กิจการพุทธพานิชครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์พระเครื่องไทย



ณ โอกาสบัดนี้ เห็นทีจะต้องขอแสดงความไว้อาลัยแด่ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งอยู่ภายใต้การคอนโทรลของ ศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์ พระเทพโสภณ หรือพระมหาประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 พธ.บ. Ph.D. ผู้มีกิตติศัพท์เลื่องลือระบือไปทั้งสิบทิศว่าเป็นสุดยอดพระอัจฉริยะแห่งยุค ผู้ซึ่งกำลังภาคภูมิใจในผลงานอภิอมตะมหานิรันดร์กาลว่า ถ้าเสร็จงานสร้างศูนย์กลางการศึกษามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศูนย์ใหญ่ที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งนี้แล้ว มหาจุฬาฯจะมีความดำรงคงมั่นเป็นสถาบันอันแข็งแกร่งสุดยอดแห่งหนึ่งในเซาท์อีสต์เอเชีย แน่ละว่า พระมหาจุฬาฯย่อมจะโกอินเตอร์ถึงระดับลิงค์หรือจอยกับมหาวิทยาลัยดัง ๆ ระดับโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา และเวลานั้นก็จะใครไหนอื่นที่จะยื่นหน้ายื่นคอเข้าจอทีวีเป็นดาราหน้ากล้อง หากไม่ใช่ ศ.ดร.พระเทพโสภณ อา.. ความฝันอันบรรเจิดของพระมหาประยูรนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ เราตามไปดูความฝันของท่านเจ้าคุณกันเป็นประไร
     เริ่มที่เมื่อวาน (27 เมษายน 2547) ข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ในกรอบเล็ก ๆ ข้อความง่ายๆ สั้นๆ เพียง "มหาจุฬาฯ ทวง 500 ล. เซียนพระ" และพลิกอ่านในเนื้อหาของข่าวก็ได้ความว่า
      เริ่มเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ณ ศาลาภัททจารี คณะ 11 วัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร ไม่ทราบเวลาว่ากี่โมง ได้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือในการจัดหาทุนสร้างอาคารหอประชุม (ธรรมบริการ) 48 พรรษา มหาวชิราลงกรณ์ ในโครงการก่อสร้างศูนย์กลางการศึกษามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ อาคาร เช่น อาคารพิพิธภัณฑ์พระไตรปิฎก อาคารบริหารสำนักงานอธิการบดี อาคารสำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารหอพักอาคันตุกะ 92 พรรษาปัญญานันทะภิกษุ อาคารหอฉัน อาคารมหาจุฬาบรรณาคาร เป็นต้น
     โครงสร้างและโครงการทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้เริ่มพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 จนกระทั่งวันนี้ก็มีข่าวทั้งดีและเสียออกมาเรื่อยๆ ว่า โครงการก้าวหน้าไปมากเกิน 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะจัดปอยหลวงได้ อีกกระแสหนึ่งก็ระบุว่า พระผู้บริหารและคณาจารย์ในมหาจุฬาฯช่วงนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าอยู่ที่วัดมหาธาตุเยอะเลย สงสัยคงจะฉันหัวคิวหางคิวอิฐหินดินทรายในโครงการก่อสร้างวังน้อยไปไม่น้อย ซึ่งทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐก็เคยเอาข่าวมาวิเคราะห์เจาะลึก แต่ว่าคงจะใช้สว่านเล็กไปหน่อย เลยเจาะข่าวได้แค่เปลือกหรือกระพี้เท่านั้น
     แล้วจู่ๆ เมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์ข่าวสดก็จับเอาเรื่องนี้มาเล่น เป็นโครงการสร้างพระเครื่องครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ นั่นคือ การจัดสร้างเหรียญรูปเหมือนพระพุทธโสธรหรือหลวงพ่อโสธร พระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแปดริ้วหรือจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งว่ากันว่าท่านร่ำรวยที่สุด มีโบสถ์นั่งสมาธิราคานับพันล้านบาท
     โครงการก่อสร้างของมหาจุฬาฯที่วังน้อยนั้น เคยขอความอุปถัมภ์ ขอรับการอนุเคราะห์ จนถึงขอรับการบริจาค จากหลายแห่งหลายหน่วยงาน ทั้งจากรัฐบาล จากเอกชน จากพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกษุ) วัดชลประทานรังสฤษฎิ์ พระวิสุทธาธิบดี วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นต้น และได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย
      "แต่เงินมันยังไม่พอ" เป็นปัญหาค้างคาสมองของเจ้าคุณประยูรกลางวงฉันเพล ที่เคี้ยวแต่ละคำแทนที่จะพิจารณาถึงอนาคตทางการศึกษาของพระสงฆ์องค์เณร ท่านกลับมองเห็นแต่ยอดช่อฟ้าใบระกาที่ปลิวไสวล้อลมเล่นเป็นสง่า สามารถฉายสไลด์นำไปโชว์เป็นวิชั่นของท่านผู้นำได้ ท้ายที่สุดจึงต้องหาทางหาเงินมาอย่างบ้าเลือดด้วยการขอความช่วยเหลือจากสุดยอดเซียนพระแห่งยุค นายสิทธิกร บุญฉิม !
