วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ "สถาบันสูงสุดยังสู้"คนไทยพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบันสำคัญยิ่งของชาติ.


ผมสงสาร "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ใจจะขาดรอนๆ กับเสียงอ้อนระคนพ้อที่ลอยมาจากเมืองกีวี "ทำงานมากขนาดนี้ ยังมีข่าวจะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี" ก็นั่นซีนะ...แต่ใครล่ะเปลี่ยนได้ ถ้าไม่ใช่อ้ายปี้ ที่ใกล้มรณสัญญาคนนั้น ก็ขอให้รับรู้ไว้อย่างหนึ่งนะ ถึงจะเปลี่ยนเป็น "ชินวัตร-เยาวภา" ใจถวิลหาของผม ยังหยุดนิ่งอยู่ที่ "ชินวัตร-ยิ่งลักษณ์" หนึ่งนี้...นารีเดียว!
    เถอะ...แล้วกลับจากทริป "นิวซีแลนด์-ปาปัวนิวกินี" ถึงไทยวันไหน ผมคนหนึ่งละที่อยากไปคอยให้กำลังใจถึงสนามบิน และถ้าเป็นไปได้ ก็อยากต้อนรับแบบที่พวกเมารีเขาต้อนรับ ให้รู้ถึงความจริงใจ
    เห็นบอกว่า ตำแหน่งนายกฯ ที่ได้ทุกวันนี้ เพราะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งเข้ามา และมาจากเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย ที่พูดนี่ ถึงพูดแบบตีขลุม แต่ก็จะอนุโลม รู้ตัวเป็นนายกฯ ตามระบอบประชาธิปไตยก็ดีแล้ว
    ฉะนั้น ก็ควรรู้ไว้ด้วยว่า คนเป็นนายกฯ ประชาธิปไตยเขาจะไม่หนีประชุมสภาฯ ไม่หนีตอบกระทู้ ไม่หนีอภิปราย และที่สำคัญ เขาจะไม่หลบ-ไม่หลีก-ไม่เลื่อน การแถลงผลงานรัฐบาลประจำปีต่อรัฐสภา 
    ไหนคุยว่า ทำงานมาก-ทำงานเก่ง แล้วหนีแถลงผลงานทำไม กลัวฝ่ายค้านจับแก้ผ้าโชว์ "ผลงานจริง" กลางรัฐสภาใช่มั้ย หนีจนจะเข้าปีที่ ๒ แต่ปีแรกยังแต่งศพไม่เสร็จ ก็จำไว้...ทีหน้า-ทีหลัง อ้างเป็นนายกฯ อะไรก็ได้ แต่อย่าอ้างเป็น "นายกฯ ประชาธิปไตย"
    เพราะนายกฯ ประชาธิปไตย "มงกุฎเกียรติยศ" อยู่ที่การได้ลุกขึ้นยืนซดกลางสภาฯ ไม่ใช่การหนีไป ว.๕ ว.๖ กะใครที่ไหน ก็จำไว้...จะได้ไม่มีใครปล่อยข่าว "เปลี่ยนตัวนายกฯ" บ่อยๆ!
