สัญญาณเตือน การล่มสลายของศาสนจักรและอาณาจักร ในชาติไทย




ทำความดีจุดเทียนแห่งปัญญา สื่อสารความดีจุดธูปบวรพระพุทธศาสนา ขจัดอวิชาให้สิ้นจากแผ่นดินไทย 
                         ร่วมเฉลิมฉลอง พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้  
.  Buddha Jayanti:  2,600 years of the Buddha’s Enlightenment 
   วิสาขบูชา ๒๕๕๔  วิสาขบูชา ๒๕๕๕   Vesak 2011 – Vesak 2012 
สัญญาณบอกเหตุการล่มสลายของศาสนจักร อาณาจักรไทย
บามิยาน ในอัฟกานิสถาน
มหาลัยนาลันทา ในอินเดีย
และ บุโรพุทโธ ในอินโดนีเซีย

พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (พาชตู: د بودا بتان په باميانو کې De Buda butan pe bamiyano ke, เปอร์เซีย: تندیس‌های بودا در باميان tandis-ha-ye buda dar bamiyaan) เป็นพระพุทธรูปยืนจำนวนสององค์ที่สลักอยู่บนหน้าผาสูงสองพันห้าร้อยเมตร่ในหุบผาบามียัน ณ จังหวัดบามียัน ในพื้นที่ฮาซาราจัตทางตอนกลางของประเทศอัฟกานิสถาน อันห่างจากกรุงคาบูลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณสองร้อยสามสิบกิโลเมตร หมู่พระพุทธรูปนี้สถาปนาขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 10 ตามศิลปะแบบกรีกโบราณ 
เมื่อพระถังซำจั๋งได้เดินทางไปชมพูทวีปในปี พ.ศ. 1173 (ค.ศ. 650) ท่านได้เล่าว่าพระพุทธรูปได้เหลืองอร่ามไปด้วยทองคำ และมีพระกว่า 1,000 รูปจำวัดอยู่ ที่นี่มีอารามมากกว่า 10 แห่ง มีพระสงฆ์หลายพันรูป ล้วนเป็นฝ่ายโลกุตตรยาน (โลกุตตรวาทิน) สังกัด นิกายหินยาน พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ คือ พระอารยทูต (Aryaduta) และพระอารยเสน (Aryasena) มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี
ระหว่างช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,600 ปี ของพระพุทธรูปแห่งนี้ ได้พบเจอกับสงครามและการจู่โจมมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีชนพื้นเมืองชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งคือชาวฮาซารัส ได้ปกป้องศาสนาสถานแห่งนี้มาก็ตาม เริ่มต้นด้วยการเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในบริเวณนี้และการมาของศาสนาอิสลาม การทำลายและการบุกรุกโจรกรรมวัตถุต่างๆจากถ้ำภายในตั้งแต่ 900 ปีที่แล้ว จนมาถึงปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) เมื่อสหภาพโซเวียต นำทหารเข้าบุกเข้าโจมตีอัฟกานิสถาน ตามมาด้วยสงครามอัฟกัน และสิ้นสุดลงด้วยการระเบิดของกลุ่มตาลีบันในปี พ.ศ. 2544 จากการสำรวจ ได้มีรายงานว่ากว่า 80% ของภาพตามฝาผนังถ้ำได้ถูกทำลายลงไปแล้ว
: ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย
IMG_2974.jpg image by venfaa_2
Nālandā | नालंदा (© Sandra Belasco Ley)