     และนั่นเองจึงเป็นที่มาของอภิอมตะมหาพันธสัญญา ณ ศาลาภัททจารี วัดสุทัศน์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปีกลาย และกลายเป็นอภิอมตะมหาตำนานว่า ท่านศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์และอีกนับร้อยด๊อกเตอร์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ "โดนดี" คือถูกไอ้หนุ่มกระป๋อง เด็กวัดสุทัศน์เสาชิงช้าล้วงตับล้วงไตไปขายกิน ได้เงินถึง 1,000 ล้าน อ่านว่า หนึ่งพันล้านบาท !
     เรื่องของเรื่องก็เนื่องจากว่า ในโครงการจัดสร้างพระกริ่งจักรพรรดิของวัดสุทัศน์ที่ผ่านมานั้น ทางมหาจุฬาฯ รับทรัพย์มาเนื้อ ๆ กว่า 85 ล้านบาท ทำให้อาคารหอฉันสูง 4 ชั้น สำเร็จเหมือนเสกได้ด้วยฤทธิ์ของพระกริ่งจักรพรรดิ ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ มีนายสิทธิกร บุญฉิม เป็นประธานในการจัดหาทุน (คือสร้างพระและจำหน่าย) พระเทพโสภณรอสวดชะยันโตอย่างเดียวก็สำเร็จรับทรัพย์เน็ตๆ แบบ Take it easy แล้ว
     ทีนี้ก็มาถึงอาคาร มวก.48 พรรษา ทางมหาจุฬาฯ เริ่มเห็นแล้วว่า ถ้าจะหาผ้าป่าสามัคคีคงต้องพิมพ์ซองแจกฎีกาอีกซักห้าพันล้านซองจึงจะได้เงินเป็นแสนเป็นล้านดังหวัง แต่ก็ลำบาก เพราะใครก็ไม่อยากรับซองเปล่าเอาไปใส่เงินมาให้ ทางที่ง่ายที่สุดนั้นเห็นมาแล้ว ไม่แคล้วต้องสร้างพระ และพระอะไรในเมืองไทยที่สร้างแล้ว 1.ไม่ขาดทุน และ 2.ได้เงินตามปรารถนา ถามไปถามมา ชื่อของหลวงพ่อโสธรก็ถูกจับใส่ในโบชัวร์ เริ่มกิจการพุทธพานิชครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์พระเครื่องไทย
     200 ล้าน ! คือเป้าหมายในมหกรรมสร้างหลวงพ่อโสธรครั้งนี้ ตรงนี้เลยมีปัญหาถามว่า"สร้างพระพุทธโสธร แล้วมันไปเกี่ยวข้องอะไรกับนายสิทธิกงสิทธิกรนั่น ซึ่งเล่นเป็นแต่พระสายวัดสุทัศน์" คำตอบก็คือ อ๋อ เจ้าคุณประยูรแกหลงคารมไอ้ตี๋นี่ แบบวัวเคยขาม้าเคยขี่ ก็เลยไหว้วานให้มาช่วยในโครงการนี้ในฐานะประธานจัดงานหาทุน จนเรื่องดำเนินไปถึงการจดปากกาเซ็นต์สัญญาดังว่านั่นแหละ
     ทีนี้เราจะเข้าไปในรายละเอียดของการสร้างพระในแต่ละโครงการว่ามีอะไรบ้าง นี่ว่ากันตามกระบวนการนะ คือว่า การสร้างพระในแต่ละรุ่นนั้น วัตถุประสงค์ชัวร์ๆ ก็คือ ต้องการให้ได้เงินตามเป้าหรือเกินเป้ายิ่งดี แต่ที่นี้ว่าต้องมีวิธีการหลายอย่างเพื่อสร้างศรัทธาให้แก่สาธุชน เมื่อคนเขาเชื่อ รับรองว่า "เท่าไหร่ก็ไม่เหลือ" เพราะพระเครื่องเป็นเรื่องของศรัทธา ไม่ใช่เรื่องของปัญญา แต่เชื่อเถอะ ขนาดปัญญาชนคนระดับพระเทพโสภณก็จนปัญญาถึงกับต้องขอใช้บริการทางศรัทธานี้มาหลายรอบแล้ว ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่
      "เท่าไหร่ ?" นั่นคือปัญหาแรกที่จะถามกันระหว่างกรรมการสร้างพระ ถ้าจะเอาซัก 100 ล้าน ก็ต้องวางกันตั้งแต่ รูปแบบของพระ พิธีกรรม และสถานที่ ซึ่งต้องพิจารณากันว่า
     1. หลักการและเหตุผล เป็นศัพท์สากล สมัยก่อนเขาใช้กันในห้องเรียน แต่ภายหลังมารู้สึกว่ามันจะงาม เลยตามไปใช้กันในโครงการต่างๆ ต้องอ้างที่ไปที่มาของโครงการให้ชัดเจน เพื่อจะย้ำให้คนเขาเข้าใจไม่ไขว้เขว เรื่อยไปจนถึงวิธีการที่จะทำ ที่มาของรายได้ ระยะเวลาดำเนินการ และเป้าประสงค์ของโครงการว่าต้องการเงินซักเท่าใด
