลอกให้ซื้อพระเก๊ ทุบเขา คือขายพระเก๊ให้เขา

 - ตกควาย 
หมาย ถึง ขายพระผิดราคา เช่นพระองค์นี้วงการเขาซื้อขายกันเป็น หมื่น แต่ดันขายไปในราคาต่างจากความเป็นจริงมาก เช่นขายแค่หลักร้อยอย่างนี้เรียกว่าตกควาย โดนขวิดตายสนิท

 - คาบเส้น 
หมาย ถึงพระที่ขายไปไม่มีการรับคืนหรือรับประกัน พระเก๊พระแท้ไม่รู้ พูดง่าย ๆคือ ตาดีได้ ตาร้าย เสีย ส่วนมากจะเสียมากกว่าได้ คือซื้อพระเก๊มากกว่าได้พระแท้ ถ้าเป็นพระแท้เจ้าของมักรับรอง รับประกัน เก๊รับคืน แต่ราคาจะแพงกว่าสนามหน่อย

- บาท 
หมายถึง หลักร้อย ได้ยินคำว่าบาท ประมาทไม่ได้ หนึ่งบาทหมายถึง หนึ่งร้อยบาท สองบาท หมายถึงสองร้อยบาท วงการพระหรือแม้แต่วงการเล่นพนันฟุตบอลก็มักพูดกันเป็นประจำ เวลาเซียนต่อรองราคากัน เช่นองค์ละห้าบาท อย่าได้เข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้านะครับ บอกขอผมเถอะผม ซื้อเองห้าบาท ระวังจะลำบากทีหลัง หรือไม่ก็เสียโง่ มีที่ไหนพระราคาองค์ละห้าบาท

 - เนื้ออ่อน 
หมาย ถึง เนื้อพระจะต้องมีส่วนผสมที่ถูกต้อง เนื้อของใครของมัน เช่น เนื้อพระสมเด็จย่อมเป็นของพระสมเด็จ เนื้อของพระผงสุพรรณย่อมเป็นเนื้อพระของผงสุพรรณ ถ้าเนื้อไม่เข้ากันของเนื้อพระนั้นๆ อย่างนี้เรียกว่า เนื้ออ่อน 
สะรู้ตู๊ 

ศัพท์ จั๊กจี๊ฟังคล้ายภาษาเขมรคำนี้ หมายถึงพระเก๊ ท่านที่นำพระมาให้ดู ผู้ที่ดูรู้ว่าเป็นพระเก๊ จะบอกกันตรงๆ ก็กลัวจะเสียใจ หรืออาจจะไม่ยอมรับก็ได้จึงบ่ายเบี่ยงพูดไปมาว่า สะรู้ตู้ ซึ่งเป็นอันเข้าใจในหมู่นักเล่นพระว่า เก๊ 

 - การ์ดสูง 
คำนี้วงการ หมัดมวยใช้กันบ่อย ในวงการพระเครื่องก็นำมาใช้ในลักษณะเปรียบเทียบทำนองเดียวกัน ส่วนมากคำนี้มักจะใช้กับนักเล่นมือใหม่ คือไม่ทราบราคาพระที่ตัวเองถืออยู่ หรือไม่ก็เก๊ หรือแท้ จึงตีราคาสูงไว้ก่อนป้องกันขายผิดราคา
สับเปลี่ยนพระเครื่องดัง อุทาหรณ์เจ้าของ-เซียน

สับเปลี่ยนพระเครื่องดัง อุทาหรณ์เจ้าของ-เซียน

เป็น ความหวาดระแวงมานานของชาวบ้านธรรมดา ที่นำพระเครื่องสุดหวงของตัวเองซึ่งครอบครองอยู่ไปให้เซียนดูถึงแหล่ง กลัวจะมีการสับเปลี่ยนพระเอาองค์อื่นมาคืนแทน และแล้วก็มีเหตุการณ์ให้ชวนคิดเกิดขึ้นจนได้
"พล.ต.ต.ณพรรษ หรือ วิชัย เย็นสุดใจ" อายุ 62 ปี อดีต ผบก.ทล. อยู่บ้านเลขที่ 126/845 หมู่ 5 ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เข้าพบ พ.ต.ท. ธนาพัฒน์ นินบดี รอง ผกก.สส.สภ. เมืองนนทบุรี เพื่อให้ปากคำ หลังเข้าแจ้งความถูกนาย สหทรรศน์ ชัยมงคล กับนายธนัท มาระตะ หุ้นส่วนศูนย์เช่าพระเครื่องพรทวี ตั้งอยู่ชั้น 3 พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ถนนงามวงศ์วาน อ.เมืองนนทบุรี ลักลอบเปลี่ยน "เหรียญเนื้อทองคำหลวงพ่อแดง" วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพระเครื่องรุ่นที่กำลังได้รับความนิยม

