วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์พระเจ้าตากสินมหาราช

ประวัติศาสตร์  ก็ได้ทราบเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในอีกมิติหนึ่ง  แต่ความจริงของเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุผลต่างๆต่อผลประโยชน์ของแผ่นดินที่จำเป็นต้องให้คู่กรณีหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจอย่างนั้น โดยจะขอนำบางส่วนของการสนทนาของผู้ที่บรรลุมรรคผลแล้ว มาพบปะสนทนากันที่พระอุโบสถวัดป่ามะม่วง เมื่อประมาณ พ.ศ. 2528

พระรูปทรงม้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วัดอินทาราม

ผู้เข้าร่วมวงสนทนาในครั้งสำคัญมีดังต่อไปนี้.....(ด้วยถึงช่วงเวลาอันสมควรที่จะเปิดเผยตามความเป็นจริง ให้หลายๆคนที่ยังข้องใจได้รับทราบเหตุการณ์ต่างๆที่ได้เกิดขึ้น จากเจ้าของเรื่องที่ได้วางแผนหาทางออก ให้แก่ประเทศชาติ เมื่อมีภัยใหญ่มาประชิด ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยต่อไป)

หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร

พระภิกษุพระเจ้าตากสิน

พระบัวเฮียว

พระครูจรัญ (สมณศักดิ์ในขณะนั้น)

โดย 3 ท่านแรกมาในกายพลังงาน ส่วนหลวงพ่อพระครูจรัญ ท่านยังมีกายสังขารอยู่ ปัจจุบันยังแข็งแรงดี (พ.ศ. 2553)

เมื่อประเทศไทยเสียกรุงสรีอยุธยาให้แก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 แล้ว นอกจากจะถูกปล้นสะดมเผาพระราชวัง วัดวาอาราม บ้านเรือนราษฎรอย่างโหดเหี้ยมแล้ว คนไทยยังแตกออกเป็น 6 ก๊ก แย่งกันเป็นใหญ่ เมื่อพม่าปล้นทรัพย์สินฆ่าผู้คนตายเป็นจำนวนมาก แม้ทองคำที่หุ้มหลวงพ่อพระศรีสรรเพชญ์หุ้มทองคำหนัก 20,000 บาทก็ถูกพม่าเอาไฟเผาลอกทองคำไป พระไตรปิฏกต่างๆตามวัดวาก็ถูกเผาไฟทำลายไปแทบหมดสิ้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทำศึกกอบกู้ประเทศชาติไทยเป็นเอกราชกลับมาได้ภายในปีเดียว และมาเริ่มทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาพุทธขึ้นใหม่ ยังต้องไปขอยืมพระไตรปิฏกส่วนหนึ่ง มาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช และต้องไปติดตามส่วนต่างๆที่ยังไม่ครบตามวัดต่างๆทั่วประเทศ เป็นเวลา 1 ปี แต่การสังคยานาพระไตรปิฏกมาเสร็จเรียบร้อยในรัชกาลที่ 1 ที่ทรงมาจับงานต่อจนแล้วสร็จสมบูรณ์

ผลกรรมของการเผาบ้านเผาเมือง ทำลายพระพุทธศาสนา เอาไฟเผาพระพุทธรูปลอกทองคำที่หุ้มองค์พระออกไป เผาวัดวาอารามพระไตรปิฏกต่างๆวอดวายสิ้น กรรมหนักเหล่านี้ส่งผลแก่ชาวพม่าและบ้านเมืองของเขาอย่างไรบ้างทุกๆท่านก็พึงพิจารณาเอา พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมายาวนาน และปัจจุบันคนในประเทศก็ยังแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่าต่างๆยังรวมกันเป็นประเทศเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ได้  แม้เวลาจากที่มาเผากรุงศรีอยุธยาให้วอดวายไม่เหลือหรอล่วงไปแล้วเป็นเวลา 243 ปี ก็ตาม ภัยธรรมชาติก็โหมกระหน่ำรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และมีรอยแยกของแผ่นดินที่เกิดแผ่นดินไหวหลายแห่งในดินแดนแห่งหุบเขานี้ ส่วนภูมิประเทศอยู่ท่ามกลางหุบเขาอย่างไร เรามาดูกันจากทางอากาศที่

 

  
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

 

 ทั้งนี้โลกก็ใกล้เวลาทำการร่อนตะแกรงธรรมชาติครั้งสุดท้ายแล้ว  ใครที่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม และพลโลกรวมทั้งชนชาวพม่า จะเหลือรอดชีวิตสักเท่าไร ก็คอยดูกันต่อไปอีกไม่นานเลย

