วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

พบลูกอภิมหาเศรษฐีหนีมาบวชในไทย ทิ้งสมบัติพัสถานนับแสนล้าน



ใครว่าในยุคนี้ไม่มีเศรษฐีหนีความรวย !

เพราะในความเป็นจริง
เศรษฐีก็หนีความรวย คนจนก็หนีความจน

ต่างคนก็ต่างหนี สุดแต่ว่าใครจะหนีพ้นหรือไม่ ?

พบลูกอภิมหาเศรษฐีหนีมาบวชในไทย
ทิ้งสมบัติพัสถานนับแสนล้าน

แถมยังเป็นศิษย์หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อีกด้วย





พระสิริปันโน (ซ้าย)



พระลูกเศรษฐีมาเลย์ไม่รับมรดก 9.5 พันล้านเหรียญ

ลูกเศรษฐีมาเลย์ซึ้งรสพระธรรม บวชไม่ยอมสึก ปฏิเสธรับมรดกมูลค่ากว่า 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

25เม.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กนาม
 "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง" ได้รายงานข่าวจากภาคภาษาจีนโดยอ้างอิง 
Fanpage: New Heart New World ความว่า

"พระอาจารย์สิริปันโน (Ajahn Siripanno) ลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี ที. อนันดา กริชนัน (Tan Sri Ananda Krishnan) ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญสุนทานชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ ซึ่ง Forbes จัดอันดับความรวยเป็นอันดับ ของมาเลเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยครอบครัวนี้มีลูกสาว คน และมีลูกชายเพียง คนคือ พระอาจารย์สิริปันโน จบการศึกษาจากประเทศอังกฤษและสามารถพูดได้ถึง ภาษา

พระอาจารย์สิริปันโน ได้เลือกที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ 18 ปีที่แล้ว และไม่เคยมองย้อนกลับมาอยากใช้ชีวิตฆราวาส โดยปฏิเสธโอกาสที่จะทำงานเพื่อเข้ามาดูแลและขยายอาณาจักรธุรกิจของบิดา รวมทั้งปฏิเสธที่จะรับมรดกของครอบครัว ซึ่งมูลค่าราว 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนาตามแนวปฏิบัติสายพระป่าของไทย โดยเป็นลูกศิษย์สายพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี


ข่าว : คมชัดลึก
26 เมษายน 2556





สลด ! พระอยุธยาขับรถชน
มรณภาพพร้อมกัน 2 รูป








พระซิ่งชนสยอง !! มรณะ รูป
เมื่อ 25 เม.ย. ร.ต.ต.เฉลิมศักดิ์ สุขสอน พนักงานสอบสวน สภ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เก๋งชนท้ายรถบรรทุก ล้อ มีผู้เสียชีวิต ราย ที่บริเวณถนนสายบ้านใหม่-บ้านกุม ม.ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล พบรถยนต์เก๋งนิสสัน สีขาว ทะเบียน กง 5171 อยุธยา จอดอยู่ข้างทางด้านซ้ายสภาพด้านหน้าพังยับเยินมีพระบรรจบ ควรพินิจ อายุ 56 ปี เป็นคนขับถูกพวงมาลัยอัดติดอยู่คาซากรถ ด้านข้างคนขับพบศพพระใบฎีกาทองย้อย อตฺถกาโม อายุ 53 ปี เจ้าอาวาสวัดจันทร์ประเทศ

ภายในรถพบผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อนางแกละสมานสุข อายุ 75 ปี มารดาของเจ้าอาวาส และด.ช.ธนกิจ ควรพินิจ อายุ 9ขวบ ได้รับบาดเจ็บช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ห่างออกไปประมาณ 20 เมตรพบรถยนต์บรรทุก ล้อ ทะเบียน 81-0811 อยุธยา บรรทุกข้าวเปลือกเต็มคันจอดอยู่เลนขวา ด้านท้ายมีร่องรอยถูกชนท้าย มีนายบุญเลิศ ลอยเลื่อน อายุ 47 ปี คนขับรถยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ด้วยอาการตกใจ

ร.ต.ต.เฉลิมศักดิ์กล่าวว่าจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าเจ้าอาวาสพร้อมพระลูกวัดขับรถพาแม่ไปส่งบ้านที่ อ.บางบาล แต่คนขับรถวัดไม่อยู่จึงได้ให้พระบรรจบขับรถให้ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุสันนิษฐานว่าอาจจะขับรถแซงขึ้นมาแล้วเจอรถยนต์บรรทุก 6ล้อที่จอดขนข้าวเปลือกขึ้นจากนาข้าวที่กำลังเกี่ยวอยู่ จึงพุ่งชนท้ายทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ



ข่าว : ข่าวสด
26 เมษายน 2556



จรว-จ้อรายวัน !