พล.ต.ต.ณพรรษเล่าว่า ตนไปเดินดูพระเครื่องตามร้านต่างๆ บริเวณศูนย์พระเครื่องชั้น 3 ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า กระทั่งเดินผ่านร้านพรทวี จึงแวะทักทายกับนายสหทรรศน์ เพราะเคยนั่งพูดคุยเกี่ยวกับพระเครื่อง 2-3 ครั้ง จนพอจะรู้จักกัน โดยตนได้นำเหรียญเนื้อทองคำหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ ส่งให้นายสหทรรศน์ดูเพราะอยากให้ตรวจสอบว่าเหรียญพระเครื่องของตนมีสภาพเป็น อย่างไรบ้าง ตามประสาคนคอเดียวกัน แต่ระหว่างที่นายสหทรรศน์กำลังส่องดูพระด้วยความสนใจอยู่นั้น ทางนายธนัท หุ้นส่วนร้านพรทวี ทำทีขอดูพระเครื่องที่ตนห้อยคออยู่ จึงหันมาคุยกับนายธนัทแทน โดยไม่ได้สนใจว่านายสหทรรศน์ทำอะไรกับพระตนบ้าง

หลักการที่ต้องใช้คือ
กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร ก็มี[1]) กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่
  1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
  2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
  3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
  4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
  5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
  6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
  7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
  8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
  9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
  10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
ปัจจุบันแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ 2500 ปีก่อน

พระแท้มีบันทึกไว้ทุกองค์ที่ ประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์ภาพพระเครื่องNGO 
https://www.facebook.com/pg/thaihistory/photos/?tab=album&album_id=169264189786358

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ประวัติหลวงปู่แบน พระสุธรรมาธิบดี พระสงฆ์แท้ของพระราชา๙,๑๐ (โครงการเพื่อในหลวง)

                                             โครงการทำความดีถวายในหลวง๙,๑๐



https://www.facebook.com/pg/thaihistory/photos/?tab=album&album_id=1254173774628722







#พระสงฆ์ของพระราชา๙,๑๐ 
#หลวงปู่แบน พระธรรมวราจารย์ ธ. วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระสุธรรมาธิบดี เข้ารับพระราชทานเลื่อน-แต่งตั้งสมณศักดิ์ 159 รูป ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ดำรงสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปสุดท้ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เข้ารับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์ 5 ธ.ค. #มหาชนควรศึกษาข้อมูลครับ ต้นแบบตามแนวพระราชดำริ 'บวร'เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร #ประจักษ์ในหัวใจมหาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร #รักในหลวงต้องสนองพระราชปณิธาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙
https://drive.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSaUJPc1gyczdBeEk/view

หลวงปู่แบนขวัญใจคนงาน สร้างวัด สร้างศูนย์เด็กเล็กเพื่อชนทุกชั้น



ผู้คนทุกระดับที่เหยียบย่างเข้าไปในวัดสิรินธรเทพรัตนาราม ต.อ้อมใหญ่ ต้องทึ่งที่เห็นวัดยิ่งกว่าวัด เพราะบนเนื้อที่ 62 ไร่นั้น เป็นทั้งวัด ทั้งวิทยาเขต และศูนย์เด็กเล็ก….
โดย…สมาน สุดโต
ผู้คนทุกระดับที่เหยียบย่างเข้าไปในวัดสิรินธรเทพรัตนาราม ต.อ้อมใหญ่ ต้องทึ่งที่เห็นวัดยิ่งกว่าวัด เพราะบนเนื้อที่ 62 ไร่นั้น เป็นทั้งวัด ทั้งวิทยาเขต และศูนย์เด็กเล็ก ผู้ที่รังสรรค์วัดยิ่งกว่า คือ พระธรรมวราจารย์ หรือผู้คนในวงการทั้งพระและ ฆราวาสจะเอ่ยนามด้วยความเคารพว่า หลวงปู่แบน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ปัจจุบันอายุ 89 ปี
ท่านเมตตาเล่าให้กลุ่มผู้สื่อข่าวฟังที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2554 ในช่วงที่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปเป็นประธานถวายพระศาสดาองค์จำลองที่ พ.ส.ล.สร้าง ให้แก่วัดหลิงกวง นครปักกิ่ง และหลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีอันทรงเกียรตินี้ด้วย
วัดในพระราชูปถัมภ์
ท่านเล่าว่า ท่านเริ่มก่อสร้างวัดและศาสนสถานมาตั้งแต่ปี 2533 ก่อนที่จะเป็นวัดสิรินธรเทพรัตนารามในพระราชูปถัมภ์ เป็นวัดในพระนามาภิไธยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
การที่สร้างวัดนี้เนื่องด้วยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร ประทานที่ดินจำนวน 62 ไร่ 2 งาน และเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2533 พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทรงเททองหล่อพระประธาน ทรงวางศิลาฤกษ์หอฉันและกุฏิ ญสส.แล้ว พร้อมทั้งทรงมอบหมายให้หลวงปู่ที่เป็นพระเทพวราจารย์ดำเนินการก่อสร้าง
หลวงปู่เล่าว่า ท่านทำทุกอย่างที่วัดแห่งนี้ด้วยตัวท่านเอง และทำคนเดียว ตั้งแต่ออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง บริหารจัดการเรื่องปัจจัยที่ใช้ในการก่อสร้างเริ่มจากศูนย์ หรือไม่มีอะไรเลย ถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี ถ้านับมูลค่าก่อสร้างอาคารต่างๆ แล้วมีประมาณ 100 ล้านบาท
สิ่งที่ท่านทำมากับมือ คือ วิทยาเขตแห่งที่ 2 ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งปี 2534 ดำเนินการสร้างถนนเต็มรูปแบบ และอาคารสถานที่พร้อมที่จะรับพระภิกษุนักศึกษาเข้ามาศึกษาในระดับปริญญาตรี และรับเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีพระภิกษุนักศึกษาเข้ามาศึกษาจำนวน 300 รูป หากรวม|ฆราวาสด้วยก็ประมาณ 700-800 คน
ใครมาเรียนที่นี่จบแล้วมีศักดิ์และสิทธิเท่ากับ|ผู้จบมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วไป แต่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก คือ ทางวิทยาเขตเก็บค่าหน่วยกิตเพียง 8,000 บาทเท่านั้น วิทยาเขตยังเปิดโอกาสให้ข้าราชการทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ อบต. อบจ. มาเป็นนักศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้ จบแล้วได้ปริญญาตรี

