วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คสช.ต้องตรวจสอบมหาเถรสมาคม

เมื่อภูเขาทองกลายเป็นภูเขาไฟ

ใครเล่าจะอยู่ได้ ต้องย้ายหนีสถานเดียว

บทความโดย...ใต้ร่มภูเขาทอง

ทำไมพรหมสุธี ถึงฆ่าน้อง

เรื่องราวที่สะเทือนวงการคณะสงฆ์มากที่สุดตอนนี้ หนีไม่พ้นเรื่องที่สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คเปิดประเด็นเจ้าอาวาสวัดดังร่ำรวยผิดปกติ แต่ในบรรดาผู้คนใต้ร่มภูเขาทองไม่ให้ประเด็นเรื่องนี้เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่ามันคืออะไร เป็นมาอย่างไร สิ่งที่ให้ความสนใจของคนใต้ร่มภูเขาทอง คือ เอกสาร 19 หน้า เบื้องต้นเอกสารฉบับนี้ถูกส่งไปถึงพระมหาเถระระดับปกครองทุกรูป จากพิกัดเขตพื้นที่ปกครองของพระพรหมสุธี นั่นละ และที่สำคัญสาระสำคัญในเอกสารฉบับนั้น น่าเชื่อถือมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ลงความหมายแบบชาวบ้านว่า มันคือ เรื่องจริง

ทำไม !!! จึงเกิด เอกสาร 19 หน้า ขึ้น???
ทำไม !!! จึงเกิด เพจ ตีแผ่ความจริง คนไร้คุณธรรม ไร้ความเป็นผู้นำ ขึ้น ???
หลายคนรู้คำตอบเหล่านี้ดี แต่มีคำถามต่อว่า ใคร ? และ เพื่ออะไร ??

ปัญหาทั้งหมดเกิดจากพระพรหมสุธี นับแต่พระพรหมสุธียังเป็นพระมหาเสนาะ การกระทำทุกๆ อย่างของท่าน สื่อถึงความเห็นแก่ตัวมานับแต่ต้นแล้ว เช่น รับกิจนิมนต์คนเดียว ฉันข้าวคนเดียวในกุฏิ       (เจ้แดง เจ้จูทำหน้าที่ส่งกลับข้าว) กลับกันกับพรหมสิทธิๆ เลี้ยงลูกน้องทุกคนภายใต้การบังคับบัญชาแบบไม่เคยขาดตกบกพร่อง ทำงานร่วมกันดึกๆ ดื่นๆ ไม่เคยทิ้งลูกน้อง นั่งเฝ้า หรือหมั่นโทรถามความคืบหน้าเป็นอย่างไร มีอะไรขาดบ้าง เรียกได้ว่าอะไรถ้าเป็นปัญหา พอถึงพรหมสิทธิเป็นจบ  ข้าวน้ำไม่เคยขาด ใครทำงานให้ก็เลี้ยง    ความขี้เหนี่ยวไม่เคยมี นั่นคือสาเหตุที่น้องๆ ทุกคนในสำนักรักและเคารพศิษย์พี่รองคนนี้เป็นพิเศษ ทั้งกับพระด้วยกันและลูกศิษย์ใกล้ชิด นั่นคือที่ของความอิจฉา เป็นที่รู้กันดีว่า ความอิจฉาเริ่มเกิดมีจากพรหมสุธีตั้งนานมาแล้ว มันก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายจุดแตกหักมันอยู่ที่งานหลวงพ่อสมเด็จ ว่ากันว่าคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองหลายๆ คนคิดว่า พรหมสิทธิคือว่าที่เจ้าอาวาสคนใหม่ ถึงกับมีกรณีว่ามีคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองเข้าไปกราบเจ้าอาวาสคนใหม่แล้วหลุดปากว่า หลวงพี่มาจากวัดไหนครับ....