พระภิกษุเจ้าตาก : ประวัติศาสตร์กรุงธน ผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้นอกจากเรากับสหายร่วมสาบาน (ร. ๑)
(ทรง อนุญาตให้ท่านพระครูใช้ศัพท์สามัญกับพระองค์ ด้วยเหตุผลที่ว่า “...ท่านอย่าลืมว่าขณะนี้เราเป็นใคร ท่านเป็นใครเราทั้งสองมีความเท่าเทียมกันในทางธรรม(1) มีอาจารย์องค์เดียวกันตัดความหลงในสงสารได้เหมือนกันถ้าท่านคิดว่าเราเป็น กษัตริย์และพูดกับเราด้วยคำราชาศัพท์เราก็ต้องพูดคำราชาศัพท์กับท่าน ด้วยเช่นกัน เพราะในเจ็ดชาติที่ท่านระลึกได้นั้นท่านก็เคยเป็นกษัตริย์มิใช่หรือ.... แล้วทำไมจะมาติดอยู่กับสิ่งสมมุติ” )

พระภิกษุเจ้าตาก : เราไม่อยากให้มีการเข้าใจราชวงศ์จักรีผิดๆทุกวันนี้มีคนจีนจำนวนมากที่ยังเชื่อว่าเราถูกสำเร็จโทษ  โดยสหายร่วมสาบานของเราเป็นผู้บงการ (จริงๆแล้ว) มีการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์จริงเพียงแต่คนที่ถูกสำเร็จโทษเป็นสหายอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อเราถึงขนาดยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตเราไว้บังเอิญว่าเขารูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเรามาก ทั้งที่มิได้เป็นญาติสืบสายโลหิตกัน

พระครูจรัญ : เหตุใดท่านจึงถูกสำเร็จโทษที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าท่านสัญญาวิปลาสก็ต้องไม่จริงเพราะถ้าจริงท่านจะตัดความหลงใน(วัฏ)สงสารไม่ได้ ผู้ขาดสติมิอาจบรรลุธรรมได้

พระภิกษุเจ้าตาก : คนที่เคยทำอะไรอย่างหนึ่งเป็นปกตินิสัยแล้วจู่ๆก็เปลี่ยนไปทำในสิ่งตรงกัน ข้าม คนเขาก็ต้องคิดว่าคนๆนั้นผิดปกติใช่ไหมเหมือนอย่างเรา เราเคยถือดาบออกรบป้องกันบ้านเมือง กู้อิสรภาพให้กับชาติไทยใครๆก็เห็นเราเป็นนักรบผู้เก่งกาจสามารถ เป็นวีรบุรุษ แล้วอยู่ๆเราก็วางดาบไม่จับดาบอีกเลย เอาแต่เจริญวิปัสสนา ถ่ายเดียว คนเขาก็เลยว่าเราบ้า

พระครูจรัญ : เหตุใดท่านจึงเปลี่ยนไปทำในสิ่งตรงข้ามเล่าขอรับ 

ตอนที่ ๒ วางดาบ

พระ ภิกษุเจ้าตาก : เพราะอาจารย์ที่เคารพของพวกเราน่ะสิ (หลวงปู่เทพโลกอุดร) วันหนึ่งเราตั้งค่ายอยู่ที่ในป่า ตกดึกมีพระรูปหนึ่งเข้ามาถึงตัวเรา เราก็ถามท่านว่าเข้ามาได้อย่างไรเพราะนั่นย่อมหมายถึงความปลอดภัยของตัวเรา เกิดผู้ที่เข้ามาเป็นข้าศึกเราก็อาจจะถูกฆ่าตาย พระรูปนั้นตอบว่าเดินเข้ามาเราก็ถามอีกว่าทหารยามไม่เห็นท่านหรือ ท่านก็ตอบว่าไม่ทราบ เราก็คิดว่าจะต้องลงโทษทหารผู้ทำหน้าที่เป็นเวรยาม ท่านก็พูดขึ้นมาว่าไม่ต้องคิดแต่จะเพ่งโทษผู้อื่น ขอให้สำรวจตัวเองเพ่งโทษตัวเองดีกว่า เราก็รู้สึกแปลกๆว่าทำไมท่านจึงพูดอย่างนี้อยากจะโกรธแต่ก็ไม่กล้า แล้วท่านก็พูดให้เราสะเทือนใจว่า “มหาบพิตรฆ่าคนมามากมีมือเปื้อนเลือด บาปมาก ตายไปจะต้องตกนรก”

