วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

การทุจริตของมารศาสนาพันธุ์ใหม่ในประวัติศาสตร์

3 ปี รวย !

ศิษย์ธรรมกายรับเพิ่งสึกปี 54

ขายอัญมณีได้เงินหมื่นล้าน

 

แหมรวยไวกว่าทักษิณอีกแน่ะ
ไม่ต้องเดินแลกเช็คใต้ถุนรัฐสภา เพราะมีเช็คคลองจั่นสั่งจ่ายให้แล้ว

 

อัญมณีของธรรมกาย

 

อา..เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือ "เฮ็ดได้จั๋งได๋" ขายแบบไหนถึงรวยโคตร อัญมณีที่ว่านั้น "ลูกใหญ่เพียงไหน" ระดับ "Blue Diamond" สู้ได้หรือเปล่า ขายปีละเท่าไหร่ ขายให้ใคร เงินทุนเริ่มต้นมาจากไหน จึงผันเป็นกำไรหมื่นล้านได้ภายในปีเดียว ต่อไป พ่อค้าทอง พ่อค้าน้ำมัน พ่อค้าหุ้น หรือแม้แต่พ่อค้าไอโฟน ก็คงหันมาขายอัญมณีกันหมด เพราะไม่มีอะไรจะรวยไวเท่ากับ..อัญมณี สีดาวรวย !

 

 

"อดีตพระวัดธรรมกาย" ร่อนหนังสือขอนัด ปปง.เข้าชี้แจงข้อมูลถือครองหุ้น บ.เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ปฯ มูลค่า 1.1 พัน ล. แทน "ศุภชัย" แล้ว หลังถูกไล่ล่าตรวจสอบเส้นทางเงินหลายพันล้าน ที่นำมาใช้ลงทุนทำธุรกิจหลายแห่ง ช่วงหลังสึกปี 54 ยันขาย "อัญมณี" ได้เงินก้อนใหญ่ลงทุนธุรกิจ

แหล่งข่าวจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล อดีตพระวัดธรรมกาย ที่เพิ่งสึกออกมาในช่วงปี 2554 (อายุ 28 ปี) และปรากฎชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ ของบริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียนจำนวน 5,550 ล้านบาท และถูกปปง.ออกคำสั่งอายัดหุ้นบริษัทฯ จำนวน 11,100,000 หุ้น มูลค่า 1,110 ล้านบาท ภายหลังตรวจสอบพบว่า หุ้นจำนวนนี้ เคยปรากฎชื่อ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หนึ่งในผู้ต้องหาคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวนเงินกว่า 1.04 หมื่นล้านบาท เป็นผู้ถือครอง ก่อนจะโอนต่อไปให้นายสถาพร ถือครองแทนในปัจจุบัน ได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน ปปง. เพื่อขอนัดหมายเข้าให้ข้อมูลกรณีดังกล่าวในวันที่ 3 มี.ค. 58 เวลา 10.00 น.

"นายสถาพร ได้ทำหนังสือแจ้งมาที่สำนักงาน ปปง.เองว่า จะขอเข้าให้ข้อมูลกับ ปปง. โดยนอกเหนือจากการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องหุ้น บริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้งกรุ๊ป มูลค่า 1,110 ล้านบาท แล้ว ปปง. จะมีการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งเงินจำนวนหลายพันล้านที่นายสถาพร นำมาใช้ในการลงทุนทำธุรกิจ หลังที่เพิ่งสึกออกมาจากวัดพระธรรมกายด้วย" แหล่งข่าวระบุ 

แหล่งข่าวสำนักงาน ปปง. ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของ ปปง. ทราบว่า นายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ และเริ่มบวชเรียนกับวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ช่วงอายุ 17-18 ปี ก่อนจะสึกออกมาในช่วงปี 2554 และปรากฎชื่อเข้าไปเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทเอกชนหลายแห่ง โดยมีการนำเงินสดจำนวนหลายพันล้านบาทเข้าไปใช้ลงทุนเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท และในการปล่อยกู้ยืมเงินให้กรรมการในเวลาต่อมา  

