วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปาราชิกทั้งคู่เลยทั้งคนรับพัดยศ(คนทำสงฆ์ให้แตกแยก)


ปาราชิกทั้งคู่เลยทั้งคนรับพัดยศ(คนทำสงฆ์ให้แตกแยก)และคนแจกพัดยศ(คนสนับสนุน,สมรู้ร่วมคิด ฯลฯ) = ปาราชิกฐานทำสงฆ์ให้แตกแยก


ปาราชิกทั้งคู่เลยทั้งคนรับพัดยศ(คนทำสงฆ์ให้แตกแยก)และคนแจกพัดยศ(คนสนับสนุน, สมรู้ร่วมคิด ฯลฯ) = ปาราชิกฐานทำสงฆ์ให้แตกแยก



ฉบับที่ ๑
๑. หากพระรูปใด บิดเบือนพระธรรม กล่าวหาพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำ สงฆ์ให้แตกแยกเป็น 2 ฝ่ายถือเป็นกรรมหนักสุด ทางศาสนาเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้ง ปัจจุบันและอนาคตที่หนัก
๒. พระรูปใด ได้ทรัพย์สิน ระหว่างที่บวชเพื่อความถูกต้อง ก็ต้องโอน สมบัติทั้งหมดเป็นของวัด

ฉบับที่ ๒
"ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไปกลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้ามเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง คือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที การไม่ยอมคืนสมบัติให้วัด ในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาเป็นของตน แต่เมื่อถึงอย่างไร ก็ยังไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะ โดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา "

ฉบับที่ ๓
"การโกงสมบัติผู้อื่นตั้งแต่ 5 มาสกขึ้นไปคือประมาณไม่ถึง 300 บาทในปัจจุบัน ภิกษุนั้นต้องอาบัติปาราชิกฐานผิดพระธรรมวินัยพ้นจากความเป็นพระทันที ในกรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการสั่งให้สึก ไม่ว่าจะมีการจับสึกหรือไม่ก็ตาม ภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยข้อนี้ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระโดยอัตโนมัติ ที่ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรก็เพื่อเตือนให้รู้ทั่วกันว่า ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้นไม่ใช่พระในพุทธศาสนา เป็นเพียงผู้นำผ้ากาสาวพัตร์ไปครอง เป็นพระปลอม ต่อจากนั้นย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้รักษากฎหมาย หรือของผู้มีหน้าที่ในการพุทธศาสนา จะต้องรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้มีพระปลอมมาทำลาย ทำให้เสื่อมเสีย เช่นที่ผู้รักษากฎหมายเคยทำมาแล้ว เคยบังคับให้เป็นผู้ปลอมเป็นพระ ถอดผ้ากาสาวพัตร์ออกจากตัว การปฏิบัติต่อพระปลอมต้องไม่มีแตกต่างกัน ต้องไม่มียกเว้นว่า คนนั้นปลอมได้คนนี้ปลอมไม่ได้ เป็นพระปลอมมีอยู่ในพุทธศาสนาไม่ได้ทั้งนั้น ประกาศนั้นเป็นคำบอกเล่าเป็นคำเตือนให้รู้ เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับมหาเถรฯไม่บังคับให้เชื่อ ไม่บังคับใครให้ทำอะไร แสดงความถูกผิดให้ปรากฏอยู่เท่านั้น ในฐานะที่เป็นประมุขแห่งสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงต้องทำหน้าที่ส่วนตนให้เรียบร้อยถูกต้อง บอกความจริงด้วยความหวังดีมิได้บังคับ จงเข้าใจทั่วกัน"

ฉบับที่ ๔
" ในกรณีเกี่ยวกับ เรื่องวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีกขณะนี้ ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดี ด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม "

ฉบับที่ ๕
" ได้แจ้งให้เป็นที่เข้าชัดเจนดีทั่วกันแล้วก่อนหน้านี้ ว่าในตำแหน่งผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อเทิดทูนรักษาพระพุทธศาสนาให้พ้นถูกทำลาย สมบูรณ์ดีที่สุดแล้วตามอำนาจท่านกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหลายจะทำอะไรต่อไปตามความต้องการ จะไม่มานั่งฟังรับรู้ในที่ประชุมวันนี้ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 "

