วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ความจริงสมเด็จพระนเรศวร และวัดป่าแก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา โดย น. ณ ปากน้ำ






มารู้จักความจริงเกี่ยวกับ “วัดป่าแก้วแห่งกรุงศรีอยุธยา” กันเถอะ 
ความหมายของวัดป่าแก้ว วัดป่าแก้วในอยุธยา เดิมเข้าใจกันว่าคือ วัดใหญ่ชัยมงคล แต่ต่อมาในภายหลังมีหลักฐานได้ตรวจสอบรู้ชัดกันแล้วว่า ด้วยธรรมเนียมการสร้างวัดป่าแก้วที่อยู่ในเขตอรัญญิกนั้น ล้วนอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตกของตัวเมืองใหญ่ทั้งสิ้น ดังตัวอย่างเช่น 
กรุงสุโขทัย แถบอรัญญิกของอาณาบริเวณ วัดป่าแก้ว จะตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก 
เมืองสวรรคบุรี วัดป่าแก้วเขตอรัญญิก คือวัดแก้ว อยู่ทางทิศตะวันตก 
เมืองเชียงใหม่ วัดป่าแก้วเรียกว่า วัดป่าแดง อยู่ในแถบอรัญญิก ทางทิศตะวันตกนอกกำแพงเมือง 
เมืองราชบุรี วัดป่าแก้วอรัญญิกของราชบุรี 
เมืองสุพรรณบุรี วัดป่าเลไลยก็คือ วัดอรัญญิกของสุพรรณภูมิ 

สำหรับวัดป่าแก้วเขตอรัญญิกของอยุธยา ปัจจุบันทราบกันว่าแท้จริงแล้วว่า คือ วัดหนึ่งที่ถูกปล่อยให้รกร้าง และเรียกว่า วัดประเชด หรือชื่อ วัดวรเชษฐ (นอกเกาะ) ตั้งอยู่กลางทุ่งประเชดทางทิศตะวันตก นอกกำแพงเมือง ด้านวังหลัง ออกไปประมาณ ๔ กิโลเมตร 
สาเหตุที่วัดป่าแก้วหรือวัดประเชดนี้ได้รกร้างไป สันนิษฐานว่าในสมัยอยุธยาตอนปลาย ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ได้มีการสถาปนาวัดไชยวัฒนารามนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตก เป็นวัดอรัญญิกฝ่ายซ้าย อันเป็นวัดใหญ่ที่มีอาณาบริเวณโตมาก พร้อมทั้งได้ย้ายให้พระสังฆราชฝ่ายซ้ายไปประจำวัดไชยวัฒนารามด้วย วัดอยู่ติดกับแม่น้ำตรงข้ามกับกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา การไปมาหาสู่โดยสะดวก จึงเป็นวัดป่าแก้วไปโดยปริยาย 

ดังนั้น ความไม่ชัดเจนทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย อันเนื่องมาจากเอกสารหนังสือต่าง ๆ ถูกทำลายเสียหายไป เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ.๒๓๑๐ หากเรายังพอสืบเสาะข้อมูลจากเอกสารที่ยังพอหลงเหลือ และเอกสารของชาวชาติที่ได้จดบันทึกไว้พอจะมีหลักฐานบ้าง ให้ศึกษาและเชื่อมต่อให้ดี ๆ ก็จะพบสิ่งที่หายไป สิ่งที่ทุกคนอยากรู้ อยากเห็นว่าอะไรคือความจริง 
ความจริงที่ว่านี้คือ วัดวรเชษฐ (นอกเกาะ) เดิมชื่อ วัดประเชด มีสาระสำคัญเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา อันเนื่องมาจากเป็นวัดที่สมเด็จพระพนรัตน์ (สมเด็จแตงโม) พระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ประจำอยู่ในฐานะสมเด็จพระสังฆราชด้านอรัญญวาสี และที่สำคัญวัดประเชด หรือวัดวรเชษฐ (นอกเกาะ) นี้ เป็นวัดที่สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงสร้างถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานการถวายพระเพลิง ตลอดจนสถานที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 