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล พร้อมด้วยทนายความส่วนตัว ได้เดินทางมาที่สำนักงาน ปปง. เพื่อให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ปปง. เบื้องต้นนายสถาพรได้ให้การปฏิเสธต่อ ปปง. ทุกกรณี ทั้งกรณีการรับเงินจำนวน 1,110 ล้านบาท จากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และความเชื่อมโยงกับวัดพระธรรมกาย

จนกระทั่งเวลาประมาณ 13.00 น. นายสถาพรและทนาย ได้เดินออกมาจากห้องประชุม โดยทนายของนายสถาพร ระบุว่า  "เป็นเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน มีเวลาจำกัด เดี๋ยวต้องกลับมาคุยต่อ ทีนี้หลังจากคุยจบ ทางคุณสถาพรอาจจะให้ข่าวสั้นๆ แต่ว่าอาจจะมีการเปิดแถลงข่าวเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง" 

ขณะที่นายสถาพร  กล่าวเพียงสั้นๆ "ขอชี้แจงทางนี้ก่อนดีกว่า"

ต่อมาเวลา 16.20 น. นายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล ได้เดินทางออกจากห้องประชุม ปปง. และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

โดยระบุว่า มาชี้แจ้งต่อ ปปง. เรื่องการอายัดทรัพย์ ซึ่งบริษัทฯทำถูกต้องทุกอย่าง มีการจดทะเบียนถูกต้อง มีการเสียภาษีทุกอย่าง 

นายสถาพร กล่าวด้วยว่า ที่มาของเงินก้อนใหญ่ที่นำมาใช้ในการทำธุรกิจ เป็นเงินที่ได้จากการค้าขายอัญมณี

ส่วนกรณีการบวชพระที่วัดพระธรรมกาย นั้น นายสถาพร ระบุว่า "ข่าวหลายช่องลงผิดไปว่าบวช 20 กว่าปี มันไม่ใช่ บวชครั้งแรกตอนอายุ 17 โดยบวชที่วัดมฤคทายวรรณ ไม่ใช่วัดพระธรรมกาย พอมาเรียนหนังสือ ถึงมาเรียนที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งอยู่ไม่กี่ปี ไม่ถึง 10 ปี ไม่ใช่ 20 ปีอย่างที่เป็นข่าว"

นายสถาพร กล่าวว่า จากนั้นสึกมาตอนต้นปี 54 และมาเปิดบริษัททำธุรกิจ ส่วนรายละเอียดจะมีการเปิดแถลงข่าวอีกทีหนึ่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความสัมพันธ์กับนายศุภชัย อดีตผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นายสถาพร ตอบว่า "ตอนนี้ได้ชี้แจงกับทาง ปปง. ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งการโอนหุ้นหรือรายละเอียดต่างๆ ชี้แจงหมด และขอบคุณ ปปง. ที่ให้ความร่วมมืออย่างดี"

"ทุกอย่างชี้แจ้งได้หมด วันนี้เหนื่อยแล้ว และจะเปิดแถลงการณ์อย่างเป็นทางการอีกที่หนึ่ง"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายสถาพร กำลังจะเดินทางกลับ สื่อมวลชน ยังต้องการจะถามคำถามเพิ่มเติม  นายสถาพร ได้พูดขึ้นว่า "สื่อมวลชนต้องมีมารยาทหน่อยสิ"

ก่อนจะเดินทางกลับ โดยไม่ได้แจ้งวันนัดหมายแถลงข่าวแต่อย่างใด 

ขณะที่นายอเนก สมประเสริฐ ทนายส่วนตัวของนายสถาพร ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายสถาพร ได้ชี้แจงข้อมูลการโอนหุ้นบริษัทกับนายศุภชัยไปแล้ว จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของปปง.

