วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่แด่ชาวไทย เพื่อเป็นสิริมงคล




สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่แด่ทุกคนเพื่อเป็นสิริมงคล และหวังให้ทุกคนน้อมนำเอาพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนไว้มาประพฤติปฏิบัติ

          เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระโอวาทวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2555 ใจความว่า.... 

          ตามคตินิยมของคนไทยทั่วไป เมื่อปีเก่าผ่านไปปีใหม่กำลังจะมาถึง ต่างก็ปีติยินดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายว่ารอบปีหนึ่งของชีวิตได้ผ่านพ้นไปโดยสวัสดีมีสุข เป็นเหตุให้ชีวิตผ่านพ้นมาถึงปีใหม่อันจะเป็นรอบใหม่ของชีวิต ที่ทุกคนมุ่งหวังและปรารถนาที่จะให้ดำเนินไปด้วยความสวัสดีมีสุข

          สำหรับประชาชนชาวไทยในรอบปีที่ผ่านมาคือ พ.ศ.2554 นับเป็นมหามงคลสำหรับชาวไทยทั้งมวล เพราะเป็นมหามงคลวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และในรอบปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงคือ พ.ศ. 2555 ก็นับได้ว่าเป็นปีมหามงคลสำหรับชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เพราะเป็นปีที่พระพุทธศาสนาประดิษฐานอำนวยสุขแก่ชาวโลกเป็นเวลายาวนานต่อเนื่องมาครบ 26 ศตวรรษ หรือ 2,600 ปี พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงจัดให้มีการเฉลิมฉลอง อันเป็นการรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ เพื่อให้สถิตดำรงอยู่คู่โลกตลอดกาลนาน 

          และการที่ชีวิตและวันเดือนปีจะดำเนินไปโดยสวัสดีนั้น ควรที่ทุกคนจะได้เรียนรู้และน้อมนำเอาพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนไว้มาประพฤติปฏิบัติเป็นประจำวัน เพราะพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้นั้น คือความจริงของชีวิต ที่ทุกคนควรรู้ควรปฏิบัติ ซึ่งเมื่อน้อมนำมาปฏิบัติจริง ก็ย่อมจะให้ผลดีจริงแก่ชีวิตตามควรแก่การปฏิบัติ

          เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2555 ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและพระราชกุศลบารมี อำนวยให้สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เจริญพระราชสิริสวัสดิพิพัฒนสุขทุกประการ และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและบุญกุศล อำนวยอวยพรชัยให้ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเจริญอายุ วรรณ สุข พล และประสบสันติสุขทั่วกัน

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ธรรมเป็นใหญ่





สวัสดีปีใหม่ ที่จะมาถึงครับ ขอนำสิ่งที่ชาวไทย ควรศึกษาและพิจารณา ในการนำหลักธรรมมาใช้ ในการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในชาติไทย และกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องครับ ข้อมูลต่างๆท่านสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง ขอให้ชาวไทยทุกท่านมีความสุขความเจริญและมีสุขภาพแข็งแรงครับ

พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช ที่ http://www.facebook.com/note.php?note_id=155913567800797

ประวัติหลวงตามหาบัว ที่ ชาวไทยไม่ควรลืม http://www.facebook.com/note.php?note_id=152193088172845

ธรรมเป็นใหญ่ เพื่อ ถวายแด่ สมเด็จพระสังฆราช ข้อมูลที่ชาวไทยต้องทราบ http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2011/12/blog-post_11.html

โดย สมเกียรติ กาญจนชาติ นักข่าวพลเมือง


วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข่าว พระศาสนา


พระเทพปริยัติวิมล
วัดบวรนิเวศวิหาร



นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการแต่งตั้งอธิการบดี ว่า ขณะนี้ได้มีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งพระเทพปริยัติวิมล ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดี มมร.ไปอีกวาระหนึ่ง  โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ.2540 และมติที่ประชุมสภา มมร. ครั้งที่ 4/2554 วันที่ 7 ต.ค. 2554 โดยมีพระบัญชาตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.2554 ทั้งนี้ขั้นตอนในการดำเนินงานถือว่าทำถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ เนื่องจากในมาตรา 25 พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ระบุไว้ชัดเจนว่า สมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งอธิการบดี ตามคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งที่ประชุมสภามหาวิทยา ลัยก็มีมติเสนอชื่อพระเทพปริยัติวิมล ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. ต่อไปอีกวาระหนึ่ง

ด้านนายบรรณฑูร บุญสนอง ประธานชมรมคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ มมร. กล่าวว่า ตามที่ตนได้ไปยื่นหนังสือต่อ รมว.ศึกษาธิการให้ตรวจสอบการแต่งตั้งอธิการบดี มมร. นั้น ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการขัดพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่ต้องการให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกสภามหาวิทยาลัย เนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือจากประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชให้

1.มีการดำเนินการสรรหาอธิการบดีมหามกุฏฯ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และ

2.ให้นำข้อกล่าวหาที่มีต่อพระเทพปริยัติวิมล เข้าหารือในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย

แต่กลับไม่มีการนัดประชุมและมีการยืนยันมติเดิม เท่ากับว่านายกสภามหาวิทยาลัยไม่ยอมปฏิบัติตามประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าทางชมรมคณาจารย์ฯ จะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อโดยล่าสุดได้ยื่นหนังสือไปยังประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบรวมทั้งปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นด้วย

ประวัติศาสตร์
http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/05%20May%202011.html
พระพรหมโมลีใช้แม่ชีซึ่งไม่มีสถานะอะไรมาทำงานแทนพระสงฆ์วัดพิชัยญาติ เปรียบไปก็เหมือนการใช้แรงงานเถื่อน ซึ่งผู้ใช้นั้นมีความผิดในข้อหา "ขายชาติ" เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่กรณีพระพรหมโมลีอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นข้อหา "ขายศาสนา" แต่มหาเถรสมาคม จะแต่งตั้งเป็น สมเด็จ นำมาซึ่งความวิบัติของชาติไทย เนื่องจากประวัติศาสตร์พระเจ้าแผ่นดิน สร้างประเทศโดยยึดพระธรรมในพุทธศาสนาเป็นหลักในการปกครอง แต่บัดนี้มหาเถรสมาคม กำลังเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ข้าพเจ้า สมเกียรติ กาญจนชาติ ขอให้ข้อมูลต่อพี่น้องชาวพุทธทั่่วโลก ก่อนเกิดภัยพิบัติในพระศาสนาและชาติไทย
www.facebook.com/thaihistory 
ข้อมูลจาก http://www.alittlebuddha.com/


ข่าว : ข่าวสด22 ธันวาคม 2554


วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โครงการหาทุนปกป้องสถาบันพระศาสนา ?