      2. ชื่อนั้นต้องขายได้ เช่น ถ้าเป็นพระพุทธรูปก็ต้อง หลวงพ่อโสธร พระพุทธชินราช พระแก้วมรกต พระไพรีพินาศ วัดบวร ฯลฯ รูปพระสงฆ์ในอดีตก็ต้อง หลวงปู่ทวดมาเป็นอันดับที่ 1 ครูบาศรีวิชัยไล่ติดมาเป็นอันดับ 2 หรือหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร นี่อาจจะเป็น 2 หรือ 3 แล้วแต่โครงงานและการโปรโมท ส่วนพระสงฆ์นั้น สมัยก่อนก็สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช ก็ขายได้ แต่ตอนหลัง หลังจากมีข่าวพระลิขิตและห้องกระจกออกมาบ่อย กระแสเลยค่อยๆ จมลง หลวงพ่อคูณตอนแรกก็แรง แต่ตอนหลังออกมากไปเลยล้นตลาด อย่างคาราบาวก็สร้างรุ่น "กูให้มึง" อย่างนี้คงขายไม่ออก นอกจากนั้นก็อาจจะสร้างพระย้อนยุค เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พระหลวงปู่ทวด เป็นต้น แต่พวกย้อนๆ นี่ย้อนบ่อยก็ไม่ได้ เพราะคนเขาเบื่อง่าย ขืนย้อนมากๆ เข้า ก็จะย้อนมาเข้าตัวเข้าเนื้อให้เจ็บกระดองใจไปอีกนาน
       3. รูปแบบของการจัดสร้าง จะสร้างเป็นอะไร พระกริ่ง เหรียญ รูปหล่อ พระบูชา ฯลฯ ว่ากันถึงเนื้อ มีเนื้อทองคำ นาก เงิน นวะ ทองแดง และฝาบาตร หรืออาจจะเป็นพระผงหรือเนื้อดิน
     4. สถานที่ปลุกเสก นี่สำคัญสุดยอด เพราะถ้าโบสถ์ไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว รับรองว่าของเหลือ โบสถ์สำคัญในเมืองไทยที่พอจะหาเงินจากการปลุกเสกพระได้นั้นมีดังนี้
      4.1. โบสถ์วัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เป็นของหลวง การขออนุญาตย่อมยากมาก ใครเส้นไม่ใหญ่จริงๆ ก็อย่าหวังว่าจะได้เข้าไปทำพิธีกับเขา เอาแค่ของฝากเข้าร่วมพิธีได้ก็นับว่าสุดยอดแล้ว
     4.2 โบสถ์วัดระฆัง ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เคยใช้เป็นที่ปลุกเสกพระสมเด็จวัดระฆังอันเป็นสุดยอดพระเครื่องเมืองไทย ใครได้ใช้โบสถ์นี้ทำพิธีปลุกเสกก็ปิดประตูขาดทุนได้เลย
     4.3 โบสถ์วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี สถานที่อันอาจารย์ทิมและอาจารย์นองสองสหายเคยใช้ทำพิธีปลุกเสกพระหลวงปู่ทวดรุ่นแรก ปี 2497 มาสำเร็จเป็นสุดยอดพระสมเด็จเมืองใต้แล้ว เสกพระที่วัดช้างไห้รับรองไม่ต้องร้องไห้ ว่าแต่ค่าเปิดประตูนั้นว่ากันว่าเรียกกันถึงหลัก 10 ล้านขึ้นไป
     4.4 โบสถ์วัดโสธร วัดนี้โบสถ์นั้นไม่สำคัญเท่าใด แต่พระปูนปั้นที่ชื่อหลวงพ่อโสธรนั้นต่างหากที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะคนเขาเคารพนับถือมาก หลวงพ่อโสธรอยู่นอกโบสถ์ ถ้าได้ปลุกเสกต่อหน้าพระพุทธโสธร อะไรๆ ก็ขายออก
    เมื่อหาทุน หารูปแบบ และหาสถานที่ได้แล้ว ก็ยังต้องไปถึงนายช่างผู้ทำการแกะบล็อคพระ ช่างในเมืองไทยก็มีมาก หากแต่ที่มีจรรยาบรรณจริง ๆ นั้นหายาก ส่วนมากถ้าเงินสั่งก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่ว่าพระเสริมพระปลอม แถมยังต้องพิจารณาถึงฝีมืออีกด้วยว่าได้ระดับหรือเปล่า ไม่ใช่แกะพระโสธรออกมาเป็นพระงั่ง ถ้างั้นยุ่งแน่ๆ