เรียน นายไชยบูลย์ สุทธิผล นรกรอนายอยู่ นายไชยบูลย์ฯพระอักษร สมเด็จพระสังฆราช ปรับอาบัติเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

http://b2b2.tripod.com/other/topmsg1.txt

พระสังฆราชให้ธรรมชโยสึก เพราะต้องอาบัติ ปาราชิก

              คนที่ติดตามข่าว วัดพระธรรมกาย มานาน วันนี้มีคำตัดสินจากพระสังฆราชแล้วครับ

              พระลิขิต พระสังฆราช

              ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำทรงสอน
              โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่องเป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไป กลายเป็นสอง
              มีความเข้าใจ ความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยก
              เป็นอนัตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบัน และอนาคต ที่หนัก

              ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง
              คือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ทันที (5 เมษายน 2542)

              ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนา
              ถือเอาสมบัติของวัดเป็นขอบตนจริงๆ
              แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้ง
              ว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด
              เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย
              ให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา

              (สมเด็จพระญาณสังวร)
              สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

              วัดบวรนิเวศวิหาร กทม.
              26 เมษายน พ.ศ.2542

              พัลวัน  - [30 เม.ย. 2542 08:43:29]

ความคิดเห็นเพิ่มเติม :

              กรมศาสนามีความเห็นแย้งครับ ว่าพระลิขิตของพระสังฆราช เป็นเพียง "ความเห็น" ยังมิใช่คำสั่ง
              เพราะหากเป็นคำสั่ง "ต้อง"มีหมายเลขหนังสือ "ต้อง"มีตราประทับครับ

              และแย้งว่า ไม่ใช่มติของมหาเถรสมาคมครับ ใช้บังคับไม่ได้ครับhttp://www.youtube.com/watch?v=ye-as4Y7ppw
เจ้าสำนักวัดพระธรรมกาย ดูหมิ่นพระพุทธเจ้า 

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
จาก Youtube
ธรรมชโย สอนว่าพระพุทธเจ้ากลัวมาร ขนาดจะสอนธรรมะยังต้องขออนุญาตมาร พระพุทธเจ้าทุกพระองค์บนนิพพานกลัวมารหมด

นายไชยบูลย์ สุทธิผลเจ้าลัทธิหลอกกินตังค์และสาวกที่หลงเชื่อ รวมหัวกันแต่งตำราดูหมิ่นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มีทั้ง ภาคดำ ภาคขาว ภาคไม่ดำไม่ขาว ภาคเหมือนปูนิ่ม ฯลฯ

เห็นว่าแต่งตั้งว่านายไชยบูลย์ สุทธิผลเป็นพระพุทธเจ้าภาคปราบ เป็นต้นธาตุต้นธรรม

ที่มา http://pantip.com/topic/30730423/comment31
ความคิดเห็นที่ 31
ระวังนะครับ ปฏิบัติไปจะเป็นอย่างนี้
(มันช่วยไม่ได้นะครับ ที่พวกท่านไม่รู้จักควบคุมกันเอง จนปฏิบัติออกทะเลอย่างนี้)

  ๑. พระพุทธเจ้าภาคขาวที่ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เหมือนอย่างพระสมณโคดม สักกี่โกฏิกี่ล้านหรือสักกี่อสงไขยก็สู้มารไม่ได้สักองค์เดียว เพราพระพุทธเจ้าภาคขาวที่ดับขันธ์ถอดเอาธรรมกายเข้านิพพานไปนั้น เหมือนอย่างกุ้งหรือปูที่ลอกคราบ ก้ามหรือกระดองอ่อน ๆ อย่างนั้น จะไปทำไรใครได้ ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าชั้นก่อน ๆ ที่เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ แม้อย่างนั้นก็ยังเต็มรับเต็มสู้

   ๒. พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านคิดจะเข้านิพพานทั้งเป็น ๆ เหมือนกัน แต่สู้เขาไม่ได้ ก็ต้องดับขันธปรินิพพาน