ด่วน ? เป้าหมายหลักคือการทำลายพระพุทธศาสนา โจรใต้ เป้าหมายยึดปท.!? โปรดช่วยแบ่งปัน เพื่อสร้างบุญบารมี
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2012/08/blog-post_5.html
ชมภาพเหตุการประวัติศาสตร์ จารึกวัดบวร ที่
http://www.facebook.com/medi

https://plus.google.com/u/0/?tab=mX#photos/110980182224205386788/albums/5772214336339428017
ประวัติศาสตร์ความมั่นคงพระศาสนา ชาวพุทธที่ปกป้องพระศาสนา อ่านที่ http://www.facebook.com/note.php?note_id=180004888724998



โครงการปกป้องและสืบทอดพระศาสนา เพื่อถวาย สมเด็จพระสังฆราช และ เพื่อพระเจ้าอยู่หัว ข้อมูลที่ http://www.facebook.com/media/set/?set=a.253131934732916.61477.161446187234825&type=1 

ท่านสามารถร่วมบริจาคบูชาเพื่อปกป้องสืบทอดพระศาสนาและสถาบันของชาติ ในประวัติศาสตร์ไทย พิพิธภัณฑ์ภาพพระเครื่อง หาทุน

สนับสนุนการตั้งมูลนิธิเพื่อปกป้องและสืบทอดพระศาสนา จึงประกาศขอรับการสนับสนุนในการบริจาค บริจาคที่ 

ธนาคารกรุงเทพบัญชีสมเกียรติ กาญจนชาติ เลขที่ 209-0-518040 สาขา สวนจตุจักร


พิพิธภัณฑ์ภาพพระเครื่อง NGO มอบ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ ๑องค์ ในภาพ๑๔-๒๑ จะได้รับการบันทึกชื่อ หรือองค์กร ของท่านไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดไปเพื่อให้ลูกหลานได้จดจำ ในการหาทุนเพื่อปกป้องและสืบทอดพระศาสนาในชาติไทย

ท่านที่มีศรัทธาแต่มีกำลังทรัพย์ไม่มาก สามารถบริจาคบูชา พระสมเด็จวัดระฆัง ได้ครับ

โทรสอบถามที่ สมเกียรติ กาญจนชาติ 084-6514822 

หรือนำทรัพย์สินอื่นๆมาแลกได้ เช่น รถยนต์ เพื่อหาทุนในการปกป้องและสืบทอดพระศาสนา ข้อมูลที่ 

ภาพพระในโครงการประวัติศาสตร์ http://www.facebook.com/media/set/?set=a.169264189786358.35217.161446187234825&type=3

ประกาศโดย สมเกียรติ กาญจนชาติ  วันที่ ๘ สิงหาตม ๒๕๕๕
พระเครื่องทุกองค์จะมีข้อมูลบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ บน facebook ที่เดี่ยวใน ประวัติศาสตร์ไทย ที่ http://www.facebook.com/thaihistory


วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความเป็นธรรม เพื่อ สมเด็จพระสังฆราช


ความเป็นธรรม เพื่อ สมเด็จพระสังฆราช



รักในหลวง ต้องปกป้องพระศาสนา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ บันทึกประวัติศาสตร์ ที่ www.facebook.com/thaihistory 


“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาว
สยาม”เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ 

พระองค์ทรงอุทิศชีวิตทั้งชีวิต เพื่อประเทศชาติและประชาชน ทรง
เป็นพระมหากษัตริย์ที่ตั้งมั่นในทศพิธราชธรรม ถือ ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่

รักในหลวงต้องกราบพระอริยะ
-ข้อมูลภัยต่อความมั่นคงของชาติ ที่ http://www.facebook.com/photo.php?fbid=272159052830204&set=a.253131934732916.61477.161446187234825&type=3&theater
ในหลายปีมานี้ มีคนคิดการใหญ่ หวังยึดครองเอาพระพุทธศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง วางแผนคิดการจะตั้งสังฆราชของตนเองแทนที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา
       
       แล้วสมคบกันยึดอำนาจของพระสังฆราชาอย่างหน้าด้านๆ จำกัดและข่มเหงย่ำยีพระองค์ท่านอย่างอุบาทว์ชาติชั่ว แม้จะทรงพระกรณียกิจใด หรือแม้สื่อมวลชนจะถ่ายทอดพระกรณียกิจ ก็ต้องขออนุญาตจากผู้ถืออำนาจเถื่อน
       