และความอิจฉาที่ว่านี้ ปรากฏแบบเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดก็คือ วันที่ 29 กรกฏาคม 57 กลางที่ประชุมจัดงานครบรอบวันมรณภาพหลวงพ่อสมเด็จ พรหมสุธีปลด 3 เจ้าคุณ (พรหมสิทธิ, เมธีสุทธิกร และวิจิตรธรรมภรณ์) ขุนศึกที่ผู้คนทั้งวงการคณะสงฆ์และบ้านเมืองให้ความเคารพและนับถือที่สุดว่า คือยอดขุนศึกของหลวงพ่อสมเด็จ สนองงานได้อย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ดังผลงานที่ปรากฏที่ผ่านๆ มา เช่น การสวดมนต์ข้ามปี ที่ริเริ่มโดยพระพรหมสิทธิ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ และผลงานที่ประจักษ์ชัดที่สุดก็คือ การส่งพระธรรมฑูตไปยังต่างประเทศทั่วโลก ไม่แปลกที่ผลงานเหล่านี้จะทำให้ผู้คนรู้จักพรหมสิทธิมากกว่าพรหมสุธิ ไม่แปลกที่ผลงานเหล่านี้จะทำให้พรหมสุธีเกิดความอิจฉาขึ้น และความอิจฉาได้ตอกย้ำในกมลสันดานของพรหมสุธียิ่งเข้าไปอีก คือการแจ้งความจับ 3 เจ้าคุณข้างต้น โดยข้อหาเรื่องโกงเงินวัด นอกจากคำว่าอิจฉาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พรหมสุธีมีคือ ความหูเบา เบาเพราะฟังความเพียงจากพระพม่าข้างตัวท่าน มีพระพม่าอยู่สองตัว ตัวหนึ่งอ้วน (มันกินจุ กินแล้วก็นอนๆ มีครั้งที่มันกิจทุเรียนจนเข้าโรงพยาบาลเพราะกินมากเกินไป) ตัวหนึ่งชอบพูดแฮ่ๆ ไอ้ตัวนี้ละที่ได้รับพรจากหลวงพ่อสมเด็จว่า ไอ้อัปปรีย์ หากใครที่สมควรโดนพระบาทบาทามากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น ไอ้พม่าอัปปรีย์ตัวนั้น (รายละเอียดในเอกสาร 19 หน้า) ไอ้พม่าอัปปรีย์ผัวอีอรตัวนี้ละที่คอยยุยงส่งเสริมเป่าหูอยู่ตลอดว่าควรทำอย่างไร และอนิจจาท่านก็เชื่อมัน.....

ไม่แปลกที่จะมีใครสักคนจัดทำเพจตีแพร่ความจริงขึ้นมา และไม่แปลกที่เอกสาร 19 หน้า จะปรากฏต่อสายตาของสังคม ไม่ใช่เป็นการเอาคืนจากพรหมสิทธิ เพราะพรหมสิทธิทั้งสั่งทั้งบอกลูกน้องเสมอๆ หลังเกิดเรื่องขึ้นว่า ถอยออกมาแบบเงียบๆ อย่าให้คนภายนอกรู้ว่าเราทะเลาะกัน เราไม่ได้ทะเลาะด้วย ให้เขาดิ้นฝ่ายเดียว ใช้รูปแบบหลวงพ่อสมเด็จ คือนิ่ง ใครด่า ใครว่าอย่างไรก็นิ่ง การกระทำจะเป็นตัวบอกว่าเราบริสุทธิ  อย่าให้เสียชื่อเสียงที่หลวงพ่อสมเด็จสั่งสมมา จะทำอะไรต้องนึกถึงหลวงพ่อสมเด็จก่อนเป็นอันดับแรก แต่มันเกิดขึ้นเพราะความรักและความปราถนาดีของลูกศิษย์ของพรหมสิทธิ

พรหมสุธียกเรื่องเงินขึ้นใส่ความ 3 เจ้าคุณ

ต้นสายปลายเหตุมาจากไหน มาจากความเห็นแก่ตัวของพรหมสุธีนั่นละ เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร เป็นที่ทราบกันว่าพรหมสุธีขี้เหนียวเห็นแก่ตัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ขนาดกับข้าวไปสวดไปฉันแล้วโยมถวายมาเน่าคาห้องนักต่อนักแล้ว (เงินยังปลวกขี้นเลย) ยิ่งในบรรดาลูกศิษย์ผู้ที่ถูกใช้งานใกล้ชิดก็รู้ถึงกิตติศัพท์เรื่องความขี้เหนียวที่ว่านี้ดี และการเรื่องนี้หลวงพ่อสมเด็จก็ทราบดี (อ่านรายละเอียดเรื่องนี้ได้ในเอกสาร 19 หน้า) นั่นทำให้หลวงพ่อ ให้จัดการทำบัญชีแยกแต่ละหน่วยบำเพ็ญกุศล ให้ผู้ที่ได้รับหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละหน่วยจัดการเอง ทำอย่างไรให้คนรู้จักวัดและเข้าวัด และใช้เงินแต่ละหน่วยนั่นละบริหารจัดการเอง ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่ การที่จะเบิกเงินจัดทำอะไรจากพรหมสุธีเป็นเรื่องยากมาก ทำให้เกิดบัญชีแยกออกจากบัญชีกลางของวัดขึ้นมา นั่นละคือเหตุผลที่พรหมสุธีบอกคนทั่วไป เงินไม่เข้าวัด และเลยไปถึงเรื่องงานสำนักงานส่งเสริมฯ ถึงขนาดกับบอกคนทั่วไปว่าเป็นสำนักงานเถื่อน เอาเงินมาจากไหน ใช้อย่างไร ทำไมไม่รู้เห็นด้วย แต่ข้อนี้ก็ตกไป เพราะหลวงพ่อสมเด็จผูกเงื่อนสำคัญไว้ให้ คือให้น้องชายพรหมสุธีช่วยดูแลกำกับการเบิกจ่ายเงินทั้งหมดอีกทีหนึ่ง ทำให้สืบมาสืบไปยังไงก็พันแข้งพันขาตัวพรหมสุธีอยู่นั่นละ