ชื่อวัดวรเชษฐ์ซึ่งปรากฏในคำให้การชาวกรุงเก่า มิได้ระบุตำแหน่งของวัดวรเชษฐ์ให้มีความชัดเจนด้วยการกำหนดทิศหรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ จากพระราชประวัติของสมเด็จพระเอกาทศรถ ในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่านั้น กล่าวว่า“ เมื่อพระเอกาทศรถได้ครองราชย์สมบัติแล้ว จึงให้ทำพระเมรุถวายพระเพลิงพระเชษฐาธิราช แล้วทรงสร้างวัดอุทิศพระราชกุศลถวายพระเชษฐาธิราช วัด ๑ พระราชทานนามว่า วัดวรเชษฐ์” 

ข้อมูลจากหนังสือศิลปะกับโบราณคดีในสยาม ของสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ หน้าที่ ๙๑ – ๙๒ โดย น. ณ ปากน้ำ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ กล่าวไว้ว่า “ วัดวรเชษฐาราม มีอยู่สองแห่ง คือ วัดวรเชษฐาราม ซึ่งอยู่ใกล้วัดวรโพธิ์ กับ วัดวรเชษฐาราม กลางทุ่งประเชด นอกตัวเกาะอยุธยาทางทิศตะวันตก 

เมื่อตรวจดูโบราณสถาน เห็นว่าวัดกลางทุ่งประเชดเป็นวัดเก่ามีเจดีย์กลมทรงสูงองค์หนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดเป็นเจดีย์ก่ออิฐ ไม่สอปูนแบบอโยธยาและมีปรางค์เป็นหลักของวัด แม้องค์ปรางค์จะก่อด้วยเทคนิคสอปูนหนาแสดงว่ามาปฏิสังขรณ์ใหม่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่เชื่อแน่ว่าข้างในจะต้องเป็นปรางค์เก่าของวัดนั้น ซึ่งต่อมาชำรุดมาก พังลงมาสมัยอยุธยาตอนปลายจึงไปซ่อมขึ้นใหม่ 

ส่วนวัดวรเชษฐ์ ซึ่งตั้งอยู่หลังพระราชวังหลวงนั้น มีเจดีย์แบบลังกาเป็นหลักของวัด และพระอุโบสถก็ก่อสร้างด้วยเทคนิคของอยุธยาสมัยกลาง ใบเสมาก็เป็นใบเสมาต้นของอยุธยาตอนกลาง จึงเชื่อแน่ว่าวัดวรเชษฐาราม ซึ่งสมเด็จพระเอกาทศรถสร้างอุทิศให้แก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” 


ข้อมูลจากรายงานการขุดแต่งวัดวรเชษฐ์ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน้าที่ ๑ – ๒ กล่าวประเด็นคัดลอกความมาได้ว่า 
“ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ กรมศิลปากรได้จัดทำแผนแม่บทนครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยาพบว่า โบราณสถานทั้งหมดภายในเกาะเมือง และนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา มีจำนวนประมาณ ๕๓๐ แห่ง แบ่งออกเป็น ๗ เขต สำหรับแผนแม่บทฉบับดังกล่าวใช้สำหรับเขตที่ ๑ คือ พื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ประมาณ ๑,๘๑๐ ไร่ ส่วนอีก ๖ เขต พื้นที่มีโบราณสถานสำคัญที่ควรจะได้รับการอนุรักษ์เร่งด่วน นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาสามารถพิจารณาดำเนินการได้ก่อน 
สำหรับวัดวรเชษฐ์ (นอกเมือง) เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงกันในวงวิชาการว่า จะเป็นวัดที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือไม่ เพราะมีวัดที่ใช้ชื่อ “วรเชษฐ์” เหมือนกัน ๒ แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ภายในตัวเมืองใกล้พระราชวังหลวง วัดนี้ขุดแต่งบูรณะแล้วและหลักฐานที่พบก็แสดงให้เห็นว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ด้วย ดังนั้นหากมีการขุดค้น-ขุดแต่ง เมื่อศึกษาทางโบราณคดีที่วัดวรเชษฐ์ (นอกเมือง) คงจะได้หลักฐานที่นำไปสู่การวิเคราะห์เรื่อง “วัดวรเชษฐ์” ที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 
อีกประการหนึ่งวัดวรเชษฐ์ ( นอกเมือง ) ตั้งอยู่กลางทุ่งประเชดนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางด้านทิศตะวันตกริมถนนสายอยุธยา-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข ๓๒๖๓) สภาพโบราณสถานยังคงมีพระปรางค์และเจดีย์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้วัดนี้โดดเด่นเป็นจุดสังเกตประจำเมืองที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับผู้เดินทางผ่านไปมาเช่นเดียวกับเจดีย์วัดใหญ่ไชยมงคลเป็นจุดสังเกตด้านทิศตะวันออก และเจดีย์ภูเขาทองเป็นจุดสังเกตด้านทิศเหนือ 