       เราขอฟ้องต่อพี่น้องชาวพุทธทั้งประเทศ ให้ได้รู้ทั่วกันว่า การกระทำที่อุบาทว์ชาติชั่วเช่นนี้ กระทบกระเทือนน้ำพระราชหฤทัยสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าถึงเพียงไหน
1. วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดจัดงาน “รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี” ที่วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี มีการเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หัวหนาพรรคไทยรักไทย ไปเป็นองค์ปาฐก
2. วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2549 ศาลอาญารัชดา โดยนายสุนพ กีรติยุติ ผู้พิพากษาอาวุโส และองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำสั่งอนุญาตให้ "ถอนฟ้องคดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และลูกน้องคนสนิท ตกเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ เงินบริจาควัดมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท
โดยศาลอ้างเหตุผลว่า
1. เพราะว่าจำเลยได้คืนทรัพย์สนที่ฉ้อโกงมาจากวัดพระธรรมกาย จำนวน 1,000 ล้านบาท คืนให้แก่วัดหมดแล้ว
2. ถ้าหากดำเนินคดีนี้ให้สิ้นสุด อาจจะเกิดความแตกแยกระหว่างพุทธศาสนิกชน
       ที่สังคมตั้งคำถามก็คือว่า การที่อัยการออกหน้าดึงเรื่องกลับมาจากศาลในครั้งนี้ ถ้าไม่มีคนที่ชื่อ"ทักษิณ ชินวัตร" ส่งสัญญาณให้แล้ว ลำพังอัยการจะกล้าหาญกระทำการเองหรือ หรือถ้าคิดจะทำ ทำไมไม่ทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ปล่อยให้คดีค้างคาศาลมานานถึง 7 ปีได้อย่างไร และทำไม พอทักษิณกลับจากวัดพระธรรมกายได้เพียง 35 วัน ศาลก็ออกนั่งบัลลังก์สั่งถอนคดีตามคำขอของอัยการ 

และแล้ววันสุดท้ายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มาถึง แต่จะถึงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวก็ไม่มีใครรู้ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในหลายประเทศ จุดหมายสุดท้ายก่อนจะกลับไทยก็คือ มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทว่า ในเวลา 18.00 น. วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549  คณะนายทหารอันมีพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้า ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ประกาศยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณผ่านทีวีทุกช่อง ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเคว้งคว้างเดินทางไปพักที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะบินไปๆ มาๆ ระหว่างอังกฤษ-จีน-สิงคโปร จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมิมีทีท่าว่าจะได้กลับประเทศไทย (กรรมที่ทำกับ สถาบัน) ที่มาข้อมูลที่ทั่วโลกทราบ http://www.alittlebuddha.com/html/Special%20Event/Special%20news2549.html

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา

ข้อมูลที่ขอให้ชาวพุทธทั่วประเทศได้ศึกษาความจริง ของทั่งสองท่านนี้ ถ้าชาวไทยไม่กล้าออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และปกป้องสถาบัน พระศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะการทำล้ายสถาบันใดสถาบันหนึ่ง ก็ทำให้สิ้นชาติไทยได้ 

พระราชปณิธาน เราจะครองแผ่นดินโดนธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม...
สมเด็จพระสังฆราช ตรัสชัดพระต้องถือธรรมะเป็นใหญ่ ไม่ยึดติดกับอำนาจ เงินทอง สมณศักดิ์ ยอมสละชีวิตรักษธรรมะได้

อํานาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม พระนิพนธ์ สมเด็จพระสังฆราช   

อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก 

อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก ไม่มีอำนาจใดทำลายล้างได้ แม้อำนาจของกรรมดีก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมชั่วและอำนาจของกรรมชั่วก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมดีอย่างมากที่สุดที่มีอยู่ คือ อำนาจของกรรมดีแม้ให้มาก ให้สม่ำเสมอในภพภูมินี้ ก็อาจจะทำให้อำนาจของกรรมชั่วที่ได้ทำมาแล้วตามมาถึงได้ยาก ดังมีเครื่องขวางกั้นไว้ หรือไม่เช่นนั้น ก็ดังที่ท่านเปรียบว่าเหมือนวิ่งหนีผู้ร้ายที่วิ่งไล่ตามมา ถ้ามีกำลังแข็งแรง วิ่งเร็วกว่าผู้ร้าย ก็ย่อมยากที่ผู้ร้ายจะไล่ทัน ความแข็งแรงของผู้วิ่งหนีกรรมชั่ว ก็หาใช่อะไรอื่น คือ ความเข้มแข็งสม่ำเสมอของการทำกรรมดีนั่นเอง 

ข้อมูลของ สมเด็จองค์ ใหม่ ต้องถามมหาเถระสมาคม ว่า ยังยึดถือธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า หรือไม่?

ใช้วัดเป็นสถานที่ในการเผยแพร่คำสอนที่ขัดหลักทางพระพุทธศาสนา ถือว่าไม่ถูกต้องเป็นคำกล่าวของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ย้ำให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมของการให้แม่ชีทศพรใช้วัดพิชยญาติการาม เป็นสถานที่เผยแพร่คำสอนอันพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนผ่านสาธารณชนว่า "ผิดไปจากหลักพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าราวฟ้ากับดิน"

ความจริงเรื่องนี้ก็มีข้อสงสัยมาตั้งแต่ต้นแล้ว เริ่มตั้งแต่แม่ชีเข้ามาอาศัยในวัดพิชัยญาติเมื่อหลายปีก่อน แล้วเริ่มสอนในแนวทางดูกรรมแก้กรรม หรือพูดให้เท่ห์ว่าแสกนกรรม ถ้าเราแยกเอาคำพูดของแม่ชีก็จะได้เนื้อหาเป็น 2 ส่วน คือ 1.การแสดงฤทธิ์ และ 2.แนวทางแห่งการแก้กรรม

ในการแสดงฤทธิ์นั้น แม่ชีสามารถลืมตาอ้าปากเล่าเรื่องกรรมเก่าของบุคคลที่เข้ามาถามได้อย่าชำนิชำนาญราวกับเห็นด้วยตา ถ้าเป็นภาษาพระก็เรียกว่ามีจักษุทิพย์ ส่วนนี้แม่ชีจะแสดงเป็นเบื้องต้น ที่นี้เมื่อคนเชื่อก็จะเข้าสู่กระบวนการของการ "แก้กรรม" ซึ่งเมื่อบุคคลนั้นๆ เชื่อเรื่องที่แม่ชีทำนายแล้ว การยินยอมให้แม่ชีชี้นำแก้กรรมก็ง่ายตามไปด้วย แต่ผลของการแก้กรรมของแม่ชีนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าได้ผลจริงหรือไม่