ส่วนค่าหน่วยกิตที่คิดถูก เพราะไม่ได้นำค่าหน่วยกิตไปเป็นค่าใช้จ่ายตัวอาคารสถานที่ แต่เอามาใช้กับการศึกษาเท่านั้น

สร้างศูนย์เด็กเล็ก
นอกจากนั้น ทางวัดได้เริ่มโครงการสร้างศูนย์เด็กเล็กตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อรองรับลูกคนงานที่ทำงานในย่านอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ ซึ่งมีโรงงานจำนวนมาก
และพระองค์ได้เสด็จฯ ไปเปิดศูนย์เด็กเล็กตั้งแต่ปี 2536 ปีแรกที่เปิดดำเนินการมีเด็กเข้ามา 58 คน รุ่งขึ้นในปี 2537 ความต้องการของผู้ปกครองเพิ่มขึ้น จึงเปิดอีก 3 ห้องเรียน แต่ก็ยังไม่พอ จึงขอเงินตามโครงการตามแนวพระราชดำริมา 14 ล้านบาท |เพื่อสร้างอาคารที่มีห้องเรียนจำนวน 18 ห้อง รับนักเรียนได้ถึง 500-600 คน
ท่านบอกว่าคนอยากเข้าเรียนที่นี่กันมาก แต่หลวงปู่หาเงินสร้างห้องเรียนไม่ทัน ทั้งที่ 4 ปี สร้างเพิ่ม 1 อาคารก็ตาม ปี 2554 ก็สร้างเพิ่มอีก 1 อาคาร รวมเบ็ดเสร็จที่กำลังสร้างจะมี 31 ห้องเรียน
โครงการที่ท่านกำลังดำเนินการ คือ สร้างศาลาอเนกประสงค์กว้าง 18 เมตร ยาว 36 เมตร เมื่อต้องเข้าแถวหรือประชุมใช้ศาลานี้ได้เลย โดยไม่ต้องกลัวฝนจะตก แดดจะร้อน
ค่าใช้จ่ายสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งส่วนมากเป็นค่าอาหาร เก็บคนละ 400 บาทต่อเดือน อัตรานี้ 4 ปีขึ้น 50 บาท นับแต่เปิดมาตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา เก็บคนละ 600 บาทต่อเดือนเท่านั้น ปัจจุบันมีเด็กเล็กอายุ 3-6 ขวบ จำนวน 950 คน
หลวงปู่ว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนงาน ศูนย์เด็กเล็กทุกแห่งที่อยู่ในโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับเด็กเล็กจากคนงานทุกเชื้อชาติ โดยไม่คำนึงว่าเกิดที่ไหน มีหลักฐานการเกิดหรือไม่ พ่อแม่เป็นใครไม่สำคัญ ขอให้มีผู้ปกครองมาแสดงตัว มารับผิดชอบรับส่ง และค่าใช้จ่ายคนละ 600 บาทก็พอแล้ว ส่วนเงินเดือนครูและเจ้าหน้าที่ศูนย์ 85 คน เป็นหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน ตั้งงบประมาณมาจ่ายให้ปีละ 10 กว่าล้านบาท
นอกจากโครงการที่อ้อมใหญ่ จ.นครปฐมแล้ว หลวงปู่ต้องมาดำเนินการที่สวางคนิวาส สภากาชาดไทย โดยได้บูรณะซ่อมแซมอาคารเพื่อรับเด็กเล็กซึ่งเป็นลูกๆ ของคนงานย่านสมุทรปราการได้อีกประมาณ 500 คน นอกจากนั้นยังจะสร้างอาคารกว้าง 9 เมตร ยาว 180 เมตร อีก 1 อาคาร พร้อมทั้งปรับปรุงหอเอื้อสุขที่มีพื้นที่ใช้สอย 800 ตารางเมตร ให้เป็นห้องสันทนาการสำหรับเด็กเล็กอีกด้วย
ที่ยังขาดเหลือและต้องทำเพิ่มเติม คือ ห้องสุขาที่ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งป้ายบอกทาง
หลวงปู่บอกว่า ขณะนี้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์เด็กเล็กที่บางปะอิน บนเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน เพื่อรองรับลูกคนงานจากนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 500-600 คน โครงการนี้ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม โครงการต่างๆ ที่หลวงปู่ดำเนินการนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระนามาภิไธย เช่น วิทยาเขตพระราชทานนามว่า “วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย” ศูนย์เด็กเล็กว่า “ศูนย์เด็กเล็กวิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย” มูลนิธิว่า “มูลนิธิสิรินธรราชวิทยาลัย” วัดว่า “วัดสิรินธรเทพรัตนาราม” และทรงรับทั้ง 4 องค์กรไว้ในพระราชูปถัมภ์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น
เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนที่มาทำบุญที่วัดสิรินธร เทพรัตนาราม หลวงปู่สร้างตู้ 40 กว่าตู้ตั้งที่เสาพระอุโบสถทุกเสา ในแต่ละตู้บรรจุของมีค่าและโบราณให้ประชาชนได้ศึกษาหาความรู้ด้วย โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่หลวงปู่จะทำที่ชั้นล่างพระอุโบสถที่วัดแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันมีของปริมาณมาก แต่ยังไม่ได้จัดหมวดหมู่เพื่อตั้งแสดงอย่างเป็นทางการเท่านั้น
อุโบสถสร้างปี 2543 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษา 48 พรรษา พ.ศ. 2546 พระองค์เสด็จฯ ไปวางศิลาฤกษ์ปี 2544 และปี 2546 ทรงเททองหล่อพระประธาน และทรงยกช่อฟ้าอุโบสถ พระองค์เสด็จฯ ไปวางศิลาฤกษ์เปิดอาคารเรียน ทรงยกช่อฟ้าอุโบสถรวม 6 ครั้งด้วยกัน
การก่อสร้างอาคารสถานที่ทั้งของวัด วิทยาเขต และศูนย์เด็กเล็ก สำเร็จลงด้วยดีด้วยพระบารมีของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
วัดสิรินธรเทพรัตนารามในพระราชูปถัมภ์ ตั้งอยู่ซอยเทศบาล 1 ต.อ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โทร. 02-808-5115 โทรศัพท์หลวงปู่ 08-1825-4744
ประวัติย่อๆ