"คือผมเชื่อว่ามันมีทั้งถูกและผิด มีทั้งซ้ายทั้งขวา แต่ว่าปัญหาในเวลานี้ คือ คนที่เกี่ยวข้องอย่างนายศุภชัย จะเป็นดำหรือขาว มันแยกกันไม่ออกหรอก ก็เป็นเรื่องของดีเอสไอกับปปง.ในการดำเนินการ"

นายอเนก ยังระบุด้วยว่า นายสถาพรไม่มีความเกี่ยวข้องกับนายศุภชัย แค่ค้าขายอัญมณีกันเท่านั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มีการเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการฟอกเงิน  นายอเนกตอบว่า "คือนั่นเป็นการมอง ไว้สรุปแล้วค่อยว่ากัน"

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
4 มีนาคม 2558

 

เซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก !

เผยชีวิตมหัศจรรย์ของทิดธรรมกาย

มีเงินหมื่นล้าน แต่ซุกหัวอยู่ตึกร้าง

วังเวงยิ่งกว่าอายตนะนิพพาน !

 

อา..มันอาจจะเป็นวิถีชีวิตของพุทธพันธุ์ใหม่ "พันธุ์ธรรมกลาย" ก็เป็นได้ ที่ให้ "ทุ่มสุดตัว ฉิบหายชั่งมัน" สวรรค์-นิพพาน รออยู่เบื้องหน้า รับรองตายไปแล้วรวยยิ่งกว่าสตีฟ จ็อปส์ เพราะเห็นชาวธรรมกายหลายคนก็มีชีวิตเยี่ยงนี้แหละ ทำบุญจนล้มละลาย ใครก็ห้ามไม่อยู่ เพราะพอได้ "มิจฉาสมาธิที่เหนือสะดือ" แล้ว จิตมั่นแน่วแน่ พ่อใหญ่สั่งอะไรก็ทำหมด หมดเนื้อหมดตัวก็ยอม "วัดรวย-โยมจน" เป็นนิยามใหม่ในศตวรรษหน้า นายสถาพรก็คงจะเป็น"อัครสาวก" ชั้นแนวหน้า ที่สาธิตวิธีการกินอยู่แบบธรรมกาย ให้สาวกทั่วไปได้เห็น ว่าขนาดมีหมื่นล้านยังซุกหัวตึกร้าง ถ้ารวยกว่านี้คงไปขออาศัย "สัปเหร่อ" วัดธาตุทองอยู่แน่ๆ นะจ๊ะ !

 







 

 

"อิศรา" ตะลุย "นครปฐม" ตามรอย"สถาพร-อดีตพระธรรมกาย" พบแจ้งใช้ตึกแถวร้าง เป็นที่อยู่ช่วงจดทะเบียนตั้งบริษัททุน 5.5 พันล้าน ก่อนแจ้งย้ายเข้ากทม. -เจ้าของปฏิเสธไม่เคยรู้เรื่องหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้

ไม่ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งเงินจำนวนหลายพันล้านบาท ที่ "นายสถาพร วัฒนาศิรินุกูล" อดีตพระวัดธรรมกาย (ที่เพิ่งสึกออกมาเมื่อปี 2554 ช่วงอายุ 28 ปี) นำมาใช้ในการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทเอกชน 7 แห่ง จะมาจากที่ใด

คนในวัดธรรมกายมีส่วน "รับรู้" และ "เกี่ยวข้อง" กับเงินจำนวนนี้ด้วยหรือไม่

 แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฎชัดเจนแล้วในขณะนี้ คือ ที่อยู่ของ "นายสถาพร" ที่นำไปใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท  เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 (ช่วงจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ เมื่อวันที่ 18 มี.ค.54 แจ้งทุนไว้ 10 ล้านบาท ต่อมา 22 เม.ย. 54 เพิ่มเป็น 1,111 ล้านบาท จนกระทั่งวันที่ 25 ก.ย.55 เพิ่มเป็น 5,550 ล้านบาท) เป็นตึกแถวไม่มีผู้อยู่อาศัยมานานหลายปี  

ขณะที่เจ้าของตึกไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อนว่า มีชื่อของนายสถาพร เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านตึกแถวหลังนี้