คำถามก็คือว่า รู้ได้อย่างไรว่าแม่ชีมีทิพยจักษุจริง

ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าแม่ชีมีหูทิพย์ตาทิพย์จริง ก็จะไปสู่กระบวนการขั้นต่อไปว่า การอวดภูมิเช่นนั้นต่อสาธารณชนนั้น ถูกหรือไม่ตามพระธรรมวินัย เช่นกรณีของพระภิกษุ มีพระพุทธบัญญัติ "ห้ามมิให้แสดงอุตริมนุสธรรม" ไม่ว่ากรณีใดๆ คือจะมีจริงหรือไม่มีจริงก็ห้ามแสดงทั้งสิ้น แต่กรณีแม่ชีทศพรนั้นมีการอ้างว่า "แม่ชีไม่ใช่นักบวช คือไม่ใช่พระภิกษุหรือภิกษุณี หรือสามเณร และกฎหมายก็ไม่ได้รับรองสถานภาพของแม่ชีว่าเป็นนักบวชไว้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม่ชีจึงไม่เข้าข่ายการต้องอาบัติหรือปรับโทษตามพระธรรมวินัยหรือตามกฎหมายคณะสงฆ์ ดังนั้น แม่ชีจึงสามารถอวดอุตริมนุสธรรมได้" ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า พระพรหมโมลีใช้แม่ชีซึ่งไม่มีสถานะอะไรมาทำงานแทนพระสงฆ์วัดพิชัยญาติ เปรียบไปก็เหมือนการใช้แรงงานเถื่อน ซึ่งผู้ใช้นั้นมีความผิดในข้อหา "ขายชาติ"เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่กรณีพระพรหมโมลีอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นข้อหา "ขายศาสนา" แทน

ถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่า แม่ชีมิได้มีทิพยจักษุดังที่อ้าง ก็จะเป็นกระบวนการลวงโลกทันที ซึ่งมีทั้งพระมหาเถระระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ มีฐานะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และดำรงตำแหน่งใหญ่โตถึงเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นหัวหน้า

ต่อคำถามที่ว่า รู้ได้อย่างไรว่าแม่ชีมีทิพย์จักษุจริง นั้น ความจริงแล้วเป็นเรื่องแรกเลยที่จะต้องพิสูจน์ให้ประจักษ์ชัด ก่อนจะอนุญาตให้ใช้ธรรมาสน์ของวัดพิชัยญาติแสกนกรรมแก่แม่ชี แต่พระพรหมโมลีก็บกพร่องอย่างแรง เมื่อไม่ยอมกระทำการพิสูจน์ให้กระจ่าง จะเพราะสาเหตุอันใดก็ไม่ทราบ แต่กลับปล่อยให้แม่ชีเข้ามาใช้ธรรมาสน์ของวัดพิชัยญาติทำการสอนมาตั้งหลายปี จนกระทั่งวันนี้มีความพิรุธปรากฏต่อสาธารณชน ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียต่อวงการคณะสงฆ์อย่างหนัก เพราะพระพรหมโมลีมียศเป็นถึงรองสมเด็จและดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งทรงอิทธิพลสูงสุดในวงการคณะสงฆ์ไทยอีกด้วย การปล่อยให้แม่ชีทำการสอนโดยไม่พิสูจน์เสียก่อนนั้น ก็เท่ากับการปล่อยให้ประชาชนลองผิดลองถูกเอาเอง แต่เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้คนนำมามอบให้แก่แม่ชีด้วยความเชื่อศรัทธานั้น แม่ชีก็นำไปถวายพระสงฆ์ทั้งที่วัดพิชัยญาติและวัดอื่นๆ จนพระที่รับเงินทองของแม่ชีไปแล้วพูดไม่ออก การที่พระมหาเถระและพระสงฆ์ทั่วไป ยอมรับจตุปัจจัยที่บอกบุญโดยแม่ชีทศพร จึงทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าแนวทางการสอนของแม่ชีทศพรนั้นถูกต้องแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับการยอมรับจากพระพรหมโมลี และมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ความมีชื่อเสียงของแม่ชีนั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากการอิงอาศัยพระมหาเถระคือพระพรหมโมลี รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. อันมีพระธรรมโกศาจารย์ เป็นอธิการบดี องค์ปัจจุบัน ยกย่องกันออกหน้าถึงกับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่แม่ชีทศพรเมื่อสองปีที่ผ่านมา แต่วันนี้กลับปรากฏว่าแม่ชีมิได้สอนถูกต้องตามพระธรรมวินัยเลย จึงไม่ทราบว่าสภามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติปริญญาระดับด๊อกเตอร์ให้แก่แม่ชีทศพรได้อย่างไร เป็นที่อับอายขายขี้หน้าอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เราเคยเตือนพระพรหมโมลีเมื่อ 7 ปีมาแล้ว ตอนที่แม่ชียังไม่หยั่งรากกว้างขวางเหมือนในปัจจุบัน (อ่านมุมมองของพระมหานรินทร์ วันที่ 28 ก.พ. 2548) แต่วันนั้นพระพรหมโมลีหน้ามืดเกินกว่าที่จะฟังใคร และสุดท้ายก็มาถึงวันนี้ วันที่รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมต้องออกมาพูดว่า "ใช้วัดเป็นสถานที่ในการเผยแพร่คำสอนที่ขัดหลักทางพระพุทธศาสนา ถือว่าไม่ถูกต้อง"

คำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนั้น ถือว่าเป็นคำถามตรงต่อพระพรหมโมลี ในฐานะเจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ ว่าอนุญาตให้แม่ชีมาสอนผิดหลักพระธรรมคำสอนในวัดพิชัยญาติได้อย่างไร และทำไม เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว พระพรหมโมลีและคณะสงฆ์วัดพิชัยญาติกลับเมินเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ ให้กระจ่างต่อสาธารณชนว่าแม่ชีสอนผิดหรือถูก