     เมื่อได้อะไรๆ ทั้งหมดเหล่านี้แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการระดมทุนอย่างแท้จริง นั่นก็คือ การโฆษณาเชิญชวนให้คนจองเช่าบูชา ซึ่งต้องมีงบโฆษณาอีกไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน ว่ากันในความเป็นจริงแล้ว งบโฆษณาถ้ายิ่งสูง ผลตอบแทนก็ยิ่งได้มาก หากแต่ถ้าอะไรๆ ก็ดีหมด แต่ถ้างดโฆษณา รับรองว่าของเหลืออยู่กับหลวงพ่อเต็มโบสถ์แน่ สปอตที่ยิงลงหน้าหนังสือพิมพ์และหนังสือพระจนถึงในทีวีแต่ละชุดนั้นว่ากันตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน ยิ่งเป็นสี่สีหรือปกหน้าปกหลัง หน้ากลางทั้งคู่ หรือทำโปสเตอร์แจกอย่างดีแบบมหาจุฬาทำแจก งบประมาณก็บานปลายไปตามแรงเหวี่ยง เจ้าตัวนี้แหละที่จะชี้วัด "จำนวน" ของ "ของ" ที่จะออกมาในแต่ละล็อตว่า "มาก" หรือ "มากกว่ามาก" ไอ้เรื่องน้อยๆ นั้นอย่าไปถามถึง จึงมีคำถามว่า ในแต่ละครั้งนั้นมีการสร้างพระทุกเนื้อ ทุกประเภท ประมาณกี่คันรถสิบล้อ ตอบแล้วอย่าตกใจ ว่ากันว่าตั้งแต่ 5 ถึง 10 คัน ขึ้นไป ไม่งั้นถึงจะไม่ขาดทุนแต่กำไรก็จะน้อย ถ้าจะทำแบบเดิมอีก ก็ต้องขึ้นหุ่นโครงการและงบประมาณให้บานปลายเป็นรอบใหม่ แล้วใครจะไปทำ สู้อัดๆ พิธีเข้าไปในรอบแรกนี่แหละ ถ้าสินค้าติดตลาดของมากเท่าไหร่ก็ไม่มีใครสังเกต แต่ถ้าตลาดวายถึงของมีน้อยก็จะพลอยเป็นมาก นี่ว่ากันถึงกระบวนการเตรียมพร้อมสำหรับการทุ่มตลาดในเวลาน้ำขึ้น การโฆษณาให้พระติดตลาดจึงสำคัญที่สุดในกระบวนการการสร้างพระ
     ต่อมาก็เรื่องการเงิน ซึ่งก็ต้องว่ากันตั้งแต่เงินทุน ถ้าเป็นการลงทุนระหว่างกลุ่มนักธุรกิจ เขาก็จะใช้วิธีเข้าหุ้นหรือลงขัน กำไรที่จะได้ก็ต้องว่ากันตามสัดส่วน ส่วนวัดไหนให้คนนอกร่วมจอย ก็ต้องใช้ระบบวัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง หรือบางที่กรรมการอาจจะได้มากกว่าวัด เพราะจัดเจนกว่าหลวงพ่อ แต่ถ้าว่าไม่มีก็อาจจะต้องอาศัยหยิบยืมทางธนาคาร ซึ่งก็ต้องยืมโฉนดที่ดินของโยมผู้ใจบุญไปประกันไว้ก่อน เพราะที่วัดนั้นท่านห้ามมิให้เอาไปจำนอง สำหรับรายการของมหาจุฬานัดนี้มิทราบว่ามีงบของกลางมาบริหารหรือเปล่า ?
     ตรงนี้แหละที่น่าสนใจ เพราะไม่มีใครบอกว่า งบประมาณในการสร้างพระพุทธโสธรรุ่นจารึกนามสกุลบนหลังพระของมหาจุฬาในครั้งนี้มีมาจากไหน ใช้เงินใคร เจ้าคุณประยูรลงขันไปกี่พัน รองอธิการบดีมีบั๊ดเก็ตช่วยคนละเท่าไหร่ แต่ตามความเข้าใจของผู้เขียนแล้ว คาดว่าทางมหาจุฬาฯน่าจะเล่นกลวิธี "จับเสือมือเปล่า" จะเอาแต่กำไร หมายความว่า ทำอย่างไรก็ได้ขอแต่ให้ได้กำไรสุทธิโดยไม่ต้องควักย่าม ก็จึงขอให้นายสิทธิกร บุญฉิม มาเป็นประธาน ซึ่งต้องรับผิดชอบตั้งแต่หาทุนและหากำไร ตามสไตล์ของพระที่ไม่เคยคิดลงทุน มีแต่จะเอาลูกเดียว ซึ่งตรงนี้นี่เองที่คิดว่าน่าจะเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของมหาจุฬานัดนี้ ทำให้ท่าน ศ.ดร.เสียมวย แพ้ทางเด็กเรียนไม่จบอนุปริญญา
     "ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ขนาดเจ็กยังต้องลงทุนเลย" เป็นอมตะสุภาษิต ซึ่งพระเทพโสภณน่าจะสนใจเรียนและสมัครเป็นหลักสูตรแรก หลังจากได้ศาสตราจารย์สาขาปรัชญาแล้ว ว่ากันตามความเป็นจริง บุญนั้นใคร ๆ ก็อยากทำ แต่เรื่องกำไรถ้าได้พ่วงมากับบุญ ก็จะทำให้ได้กำลังใจ แถมยังจะได้หน้าได้ตาอีก สิทธิกรคงคิดเช่นนี้ เสียทีแต่ว่าพระเทพโสภณมัวอ่านตำราปรัชญาโมน่าลิซ่ามากไปหน่อย เลยมองไม่เห็นปรัชญาในใจของสิทธิกร จึงยอมยกอำนาจในการประกาศโครงการ การระดมทุน และที่สำคัญก็คือ อำนาจในการบริหารทรัพย์สินที่ได้จากการจำหน่ายพระทั้งหมดให้แก่นายสิทธิกร บุญฉิม ขอเพียงกำไร 200 ล้านให้มหาจุฬาเท่านั้นพอ ส่วนการขาดทุนนั้นเป็นเรื่องที่มหาจุฬาไม่สามารถรับผิดชอบได้ ไหมล่ะ หัวด๊อกเตอร์ เอ๊ย หัวหมอไหมพระไทยเรานี่