งานที่ควรจะกระทำต่อเนื่องหลังจากการอนุรักษ์วัดวรเชษฐ์ คือการอนุรักษ์แนวถนนโบราณ ถนนเส้นนี้คงจะสร้างขึ้น เพื่อเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดวรเชษฐ์โดยเฉพาะแนวถนนเริ่มจากริมน้ำเจ้าพระยา (ระหว่างวัดราชพลีกับวัดกษัตราธิราช) ตรงสู่วัดวรเชษฐ์ ถนนกว้างราว ๒๐ เมตร ถมดินสูงอาจปูด้วยอิฐ ปัจจุบันแนวถนนเส้นนี้บางส่วนถูกแนวถนนใหม่สร้างทับ บางส่วนถูกประชาชนบุกรุกเข้าไปสร้างที่พักอาศัย การดำเนินการอาจจะต้องย้ายแนวถนนปัจจุบันให้พ้นเขตถนนโบราณและชดเชยบ้านเรือนราษฎรซึ่งจะต้องทำแผนในระยะต่อไป”


หนังสือเมืองโบราณของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ เรื่อง “ศิลปะสมัยพระเจ้าปราสาททอง ” เขียนโดย น. ณ ปากน้ำ ฉบับที่ ๓ ปีที่ ๗ เดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน ๒๕๒๔ หน้า ๖๐ ดังนี้ 
“วัดไชยวัฒนารามเป็นการอวดศักดิ์ศรีของศิลปะอยุธยารุ่นปลายของสมัยกลางแสดงความงามและใหญ่โตเหลือที่พรรณนา วัดนี้เป็นวัดของสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีส่วนวัดป่าแก้วเดิมก็คือวัดวรเชษฐ์อยู่กลางทุ่งประเชด ทางทิศตะวันตก นอกตัวเมืองวัดวรเชษฐ์มีปรางค์ใหญ่เป็นหลักของวัดและมีเจดีย์ทรงสูงก่ออิฐไม่สอปูนปรากฏอยู่ด้วย เจดีย์องค์นี้คล้ายเจดีย์วัดกระซ้าย เป็นเจดีย์แบบอโยธยาแสดงว่าบนโคกนี้เคยเป็นวัดเก่ามีมาแต่สมัยอโยธยา พอสมัยสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้วใช้เป็นที่เผาศพเจ้าแก้วเจ้าไทยแล้วสถาปนาเป็นวัดป่าแก้ว ด้วยอยู่ทางทิศตะวันตกนอกตัวเมืองห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตรแล้วสร้างศิลปวัตถุไว้มาก เนื่องจากเป็นวัดสำคัญเป็นที่สถิตของพระเถระผู้ใหญ่คือพระพนรัต อันเป็นสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี ทั้งยังเป็นอาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดินตลอดมาหลายสมัย จึงมีการสร้างถนนและพูนดินสูงและกว้างใหญ่จากวัดธรรมาราม อันเป็นท่าน้ำไปจนสู่วัดป่าแก้ว สำหรับเคลื่อนราชรถ และผู้คนจะไปนมัสการพระที่วัดนั้น

เมื่อกล่าวถึง ผังเมืองโบราณ และประเพณีเก่านิยมให้วัดป่าแก้ว หรือวัดฝ่ายอรัญญิกต้องอยู่นอกเมืองไปทางทิศตะวันตกระยะทางไม่เกิดสองหรือสามกิโลเมตร และได้ยกตัวอย่างประกอบไว้ด้วย แต่เพราะว่ามีผู้เชื่อถือในคำสันนิษฐานเดิมว่าวัดใหญ่ชัยมงคลคือวัดป่าแก้ว ซึ่งเป็นการผิดพลาดด้วยเหตุผลหลายประการ 
ประการแรกวัดใหญ่ชัยมงคลเป็นเจดีย์ก่ออิฐไม่สอปูนทรง ๘ เหลี่ยมเป็นของสมัยอโยธยา 
ประการที่สองวัดนี้ตั้งอยู่ผิดทิศผิดตำแหน่งที่จะเป็นวัดป่าแก้วคืออยู่ทิศตะวันออก ตามหลักแล้วต้องอยู่ทิศตะวันตกตายตัว ดังที่ต่าง ๆ ต่อไปนี้ วัดอรัญญิกของราชบุรี, วัดอรัญญิกของสุโขทัย, วัดป่าแดงอันเป็นฝ่ายอรัญญิกของเชียงใหม่, วัดป่าเลไลยก็คือ วัดอรัญญิกของสุพรรณภูมิ(สุพรรณบุรี), วัดแก้วของสรรคบุรี เป็นต้น เหล่านี้คือเมืองโบราณสำคัญที่เก่าแก่ขนาดที่เคยมีเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ปกครองมาก่อน ย่อมจะมีระบบแบบแผนเหมือนกัน 