พระเจ้าหรรษาวรรธนะ มหาราชพระองค์หนึ่งของอินเดีย ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1149-1191 ก็ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัยนาลันทา หลวงจีนเหี้ยนจัง (พระถังซำจั๋ง) ซึ่งจาริกมาสืบพระศาสนาในอินเดียในรัชกาลนี้ ในช่วง พ.ศ. 1172-1187 ได้มาศึกษาที่นาลันทามหาวิหาร และได้เขียนบันทึกบรรยายอาคารสถานที่ที่ใหญ่โตและศิลปกรรมที่วิจิตรงดงาม ท่านเล่าถึงกิจกรรมทางการศึกษา ที่รุ่งเรืองยิ่ง นักศึกษามีประมาณ 10,000 คน และมีอาจารย์ประมาณ 1,500 คน พระมหากษัตริย์พระราชทานหมู่บ้าน 200 หมู่โดยรอบถวาย โดยทรงยกภาษีที่เก็บได้ให้เป็นค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ผู้เล่าเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น วิชาที่สอนมีทั้งปรัชญา โยคะ ศัพทศาสตร์ เวชชศาสตร์ ตรรกศาสตร์ นิติศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ ตลอดจนโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ และตันตระ
แต่ที่เด่นชัดก็คือนาลันทาเป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และเพราะความที่มีกิตติศัพท์เลื่องลือมาก จึงมีมีนักศึกษาเดินทางมาจากต่างประเทศหลายแห่ง เช่น จีน ญี่ปุ่น เอเซียกลาง สุมาตรา ชวา ทิเบต และมองโกเลีย เป็นต้น หอสมุดของนาลันทาใหญ่โตมากและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เมื่อคราวที่ถูกเผาทำลายในสมัยต่อมา มีบันทึกกล่าวว่าหอสมุดนี้ไหม้อยู่เป็นเวลาหลายเดือน หลวงจีนอี้จิงซึ่งจาริกมาในระยะประมาณ พ.ศ. 1223 ก็ได้มาศึกษาที่นาลันทาและได้เขียนบันทึกเล่าไว้อีก นาลันทารุ่งเรืองสืบมาช้านานจนถึงสมัยราชวงศ์ปาละ (พ.ศ. 1303-1685) กษัตริย์ราชวงศ์นี้ก็ทรงอุปถัมภ์มหาวิหารแห่งนี้ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยเฉพาะโอทันตปุระที่ได้ทรงสถาปนาขึ้นใหม่
อย่างไรก็ดี ในระยะหลังๆ นาลันทาได้หันไปสนใจการศึกษาพุทธศาสนาแบบตันตระ ที่ทำให้เกิดความย่อหย่อนและหลงเพลินทางกามารมณ์ และทำให้พุทธศาสนากลมกลืนกับศาสนาฮินดูมากขึ้น เป็นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งแห่งความเสื่อมโทรมของพระพุทธศาสนา
: ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย                                                
                                                                                                    
                                                                                                                                                                                                        
                                                                                                                                                                                                        
                                                                                                    มหาสถูปบุโรพุทโธ หรือ บรมพุทโธ (ภาษาอินโดนีเซีย: Chandi Borobudur) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอินโดนีเซียตั้งอยู่ในภาคกลางของเกาะชวา ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 1293 - 1393 โดยบุโรพุทโธเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน 
: ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย                          
                                                                                                     
                                                                                                    
                                                                                                   IMG_8848_resize.jpg                      

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งจากบามิยาน (Bamiyan) ในอัฟกานิสถาน  มหาวิทยาลัยนาลันทา ในอินเดีย บุโรพุทโธ ในอินโดนีเซีย
                                                                                                                      
เราจะพบว่า เมื่อใดที่ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทดั้งเดิมเริ่มเพี้ยนกลายเป็นมหายาน ย่อหย่อนบิดเบือนพระธรรมวินัย เมื่อนั้นพระพุทธศาสนาจะอ่อนแอ และล่มสลายในที่สุด (หากมหายานบอกว่าตนเป็นมหายาน เถรวาทบอกว่าตนเป็นเถรวาท ก็จะไม่ก่อให้เกิดการบิดเบือนธรรมวินัย ต่างฝ่ายต่างทำหน้าของตน ก็จะผลดีต่อพระพุทธศาสนาคนละแบบ คือ ขยายกว้างไกลด้วยมหายาน มั่นคงปึกแผ่นด้วยเถรวาท)

 เหตุของการล่มสลายนั้นเกิดจากภัยภายใน  ซึ่งการค่อยๆเคลื่อนไปจากธรรมโดยนี้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นอธรรมที่ชัดเจน เช่น นิกายตันตระ ที่หลงไปว่า เสพกาม เสพเมถุนแล้วจะบรรลุธรรม และอธรรมเช่นนี้จะไปดึงดูดภัยภายนอก คู่กรรมคู่เวร ประเภทภัยจากสงครามที่มักจะมาจากมุสลิม เช่นในอัฟกานิสถาน กองทัพเตอร์กมุสลิมที่ทำลายนาลันทา ให้เข้ามาทำลายล้างทังศาสนจักรและอณาจักร