    ก็ตรงนี้ไง "เมื่อได้จะเอา แต่เมื่อเสียไม่ยอมเสีย" คนอย่างสิทธิกรนั้นถ้าไม่เป็นเจ๊กก็ต้องเป็นยิว เขาไม่โง่ถึงขนาดจะทำบุญโดยเอาอนาคตของตนเองไปเสี่ยงกับเงินเป็นร้อยๆ ล้านหรอก ต้องมองออกแล้ว่า "ได้แน่" แต่จะได้เท่าไหร่นั้นมันอยู่ที่ "ฝีมือ" กับประสพการณ์การสร้างพระกริ่งคลองด่าน พระกริ่งจอมไทย และพระกริ่งจักรพรรดิ ที่ผ่านมานั้น สามรายการนี้มีเงินผันผ่านมือแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้าน รวมทั้งเครดิตจากสังคมอีกอื้อ จะถือหรือหยิบยืมแบงค์ไหนก็คงง่ายเหมือนปลอกกล้วย คิดสะระตะดังนี้สิทธิพรจึงยอมรับงานใหญ่ โดยใช้ศาลาภัททจารี วัดสุทัศน์ เป็นสถานที่นัดหมายลงนามมอบอำนาจ
      นั่นเป็นกระบวนการทั้งสิ้นทั้งปวงในการสร้างพระเครื่องทุกรุ่น แต่ที่ออกชื่อรุ่นสลักชื่อประจำตระกูลนั้นเพราะมุ่งจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ
     ถามว่า ทางมหาจุฬาฯ กลัวไหม ? ว่านายสิทธิกรจะเบี้ยว, ตอบว่า ก็กลัวอยู่เหมือนกัน แต่คนมันเคยร่วมงานกันมา 85 ล้านที่สร้างหอฉันเสร็จไปนั้นก็สิทธิกร งานนี้เห็นทีต้องพึ่งสิทธิกรอีก ถามอีกว่า "ถ้าสิทธิกรเบี้ยวล่ะ ?" พระเทพโสภณก็ตอบแบบนักปรัชญาว่า "ไม่น่าจะเบี้ยว เพราะนี่เป็นโครงการใหญ่ แถมยังเกี่ยวเนื่องถึงเชื้อพระวงศ์อีก ใครเบี้ยวก็คงเสียวคอ" นั่นเป็นไม้เด็ดและไม้ตายที่ทางมหาจุฬาฯ วางกับดักเอาไว้
     ส่วนสิทธิกรนั้นถามว่า เขามั่นอกมั่นใจอะไรว่าโครงการงานนี้จะขายได้ จึงยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัวมากมายขนาดนั้น ? งานนี้เห็นทีจะต้องบอกว่า "ไอ้หนูนี่ไม่ธรรมดา" คือถ้าไม่บ้าก็คงต้องกินดีปลีเป็นอาหารว่าง เพราะว่าโครงการมันตั้งพันล้าน มหาจุฬาฯ ทุบโต๊ะจะเอากำไรไปเน็ตๆ แค่ 200 ล้าน แถมยังระบุอีกว่า "ถ้ามีเงินเหลืออีกก็จะขอเพิ่ม" ส่วนว่าเงินจะมาจากไหน สังฆทานเบอร์อะไรนั้น ท่านไม่รับทราบ คงนึกว่าสิทธิกรเสกเงินได้เหมือนใบไม้ในกำมือละกระมัง นี่แหละสิทธิที่ไม่เป็นธรรม
     แต่สิทธิกรก็มองออกแล้วว่า โครงการนี้ขายได้แน่ เพราะ
1. เจตนาดี มีวัตถุประสงค์ชัดเจน คือจะสร้างอาคาร มวก. 48 พรรษา ซึ่งอักษรย่อว่า"มวก." นั้นทุกท่านก็ทราบดีว่า เป็นพระนามย่อของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ซึ่งทรงประทานอนุญาตให้ใช้พระนามเป็นชื่อของอาคารดังกล่าวได้ จึงเลยกลายเป็นชื่อของโครงการสร้างพระเครื่องในพระราชูปถัมภ์ไปด้วย แน่ละ การเข้ารับตำแหน่ง "ประธานจัดหาทุนทรัพย์" ของสิทธิกรในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
2. โปรเจ็คดี เพราะพุทธโสธรนั้น ช่วงหลังมานี้ยังไม่มีใครบูม วัดปากน้ำบูมแล้ว วัดช้างไห้บูมแล้ว วัดบางคลานบูมแล้ว วัดระฆังก็บูมหลายชุดจนหยุดบูม เหลือจริงๆ ก็เพียงหลวงพ่อโสธรนี่แหละ ได้โปรเจ็คนี้ว่า วัดพระแก้วที่ว่าแน่ ๆ ก็ยังแพ้โสธร เพราะพระแก้วฉันแต่ไข่ไก่ แต่หลวงพ่อโสธรรับบนทั้งข่ต้มทั้งนางรำ แถมบนง่ายด้วย "จุดขาย" จึงสบายกว่าพระแก้วมรกต
     แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ การสร้างพระในแต่ละชุดนั้น เขายังต้องใช้ "เทคนิก" ในทุกกระบวนท่าเพื่อเรียกร้องความสนใจให้คนควักเงินซื้อ เช่นตั้งชื่อว่า รุ่นแรก รุ่นสุดท้าย รุ่นทิ้งทวน รุ่นพิเศษครบรอบอายุ รุ่นแซยิด ฯลฯ ตามแต่จะหาคำโฆษณาโก้ๆ ให้คนติด สิทธิกรจึงเพิ่มความขลังให้หลวงพ่อโสธรรุ่นนี้ด้วยวิธีการอันแปลกประหลาด คือใครสั่งจองก็ให้ใส่ชื่อ-นามสกุลไว้ด้วย จะได้เขียนใส่หลังเหรียญ แถมยังจะนำชื่อไปจารึกไว้ในศาลาที่ว่านี้อีกต่างหาก เป็นประกาศนียบัตรแบบสองเด้ง ห้อยเหรียญติดคอไปไหน เจอใครก็ควักให้ดู แถมโฆษณาว่า "นี่เป็นเหรียญประจำตระกูลนะ ฉันไปช่วยสร้างศาลามหาจุฬา ยังมีชื่อจารึกอยู่ที่วังน้อยเลย ไม่เชื่อไปดูได้" และ "จะอยู่ต่อไปตราบชั่วกัลปาวสานต์" นั่นเป็นหมัดเด็ดของสิทธิกร ซึ่งอาจจะก็อปปี้มาจากวัดเจดีย์ทรงจานบินที่คลองสาม เพราะที่นั่นก็มีการสร้างพระประจำตัว จนยอดจองล้นเจดีย์ทะลักเข้าไปในพระอายตนนิพพานแล้ว
     "เปิดตัว คนจองล้นหลาม แค่เดือนเดียวได้กำไรแล้วกว่า 200 ล้าน !" นั่นคือคำยืนยันจากแหล่งข่าว คิดสะระตะง่ายๆ ว่า ถ้าพระชุดนี้ลงทุนทั้งหมดทั้งสิ้นซัก 300 ล้าน โดยกะจะเอากำไรหนึ่งเท่าตัวคือ 300 ล้าน เวลา 1 เดือน ต้องมีเงินเข้าบัญชีนายสิทธิกรแล้วไม่ต่ำกว่า 600 ล้าน มันอะไรจะปานนั้น
     กระแสที่ทำให้พระเครื่องชุดนี้ "แรงมากที่สุด" อีกกระแสหนึ่งก็คือ "คำสั่งมหาเถรสมาคม ห้ามมิให้พระสงฆ์สร้างวัตถุมงคลโดยไม่ได้รับอนุญาต" แต่สำหรับรายการนี้ดูเหมือนจะเป็นข้อยกเว้น เพราะประกาศโครงการออกมาก่อนที่มหาเถรสมาคมจะมีมติ และเป็นเรื่องสร้างมหาวิทยาลัย เป็นสมบัติส่วนกลางของคณะสงฆ์ เชื่อแน่ว่าจะไม่เข้าพกเข้าห่อใคร แถมยังอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ คำสั่งดังกล่าวจึงเท่ากับเพิ่มความนิยมให้พระชุดดังกล่าวอีกหลายเท่าตัว เพราะคนเขาคิดตามตลาดว่า ต่อไปนี้คงไม่มีพระในเมืองไทยออกพระใหม่อีกแล้ว และพระโสธรรุ่นนี้แหละจะมาแรงแซงทางโค้ง เก็บกักตุนไว้เถอะ รับรองรวยยิ่งกว่าเล่นหุ้นของบริษัทชินวัตรแน่ กระแสที่ว่านี้ชี้นำจนยอดจองพระเครื่องชุดดังกล่าวพุ่งทะลุเป้า1,000 ล้านอย่างรวดเร็ว รวมเวลาแล้วไม่น่าจะเกิน 5-8 เดือน โห..เห็ดนางฟ้าที่ว่างอกไวแล้วยังสู้หุ้นหลวงพ่อโสธรไม่ได้
     แต่ก็อย่างว่าแหละ เมื่อข่าวออกไปว่าได้เงินเกิน 200 ล้านแล้ว ผู้คนก็คิดว่า เงินกองทุนหมู่บ้านที่ยืมมาเช่าพระนั้น คงจะเข้ามหาจุฬาฯกลายเป็นกำแพงแก้ว ปิดบังลมแดดและสัตว์เลื้อยคลาน เป็นสถานที่อันอบอุ่นและสุขสบาย ให้พระลูกเณรหลานได้ศึกษาเล่าเรียนสมกับศรัทธาที่รอคอยไปเรียบร้อยแล้ว แต่กลับปรากฏว่า ทางมหาจุฬาฯ ยังไม่ได้รับเงินจากประธานการหาทุนคือคุณสิทธิกรเลยแม้แต่สตังค์เดียว แถมยังมีข่าวออกมาอีกว่า สิทธิกรจะเปิดให้บูชาพระโสธรรุ่นนี้อีกเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อทิ้งทวน ในวันที่ 30 เมษายน คือมะรืนนี้ แสดงว่าต้องมีพระเหลือในสต๊อกอีกไม่น้อย แล้วไหนล่ะบอกว่าได้ทั้งทุนทั้งกำไรเกินเป้าแล้ว สิทธิกรเอาพระที่ไหนมาขายอีก ?