เจ้าคุณเอื้อนประกาศผ่านหนังสือพิมพ์
จะตั้งทีมกฎหมายช่วยพระเณรถูกฟ้องร้อง


แหมประเทศไทยในยุคนี้ เห็นจะไม่มีพระเถนเณรชีรูปใดมีเมตตาการุเท่าเทียมพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณเอื้อนอีกแล้วล่ะ เพราะเมื่อเดือนก่อนนี่เอง ตอนนั้นท่านยังเป็นเจ้าคณะภาค 14 ท่านก็มีโครงการเก็บเงินเดือนพระสังฆาธิการทั่วภาค 14 เอาไปให้ญาติโยมได้กู้ไปใช้ฟรีๆ ไม่มีดอกเบี้ย พอย้ายมาเป็นเจ้าคณะ กทม. ท่านก็ให้สัมภาษณ์รายวัน ออกนโยบายยิ่งกว่าทักษิณเป็นนายกสมัยแรกเสียอีก วันวานประกาศจัดระเบียบวัดใน กทม. วันนี้ประกาศตั้งทีมกฎหมายช่วยพระเณร พรุ่งนี้-มะรืนนี้ ท่านคงจะมีนโยบายใหม่ออกมาเรื่อยๆ ส่วนโครงการกู้ยืมเงินภาค 14 นั้น เวลานี้ท่านไม่ใช่เจ้าคณะภาค 14แล้ว จึงถือว่าสิ้นสุดไป ถือซะว่าเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนนโยบายของรัฐบาลนั่นแหละ เมื่อสิ้นสุดรัฐบาลก็สิ้นสุดโครงการ ใครจะหาว่าเจ้าคุณเอื้อนตระบัดสัตย์ก็คงว่าไม่ได้ บอกแล้วไงว่าเป็นเรื่องการเมือง จริงไหมเล่าครับท่านพระพรหมดิลก

ปล. พูดแล้วไม่ทำ ต่างกับตดตรงไหน ?




รุ่นไมค์สะท้าน
เจ้าคุณเอื้อน เจ้าคณะ กทม.
เจ้าของรายการ จรว. (จ้อรายวัน)




วันนี้ (24 เม.ย.) พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) ) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมคม(มส.)ในฐานะเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งทีมกฎหมายของคณะสงฆ์กรุงเทพฯขึ้นมา โดยนำพระที่มีความรู้ด้านกฎหมายเข้ามาอยู่ในทีมดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายแก่วัดต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ และยังเพื่อเป็นการช่วยป้องกันปัญหาการถูกฟ้องร้องของพระสงฆ์ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีพระสงฆ์บางรูปถูกฟ้องร้องโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์

เจ้าคณะกรุงเทพฯ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้แจ้งไปยังเจ้าคณะแขวง เจ้าคณะเขตทุกรูป
 ในเขตกรุงเทพฯ ให้ดำเนินการกับพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาตเรี่ยไรเงิน รวมทั้งพระสงฆ์ที่บิณฑบาตอยู่กับที่ ซึ่งหากพบพระสงฆ์ที่มีความประพฤติในลักษณะดังกล่าวให้เข้าไปขอชื่อของพระสงฆ์ ชื่อพระอุปัชฌาย์ และชื่อวัด จากนั้นให้แจ้งมายังเจ้าคณะกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการแจ้งไปยังวัดต้นสังกัด พระอุปัชฌาย์ รวมทั้งเจ้าคณะภาคของพระที่มีพฤติกรรมดังกล่าวให้มานำตัวกลับไป ทั้งนี้ยอมรับว่าพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ตามวัดในกรุงเทพฯ แต่มักไปอาศัยอยู่ตามบ้าน และออกมาบิณฑบาตหากิน ซึ่งหากพุทธศาสนิกชนพบเห็นพระสงฆ์ในเขตกรุงเทพฯที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมให้แจ้งไปยังเจ้าคณะแขวง หรือเจ้าคณะเขต ในพื้นที่นั้นๆได้ทันที รวมทั้งยังสามารถแจ้งมายังสำนักงานเจ้าคณะกรุงเทพฯ วัดสามพระยา ได้เช่นกัน

ส่วนกรณีของวัดตะล่อม ที่มีการรับพระต่างชาติเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ล่าสุดทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ได้เข้าไปตรวจสอบแล้ว โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างที่พระครูธีรธรรมานันท์ เจ้าอาวาสวัดบางแวกและเจ้าคณะแขวงบางแวก กำลังสรุปรายงานมาให้ ทั้งนี้ยืนยันว่าการออกระเบียบการรับพระอาคันตุกะจากต่างชาติเข้ามาอยู่ในวัดเพื่อให้วัดในเขตกรุงเทพฯปฏิบัติตามนั้น เพราะต้องการให้มีการดำเนินการทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย” พระพรหมดิลกกล่าว


ข่าว : เดลินิวส์
25
 เมษายน 2556



พระธรรมทูตต้องอดทน !