    วันนี้ ผมมีเรื่องเบาๆ จากคุณ Hollland P. ฟอร์เวิร์ดมาให้อ่าน ก็จะให้ท่านอ่านต่อ อ่านเพื่อให้เกิดปัญญาคิด ไม่ใช่ให้อ่านเพื่อคลั่งพรั่งพรูคำด่าประชันเป็นปัญญาชาติ หลายท่านคงผ่านตาแล้ว แต่อ่านอีกจะได้ซึมเข้าเนื้อ 
    ประชาชนคือป้อมปราการสุดท้าย โดย ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ 
    อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
    นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา การบ่อนทำลายสถาบันสูงสุดเกิดขึ้นมากผิดปกติ เปิดเผย ไม่เกรงกลัว กลุ่มต่อต้านกษัตริย์ไม่เพียงเคลื่อนไหวในประเทศเท่านั้น แต่ยังไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ด้วยการป้อนชุดข้อมูลที่ดูเหมือนจริง แต่เป็นความเท็จ 
    ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของนักล็อบบี้จากสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง และบริษัทประชาสัมพันธ์ที่ถูกใครบางคนจ้างไว้ ๓ บริษัท บริษัทละ ๑.๑ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ ๓๐.๓ ล้านบาท) เพื่อไปล็อบบี้สมาชิกรัฐสภาและรัฐบาลอเมริกัน เพื่อผลทางการเมืองของตน
    อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ เกิดกระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์ในหมู่นักการเมืองอเมริกันมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 
    ฝ่ายที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยในสหรัฐทวีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการสร้างเว็บไซต์ในรูปแบบหลากหลาย เขียนบทความภาษาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้อเขียนของคนอเมริกัน ๒ คน คนหนึ่ง คือ เจ.เค.แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations) อันทรงอิทธิพลในสหรัฐ ที่ เจ.เค.ได้เขียนบทความโจมตีสถาบันกษัตริย์ และยกย่องเชิดชูฝ่ายตรงข้ามกษัตริย์สลับกันมาหลายปีแล้ว 
    อีกคนหนึ่งคือ เอ.เอ็ม.เอ็ม. ที่ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างให้มาทำงานด้านนี้ และเป็นคนที่นำเอาคดีของโจ กอร์ดอน และอำพล ตั้งนพกุล หรือ "อากง" มาเขียนโจมตี ม.๑๑๒ เพื่อให้พาดพิงไปถึงพระมหากษัตริย์ไทย 
    ในความเป็นจริง คนพวกนี้ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย แต่ได้รับข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ชาวไทย สายสาธารณรัฐที่คนไทยรู้จักดี
    ในกลางปี ๒๕๕๖ นักล็อบบี้พวกนี้วางแผนผลักดันให้มีการอภิปรายเชิงวิชาการในที่ประชุมประจำปีของสมาคมเอเชียศึกษา (Association of Asian Studies) ซึ่งมีคนไทยที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์มีอิทธิพลอยู่ 
    การอภิปรายดังกล่าวมีเป้าหมายมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์ไทยเป็นการเฉพาะ รวมทั้งมีแผนตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่ง โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐที่ผู้เขียนอ้างหลักฐานจากห้องสมุดมหาวิทยาลัย รัฐสภาของสหรัฐ ที่ดูเผินๆ แล้วน่าเชื่อถือ หรือเลือกเฉพาะส่วนที่สนับสนุนความคิดของตน เพื่อหาทางทำลายความเชื่อถือพระมหากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบัน
    ก่อนหน้านี้ เมื่อปี ๒๕๕๔ ในวาระครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษาของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" นักล็อบบี้อเมริกันได้ส่งชุดข้อมูลที่ปั้นแต่งขึ้นจนทำให้สมาชิกสภาหลงเชื่อได้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงไม่ส่งหนังสือถวายพระพรตามที่เคยปฏิบัติมา จนสภาสูงต้องส่งหนังสือถวายพระพรแทน 
    สะท้อนให้เห็นว่า นักล็อบบี้ยิสต์อเมริกันทำงานให้กับนายจ้างอย่างได้ผล ทำให้รัฐสภาชุดก่อนเข้าใจผิด และต่อต้านสถาบันกษัตริย์ไทยตกทอดมาถึงสภาใหม่ชุดที่ ๑๑๓ ในปัจจุบัน
    ไม่เพียงแต่เท่านั้น สถาบันบางแห่งของสหรัฐ เช่น กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(National Endowment for Democracy) ยังจัดสรรเงินงบประมาณของรัฐ คิดเป็นเงินไทยกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท และอีกโครงการเป็นเงิน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท ให้กับกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ตามที่กลุ่มพวกนี้ร้องขอมา 
    โดยอ้างว่าเพื่อนำไปใช้ในการให้ความรู้ประชาชนในการพัฒนาประชาธิไตย แต่กลับนำไปสร้างสื่อและเว็บไซต์ ปลุกระดมโฆษณาชวนเชื่อให้คนไทยบางกลุ่มต่อต้านสถาบันสูงสุด
    นักล็อบบี้เหล่านี้ได้สร้างข้อมูลขึ้นมาชุดหนึ่งหรือหลายชุด และไปเคลื่อนไหวชักจูง ชี้นำโน้มน้าวให้สมาชิกรัฐสภา และสถาบันอื่นของสหรัฐ เชื่อในวาทกรรมที่ว่า สถาบันสูงสุดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย, สถาบันทำลายสิทธิมนุษยชน 
    อ้างว่าปัญหาของเมืองไทยไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นปัญหาการสืบราชสมบัติ เพื่อจะเสนอให้ใครบางคนเป็น "ทางออก" ของชาติ
    พวกนี้พยายามป้อนข้อมูลให้รัฐสภาอเมริกันเชื่อว่า "สถาบันไม่สู้แล้ว" เพราะถ้าสถาบันไม่สู้ สหรัฐก็ไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากจะยืนข้างฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามสถาบัน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมทั้งจีน ที่สนับสนุนสถาบันสูงสุดตลอดมา
    หากสหรัฐและประเทศเหล่านี้สรุปว่า ฝ่ายสถาบันแพ้แน่ สหรัฐและประเทศเหล่านี้ ซึ่งคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเขาเป็นสำคัญ ก็ต้องเข้าข้างฝ่ายชนะ
    อย่างไรก็ดี ฝ่ายสถาบันส่งสัญญาณมาหลายครั้งแล้วว่า "ยังสู้" และ "ไม่ยอมแพ้" โดยเฉพาะวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธ.ค.๒๕๕๕ ที่ประชาชนชาวไทยไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปอย่างมืดฟ้ามัวดิน เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนพร้อมที่จะสู้เคียงข้าง 
    แต่ปรากฏ "แรงเฉื่อย" ในสถาบันทหาร ศาล และรัฐบาล จึงมีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นกำแพงป้องกันสถาบันสูงสุดของประเทศ ให้พ้นจากการคุกคามจากฝ่ายบ่อนทำลายในและนอกประเทศได้
    รัฐบาลชุดก่อนเคยให้ทุนมหาวิทยาลัยดังในอเมริกา อาทิ คอร์แนล วิสคอนซิน เพนซิลเวเนีย ยูซีแอลเอ. จอห์น ฮอปกินส์ วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสร้าง "ศูนย์ไทยศึกษา" และ "เพื่อนประเทศไทย" เพื่อให้เข้าใจสถาบันกษัตริย์ของไทย 
    แต่ปรากฏว่าศูนย์เหล่านี้ กลายเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่การต่อต้านสถาบันสูงสุดไปหมด และอาจขยายเครือข่ายกว้างขวางมากขึ้น ไปยังออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป
    ไทยถูกคุกคามด้วยสงครามยุคใหม่ ทั้งสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่นการก่อความรุนแรงช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.๒๕๕๓ และสถานการณ์ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ สงครามทุน และสงครามไซเบอร์ 
    สงครามทั้งสามนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐ แต่มีสนามรบอยู่ทั่วโลก ในไทย สหรัฐต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็น Global Transpark ตอบสนองยุทธศาสตร์ของสหรัฐในภูมิภาคนี้ มีข่าวว่าสหรัฐได้ส่งทหารรับจ้างที่เป็นทหารผ่านศึกแบบแรมโบ้ ที่เรียกว่า "แบล็กวอเตอร์" ประมาณ ๕-๖ ชุดมาประจำอยู่ในไทย 
    โดยแต่ละคนได้รับค่าจ้างปีละ ๑.๑ ล้านเหรียญสหรัฐ เบี้ยเลี้ยงต่างหาก เพื่อใช้ในการปฏิบัติการลับ (Covert Action) ตามนโยบายของสหรัฐ อเมริกาถนัดในเรื่องพวกนี้มาก และประสบความสำเร็จในละตินอเมริกามาแล้ว
    อันตรายที่เกิดขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น เป็นเรื่องจริงและหนักหนา ชาติและสถาบันกำลังเสี่ยงอันตรายอย่างคาดไม่ถึง สิ่งที่เห็นทั้งในไทยและในต่างประเทศเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ที่โผล่เหนือน้ำเพียง ๑ ส่วน แต่อีก ๙ ส่วนอยู่ใต้น้ำ
    บทความนี้ไม่ต้องการให้คนไทยไปต่อต้านสหรัฐ เพียงแต่ขอให้เพื่อนอย่าปล่อยให้คนมาทำร้ายประเทศชาติและราชบัลลังก์เท่านั้น
    ปัญหาของประเทศไทยต้องแก้ด้วยคนไทยเป็นหลัก เราต้องช่วยกันเป็นปราการด่านสุดท้ายในการปกป้องชาติและราชบัลลังก์ให้ต่างชาติได้ตระหนักว่า "สถาบันสูงสุดยังสู้" และคนไทยพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสถาบันสำคัญยิ่งของชาติ.
    จบครับ...ไม่พูดเพิ่มเติม แต่ให้ข้อสังเกตไว้นิด ๑ ใน ๒ อเมริกันที่รับจ้างเขียนใส่ร้ายสถาบันที่ชื่อ เจ.เค.แห่งคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (Council on Foreign Relations)นั้น 
    คือองค์กร CFR ที่สมาคมลับกลุ่มทุนยุโรป-สหรัฐก่อตั้ง เพื่อเคลื่อนไหวการเมืองโลกผ่านทาง เศรษฐกิจ-การเมือง-การปกครอง-การเงิน-การศาสนา-ปัญญาชนทุน ด้วยเป้าหมาย "New World Order = จัดระเบียบโลกใหม่"
    คุณเปรมศักดิ์ จีระแพทย์ เคยเปิดเผยเรื่องนี้ไว้ ระเบียบโลกใหม่คือ ปรัชญาการปกครองที่มีหลักการย่อๆ ว่า
    "โลกจะประสบสันติสุขปราศจากการทำสงครามแก่งแย่งทรัพยากรและประชากร รวมทั้งพ้นจากภาวะอดอยากขาดแคลนกันดารอาหาร ก็ด้วยการที่แต่ละประเทศจะต้องสละอำนาจอธิปไตยเอกราช แล้วยอมถูกลดสภาวะลงเป็นเพียงรัฐรัฐหนึ่ง โดยรวมกันเข้าอยู่ภายใต้รัฐบาลเพียงหนึ่งเดียวของโลก"
    ทั้งเดโมแครต-รีพับลิกัน ทั้งแบงก์โลก ทั้งไอเอ็มเอฟ ทั้งสหประชาชาติ ทั้งซีไอเอ ทั้งธนาคารกลางสหรัฐที่พิมพ์ดอลลาร์ใช้เองทั้งวัน-ทั้งคืนขณะนี้ เป็นของขบวนการ CFR และใช้เป็นเครื่องมือสู่เป้าหมาย New World Order ทั้งสิ้น
    ก็คงพอมองออกใช่มั้ย ด้วยเป้าหมายและด้วยผลประโยชน์ตรงกัน สหรัฐจึงสมาคมกับสถาบัน พร้อมหรี่ตาให้ระบอบทักษิณ ตีความคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหารเดือนหน้า ก็คอยดูว่า "ศาลโลก" ใต้อาณัติ CFR จะออกมา "ซ้ำรอยประวัติศาสตร์"....ขนาดไหน?  เปลว สีเงิน
http://www.thaipost.net/news/230313/71289

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