พระสุธรรมาธิบดี
เดิม พระธรรมวราจารย์ (แบน กิตฺติสาโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร รักษาการเจ้าอาวาสวัดสิรินธรเทพรัตนารามในพระราชูปถัมภ์ นามเดิม แบน นามสกุล อุปกลิ่น บิดาชื่อ นายปั้น มารดาชื่อ นางมะลิ เกิด ณ บ้านเกาะจาก ต.เกาะทวด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2471

อายุ 20 ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเกาะจาก โดยมีพระรัตนธัชมุนี (แบน คณฐาภรณเถระ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสุธรรมาธิบดี (เพิ่ม อาภาโค) เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูถาวรศีลวัฒน์ (เจริญ ถาวโร) เป็นพระศีลาจารย์ อุปสมบทเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2491 ณ วันนั้นผู้เข้ามาอุปสมบทพร้อมกันจำนวน 31 รูป ได้รับอุปสมบทชุดที่ 14
ปลายปี 2491 เข้าสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในสนามหลวง ในสนามสอบรวมต้องแจวเรือไปปากพนังเป็นเวลา 6 ชั่วโมง พัก ณ วัดรามประดิษฐ์ 4 คืน เมื่อสอบ 4 วันเสร็จแล้ว เดินทางกลับโดยเปลี่ยนกันแจวเรือ
ต่อมาต้องการมาเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้งใจอยู่วัดบวรนิเวศวิหารเท่านั้น จึงเดินทางมาปี 2492 แต่มาแล้วก็อยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีที่ว่าง แม้ว่าจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ แล้วก็ตาม ต้องไปพักที่วัดเขมาภิรตาราม
ท่านเล่าว่า การเดินทางสมัยนั้นลำบากแค่ไหนจากนครศรีธรรมราช กว่าจะถึงกรุงเทพฯ โดยทางเรือใช้เวลาเดินทาง 7 วัน 7 คืน ถึงกรุงเทพฯ วันที่ 20 พ.ค. 2492 โดยนั่งรถสามล้อจากท่าเรือถึงวัดบวรนิเวศวิหาร จึงเข้าไปกราบพระมหาจับ อุคฺคเสโน (พระธรรมรัชมงคล) พักกับท่านได้ 7 วัน ถึงวันที่ 27 พ.ค. 2492 เป็นวันที่รัฐบาลได้อัญเชิญพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 7 ประดิษฐาน ณ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ท้องพระโรง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และได้ท่านในฐานะอาคันตุกะได้นิมนต์ไปด้วย เนื่องจากพระสงฆ์ไม่พอ
เห็นพระบรมมหาราชวังครั้งแรกรู้สึกงงงวย ทึ่งในความงาม และเข้าครั้งที่ 2 วันที่ 12 ส.ค. 2511 ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 36 พรรษา ขณะนั้นเป็นพระโศภนคณาภรณ์แล้ว
ขณะที่อยู่วัดเขมาภิรตาราม ก็ยังตั้งใจทวนพระปาติโมกข์และท่องสวดมนต์เพื่อเตรียมตัวเข้าศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 22 ม.ค. 2493 ก็เดินทางจากวัดเขมาภิรตาราม มาวัดบวรนิเวศวิหาร ทางวัดให้พระมหามณีเป็นผู้ซ้อมสวดพระปาติโมกข์และสวดมนต์ กำชับว่าต้องให้จบภายใน 1 เดือน แต่ท่านสามารถสวดซ้อมภายใน 20 วันก็จบตามหลักสูตร แต่นั้นจึงนำขึ้นถวายตัวแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และไปกราบกรรมการวัดทุกรูป ภายใน 15 วัน สามารถจะรู้จักกับพระภิกษุสามเณรวัดบวรนิเวศวิหารหมดทุกรูป
เมื่อเข้ามาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารได้สมปรารถนาก็ต้องเรียนตามที่ตั้งใจ แต่กว่าจะสอบได้เป็นมหาแบน ใช้เวลาเกือบ 10 ปี หรือสอบได้ในปี 2498 จากนั้น ก็เรียนที่สภาการศึกษา 10 ปี จบปริญญาตรี เมื่อจบแล้วได้ทำงานเป็นเสมียน ได้รับนิตยภัต (เงินเดือน) เดือนละ 130 บาท และทำงานในมหาวิทยาลัยสงฆ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 มาจนถึงวันที่ 3 ก.ค. 2541 ก็ออก (นิตยภัต 1 หมื่นกว่าบาท)
เมื่อมาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารแล้ว ได้เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดกับทั้งได้เป็นผู้คำนวณการย้ายราศีของดวงดาวให้แก่พระพรหมมุนี (ผิน) ผู้เป็นโหราศาสตร์และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และมีความรู้ไฟฟ้า ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนไฟฟ้าจาก 110 วัตต์ เป็น 220 วัตต์ จึงได้รับมอบหมายจากกรรมการวัดบวรนิเวศวิหารให้เป็นผู้ควบคุมการเปลี่ยนไฟฟ้าทั้งวัด กับทั้งมีความสามารถพิเศษเขียนหนังสือสวย อะไรที่ต้องการลายมือต้องหลวงปู่เขียน เพราะลายมือเทียบได้กับอาลักษณ์
สมณศักดิ์เป็นที่พระธรรมวราจารย์ 5 ธ.ค. 2537 (เป็นมา 17 ปี นับถึงปีนี้)
หลวงปู่มีผลงานด้านสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมการศึกษา และสาธารณูปการมีมากจนเหลือที่จะบรรยาย แม้กระทั่งการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติยกฐานะมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง ทั้ง มมร และ มจร ท่านมีบทบาทมิใช่น้อยเลย แต่เมื่อยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2540 ท่านก็ถูกเลิกจ้างในปีถัดมา อนิจจา



 พระกริ่งแท้ในประวัติศาสตร์ ที่นำออกหาทุนในโครงการ ต้องศึกษา 
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2016/07/blog-post.html?m=1