เหตุไฉนกรุงศรีอยุธยาจึงผ่าเหล่าผ่ากอผิดเพศเพียงแห่งเดียว ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ และที่จริงตำแหน่งทิศตะวันตกนอกเกาะกรุงศรีอยุธยาก็มีวัดใหญ่โตรุ่นอยุธยาตอนต้นอยู่แล้ว ที่เราเรียกว่าวัดวรเชษฐ์อยู่กลางทุ่งประเชดทั้งยังจองถนนใหญ่จากชายฝั่งไปถึงตัววัด เพื่อสะดวกในยามหน้าน้ำ กษัตริย์เจ้านายและไพร่พลจะได้ไปมาหาสู่โดยสะดวก เห็นโดยข้อสรุปว่า วัดป่าแก้วก็คือวัดกลางทุ่งประเชดนี้เอง 
และวัดนี้นี่แหละที่พระมหาจักรพรรดิ กับพรรคพวกได้ไปเสี่ยงเทียน แข่งบุญวาสนากับขุนวรวงศาธิราช ซึ่งท่านคายชานหมากปาไปจนเทียนดับกลายเป็นฤกษ์ดี เพราะเป็นที่เร้นลับไกลจากผู้คนมาก เรื่องวัดป่าแก้วกรุงศรีอยุธยานี้ ข้าพเจ้าเขียนไว้หลายครั้ง แต่ก็จำเป็นจะต้องเขียนให้ปรากฏอีกครั้งหนึ่ง เพราะยังมีคนไปตื่นหลง ๆ กับวัดใหญ่ชัยมงคลกันมากนัก ทั้งนี้ด้วยอิทธิพลของคำสันนิษฐานเดิมอันผิดพลาดเลยทำให้ผู้คนหลงผิดกันไป ข้าพเจ้านั้นออกบุกสำรวจด้วยตนเอง และลูบคลำต่อโบราณสถานนั้นเกิน ๕ ครั้งขึ้นไป ได้เห็นความใหญ่โตกว้างขวางและสิ่งก่อสร้างอันประณีตที่แสดงความสำคัญอย่างเยี่ยมยอด ถูกต้องตามตำแหน่งวัดป่าแก้วทุกประการ จึงขอยืนยันไว้อีกครั้งหนึ่งเพื่อยังความถูกต้องให้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย” 

จากสำเนาเอกสาร เรื่อง ๔๐๑ ปี วันสวรรคต พระนเรศวร วีรกษัตริย์รักชาติซึ่งเป็นบทคำกล่าวของพิธีกรตอนหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับวัดวรเชษฐ์ ดังนี้ 
“วัดวรเชษฐ์ ขณะสถานที่สวรรคตยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าอยู่บริเวณไหนกันแน่ การค้นคว้าหาพื้นที่ถวายพระเพลิง การเคลื่อนพระบรมศพ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าตั้งอยู่บริเวณใด แต่เป็นที่เชื่อกันว่า “วัดวรเชษฐาราม” (นอกเกาะ) ซึ่งดูตามชื่อและหลักฐานที่ปรากฏในกฎหมายพระเอกาทศรถ เพื่อการถวายพระเพลิงและเก็บพระอัฐิ อีกทั้งลักษณะของปรางค์ ซึ่งได้รับอิทธิพลของเขมร ม.จ.ชาตรี เฉลิมยุคล บอกว่า มีการสันนิษฐานกันว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ปลงพระศพของสมเด็จพระนเรศวร เพราะมีถนนโบราณออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่นำพระโกศมาตามประเพณีต้องวนเวียนก่อน ๓ รอบ ก่อนจะนำขึ้นมาปลงพระศพ” 