เพราะถ้าไม่ "อดทน" ท่านก็จะ "อดเป็น" พระธรรมทูต



เช่น เขาออกโปรแกรมใหม่ ให้ผู้เข้าอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศทุกรูป ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินราคา "เป็นหมื่น" ไปรับโอวาท "สมเด็จพระมหาวีรยุทธ"ที่ประเทศอินเดียและเนปาล ท่านก็ต้องทำตามโดยไม่มีข้อแม้ มิเช่นนั้นท่านก็จะไม่ผ่านโครงการ อดเป็นพระธรรมทูต ต่อไปถ้าเขาจะขยายโครงการให้ซื้อตั๋วไปอบรมที่ประเทศเขตใดไม่ว่าในโลกหรือนอกโลกก็ตาม ท่านก็ต้อง"อดทน" ทำตาม นี่คือกฎเหล็ก ห้ามเถียงหรือโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่า มจร. คือเจ้าของโครงการอบรมพระธรรมทูตผูกขาดอยู่แต่เพียงเจ้าเดียว ต่อไปก็ขยายโครงการฮุบเอา "เส้นทางไปพระนิพพาน" มาไว้ที่ มจร. เสียเลยสิฮะ ใครอยากเป็นอรหันต์หรือไปพระนิพพาน ก็ต้องผ่านด่าน มจร. ไปก่อน ดูสิ ขนาดแม่ชีทศพรผู้มีทิพย์จักษุแห่งวัดพิชัยญาติ ยังต้องมาขอเป็นด๊อกเตอร์กิตติมศักดิ์ที่ มจร. เลย ดังนั้นก็จงเลือกเอา ระหว่าง "อดทน" กับ "อดเป็น"อยากอดแบบไหนก็เลือกเอา จริงไหมขอรับ ท่านพระพรหมบัณฑิต

ปล. สมัยนี้ ถ้าไม่มีเงินเป็นหมื่นๆ ก็อย่าคิดเข้าอบรมเป็นพระธรรมทูต




ยิ้มก็เห็นแก้ม แย้มก็เห็นไรฟัน




พระธรรมทูตต้องอดทน

คอลัมน์หัวใจไทย : โดย...สมหมาย สุภาษิต มจร.

"พระธรรมทูต" ถือเป็นผู้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและสืบทอดคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่สำคัญ ดังนั้น จึงต้องปลูกฝังความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างเข้มข้น โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ เริ่มดำเนินการเมื่อ พ.ศ.2510และยุติลงด้วยเหตุบางประการ ขณะเดียวกัน ความต้องการพระธรรมทูตเพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังต่างแดนกลับเพิ่มมากขึ้น กระทั่งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและพระธรรมทูตไทยในต่างประเทศได้เสนอต่อมหาเถรสมาคม (มส.) ให้มีการอบรมพระธรรมทูตอีกครั้ง

พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) เล่าว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา มีพระสงฆ์ที่ผ่านการฝึกอบรมไปแล้วจำนวน 1,385 รูปรวม 18 รุ่น และครั้งนี้ เป็นรุ่นที่ 19 มีพระสงฆ์ที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับการอบรมจำนวน 98 รูป ทั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และฝึกอบรมให้เป็นพระธรรมทูตที่มีความรู้ความสามารถด้านพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีจริยาวัตรที่ดีงาม

หลักสูตรอบรมพระธรรมทูต แบ่งออกเป็น ส่วนประกอบด้วย ภาควิชาการ จำนวน 20 วัน ภาคปฏิบัติ กล่าวคือ กิจกรรมฝึกปฏิบัติและศึกษาดูงานการปฏิบัติศาสนกิจของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ณ แดนพุทธภูมิ นมัสการสังเวชนียสถาน ณ ประเทศอินเดีย เนปาล ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม -เมษายน ที่ผ่านมา โดยเริ่มที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย และไปสิ้นสุดที่ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล กิจกรรมสาธารณูปการฝึกการปฏิบัติงานก่อสร้างและงานเกษตรสาธิต 20 วัน การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน 30 วัน และสุดท้ายการฝึกทักษะเพื่อการทำงานเป็นทีมในงานวันประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยและงานวิสาขบูชาโลกนานาชาติ 10 วัน

พระราชรัตนรังสี เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล กล่าวว่า เมื่อผู้เข้าอบรมผ่านสองประเทศนี้แล้ว จะไปเผยแผ่ประเทศไหนๆ ก็ได้ทั่วโลก เพราะอินเดีย-เนปาลถือเป็นแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา จงคิดว่าจะนำความรู้นี้ไปสอนพุทธศาสนิกชนให้ได้ประโยชน์มากที่สุด อย่าหวังผลเพียงเพื่อได้ไปอยู่ต่างประเทศ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ก็จะเป็นเนื้อร้ายที่เกาะกินพระพุทธศาสนาให้เสื่อมถอยไป การตั้งใจศึกษาวิถีชีวิตผู้คนอย่างจริงจังในอินเดีย-เนปาล จะเห็นว่า นี่คือสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งสอนไว้เมื่อ 2600 ปีมาแล้ว ปัจจุบันสัจธรรมนั้นก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ไม่เสื่อมคลาย


ข่าว : คมชัดลึก
25
 เมษายน 2556

1 ความคิดเห็น:

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