สุดท้าย ในฐานะคนหนึ่งที่เคยอาศัยใต้ร่มเงาของภูเขาทอง ไม่เคยติดใจกับเรื่องราวที่เป็นข่าวเรื่องความร่ำรวยของท่านหรอก เพราะพวกเรารู้ดีอยู่แล้วว่ามันคืออะไร แต่ติดใจเพียงแค่ว่า ทำไมท่านใช้ระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งปี ทำลายสิ่งที่หลวงพ่อสมเด็จสร้างมาทั้งชีวิต

ท่านไม่รักหลวงพ่อเหรอ !!!

ท่านไม่รักพี่น้องของท่านเหรอครับ !!!!

ท่านทำสังฆเภทแล้วครับ....

ท่านทำให้ภูเขาทองแตกออกเป็นสองฝ่าย ท่านจะอยู่ได้อย่างไรกับพระพม่าตัวอัปปรีย์ข้างตัวท่าน ท้ามกลางการแวดล้อมของหมู่สงฆ์ที่เพียบพร้อมด้วยจริยาวัตรที่หลวงพ่อสมเด็จสร้างขึ้นมา หลวงพ่อสมเด็จทำให้สงฆ์วัดเราดูสวยงาม ทั้งการนุ่งห่มและปิยวาจา ไม่ว่าพระวัดสระเกศจะก้าวเข้าไปในสงฆ์หมู่ไหน สงฆ์หมู่นั้นก็งดงามขึ้นด้วยจริยาวัตร ดังที่กล่าวมา

สุดท้าย จึงเห็นสมควรนิมนต์ท่านครับ นิมนต์ให้ท่านลาและละเถิดครับ ลาจากความเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสมเด็จ ละจากความเป็นเจ้าอาวาส ลาสิกขาไปใช้เงินที่ครอบครัวของท่านสร้างไว้ให้ เปิดทางให้ผู้มีบารมีที่คู่ควรขึ้นมาสนองงานที่ค้างคาของหลวงพ่อสมเด็จ ให้สืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวไปและเผยแพร่ให้กวางไกลออกไป และท่านไม่มีคุณสมบัติอะไรเลยที่จะจัดทำภาระนี้ให้เสร็จตาม ปนิธานของหลวงสมเด็จ

ขอนิมนต์ครับ
ใต้ร่มภูเขาทอง

ที่มา : พันทิป
28 สิงหาคม 2557

ไม่จริ๊ง ไม่จริง

ถ้ามีจริงไม่อยู่แล้ว !

เจ้าคุณเหนาะปฏิเสธข่าวรวยพันล้าน

 
อะฮ้า ! แก้ข้อหาง่ายจริงนะท่านเหนาะนะ ถ้าแก้ได้ก็ถือว่ามหัศจรรย์ ต้องยกให้เจ้าคุณเหนาะเป็นสมเด็จฯองค์ใหม่ของปีนี้ เพราะว่าเขาทำเอกสารโจทย์ฟ้องท่านยาวถึง 19 หน้า แต่ท่านเหนาะใช้วาจาแค่ไม่กี่คำ สามารถลบล้างได้หมด แถมวัดปากน้ำก็ยังเชื่อ ! สงสัยจะมาเสียผู้ใหญ่ตอนแก่นี่แหละ ขอบอกด้วยแหละว่า งานนี้มิใช่งานเล็กๆ เหมือนงานวัดทั่วไป หากแต่เป็นงานประจำปีภูเขาทองของกรุงเทพฯนะครับ แค่นักเลงภูเขาทองก็ดังคับซอยแล้ว แต่นี่ "เจ้าอาวาสภูเขาทอง" มันถึงดังโดยไม่ต้องเชียร์ไง ถ้าสมเด็จฯวัดปากน้ำ หรือวัดพิชัยญาติ ไม่ตั้งกรรมการสอบอย่างเป็นทางการ คือยังปล่อยให้เจ้าคุณเสนาะเดินเข้าเดินออกมหาเถรสมาคม ยังคุมบัญชีสมณศักดิ์อยู่ ก็เหมือนปล่อยให้คุมอาวุธอยู่ในมือ ทั้งๆ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว มันจะพังถึงมหาเถรสมาคม และจะกระทบถึงตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ของหลวงพ่อวัดปากน้ำได้นะครับ ท่านเป็นเล่นไป ไฟไหม้ยอดปราสาทอาจจะแค่ลามมาจากด้านนอกก็เป็นได้ ดังกรณีเจ้าคุณเสนาะในวันนี้ จะทำอะไรก็รีบเถิดครับ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จผู้ทรงอำนาจบาตรใหญ่ทั้งหลาย พระเจ้าอยู่หัวตั้งให้มาดูแลพระศาสนานะครับ มิใช่ตั้งไว้ให้กินบ้านกินเมือง