ในหนังสืออธิบายภูมิสถาน กรุงศรีอยุธยา ๔๑๗ ปี กล่าวว่า “สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีความเห็นว่า พระเอกาทศรถเป็นผู้สร้างพระมงคลบพิตร เพื่ออุทิศส่วนกุศล และเฉลิมพระเกียรติให้แก่สมเด็จพระนเรศวรผู้เป็นพระเชษฐาและเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่แก่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งนอกจากสร้างวัดวรเชษฐารามมหาวิหารอันเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี ให้แล้ว” (วัดวรเชษฐารามหลังพระราชวังหลวงข้างวัดวรโพธิ์เป็นวัดเล็กนิดเดียวดูไม่สมพระเกียรติยศเลย ถ้าเป็นจริงน่าจะเป็นวัดวรเชษฐ์ ริมทุ่งประเชด นอกเกาะเมือง) 

ในหนังสืออธิบายภูมิสถาน กรุงศรีอยุธยา ๔๑๗ ปี แลหลังครั้งบ้านเมืองดี ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ แต่ง ชมรมเด็ก หน้า ๒๑๘ ปรากฏชื่อวัดวรเชษฐ์ ในลำดับที่ ๔ อยู่ในกลุ่มวัดร้างด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงศรีอยุธยา เช่นเดียวกับวัดกระชาย(วัดเจ้าชาย) ซึ่งเป็นทะเบียนวัดร้างที่พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เตชะคุปต์) ได้ทำการสำรวจไว้เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ (ร.ศ.๑๒๑) เมื่อครั้งยังเป็นพระยาโบราณบุราณุรักษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าได้ออกทำการสำรวจวัดในพระนครศรีอยุธยา ได้จัดทำบัญชีวัดร้างในอำเภอรอบกรุง (นอกเกาะเมือง) โดยใช้เกาะเมืองเป็นหลักแล้วประกอบทิศทั้งสี่เป็นหลัก ได้แบ่งกลุ่มวัดร้างไว้อย่างชัดเจน 

ปัจจุบัน วัดวรเชษฐ (เกาะนอก) กำลังเป็นที่รู้จักในบรรดาศรัทธาธรรมผู้สนใจปฏิบัติกรรมฐาน 
จึงขอเชิญชวนท่านผู้ใฝ่ธรรมเข้าร่วมการบวชเนกขัมมะปฎิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติบูชาพระคุณ 
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ วัดวรเชษฐ์ ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 



สถานที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อีกแห่งคือสถานที่ทรงกระทำยุทธหัตถี ที่พนมทวน
แหล่งโบราณคดีแห่งนี้สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ช่วงอยุธยาตอนต้น และตอนกลาง ได้พบซากกระดูกช้าง และอาวุธสมัยโบราณ แสดงว่าบริเวณนี้เคยเป็นสนามรบมาก่อน โบราณสถานที่สำคัญ มีดังนี้
เจดีย์ยุทธหัตถี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในสงครามยุทธหัตถี ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับพระมหาอุปราชา มีรูปแบบศิลปกรรมแบบอยุธยา ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลม ก่ออิฐฉาบปูน สูงประมาณ ๗ เมตร ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเจดีย์ ประมาณ ๓๕๐ เมตร มีพระปรางค์ ๑ องค์ และเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุมอีก ๒ องค์ ก่ออิฐฉาบปูน มีลวดลายประดับที่ฐานสิงห์ และที่ซุ้มปรางค์ด้านใต้มีลายประดับเป็นรูปคนในวรรณคดี ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน และประกาศขอบเขต เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ มีพื้นที่ ประมาณ ๖๘ ไร่
ปรางค์และเจดีย์ใกล้กับดอนเจดีย์ อยู่ที่บ้านดอนเจดีย์ ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสงคราม เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยา ประกอบด้วยปรางค์ประธาน และเจดีย์บริวาร ก่ออิฐฉาบปูน รวม ๓ องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ปรางค์ประธานทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุม ถัดขึ้นไปเป็นเรือนธาตุก่อปิดทับ ยอดปรางค์เป็นแบบฝักข้าวโพดมีกลีบขนุนประดับจำนวนมาก ลวดลายปูนปั้นมีความสวยงาม เจดีย์บริวารเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมย่อมุม
เจดีย์วัดบ้านน้อยอยู่ที่บ้านน้อย ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน มีซากวิหารร้าง เจดีย์งาย ซุ้มกำแพง ๒ ชั้น เป็นโบราณสถานสมัยอยุธยา 



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