 ประวัติศาสตร์ #พระกริ่งปวเรศรุ่นแรก วัดบวรนิเวศ โครงการตั้งมูลนิธิ พระนเรศมหาบารมี ความเป็นมา เนื่องด้วยท่านเจ้าคุณ พระเทพสารเวที อดีตเลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๙ วัดบวรนิเวศ ได้มีความเป็นห่วงในความมั่นคงของพระพุทธศาสนา จึงได้ให้คำแนะนำว่า ควรมีนายทหารยศพลเอก สักท่านหนึ่งที่มีความดีงามและกล้าหาญที่ จะตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชน และควรดำเนินการเพื่อจัดหาทุน เพื่อจัดตั้งมูลนิธิขึ้น โดยให้ข้าพเจ้า สมเกียรติ กาญจนชาติ นำศิลปวัตถุพระเครื่องโบราณที่อนุรักษ์ไว้เพื่อสืบทอดพระศาสนา มอบให้แก่ท่านผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทุนเพื่อดำเนินโครงการจัดตั้ง มูลนิธิพระนเรศมหาบารมี ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอกราบเรียน นำเสนอโครงการที่มีความสำคัญยิ่งนี้มาให้ท่านผู้มีศรัทธาในการทำความดีได้เมตตาพิจารณาและขอการสนับสนุนการหาทุนในโครงการนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและพระศาสนาตลอดไป โดยมีท่าน พลเอก ประสูตร รัศมีแพทย์ เป็นองค์ประธานกรรมการ เพื่อตั้งมูลนิธิสนับสนุนช่วยเหลือพระศาสนาและประชาชนในลักษณะของการดำเนินงานพัฒนาต่างๆ ในกรณีที่ต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรืองบประมาณที่ระบบราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จนเป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้อง หรือทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำโดยเร็ว การที่มูลนิธิเข้ามาดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รวดเร็วฉับพลัน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินงานของมูลนิธิเป็นการช่วยให้กระบวนการพัฒนา เกิดความสมบูรณ์ขึ้น "ชัยชนะของประเทศนี้ โดยงานของมูลนิธิพระนเรศมหาบารมี นั้นก็คือ ความสงบ ... เป็น เมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นรัศมีของการพัฒนาร่วมสร้างพลังในแผ่นดิน มีจุดประสงค์ คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดี" วัตถุประสงค์ ๑.เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการพัฒนาอื่นๆและงานทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนการศึกษาของชาติ ๒.เพื่อส่งเสริม การพัฒนาสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น และให้สามารถช่วยตัวเองและพึ่งตนเองได้ ๓.ดำเนินการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม ร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือดำเนินการเพื่อเน้นในการสนับสนุนสาธารณประโยชน์ ๔.ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง เป้าหมายเป้าหมายที่สำคัญคือ เพื่อสร้างความสามัคคีร่วมมือกันทุกภาคส่วน ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือ พระศาสนา รวมถึงประชาชนในชาติ ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข และอยู่ดีกินดี อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศ คือ ชัยชนะแห่งการพัฒนา แนวทางการดำเนินงาน งานของมูลนิธิพระนเรศมหาบารมี นั้นต้องทำเร็ว คิดเร็ว แก้ปัญหาเร็ว ... เรื่องเช่นนี้ไม่อาจทำได้ในระบบระเบียบของทางราชการ เนื่องจากราชการมีขั้นตอน ระเบียบแบบแผนที่ยุ่งยากพอสมควร จะไม่ทันกับเวลาและปัญหาที่ต้องใช้ความรวดเร็ว ... มูลนิธิฯ ดำเนินการเป็นตัวอย่างก่อน หากรัฐบาลเห็นสมควรว่ามีประโยชน์ก็นำไปทำต่อ หรือจะนำเป็นต้นแบบไปทดลองที่อื่นก็ได้... การดำเนินงานของมูลนิธิเป็นไปตามแนว พระราชดำริของในหลวง โดยเน้นกิจกรรมเพื่อการพัฒนาที่ไม่ซ้ำซ้อนกับแผนงาน โครงการของรัฐที่มีอยู่แล้ว แต่จะพยายามสนับสนุน ส่งเสริม และประสานการดำเนินงาน เพื่อให้โครงการต่างๆ เกิดความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่โครงการของรัฐถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎระเบียบต่างๆ อันเป็นผลทำให้โครงการนั้นๆ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เช่น ในกรณีที่อาจต้องสร้างอาคารเรียนให้เยาวชนเพื่อดำเนินงานตามโครงการ หนึ่ง แต่รัฐมีปัญหาด้านงบประมาณไม่เพียงพอใน การจัดซื้อ หรือมิได้ตั้งงบประมาณไว้ หรือถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของระเบียบต่างๆ ทำให้ดำเนินการจัดสร้างไม่ได้ หรือต้องตั้งงบประมาณจัดสร้างใน ๑-๒ปี ข้างหน้า ซึ่งจะทำให้โครงการล่าช้าไป เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้มูลนิธิพระนเรศมหาบารมี จะได้ช่วยเหลือตามความเหมาะสมเพื่อให้โครงการ นั้น ๆ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุดวิธีการดังตัวอย่างข้างต้นนี้ อาจนับได้ว่าเป็นวิวัฒนาการใหม่ของแนวทางการพัฒนาประเทศที่มีมูลนิธิใน ฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่จะเข้ามาประสานงาน ร่วมมือ สนับสนุน โครงการพัฒนาของรัฐอย่างสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้โครงการที่มีปัญหานั้นๆ สามารถดำเนินงานไปได้ โดยก่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ"มูลนิธิ มิได้มีหน้าที่โดยตรงที่จะบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนให้มีกิน ให้สามารถที่จะดำเนินชีวิตที่สร้างสรรค์ โดยช่วยในการให้มีสิ่งที่เป็นอุปกรณ์ หรือจะเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยให้สามารถที่จะสร้างอนาคตแก่เยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ และส่งเสริมการทำมาหากินโดยให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน และในด้านเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมก็ได้ทำ เพื่อที่จะให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเป้าหมายก็คือความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะ" กิจกรรมหลักของมูลนิธิ ด้านการศึกษาของเยาวชน ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ด้านการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ด้านการพัฒนาการเกษตร ด้านการพัฒนาสังคม ด้านพลังงาน ด้านอื่นๆ