    "แล้วเงินที่จะให้ 200 ล้านมันเอาไปไหน" กรรมการในมหาจุฬาฯ แชร์คำถามบนโต๊ะประชุม จนกระทั่งมหาจุฬาฯร้อนใจ ถึงกับให้ ผศ.ดร.ชาติชาย พิทักษ์ธนาคม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ออกหนังสือเลขที่ ศธ 6100.1/610 ถึงประธานคือนายสิทธิกร บุญฉิม ขอเงินตามสัญญามาให้มหาจุฬาฯ เสียดีๆ ไม่งั้นวันที่ 30 เมษายนนี้จะมีรายการประหารทางการเมืองเกิดขึ้น
     ข่าวที่ออกไปเป็นที่ตกอกตกใจกันทั่วหน้า ที่น่าเศร้าใจก็คือว่า ถ้าว่ากันถึงความเป็นจริงแล้ว มหาจุฬาน่าจะจัดการงานนี้ได้ด้วยตนเอง โดยเชิญนายสิทธิกรหรือใครๆ ที่มีประสพการณ์ในการสร้างพระมาเป็นคณะที่ปรึกษา มหาจุฬาฯ น่าจะตั้งกองงานพิเศษเข้ามารับงานนี้ เพราะมีบุคคลาการล้นประเทศ สาขาก็มีกว่า 3 หมื่นวัด เปิดบัญชีกลางของมหาจุฬาฯขึ้นมา ให้คนโอนเงินเข้าโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านมือของนายสิทธิกรเลย น่าจะได้ความเชื่อถือจากสาธุชนมากกว่านี้อีก แต่เพราะความ "ไม่เป็นงานของอธิการบดีคือพระเทพโสภณผู้เก่งแต่ปรัชญา" นั่นเอง เรื่องที่ควรจะเป็นเรื่องเลยไม่เป็นเรื่องและบานปลายกลายพันธุ์ไปเป็นเช่นนี้
     ถามว่า นายสิทธิกรมีเจตนาจะโกงมหาจุฬาฯอย่างนั้นหรือ ? ตอบแบบเดาๆ ว่า "น่าจะไม่"แต่เรื่องเงินนั้นมันไม่เข้าใครออกใคร ไม่มีใครรู้ว่า ทางมหาจุฬาไปตกลงกับนายสิทธิกรว่ายังไง จะให้ส่งเงินเมื่อไหร่ ถ้าไม่มีกำหนดก็ถือว่าโง่ตายชัก แต่ถ้าถึงกำหนดแล้วเขายังไม่เอามาให้ อย่างนี้ก็ควรทวง ถ้าว่าไม่ถึงกำหนดแล้วไปทวงเงินเขาก่อน อย่างนี้ก็มีปัญหา แต่ปัญหาวันนี้มันกลายเป็นว่า "นายสิทธิกรกลายเป็นนายฆาตกรทางสังคมไปแล้ว"
     วันพรุ่งนี้เราคงได้ข่าว ถ้านายสิทธิกรไม่ตายไปเสียก่อน ก็คงต้องรีบนำเงินไปถวายพระซึ่งนั่งรอทวงตังค์อยู่ แต่ไม่รู้ว่าสีหน้านั้นจะแสดงออกมาอย่างไร จะเหมือนเมื่อยกมือไหว้ในศาลาภัททจารีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม งานที่ออกมาทั้งหมดขอประมวลว่า เป็นความผิดพลาดและบกพร่องอย่างใหญ่หลวงขององค์กรทางศาสนาที่ชื่อ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อันมีพระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตโต) เป็นอธิการบดี คุมอำนาจสูงสุด
    มันแสดงถึงสมรรถภาพในอีกด้านหนึ่งของ ศ.ดร.พระเทพโสภณ ว่ายอดเยี่ยมกระเทียมดองเพียงใด กะแค่สร้างพระหาเงินเพียง 200 ล้าน ท่านก็ทำไม่เป็น ต้องให้ใครต่อไปเอาไปขายไปหากำไรต่อ ต่อภาพลักษณ์ของมหาจุฬาฯ ที่ออกมาแบบบิดเบี้ยวเช่นนี้ ขอถามทีว่า ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร 
กรรมที่ทำ ศาลตัดสินจำคุก"สิทธิกร บุญฉิม"ฉ้อโกงหลอกเช่าพระสมเด็จเหนือหัวกว่า1.6ล้านองค์ โฆษณาลวงทำจากมวลสารดอกไม้พระราชทาน 


ที่ห้องพิจารณาคดี 807 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก วันนี้(31 มีนาคม) เวลา 09.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.2358/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสิทธิกร บุญฉิม หรือเสี่ยอู๊ด อายุ 38 ปี และบริษัทไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด โดยนายสิทธิกร บุญฉิม ในฐานะกรรมการผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1- 2
ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโฆษณาโดยใช้ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า และโดยใช้ข้อความที่ใช้หรืออ้างอิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์โดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม, ร่วมกันใช้เครื่องหมายราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต และเลียนเครื่องหมายราชการให้ปรากฏที่วัตถุหรือสินค้าใดๆ 
กรณีระหว่างเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2550 จำเลยทั้งสอง ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยโฆษณาเผยแพร่ว่าจัดสร้างพระเครื่องที่ใช้ชื่อว่า "พระสมเด็จเหนือหัว" โดยสร้างจากมวลสารดอกไม้พระราชทานและผ้าไตรพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อจัดสร้างพระคราวนี้เป็นการเฉพาะ และยังนำตราเครื่องหมายพระมหามงกุฎที่เป็นเครื่องหมายราชการของสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง และเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดินมาพิมพ์ประทับไว้ที่ด้านหลังพระสมเด็จเหนือหัวทุกองค์
ศาลพิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย 50 คน เบิกความทำนองเดียวกันว่า ได้เช่าพระสมเด็จเหนือหัวจากสถานที่ต่างๆ เพราะหลงเชื่อในประกาศโฆษณาว่าสร้างจากดอกไม้พระราชทาน โดยมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ในพระราชบรมราชูปถัมภ์โดยมีพระมงกุฎประทับไว้ที่ด้านหลังพระสมเด็จเหนือหัว จึงทำให้เข้าใจว่าจัดสร้างจากพระมหากษัตริย์และสำนักพระราชวังซึ่งต้องการเช่าเพื่อนำไปบูชา แต่เมื่อมีข่าวว่าการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับสำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ และพระมหากษัตริย์ จึงได้มาร้องทุกข์แจ้งความ 