ความเป็นพระผู้ใหญ่ระดับรองสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นผู้ดูแลสังฆมณฑล และได้รับความไว้วางใจจากมหาเถรสมาคมไห้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ถือว่าเป็นอะไรที่มากกว่ามาก มิใช่แค่อ้อมแอ้มว่าเคยเตือนแม่ชีแล้วว่าสอนไม่ถูก ดังนี้เท่านั้น แต่ทั้งตัวพระพรหมโมลีและบริวารรวมทั้งแม่ชีทศพรด้วย ต้องสำรวมระวังพยายามประคับประคองตัวเองให้ "ไม่ผิดเลย" ทั้งนี้เพราะท่านเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ทั้งประเทศ ต้องเป็นตัวอย่างทั้งด้านพฤติกรรมส่วนตัวและพฤติกรรมต่อสาธารณชน แต่ภาพของแม่ชีทศพรที่ปรากฏต่อสาธารณชนผ่านสื่อกลับมิได้เป็นเช่นนั้น มีการแก้กรรมด้วยวิธีลามกอนาจารสนุกสนานเฮฮา ไม่ต่างไปจากตลกคาเฟ่ ซึ่งองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ เมื่อได้ชมก็เรียกร้องให้หยุดการเผยแพร่เทปวิดีโอดังกล่าว เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อผู้คนในสังคม นี่แค่จิตสำนึกพื้นฐานสังคมไทยก็รับไม่ได้แล้ว นับประสาอะไรกับเรื่องภูมิจิตภูมิธรรมอันสูงส่งกว่านั้น

มีคำกล่าวว่า "เลือกนายกรัฐมนตรี มิใช่เลือกสังฆราช" ความหมายว่า นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้นำในทางการเมือง ซึ่งจะต้องแก้ไขปัญหาสารพัด อาจจะมีทั้งปัญหาสีขาว สีดำ และสีเทา เข้ามาเกี่ยวข้อง การจะหานักการเมืองที่บริสุทธิ์สะอาดเหมือนพระสงฆ์นั้นยากยิ่ง แต่สำหรับพระสงฆ์นั้น ต้องตั้งบรรทัดฐานในด้านความบริสุทธิ์สะอาดเอาไว้ก่อน แม้ว่าจะเก่งกาจเพียงใด แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว ก็หมดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าสงฆ์โดยปริยาย

ประวัติของพระพรหมโมลีอีกส่วนหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือ ท่านเคยเป็นประธานศาลสงฆ์ในการนิคหกรรมพระธัมมชโยแห่งวัดพระธรรมกายเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งตอนนั้นวัดพระธรรมกายมีปัญหาว่าด้วยคำสอนผิดแนวไปจากพระไตรปิฎก คือสอนว่าพระนิพพานเป็นอัตตา ซึ่งปรากฏว่าจนป่านนี้ศาลสงฆ์โดยพระพรหมโมลียังไม่ยอมพิพากษาออกมาว่าวัดพระธรรมกายสอนผิดหรือถูก อาศัยแต่การยกคำร้องของศาลฎีกาว่าด้วยการคืนทรัพย์สินและความสมานฉันท์ ปล่อยเรื่องให้หายไปตามสายลม นั่นถือว่าเป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรงแล้ว แต่วันนี้กลับมีเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่า เมื่อเกิดกรณีแม่ชีทศพรขึ้นในวัดพิชัยญาติของพระพรหมโมลีเอง ถ้าหากพระพรหมโมลีไม่สามารถจะสะสางปัญหานี้ให้กระจ่างได้อย่างโปร่งใส ก็อย่าหวังว่าจะไปดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้ เพราะจะไม่ต่างไปจากพระที่ไม่ยอมล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์ สอนไปใครจะเชื่อ สั่งไปใครจะทำ พูดไปใครจะนับถือ ถึงเป็นใหญ่เป็นโตก็จะเจอแต่พวกประจบสอพลอตอแหลไปวันๆ ไม่ต่างไปจากนักการเมือง ถ้าหมดอำนาจวาสนาเมื่อใดก็อาจจะกลายเป็นคนอนาถา ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน เหมือนอดีตพระสังฆาธิการระดับสูงในกรุงเทพฯบางรูปในอดีต อย่าเล่นกับกรรมนะท่าน แค่ที่มันเสื่อมเสียทุกวันนี้ก็มิใช่เพราะท่านเลินเล่อกับกรรมดอกหรือ

เชื่อแน่ว่าต่อไป พระพรหมโมลีอาจจะได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งนั่นท่านจะเป็นแคนดิเดทสมเด็จพระสังฆราชไปในทันที

แต่เมื่อมีมลทินเกิดกับตัวท่านในวันนี้ ขอเรียนถามพระพรหมโมลีว่า จะตอบคำถามท่านรัฐมนตรีข้างต้นโน้นว่าอย่างไร ?


ด้วยความเคารพอย่างสูง



อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
วัดไทยลาสเวกัส
4 พฤษภาคม 2554



เปิดโผเจ้าคุณ ปี 54
จำนวน 90 รูป

พระพรหมโมลีเปลี่ยนชื่อ
จากเดิม "สมเด็จพระมหาธีราจารย์"
เป็น "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์"

ธัมมชโย "ผงาด" ชั้นเทพ
มหาสายชล "คว้า" ชั้นราช


พระพรหมโมลี
เจ้าคณะใหญ่หนกลาง
เป็น 
"สมเด็จพระพุทธชินวงศ์"





พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ธัมมชโย)
เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
เป็น 
"พระเทพญาณมหามุนี"



ศึกษาข้อมูลความมั่นคงในประวัติศาสตร์ ที่ http://www.facebook.com/media/set/?set=a.253131934732916.61477.161446187234825&type=3
ชาวไทยท่านใดกล้าลุกขึ้นมาปกป้องประเทศชาติ และสถาบันหลักของชาติ สามารถส่งเรื่องร้องเรียนไปที่ ผู้ตรวจการแผ่งดิน ที่ http://www.ombudsman.go.th/10/index1.html
ช่วยชาติได้โดยท่าน ช่วยส่งเรื่องร้องเีรียนไปที่ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน 
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 
อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ชั้น 5 เลขที่ 120 หมู่ที่ 3 
ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 
โทร. 0-2141-9100 หรือ 1676 โทรสาร 0-2143-8341

อย่ารักในหลวงและประเทศ โดยไม่กล้าลุกขึ้นต่อสู้ (เพื่อ สมเด็จพระสังฆราช และ พระเจ้าอยู้หัว)
โดย สมเกียรติ กาญจนชาติ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔



วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เบื้องหลัง ตัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติ ?