   ๓. กล่าวถึงพระสมณโคดม เมื่อพระองค์สำเร็จโพธิญาณใหม่ ๆ ได้เสด็จไปประทับที่ใต้ควงไม้อชปาลนิโครธ พระยามารนิมนต์ให้เข้านิพพานเสียทีเดียว พระองค์ได้ตรัสแก่มารว่า ถ้าบริษัท 4 เหล่าคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่บริสุทธิ์แพร่หลายดีแล้ว จะยังไม่เข้านิพพาน มารได้ฟังดังนั้นก็หลีกไป

   เมื่อพระยามารหลีกไปแล้ว พระพุทธเจ้าภาคมารก็มาเอง ตอนนี้ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะบาลีไม่กล่าวไว้ เป็นแต่ผู้มีธรรมกายไปพบเข้า พระพุทธเจ้าภาคมารนั้น พระกายดำเป็นนิล ใสเป็นแก้ว โผล่ขึ้นมาตรงหน้าพระพุทธองค์ แล้วถามพระองค์ว่า “เมื่อท่านยังไม่เข้านิพพาน แล้วท่านจะรบกับเราหรือโปรดสัตว์?” 

   พระพุทธเจ้าเพิ่งสำเร็จโพธิญาณใหม่ ๆ ไม่ทันจะทราบเรื่องราวอะไรนัก ต้องเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน ขึ้นไปทูลถามพระพุทธเจ้านิพพานเก่า ๆ ขึ้นไป จนถึงพระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ (นิพพานเป็น) ว่าจะรบดีหรือจะโปรดสัตว์ดี พระพุทธเจ้านิพพานแก่ ๆ บอกว่า “โปรดสัตว์เถิด จะรบนั้นสู้เขาไม่ได้ เพราะบารมีท่านน้อยกว่าเขา” แล้วก็ให้นัยมาว่า ให้ตั้งกติกากับเขาข้อเดียว เมื่อพระพุทธองค์ออกจากนิโรธแล้วก็บอกแก่มารว่า “เราจะโปรดสัตว์” แล้วมารก็ตั้งกติกา 4 ข้อ คือ

๑. ท่านอย่าไปแตะต้องโครงการของเขา (ของมาร) ที่เขาทำให้ทุกข์แก่สัตว์ไว้ แล้วอย่าไปพูด

๒. ท่านต้องห้ามสาวก อย่าให้แผงฤทธิ์เดช จนไปแตะต้องโครงการของเขา

๓. ท่านจะเทศนาโปรดสัตว์ ท่านต้องเทศนาโทษว่า “เป็นกรรมของสัตว์” อย่าโทษว่าเขาทำ (มาร)

๔. เมื่อท่านอายุครอบ ๘๐ ปี ท่านต้องเข้านิพพาน

   นี่คือ กติกาที่มารเขาให้ไว้แก่พระพุทธองค์ รวม ๔ ข้อ

   ส่วนพระพุทธองค์ก็ตั้งกติกาข้องเดียว คือ “ศาสนาของเราไม่มีกำหนด มรรคผลยังมีอยู่ตราบใด ศาสนาก็ตั้งอยู่ตราบนั้น” 

   เมื่อรับกติกาต่อกันอย่างนี้ ก็จะไม่มีการรุกรานกัน

   แล้วพระพุทธองค์ก็โปรดสัตว์ต่อไป ครั้นศาสนาแพร่หลายมีสาวกมากเข้า ภาคดำก็เล่นลูกไม้ โดยสอดละเอียดเข้าไปใน เห็น จำ คิด รู้ ของพระสาวกให้ทำชั่วขึ้น อย่างพระสุทินเสพเมถุน พระธนิยะทำอทินนาทาน พระที่แม่น้ำวัคคุมุทาทำมนุสสวิคคหะบ้าง อวดอุตริมนุสธรรมบ้าง ให้ทำปาราชิก 4 แล้วก็สอดละเอียดให้พระทำสังฆาทิเสส ๑๓, อนิยต ๒, นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐, ปาจิตตีย์ ๙๒, ปาฏิเทสนียะ ๔, เสขิยวัตร ๗๕,อธิกรณสมถะ ๗, จดหมด ๒๒๗ สิกขาบท พระพุทธเจ้าก็ต้องตามบัญญัติสิกขาบทจนหมดสิ้น