ส่วนเนื้อหาในคำโฆษณาที่จำเลยทั้งสองจัดทำขึ้นอ้างว่า การจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัวโดยมูลนิธิ ดังกล่าว เพื่อนำเงินไปสร้างอุโบสถ "สองกษัตริย์" ถวายเป็นพระราชกุศล และยังมีข้อความระบุว่า ใช้มวลสารดอกไม้พระราชทานนั้น พระวิสุทธาธิบดี พยานโจทก์ เบิกความว่า เป็นประธานมูลนิธิ ฯ มีความต้องการสร้างพระอุโบสถสองกษัตริย์จริง ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จ.ราชบุรี และทำหนังสือลงลายมือชื่อให้จำเลยทั้งสองดำเนินการ ย่อมทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจว่ามูลนิธิ ฯ ให้หาเงินจัดสร้างอุโบสถ 
ซึ่งการโฆษณาด้วยข้อความว่าจะนำเงินไปสร้างอุโบสถนั้นจึงไม่เป็นการหลอกลวงประชาชน แต่การที่จำเลยนำข้อความว่าได้รับดอกไม้พระราชทาน เป็นมวลสารสร้างพระสมเด็จเหนือหัวตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์หลายฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2550 และมีตราพระมงกุฏเพื่ออ้างอิง ถึงพระมหากษัตริย์นั้นเพื่อให้เข้าใจว่าพระสมเด็จเหนือหัวที่จัดสร้างเกี่ยวข้องพระมหากษัตริย์ ทั้งที่จำเลยทราบดีว่า หากประชาชนเชื่อว่าการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัวนั้นเกี่ยวข้องพระมหากษัตริย์แล้วประชาชนยอมเช่าพระดังกล่าวกว่า 1.6 ล้านองค์ 
นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า เชื่อว่าคำโฆษณาที่ว่ามวลสารได้มาจากดอกไม้พระราชทานนั้นน่าจะเกี่ยวข้องพระมหากษัตริย์ ทั้งที่ความจริงแล้วการใช้ดอกไม้พระราชทานไม่มีการขออนุญาตจากสำนักพระราชวัง และสำนักราชเลขาธิการ จึงเป็นการหลอกลวง ประชาชน โดยการปกปิดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งการจัดสร้างและการตั้งชื่อพระ การออกแบบโฆษณา ล้วนเป็นความคิดของจำเลยทั้งสองทั้งสิ้น 
ขณะที่ดอกไม้พระราชทานนั้น ต้องเป็นดอกไม้ที่ใช้เฉพาะงานใดงานหนึ่งเท่านั้น การใช้หรือมอบให้ต่อไม่ถือเป็นดอกไม้พระราชทาน ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้ขอดอกไม้พระราชทานจากพระวิสุทธาธิบดี เมื่อปี 2549 แสดงว่าพระวิสุทธาธิบดี ไม่ได้มอบดอกไม้เป็นการจัดสร้างเป็นการเฉพาะ แต่จำเลยมีเจตนานำดอกไม้พระราชทานมาใช้โฆษณาในการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัวว่าเกี่ยวข้องพระมหากษัตริย์
พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณา หลอกลวงประชาชนด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า พรพะสมเด็จเหนือจัดสร้างด้วยดอกไม้พระราชทาน ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเกี่ยวข้องพระมหากษัตริย์ จึงมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นการกระทำทั้งหมด 921 กรรม ศาลเห็นว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2550 จำเลยทั้งสอง ได้กระทำการโฆษณาต่อเนื่องกัน แสดงว่าต้องการโฆษณาให้ประชาชน หลงเชื่อในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว
ส่วนความผิดฐาน ร่วมกันใช้ตราพระมหามงกุฏโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ และสำนักพระราชวังว่า จำเลยทั้งสอง ไม่ได้ขอพระราชทานอนุญาต ใช้เครื่องหมายพระมหามงกุฎและอุนาโลม การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าตรามงกุฏที่ใช้ด้านหลังพระสมเด็จเหนือหัวนั้น นำแบบมาจากตราที่ปรากฏเป็นสัญลักษณ์มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ฯ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าเกี่ยวข้องโดยตรงพระมหาฏัตตริย์ จึงฟังได้ว่าตรามงกฏที่ประทับไว้ด้านหลังพระสมเด็จเหนือหัว เป็นการทำเลียนแบบขึ้นและนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง 
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47, 48 และ 59 และ พ.ร.บ.เครื่องหมายราชการ พ.ศ.2484 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 และ 83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้เรียงลงกระทงลงโทษ โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี และปรับบริษัท จำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท ฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทหนักสุด และให้จำคุกจำเลยที่ 1 อีกเป็นเวลา 1 ปี และปรับบริษัท จำเลยที่ 2 จำนวน 2,000 บาท ฐานใช้และเลียนแบบเครื่องหมายราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 5 ปี และปรับบริษัท จำเลยที่ 2 รวม 12,000 บาท โดยให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันคืนเงินกับผู้เสียหายทั้ง 921 คนที่เช่าพระสมเด็จเหนือ แต่ไม่ให้เกินจำเลย 4 ,055,916 บาท

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
28 เมษายน 2547



http://www.alittlebuddha.com/html/The%20Vision%20of%20P.M.Narin/The%20Vision%20of%20Phramaha%20Narin%2040.html

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หน้าที่ของพระสงฆ์

พระพรหมเมธีเปลี่ยนไป๋ !

เปิดตำนาน...เทพเจ้าองค์แรก พระศิวะ...มหาเทพแห่งจักรวาล