การนำศิลปวัตถุการอนุรักษ์เชิ่งประวัติศาสตร์ ออกหาทุน ศึกษาข้อมูลได้ที่



http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2016_11_01_archive.html




ครองแผ่นดินโดยธรรม ข้อมูลที่
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2016/10/blog-post_26.html

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การอนุรักษ์ พระสมเด็จจิตรลดา ในประวัติศาสตร์รัชกาลที่ ๙











มหาชนควรศึกษาข้อมูลก่อนศรัทธา
ข้อมูลที่ http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2016/10/blog-post.html
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2016_07_01_archive.html
ประกาศการหาทุนโดย นำพระเครื่องศิลปวัตถุที่อนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์ มอบให้แก่ท่านผู้มีศรัทธา บริจาคสมทบทุนในการดำเนินโครงการ โทร ปรึกษาและสอบถามข้อมูลได้ที่ 
สมเกียรติ กาญจนชาติโทร 084-6514822 และ 095-9849625 มูลค่าเป็นสิ่งสมมุติ ถ้ามีศรัทธาโทรมาครับ


 หรือ พระกำลังแผ่นดิน (ปัจจุบันประชาชนเรียกว่า สมเด็จจิตรลดา, พระจิตรลดา เดิมเรียกว่า พระพิมพ์ที่ฐานพระพุทธนวราชบพิตร) ถือว่าเป็นพระพุทธรูปพิมพ์องค์เดียวที่สร้างในเมืองไทยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง แต่ไม่ได้มีพิธีพุทธาภิเษกเหมือนเช่น พระเครื่อง เหรียญ หรือวัตถุมงคลอื่นๆ ที่จะต้องผ่านพิธีพุทธภิเษกเสียก่อน เพื่อให้มีพุทธานุภาพ โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากวัดต่างๆ เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508 - 2513



มีทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ (ใบกำกับพระ) ซึ่งแสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ และภาพพระสมเด็จจิตรลดา (องค์พระสมเด็จจิตรลดาในรัชสมัยได้มีการพระราชทานเพียงครั้งเดียว)โดยมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า "ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมาแล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ" ดังเช่นในเนื้อเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุด ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเมื่อ พ.ศ. 2514 และพระธรรมเจดีย์ (ประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เจ้าคณะภาค 13 ถวายพระธรรมเทศนาว่าด้วยการเป็นผู้นำ ผู้นำและนักปกครองทั้งหลายพึงสดับ พ.ศ. 2555
การแกะแม่พิมพ์พระพุทธรูปพิมพ์ โดยมีศาสตราจารย์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการบำนาญกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร แห่ง มหาวิทยาลัยศิลปากร รับราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในงานด้านประติมากรรมเป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย การแกะพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา หรือ พระกำลังแผ่นดิน เป็นพุทธศิลป์แบบแม่พิมพ์ลึก แล้วใช้ดินน้ำมันกดลงบนแม่พิมพ์ลึกเพื่อถอดแบบองค์พระสมเด็จจิตรลดา จากนั้นก็ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทอดพระเนตร และทรงวินิจฉัยแบบพิมพ์ พระองค์ท่านมีพระกระแสรับสั่งให้แก้ไข ตกแต่ง แบบพิมพ์พระสมเด็จจิตรลดาหลายครั้ง จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย
เมื่อได้แม่พิมพ์ที่สมบูรณ์ด้วยพุทธศิลป์ตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านแล้ว จากนั้นพระองค์ทรงนำแม่พิมพ์ที่แกะไว้ทำการถอดต้นแบบพระสมเด็จจิตรลดาจากแม่ พิมพ์หิน โดยพระองค์ท่านทรงใช้วัสดุเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีคุณภาพดี จนได้ตามจำนวนพระราชประสงค์แล้ว ก็ทรงนำต้นแบบพระสมเด็จจิตรลดาจำนวนหนึ่ง เรียงบนภาชนะที่เตรียมไว้เพื่อทำการหล่อแม่พิมพ์อีกครั้ง โดยทรงหล่อเป็นแม่พิมพ์ยาง
พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ขอบองค์พระด้านหน้าทั้ง 3 ด้าน เฉียงป้านออกสู่ด้านหลังเล็กน้อย มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ
1.พิมพ์เล็ก กว้าง 1.2 เซนติเมตร สูง 1.9 เซนติเมตร
2.พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร
พระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์เล็ก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทำพระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์เล็ก สำหรับพระราชทานให้เด็ก มีจำนวน 40 องค์ โดยสี่องค์แรก พระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทั้งสี่พระองค์
พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พระพักตร์ทรงผลมะตูม องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ดอกบัว ประกอบด้วย กลีบบัวบานทั้ง 9 กลีบ และเกสรดอกบัว 9 จุดอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มีลักษณะละม้ายคล้ายกับพระพุทธนวราชบพิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานประจำทุกจังหวัดและหน่วยทหาร แต่ต่างกันที่ พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระปางมารวิชัย  พระสมเด็จจิตรลดา มีหลายสี ตามมวลสารที่ใช้ผลิตในแต่ละครั้งแตกต่างกัน ได้แก่ สีน้ำตาล สีน้ำตาล-อมเหลือง สีน้ำตาล-อมแดงคล้ายเทียน สีดำอมแดง หรือ สีดำอมเขียว มีทั้งสีเข้มและอ่อน