อะไรคือเบื้องหลัง ตัดการแสดงเฉลิมพระเกียรติ ?
โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์6 ธันวาคม 2554 10:51 น.

ในวันมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 7 รอบ หรือ 84 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ถือเป็นวันที่มีความสำคัญของประเทศไทย ได้มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและพระราชกุศลมากมาย ที่เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก
      
        ในทุกๆปี การถวายพระพรชัยมงคลจะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ปีนี้ ไม่ว่าประชาชนจะประสบควาทุกข์ยากเข็ญเพียงไร ต่างก็เดินทางหรือเข้าร่วมกิจกรรมเทิดพระเกียรติอย่างเนืองแน่น เพราะจิตใจของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต่างมีความจงรักภักดี เคารพเทิดทูนบูชาและผูกพันต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้อย่างหาที่สุดไม่ได้
      
        กำหนดการเดิมในการเทิดพระเกียรติในปีนี้คือการจัดกิจกรรมการแสดงที่มีชื่อว่า “วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษามหาราช” ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง ฝั่งพระบรมมหาราชวัง และการจัดฉายภาพยนตร์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ “84 ปี แห่งความรุ่งเรืองของกรุงรัตนโกสินทร์” ซึ่งเป็นการฉายภาพเคลื่อนไหวผ่านแนวกำแพงพระบรมมหาราชวัง ด้านถนนหน้าพระลาน (ช่วงต้นถนนศาลหลักเมืองถึงประตูวิเศษไชยศรี) ซึ่งเดิมทีนั้นได้มีกำหนดการที่จะจัดการแสดงระหว่างวันที่ 3 – 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปรากฏว่ากิจกรรมดังกล่าวถูกยกเลิกการแสดงอย่างกะทันหันในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 21.30 น.
      
        ทั้งนี้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีถวายพระพร ชัยมงคล งานมหรสพสมโภชและนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ได้ออกมายอมรับว่าได้ยกเลิกกิจกรรมดังกล่าวเอง ด้วยเหตุผลว่า
      
        “เพื่อความเหมาะสม เนื่องด้วยประชาชนจำนวนมากยังคงเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม จึงไม่เหมาะหากมีงานรื่นเริง จึงต้องดูตามความเหมาะสม ต้องประหยัดไม่มากหรือน้อยจนเกินไป หรือที่เรียกว่าทางสายกลางนั่นเอง” 
      
       ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในกิจกรรมของมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือหน่วยแพทย์ พอ.สว.และหน่วยแพทย์พระราชทานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่ออกให้บริการตรวจรักษาแก่ราษฎรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี โอกาสนี้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงมีพระดำรัสความตอนหนึ่งว่า: 
      
       “ขอให้ชาว พอ.สว. ร่วมมือกันทำงานเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทย มานานกว่า 60 ปี ขณะนี้ทรงประชวร ถึงแม้พระอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ทรงชรามากแล้ว จะออกพื้นที่ไปช่วยราษฎร์เหมือนเก่าก็ไม่ได้ แต่ยังทรงห่วงใยประชาชนอยู่ตลอด ทรงเรียกกรมชลประทาน มาหารือพร้อมให้คำแนะนำอยู่เสมอๆ
      
       ทั้งนี้พระองค์ทรงมีรับสั่งถึงการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 ว่าให้จัดแบบเรียบง่าย เพราะประชาชนกำลังเดือดร้อนอยู่” 

      
        แต่ถึงแม้จะมีหลักฐานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีรับสั่งให้จัดการเฉลิมพระเกียรติแบบเรียบง่าย เพราะประชาชนกำลังเดือดร้อนอยู่ก็จริง แต่ในวันที่ประชาชนทั้งประเทศได้ทราบพระกระแสรับสั่งนั้นคือ “วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554” 
      
       ดังนั้นทุกฝ่ายย่อมมีการเตรียมการและการบริหารจัดการจัดงานให้ “เรียบง่ายและสมพระเกียรติ” ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ไม่ใช่มาเปลี่ยนแปลงกะทันหันในคืนวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2554 จริงหรือไม่!!!? 
      
        ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในฐานะประธานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ ยังได้แถลงข่าวก่อนการจัดงานโดยกล่าวว่าได้ตระหนักตามพระราชประสงค์แล้ว โดยได้สัมภาษณ์ว่า:
      
        “รัฐบาลได้ร่วมกับกรุงเทพมหานครและมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิดเย็นศิระเพราะพระบริบาล ซึ่งเน้นการรวมพลังคนไทยทั้งประเทศ เพื่อแสดงความจงรักภักดีความสามัคคีปรองดองอย่างสมพระเกียรติ และถูกต้องตามราชประเพณี อีกทั้งให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เป็นไปตามพระราชประสงค์ด้วย” 
      
        ในวันแถลงข่าวดังกล่าว นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ไม่มีแม้แต่คำเดียวว่างานนี้มีกิจกรรมใดจัดเพื่อความ “รื่นเริง” หรือ “จัดงานยิ่งใหญ่อลังการ” แต่ประการใด นอกจากคำที่แสดงให้เห็นถึงการตระหนักว่างานดังกล่าว คือ
      
       เพื่อ “รวมพลังคนไทยทั้งประเทศ” 
      
       เพื่อ “ถูกต้องตามราชประเพณี” 
      