    ๑. มารเขาตั้งกติกาบ้าง เพื่อยึดอำนาจปกครอง

    ผู้ที่ประพฤติไม่เป็นอาบัติ เป็นสาวกของพระสมณโคดม ส่วนท่านที่ประพฤติชั่วเป็นอาบัติ เป็นสาวกของเขาทั้งหมด (เป็นสาวกของมาร)

    เมื่อมารเขาตั้งกติกามาอย่างนี้ พระพุทธองค์ไม่รู้จะเอาอย่างไรเหมือนกัน ครั้นจะพูดเรื่องของเขาเข้า ก็จะเสียสัตย์ที่ตั้งกติกาไว้ต่อกัน ว่าจะไม่พูดเรื่องของเขา เพราะพระพุทธเจ้าภาคขาวตรัสสิ่งใดแล้ว ก็จะไม่คืนคายสัจวาจา ครั้นจะต่อว่าเขาก็ไม่อาจทำได้ภาคมารเขาถือว่า ความซื่อสัตย์และการคดโกงเป็นธรรมของเขา ซึ่งมารก็ต้องปฏิบัติตามธรรมดำของเขา

    ครั้นจะปะทะกัน (รบกัน) ก็จะไม่มีเวลาโปรดสัตว์ เพราะจะต้องนิ่งอยู่ในนิโรธสมาบัติ ไม่มีเวลาออกจากนิโรธ แล้วกำปั้นของเราเล็กกว่าเขา (บารมีน้อยกว่าเขา) เพราะบารมีของพระองค์เพียงสี่อสงไขยแสนมหากัปเท่านั้น ของเขา (ของมาร) ตั้งร้อยอสงไขย พันอสงไขย หรือกว่าพันอสงไขยก็มี ถึงปะทะกันขึ้น (รบกับเขา) ก็สู้เขาไม่ได้ เพราะกำลังบารมีของเขามากว่า นั่นเอง

    เหมือนกับประเทศไทยกับประเทศนอกสมัยราชาธิปไตย เขตแดนของเรามาก แต่กำปั้นเล็กกว่าเขา ก็ต้องปล่อยให้เป็นเขตแดนของผู้อื่น จะสร้างปืนสักกระบอก เขาก็ถามว่า “จะรบกับฉันหรือ?” แม้จะสร้างเรือสักลำ เขาก็ถามว่า “จะสร้างไว้รบกับฉันหรือ?” ไทยก็ต้องอดทน เพราะกำปั้นเล็กกว่าเขา น่าเจ็บใจไม่น้อย

    พระพุทธเจ้าของเรา (พระสมณโคดม) กับภาคดำ (มาร) ก็แบบเดียวกัน

    ๕. มารเป็นผู้กำหนดอายุพระพุทธเจ้า

    กล่าวถึงพระพุทธองค์ เมื่อพระชนมายุย่างเข้า ๘๐ ปี ก็เริ่มให้โอกาสแก่พระอานนท์ (เพราะคิดว่าจะเข้านิพพานทั้งเป็นเหมือนกัน) ตถาคตอาศัยอิทธิบาททั้ง ๔ แล้วจะให้อายุยืนถึงกัปหรือกว่ากัปก็ได้ เพียรให้นิมิตโอกาสแก่พระอานนท์อยู่ถึง ๑๖ ตำบล ตำบลละ ๓ ครั้ง จะให้พระอานนท์ทูลอาราธนาให้ดำรงชีวิตอยู่อีกต่อไป แต่ภาคดำ (มาร) คอยดลใจให้พระอานนท์ไม่ให้นึกขึ้นมาได้ พอครบ ๑๖ ครั้งเท่าโสฬสกิจ ก็เป็นอันหมดโอกาส พระยามารก็มาเตือนให้นิพพานตามสัญญา ถ้าพระอานนท์ทูลอาราธนาไว้ได้ มารก็หมดโอกาส ทีนี้พระองค์จะได้เดินสมาบัติเชื่อมกายหมดทุกกาย จนนับอสงไขยกายไม่ถ้วนให้ติดเป็นกายเดียว ใสเป็นแก้ว เข้านิพพานทั้งเป็นได้แล้ว จะไปกลัวอะไร! แต่ก็ต้องดับขันธนิพพานอย่างนั้น .... ถ้าเข้านิพพานได้ทั้งเป็นก็เลิศเท่านั้น  http://pantip.com/topic/31221971








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