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ได้เดินทางไปตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ของ "นายสถาพร วัฒนาศิรินุกูล"  ตามเอกสารบัตรประชาชนที่แจ้งไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในช่วงการขอจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด คือ เลขที่ 16/105 หมู่ที่ 2 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จ.นครปฐม

จากการสอบถามข้อมูลผู้พักอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ไม่มีใครรู้จักคนชื่อ "สถาพร" แม้แต่คนเดียว ส่วนตึกแถวเลขที่ 16/105 และเลขที่ติดกันอีก 2 ห้อง เป็นของ "เจ๊" รายหนึ่ง

"ไม่เคยได้ยินชื่อสถาพร นะ ถ้าอยากรู้อะไรโทรศัพท์ไปหาเจ้าของตามเบอร์โทรศัพท์ที่อยู่บนป้ายประกาศขายซิ" เพื่อนบ้านรายหนึ่งระบุ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง "คุณจิตร" ที่ประกาศให้เช่า/ขาย ตึกแถว ตามเบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นป้ายไว้

ได้รับแจ้งว่า ตึกแถวเลขที่ 16/105 เป็นห้องว่างไม่มีใครอยู่อาศัยมานานแล้ว แต่หากต้องการรับข้อมูลให้ติดต่อ "คุณแม่" ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่นี้ ที่บ้านพักในซอย 10 ห่างจากที่ตั้งตึกแถวไปไม่กี่กิโลเมตรโดยตรง 

เมื่อผู้สื่อข่าวเดินทางไปติดต่อ "แม่ของคุณจิตร" เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตึกแถวหลังนี้ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับนายสถาพร

ได้รับการยืนยันว่า ไม่เคยรู้จัก หรือเห็นหน้านายสถาพรมาก่อน

"ตึกแถวห้องนี้ ไม่มีคนเช่ามานานหลายปี ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมเมื่อปี 2554 และไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีคนชื่อสถาพร มาใช้ที่อยู่ตึกแถวห้องนี้ เป็นที่อยู่ในบัตรประชาชน" 

เมื่อผู้สื่อข่าวนำเอกสารของนายสถาพร ซึ่งแจ้งที่อยู่ในบัตรประจำตัวประชาชน คือ เลขที่ 16/105 หมู่ที่ 2 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จ.นครปฐม ให้"แม่ของคุณจิตร" เพื่อยืนยันข้อมูลอีกครั้ง

แม่ของคุณจิตร ตอบว่า เป็นที่อยู่ตึกแถวของตนเองจริง แต่ไม่เคยเห็นหน้า หรืออนุญาตให้นายสถาพร เข้ามาใช้ที่อยู่นี่เลย  

ล่าสุดผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อมูลพบว่า ในช่วงหลังจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ นายสถาพร ได้แจ้งย้ายที่อยู่ใหม่ เป็นเลขที่ 79/157  ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม.

โดยเป็นการแจ้งย้ายปลายทาง ที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเขตราชเทวี

ทั้งหมดนี่คือ ข้อเท็จจริงล่าสุดเกี่ยวกับ "นายสถาพร" จังคนจังหวัดนครสวรรค์ ที่เริ่มบวชเรียนกับวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ช่วงอายุ 17-18 ปี ก่อนจะสึกออกมาในช่วงปี 2554 และปรากฏชื่อเข้าไปเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทเอกชนหลายแห่ง โดยมีการนำเงินสดจำนวนหลายพันล้านบาทเข้าไปใช้ลงทุนเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท และในการปล่อยกู้ยืมเงินให้กรรมการในเวลาต่อมา (ปัจจุบันทั้ง 7 บริษัท มีทุนจดทะเบียนร่วมกันเป็นวงเงินกว่า 1.64 หมื่นล้าน แหล่งเงินส่วนใหญ่มาจากนายสถาพร)

ตามที่ปรากฏในเอกสารราชการ ซึ่งนายสถาพรเป็นผู้นำส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ และลงลายมือชื่อกำกับ รับรองความถูกต้องด้วยตนเอง !