       เพื่อ “แสดงความจงรักภักดี ความสามัคคีปรองดอง อย่างสมพระเกียรติ” 
      
       การจัดงานอยู่ภายใต้เงื่อนไข “ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เป็นไปตามพระราชประสงค์” 
      
       แสดงว่ากิจกรรมที่เตรียมการจัดขึ้นแล้วจัดแถลงข่าว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ย่อมมีความตระหนักและไตร่ตรองถึงความเหมาะสมแล้ว โดยได้กำหนดให้มีทั้งหมด 9 กิจกรรมคือ
      
       1. กิจกรรมการถวายพระพรชัยมงคล
      
       2. กิจกรรมลงนามถวายพระพร ณ ร่มโพธิ์ร่มไทรของแผ่นดิน
      
       3. กิจกรรมนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล”
      
       4. กิจกรรมอธิษฐานบูชาพระทันตธาตุสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
      
       5. กิจกรรมการแสดงเฉลิมพระเกียรติ
      
       6. กิจกรรมการแสดงพิเศษจากชีวิตจริง “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” โดยกิจกรรมนี้จัดเฉพาะวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554
      
       7. กิจกรรมถนนเย็นศิระเพราะพระบริบาล
      
       8. กิจกรรมภาพยนตร์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ 84 ปีแห่งความยิ่งใหญ่เรืองรองของกรุงรัตนโกสินทร์
      
       9. การแสดงแสงสีและสื่อผสม “วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษามหาราชา” 

      
       ดังนั้นกิจกรรมลำดับที่ 8 ซึ่งภาพยนตร์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ 84 ปีแห่งความยิ่งใหญ่เรืองรองของกรุงรัตนโกสินทร์ และกิจกรรมลำดับที่ 9 การแสดงแสงสีและสื่อผสม “วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษามหาราชา” ถือเป็นกิจกรรมเด่นในระดับไฮไลต์ของงานจึงกำหนดไว้ตั้งแต่แรกให้ประชาชนเพื่อ“รวมพลังคนไทยทั้งประเทศ” “แสดงความจงรักภักดี ความสามัคคีปรองดอง อย่างสมพระเกียรติ” ตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554 รวมทั้งสิ้น 7 วัน
      
        สิ่งที่เป็นการยืนยันว่าคณะกรรมการจัดงาน ได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่ากิจกรรมครั้งนี้จัดเพื่อรวมพลังคนไทยทั้งชาติ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ความสามัคคีปรองดอง และเป็นไปตามความเรียบง่ายและเป็นไปตามพระราชประสงค์ ก็คือ คำสัมภาษณ์ของนายรัตนาวุธ วัชโรทัย ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษสำนักพระราชวัง กล่าวในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ความตอนหนึ่งว่า:
      
        “ปีนี้เราประสบปัญหาน้ำท่วมและมีงานพระศพ จากเดิมที่เคยจัด 11 วัน ก็เหลือ 7 วัน แต่ความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติไม่ได้ด้อยกว่า” 

      
       ดังนั้นการตัดลดกิจกรรมลำดับที่ 8 ซึ่งภาพยนตร์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ 84 ปีแห่งความยิ่งใหญ่เรืองรองของกรุงรัตนโกสินทร์ และกิจกรรมลำดับที่ 9 การแสดงแสงสีและสื่อผสม “วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษามหาราชา” โดยให้จบลงในคืนวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554 โดยอ้าง 2 สาเหตุคือ 1. เพื่อความเหมาะสมและควรลด “งานรื่นเริง”เพราะประชาชนกำลังเดือดร้อนเรื่องน้ำท่วม และ 2. เพื่อเป็นการประหยัดไม่มากไปและไม่น้อยไปยึดทางสายกลาง ดูแล้วมีเรื่องที่น่าประหลาดอยู่พอสมควร เพราะมันมีความขัดแย้งกับสิ่งที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐให้สัมภาษณ์เองเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554 อย่างสิ้นเชิง
      
        กิจกรรมการแสดงภาพยนตร์พาโนรามา และแสงสีและสื่อผสม นั้นพบว่าคืนวันแรกมีคนเข้ามาชมประมาณ 4-5 พันคน มาวันที่ 4 ธันวาคมซึ่งจัดการแสดงเป็นวันที่ 2 คนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็น 6-7 พันคน โดยสิ่งที่น่าเสียดายใน 2 กิจกรรมนี้คือ การแสดงใน 1 ชั่วโมงครึ่งที่เป็นการใช้ศิลปะและการแสดงเพื่อถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยยังมีบทที่ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัย โดยประยุกต์เนื้อหาเข้ากับสถานการณ์น้ำท่วมด้วย
      
       ซึ่งกิจกรรมที่ถูกตัดลดไปนี้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นกิจกรรม “บันเทิง” ตามที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ กล่าวอ้าง หากแต่เป็นกิจกรรมแสดงความจงรักภักดีและเทิดพระเกียรติอย่างสมพระเกียรติ ตามสิ่งที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ได้เคยแถลงข่าวเอาไว้เองเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2554 และงานรื่นเริงนั้นควรจะเหมาะกับการจัดคอนเสิร์ทเสียมากกว่า
      
       เพราะถ้านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ และคณะกรรมการจัดงานตัดสินใจและมีความคิดเช่นนี้จริง หากตัดสินใจลดกิจกรรมลงตั้งแต่วันแรก หรือในวันแถลงข่าว ประชาชนทั่วไปก็คงไม่เสียความรู้สึกอะไรมากเท่านี้ แต่การลดกิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกำหนดล่วงหน้าแล้ว และแถลงข่าวจนลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว ตรงนี้ต่างหากที่เสมือนว่ารัฐบาลตั้งใจจะลดกิจกรรมให้เป็นที่ประจักษ์ในทางสาธารณะเพราะต้องการส่งสัญญาณบางประการ ใช่หรือไม่?
      
       เพราะประการหนึ่งเป็นส่งสัญญาณที่ผิดกล่าวหาว่า “งานเทิดพระเกียรติ เป็นงานบันเทิง?”
      