ทั้งนี้เป็นผลของกรรมจากการบิดเบือนพระธรรมวินัย เป็นคุรุกรรมซึ่งเป็นกรรมละเอียด ให้ผลช้าแต่รุนแรง ชนิดที่เก็บกวาดทำลายล้างทั้งอณาจักรและศาสนจักร ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และบัดนี้ภัยจากมุสลิมก็มาจ่อๆอยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบบใกล้เข้ามาทุกที!!                                        

มีเกร็ดเรื่องประวัติศาสตร์ที่น่าสังเวชใจคือ ครั้งที่กองทัพมุสลิมเตอร์กบุกเข้ามาในอินเดีย ทหารอินเดียที่มีจำนวนมากกว่า กลับพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เพราะทั้งอณาจักรและศาสนจักรอ่อนแอ ถูกอิทธิพลของตันตระครอบงำ ให้มัวเมาอยู่ในกามและหวังจะเอาชนะด้วยเวทย์มนต์
เหตุการเช่นนี้เริ่มปรากฎให้เห็นชัดขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก วัดธรรมกายที่อ้างตนว่าเป็นเถรวาทนี้ กลายเป็นมหายานโดยสภาวะ พระธรรมวินัยถูกบิดเบือนและปลอมปน ศาสนิกอยู่ในภาวะความหลง ถูกสูบทรัพย์จำนวนมาศาล ไปบำรุงตัวตน

 อีกทั้งพยายามสร้างความชอบธรรมประเภทพวกมากลากไป ด้วยการเกณฑ์คน เกณฑ์พระกันเยอะๆ ทำกิจกรรมยิ่งใหญ่อลังการ แผ่อิทธิพลครอบคลุมการศึกษาและการเมืองเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันตนเอง มีสื่อ DMCtv ที่ล้างสมองคนทั้งวัน ใช้วิธีไม่ต่างอะไรกับที่ม๊อบแดงเหลืองใช้กัน มีโครงการที่หวังจะกอบกู้ศีลธรรมของโลกด้วยมิจฉาสมาธิแบบธรรมกาย 
(ทำนองเดียวกับทหารอินเดียที่หวังเอาชนะด้วยเวทย์มนต์)                                                                                    
 ทานนิยม + ทุนนิยม  ดูดทรัพย์และให้คนหลงอยู่กับเศษบุญของการทำทานแล้วเอาสวรรค์ชั้นต่างๆมาเสนอขาย เมื่อมีทุนมีคนก็ขยายอิทธพลไปครอบงำการเมือง การศึกษาของคนทั้งประเทศ ด้วยการยึดชมรมพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย จับคนระดับปัญญาชน และครอบงำการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้โครงสร้างของสพฐ.

ความใหญ่โตของนาลันทามิได้เป็นสิ่งบอกว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองฉันท์ใด ความใหญ่โตของวัดในเมืองไทย ก็มิอาจเป็นหลักประกัน หรือยืนยันว่าจะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญหรือมั่นคงอย่างที่ผู้สร้างหวังฉันท์นั้น  
ในทางกลับกัน สิ่งปลูกสร้างใหญ่ๆ โตๆเหล่านี้ กลับเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะ...ใกล้ล่มสลายของศาสนจักรและอณาจักร!!  
แต่ทำไม? วัดเมืองไทย จึงยังหลงสร้างสิ่งใหญ่ๆแข่งกันอีก 
พวกเขาล้วนอยู่ในโมหะภูมิและเป็นต้นมะม่วงที่หาผลมิได้ เช่นนั้นหรือ?

สุดท้ายแล้วก็เหลือเพียงซากปรักหักพัง เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณสถานหรือสถานที่ท่องเที่ยว
ที่อิฐเก่าๆแผ่นเดียวก็มีค่า เป็นเครื่องเตือนสติแก่อนุชนรุ่นหลัง..

ความคิดเห็น

  1. สาธุๆๆ อนุโมทามิ เป็นเช่นนี้อย่างชัดเจน ขอทุกท่านโปรดพิจารณา

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ดังที่ท่านพระอาจารย์เคยให้ข้อมูลผมไว้ครับ ขออนุโมทนา

      ลบ

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หน้าที่ของพระสงฆ์

พระพรหมเมธีเปลี่ยนไป๋ !

เปิดตำนาน...เทพเจ้าองค์แรก พระศิวะ...มหาเทพแห่งจักรวาล