มวลสาร ที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จจิตรลดาถูกนำมาจากทุกจังหวัด ซึ่งในขณะนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 ประเทศไทย มีจังหวัดทั้งสิ้น 71 จังหวัด มวลสารของพระสมเด็จจิตรลดา ประกอบด้วย เรซิน และผงพระพิมพ์ โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ โดยทรงใช้เวลาตอนดึกหลังทรงงาน มีเจ้าพนักงาน 1 คน คอยถวายพระสุธารส และหยิบสิ่งของถวาย ทั้งนี้ มี ศาสตราจารย์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการบำนาญกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ผู้เป็นผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในงานด้านประติมากรรม เป็นผู้แกะ แม่พิมพ์ ถวายเพื่อทรงพระราชวินิจฉัย แก้ไข จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย
ผงพระพิมพ์ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 ส่วนในพระองค์ ประกอบด้วย ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระตลอดเทศกาล เส้นพระเจ้า ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง ดอกไม้แห้ง จากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระแสงขรรค์ชัยศรี ในพระราชพิธีฉัตรมงคลสี ซึ่งขูดจากผ้าใบที่ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์ชัน (ผงชันผสมกับน้ำมันยางกวนให้เข้ากันจนเหนียวใช้สำหรับยารอยต่อของแผ่นไม้ใต้ท้องเรือ ป้องกันน้ำเข้าใต้ท้องเรือ)และสีน้ำมัน ซึ่งทรงขูดจากเรือใบไมโครมด เป็นเรือใบพระที่นั่ง ขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่งใช้แข่งขันกีฬาแหลมทอง 1967
ส่วนที่ 2 วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์จากทุกจังหวัด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ประกอบด้วย วัตถุที่ได้มาจากปูชนียสถานหรือพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพบูชา ในแต่ละจังหวัด ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ดอกไม้ ผงธูป เทียนบูชาจากพระอารามหลวงที่สำคัญ ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย และประเทศศรีลังกาซึ่งสมณทูตได้ถวายเก็บไว้ในเจดีย์ที่วัดเสด็จ จังหวัดปทุมธานี ดิน ตะไคร่น้ำแห้งจากใบเสมา จากทุกจังหวัดในประเทศไทย เช่น จากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ น้ำจากบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และน้ำอภิเษก
แหล่งที่มาของผงพระพิมพ์ พระสมเด็จจิตรลดา
พระสมเด็จจิตรลดา รุ่น พ.ศ. 2508
พระสมเด็จจิตรลดา รุ่น พ.ศ. 2509
พระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์เล็ก รุ่น พ.ศ. 2509
พระสมเด็จจิตรลดา รุ่น พ.ศ. 2510
พระสมเด็จจิตรลดา รุ่น พ.ศ. 2511
พระสมเด็จจิตรลดา รุ่น พ.ศ. 2512
พระสมเด็จจิตรลดา รุ่น พ.ศ. 2513
พระสมเด็จจิตรลดา บนแสตมป์ฉลองครบ 70 พรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงสร้างพระสมเด็จจิตรลดา พระพุทธรูปพิมพ์ไม่มากไปกว่า 3,000 องค์ เนื่องจากแพทย์หลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำว่า พระองค์ทรงแพ้สารเคมีและผงฝุ่นบางชนิดในส่วนผมขององค์พระ ทำให้พระองค์ทรงพระประชวรด้วยพระโรคทางเดินหายใจบ่อยครั้งในช่วงหลังๆ อีกทั้งพระองค์ท่านทรงไม่อยากเห็นพสกนิกรผู้ปรารถนาในพระพุทธรูปพิมพ์ของพระองค์อีกจำนวนมาก จะต้องสิ้นทรัพย์มากเป็นหมื่นๆ อย่างขาดสติเป็นเหยื่อของคนสิ้นคิด ซึ่งแอบทำพระพุทธรูปพิมพ์นี้ปลอมกันออกมามากในระยะนั้น ดังนั้นในราวปลายปีพุทธศักราช 2512 จึงไม่ได้ทรงสร้างพระพุทธรูปพิมพ์นี้โดยพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกเลย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ต้องการของประชาชนเป็นอย่างมาก ประกอบกับจำนวนองค์พระที่มีจำกัดและหายาก คาดว่าราคาในตอนนี้พุ่งสูงถึงหลักหลายล้านบาทเลยทีเดียว