       เพราะประการหนึ่งเป็นการส่งสัญญาณผิดว่า “กิจกรรมสื่อผสม แสง เสียง เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉพาะ 2 กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมที่ไม่ประหยัด?”
      
       และอีกประการหนึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางสาธารณะว่า “รัฐบาลจะตัดลดงานเทิดพระเกียรติที่เตรียมไว้แล้วก็ได้ ใครจะทำไม?” 

      
       หรือต้องการส่งสัญญาณชะลอกระแสพสกนิกรและประชาชนจำนวนมากล้นที่ให้ความสนใจกิจกรรมการแสดงเทิดพระเกียรติในทุกๆปี ใช่หรือไม่?
      
       เพราะการส่งสัญญาณแบบนี้ มันช่างบังเอิญประจวบเหมาะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความถวายพระพรแต่กลับใส่รูปภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 แทน โดยอ้างว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงาน และกำลังขอพระราชทานอภัยโทษอยู่ในขณะนี้
      
       มันเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกับที่ประชาชนต่างรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าขบวนการจัดตั้งเพื่อดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสมัยรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะในเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค ยูทูป และทวิตเตอร์ ฯลฯ
      
       เพราะถ้าสมมุติรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาส่งสัญญาณเช่นนั้น ก็ต้องแปลว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ก็ต้องตัดสินใจผิดพลาดอย่างร้ายแรงถึงไม่ได้คิดอย่างนี้ตั้งแต่ตอนต้นจึงมาลดกิจกรรมในภายหลัง
      
       ซึ่งงานสำคัญอย่างนี้ไม่ว่าจะเจตนาส่งสัญญาณที่ผิดๆ ต่อสังคมหรือจะเป็นเพราะตัดสินใจผิดพลาด สิ่งที่ควรกระทำก็คือต้องแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเงื่อนไข
      
       และท่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ไม่รับผิดชอบ รัฐบาลชุดนี้ก็ต้องรับผิดชอบแทนหากยังอุ้มชูสนับสนุนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ก็ต้องถือว่าสมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจด้วย
      
       การที่รัฐบาลได้กล่าวอ้างว่าผู้แทนสำนักพระราชวังก็เห็นด้วยกับการลดกิจกรรมทั้ง 2 ดังกล่าว ทั้งๆที่ สำนักพระราชวังนั้นเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรีและต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ต่างจากสำนักราชเลขาธิการที่ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทโดยตรง ดังนั้นการที่คนในรัฐบาลกล่าวอ้างลอยๆแล้วอ้างว่าผู้แทนสำนักพระราชวังเห็นด้วยในการตัดลดกิจกรรมในภายหลังให้สังคมเกิดความไข้วเขวนั้น จึงย่อมฟังไม่ขึ้น และสมมุติเป็นเช่นนั้นจริงผู้แทนของสำนักพระราชวังก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะผู้แทนของสำนักพระราชวังได้ให้สัมภาษณ์ไปปรากฏเป็นหลักฐานในการร่วมตัดสินใจด้วยการไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วเช่นกัน
      
       เว้นเสียแต่ว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีรับสั่งแนะนำให้ลด 2 กิจกรรมนี้ รัฐบาลก็ควรจะแถลงออกมาให้เกิดความชัดเจน ไม่ใช่อ้างว่ารัฐบาลตัดสินใจ เพื่อความเหมาะสมบ้าง ไม่ควรจัดงานรื่นเริงช่วงประชาชนทุกข์ยากบ้าง หรือไม่ ประหยัดบ้าง จริงหรือไม่?
      
       การอ้างว่าเพื่อประหยัด ด้วยการการยุติกิจกรรม 2 รายการนั้น ความจริงแล้วไม่ได้เป็นภาระหรือมีผลต่องบประมาณอะไรมากมายเลย เพราะอันที่จริงงบประมาณที่ไม่รู้จักประหยัดและสูญเสียมากที่สุดก็คือการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองต่างหาก โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ก็มีการทุจริตทั้งเรื่องอาหาร, เต้นท์เทวดา, ส.ส.รับงบประมาณอย่างผิดกฎหมาย, ซื้อเรือในราคาแพงๆ, ทุจริตถุงยังชีพ, ฯลฯ ใช่หรือไม่? 

      
       ยังไม่นับการเตรียมงบประมาณถลุงอีกหลายแสนล้านบาทด้วยจิตใจที่ไม่สุจริต และการทำโครงการประชานิยมอีกมหาศาล สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะทำให้ประเทศไทยต้องฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นมากกว่า 2 กิจกรรมนี้หลายล้านเท่าตัว
      
       และความจริงที่ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนักการเมืองทุกฝ่ายต่างโกงชาติกินเมืองไม่เห็นแก่ประชาชน ประชาชนย่อมหวังสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจในการทำคุณความดีและประโยชน์ให้กับส่วนรวมคือ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์
      
       และกิจกรรมการเทิดพระเกียรติถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญที่สานความสามัคคีปรองดองของคนไทยทั้งชาติ ที่สามารถแสดงความรักและเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่แบ่งแยกเชื่อชาติ ศาสนา ความฝักใฝ่ทางการเมือง ถือเป็นความประเสริฐที่สุดของคนในชาติที่เรามีศูนย์รวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวไม่ว่าประเทศชาติจะประสบภาวะวิกฤติหรือแตกแยกเพียงใดก็ตาม
      
        แค่จะยืนยันอีกครั้งหนึ่งให้พวกที่คิดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับรู้ว่า ไม่ว่าพวกคุณจะทำอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนชาวไทยแสดงความรู้สึกกันมากในเรื่องการตัด 2 กิจกรรม เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ประชาชนชาวไทยยังรักและจะรักพระเจ้าอยู่หัวตลอดไป”!!!!

ข้อมูลความมั่นคงของชาติ ศึกษาได้ที่ http://www.facebook.com/media/set/?set=a.253131934732916.61477.161446187234825&type=1