ล่าสุด นายสถาพร ให้ข้อมูลชี้แจงต่อ ปปง. ว่า เคยบวชเรียนที่วัดพระธรรมกายจริง ก่อนจะสึกออกมาทำธุรกิจในช่วงต้นปี 54 และได้เงินก้อนใหญ่มาลงทุนจากการค้าขายอัญมณี 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา
4 มีนาคม 2558

 

โยนลูกเทียนฉาย !

บิ๊กตู่โบ้ยเรื่อง กก.ปฏิรูปพุทธไปที่ประธาน สปช.

ออกตัวนิ่ม ไม่ปัด-ไม่อุ้ม

 

ความจริงมันก็ถูกของบิ๊กตู่นะ เพราะว่าคุณเทียนฉายเป็นคนเซ็นตั้งกรรมการปฏิรูปพุทธ ดังนั้น ถ้าจะปลดก็ต้องให้คนตั้งเป็นคนปลด มันถึงจะถูกฝาถูกตัว แต่ทั้งนี้ คุณเทียนฉาย ก็ต้องพิจารณาข้อเรียกร้องของพระสงฆ์ดูให้ดีว่า พระสงฆ์มิได้ต่อต้านการปฏิรูป แต่ต่อต้านตัวบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมทั้งวิธีการเข้ามาแก้ไขปัญหา ซึ่งถือว่าโฉ่งฉ่างเกินไป เหมือนเข้ามาท้าตีท้าต่อย แล้วต่อไปจะจับมือกันอยู่ในสังคมได้อย่างไร แค่การเมืองเรื่องตัณหา ถ้าใช้วิธีแบบนี้ก็แก้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่นี่เรื่องศาสนาซึ่งละเอียดอ่อน มันก็ยิ่งร้าวลึกลงไปใหญ่ กรณี "คุณสุวิทย์-พุทธะอิสระ" ยกม็อบเอาสังฆทานไปข่มขู่ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ถึงในวัดปากน้ำนั้น ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงระดับเดียวกับการปิดถนนต่อต้านรัฐบาลในครั้งก่อน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนยุทธการมาใช้กับ "วัดปากน้ำ" ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราชเท่านั้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่พระสงฆ์ไทยทั่วโลกทนเห็นความ"อหังการณ์-มมังการ"  ของพุทธะอิสระไม่ได้ เพราะถ้าปิดวัดปากน้ำได้ ต่อไปก็คงไม่มีวัดไหนที่นายคนนี้ไม่กล้า ซึ่งนั่นหมายถึงว่า เราใช้วิธีการรุนแรงในการแก้ปัญหาพระศาสนา ถ้ารัฐบาลปล่อยให้เล่นแบบนี้ ทั้งๆ ที่มีอำนาจและกฎอัยการศึกอยู่ในมือ มันก็จะก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจในตัวหัวหน้ารัฐบาลนั่นเอง เป็นปราการสุดท้าย นี่คือเรื่องสำคัญที่"ปัญญาชน" คนที่ชื่อ เทียนฉาย กีระนันต์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ต้องนำไปคิดเป็นการบ้าน ว่าจะยอมปรับเปลี่ยนตัวกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนาหรือไม่ เพราะบอกแล้วไงว่า พระเณรเขาไม่ได้ขัดขวางการปฏิรูป หนำซ้ำยังยินดีร่วมงาน แต่การปิดกั้นมันทำให้เกิดปัญหา ดังนั้น ใครเป็นคนผูก คนนั้นก็ต้องแก้ไข ดังท่านนายกรัฐมนตรีกล่าว นะฮะ เหลือเวลาอีกอาทิตย์เดียว หากไม่รีบตัดสินใจปรับเปลี่ยนกรรมการปฏิรูปพุทธฯ ก็เตรียมตัวรับกับการ "คว่ำบาตร" จากพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศและทั่วโลกได้เลย ไม่ได้ขู่ แต่เอาจริง อิอิ !

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