 

 

สองผู้ใหญ่ในวงการสงฆ์ไทย

ซ้าย : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) วัดพิชัยญาติ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ปกครองสายตรงของเจ้าคุณเสนาะวัดสระเกศ

ขวา : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มีอำนาจสูงสุดในคณะสงฆ์ไทย

 
เจ้าคุณเหนาะ วัดสระเกศ

ผู้มีคดีอุกฉกรรจ์เรื่องร่ำรวยผิดปรกติ

เจ้าอาวาสวัดสระเกศแจงไม่มีเงินเป็นพันล้าน รถยนต์โยมมาถวาย สวนกล้วยไม้ของญาติ หลังถูกกล่าวหาผ่านทางสื่อออนไลน์ พศ.รายงานพระเถระผู้ใหญ่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

27ส.ค.2557 พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กรรมการมหาเถสมาคม(มส.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีผู้เผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาผ่านทางสื่อออนไลน์นั้น สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง เริ่มตั้งแต่รถยนต์ที่มีจำนวนหลายคัน ยืนยันว่าไม่ได้ซื้อมาเอง แต่เป็นรถที่มีพุทธศาสนิกชนนำมาถวายตั้งแต่ปี 2542  ส่วนเรื่องทำธุรกิจปลูกสวนกล้วยไม้ และทำหมู่บ้านจัดสรร ก็เป็นธุรกิจของญาติ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด โดยเฉพาะเรื่องสวนกล้วยไม้ญาติทำกิจการนี้มานานนับ 10 ปี แล้ว  ขณะที่เรื่องไก่ชนนั้น ก็เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธานำมาถวายเช่นกัน แต่ที่มีการกล่าวอ้างถึงว่าเพาะพันธุ์ปลากัดขายนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เมื่อถามถึงที่มีการระบุว่าพระพรหมสุธีมีทรัพย์สินเป็นพันล้านบาทนั้น พระพรหมสุธี กล่าวว่า ถ้ามีเงินเป็นพันล้านบาทจริงคงไม่อยู่แล้ว ทั้งนี้การที่เกิดการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวออกมานั้น เชื่อว่าเป็นขบวนการต้องการล้มเจ้าอาวาส จึงมีการนำข้อมูลต่างๆมาโยงเข้ากับตน เนื่องจากหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯนั้น ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานภายในวัดจำนวนมาก อย่างไรก็ตามได้เข้าชี้แจงเรื่องทั้งหมดต่อพระเถระชั้นผู้ใหญ่แล้ว

ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และแม้เรื่องนี้จะไม่มีการร้องเรียน รวมทั้งในใบสนเท่ห์ก็ไม่มีชื่อเจ้าทุกข์ แต่ พศ.ก็ไม่ได้นิ่งเฉย ซึ่งขณะนี้ได้รายงานพระเถระผู้ใหญ่ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว เพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เชื่อว่าเร็วๆ นี้คงได้ความชัดเจนว่าแนวทางในการดำเนินเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ส่วนกรณีการนำข้อมูลเรื่องดังกล่าวไปเผยแพร่ผ่านทางสังคมออนไลน์นั้น ทางเจ้าคณะผู้ปกครองต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีมูลก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของพระสงฆ์ต่อไป

“การตรวจสอบสถานะทางการเงินของวัดนั้น คงต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการ แต่ทั้งนี้มีการกำหนดเป็นระเบียบออกมาชัดเจนอยู่แล้วว่า ทุกวัดต้องมีบัญชีลงทะเบียนทรัพย์สิน รวมทั้งรายรับรายจ่าย เพื่อให้ตรวจสอบได้ ดังนั้นสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย จะไม่มีการยกเว้น หรืออภิสิทธิ์ใดๆ ให้แก่พระสงฆ์ ส่วนเรื่องการทำธุรกิจของพระสงฆ์นั้น เป็นเรื่องที่ผิดชัดเจนอยู่แล้ว เพราะพระสงฆ์ไม่มีหน้าที่จะประกอบอาชีพหรือ ทำธุรกิจอย่างอื่น สำหรับบทลงโทษคงต้องดูลักษณะของการกระทำผิดก่อนว่ามีส่วนร่วม หรือกระทำเอง ซึ่งโทษมีทั้งหนักและเบา” ผอ.พศ. กล่าว

ที่มา : คมชัดลึก
28 สิงหาคม 2557
http://www.alittlebuddha.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