หากเป็นคนธรรมดาพูดเช่นนี้เราคงสั่งตัดหัวไปแล้ว แต่นี่เป็นพระพูด เราไม่กล้าแม้แต่จะคิดเราก็เรียนท่านว่าเราเป็นกษัตริย์ มีหน้าที่ทำสงครามปกป้องแผ่นดิน ท่านก็พูดว่า “บัดนี้มหาบพิตร ก็ได้ทำหน้าที่เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วการกู้ชาติเป็นหน้าที่ของมหาบพิตร แต่การทำสงครามปกป้องประเทศชาติมหาบพิตรควรยกให้ผู้อื่น มีคนที่เขาสามารถทำหน้าที่แทนมหาบพิตรได้จงอย่าจับดาบอีกเลย อาตมาขอบิณฑบาตดาบจากมหาบพิตร” เราก็ถามท่านว่าเราจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ท่านก็ตอบว่า “เพื่อตัดความหลงใน(วัฏ)สงสาร หากมหาบพิตรครองราชสมบัติต่อไปก็จะไม่สามารถตัดความหลงใน(วัฏ)สงสารได้ซึ่ง หมายถึงการเวียนว่ายตาย
เกิดด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบากหากมหาบพิตรไม่ตัดความหลงในสงสารก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดวกวนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น
อาตมารู้ว่ามหาบพิตรสามารถตัดความหลงในสงสารได้ จึงมาหา”

หลวงปู่เทพโลกอุดร : เราได้ให้กรรมฐานแก่พระยาตากเมื่อรับกรรมฐานจากเราแล้ว เขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่ยอมจับดาบอีกไม่ยอมออกศึกสงคราม เอาแต่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคนที่ไม่เข้าใจก็เลยพากันคิดว่าเขาบ้า

พระครูจรัญ :เพราะอะไรประวัติศาสตร์ในกรุงธนบุรีจึงถูกบันทึกให้ผิดไปจากความเป็นจริงมากอย่างนั้นขอรับ

พระภิกษุเจ้าตาก : เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติน่ะสิ รู้ไหมว่าเราเป็นกษัตริย์ที่อาภัพที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตอนเราขึ้นครองราชย์เงินในท้องพระคลังไม่มีเลย เราต้องเป็นหนี้ชาวจีนถึงหกหมื่นตำลึงซึ่งถ้าคิดเป็นเงินสมัยนี้ (๒๕๒๘) ก็เท่ากับ ๒๔๐,๐๐๐ บาทสมัยก่อนเงินหมื่นตำลึงมีค่ามาก ถ้าเขาจะให้เราผ่อนใช้ เราก็พอจะหามาผ่อนให้ได้แต่นี่เขาคิดจะยึดประเทศเราไปเป็นของเขา เขาจึงเร่งรัดจะเอาเงินจำนวนนี้ให้ได้เรากับสหายร่วมสาบานก็เลยต้องช่วยกัน คิดว่าจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร

แล้วเราก็คิดออกว่า การผลัดแผ่นดินเป็นการล้างหนี้ที่ดีที่สุด ท่านอย่าคิดว่าเราตั้งใจจะโกง แต่ในเมื่อเขาคิดไม่ดีกับเราเราจึงต้องใช้เล่ห์กลกับเขา อีกประการหนึ่ง ตั้งแต่เรารับกรรมฐานจากหลวงพ่อในป่าเราก็ไม่มีแก่ใจจะครองราชย์อีกต่อไปแล้ว เราอยากตัดความหลงในสงสารให้เด็ดขาด เราสมเพชตนเองที่เป็นกษัตริย์ยากจนเข็ญใจ เป็นกษัตริย์พระองค์เดียว ที่ไม่มีเบญจราชกกุธภัณฑ์

พระครูจรัญ : แต่กระผมชอบจารึกในศาลพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอรุณราชวรารามที่แสดงให้เห็นถึงปณิธานอันแน่วแน่ของท่านที่มีต่อพระพุทธศาสนา 
บัวเฮียวเธออยากรู้ไหมว่า จารึกมีว่าอย่างไร

 

โอมสิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภะวัง สัพพะศัตรู วินาศสันติ

ขอบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเมตตาคุ้มครองทุกๆท่านที่นับถือพระองค์ท่าน

“อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติพระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่พระศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม
ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้เหมาะสม
เจริญสมถะวิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน”

ลูกขอฝากบันทึกนี้ไปกับบายศรีธรรมจักรของพระบรมธรรมบิดา

 

 

ถึงแก่ผู้ใดมันคิดบังอาจทำลายแผ่นดินสุวรรณภูมิ ทำลายชาติ ทำลายศาสนา พระมหากษัตริย์ จงทั่วหน้ากัน ทั่วโลกมิยกเว้นแม้อยู่แห่งหนใด

 

 

back up data :   http://www.oknation.net/blog/chaiunpenteeruk/2007/09/28/entry-3

http://www.oknation.net/blog/chaiunpenteeruk/2007/09/11/entry-2

(1)    ขออนุญาตขยายความ ความหมายที่พระภิกษูตากสิน กำลังพูดถึงนั้น...องค์ท่านได้ปฏิบัติตามแนวมหาสติปัฏฐาน ที่ได้รับคำอธิบายให้ทราบตั้งแต่ยังตั้งค่ายอยู่ในป่าระหว่างการรบ และ หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร เสด็จมาโปรด ชี้แจงถึงอนาคต หากท่านได้เสียชีวิตลง จะลำบากจากผลกรรมที่ได้ฆ่าคนมามาก ระหว่างการสู้รบ เพื่อรวบรวมแผ่นดินสุวรรณภูมิ เอาไว้กว้างใหญ่ไพศาล ใหญ่กว่าที่บรรดาลูกหลานภายหลังเห็นอยู่ในแผนที่โลกปัจจุบัน

ซึ่งหลังจากโลกปรับตัวเสร็จสิ้นแล้ว หลัง พ.ศ. 2560 อาณาจักรสุวรรณภูมิอาจจะคืนกลับมาอีกวาระหนึ่ง ใครที่อยากเห็นว่ากว้างใหญ่ไพศาลอย่างไร ก็เร่งปรับตนเองให้เซลล์สีดำในร่างกายหมดไป จะได้พร้อมข้ามแดนไปสู่โลกยุคใหม่ ชาวศิวิไลซ์ ได้ตามที่หลวงปู่ประเสริฐ ได้อวยชัยให้พรลูกหลานเอาไว้

หลังจากพระเจ้าตากสินได้ทรงสละราชสมบัติ ยกให้แก่ รัชกาลที่ 1 ขึ้นมาครองตามรายละเอียดที่ท่านจะทราบได้จากไซท์ที่อ้างอิงนั้น หรือจากหนังสือ ความหลงในสงสาร ก็ตาม พระองค์ท่านได้ปฏิบัติตามคำสอนและการดูแลใกล้ชิดของ หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร พระองค์ท่านก็ได้บรรอรหัตผล ที่ในถ้ำ ในเขตจังหวัดเพชรบุรี ก่อนที่จะถูกนักตามล่ามาปลงชีวิตของท่าน พร้อมกับองครักษ์ผู้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดอีก 2 ท่าน

และจากข้อความที่พระภิกษุตากสินพูดกับหลวงพ่อจรัญต่อหน้าหลวงปู่ใหญ่ฯในขณะนั้น พ.ศ. 2528 หลวงพ่อจรัญ ก็ได้จบกิจในพระพุทธศาสนาแล้วนั่นเอง

ส่วนการรักษาสติในแบบมหาสติปํฏฐาน ต่างกับการรักษาสติแบบสติสัมปชัญญะ หรือความรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างไร ให้ท่านที่สนใจติดตามได้ที่ไซท์นี้ จะทราบชัดเจนว่าการรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่สามารถนำผู้ปฏิบัติไปสู่'ทาง' ได้

แหวนทองเหลืองข้ามภพร่วมหล่อพระเจ้ากรุงธน

เรื่องเล่าที่เก็บมาจากถิ่นฐานอันเป็นประวัติศาสตร์การสู้รบ ค่ายบางนางแก้ว (วัดนางแก้ว อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี) ของทีมงาน www.phrachaokrungthon.com  เกี่ยวกับบุคคล และทรัพย์สมบัติ ข้าวของเครื่องใช้ ในยุคสมัย กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ถึงยุค กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

วิเชนทร์ อารมณ์ดี มัคทายกวัยกลางคน แห่ง วัดนางแก้ว ท่านใจดี และมีอารมณ์ขันมากมาย สมนามสกุลท่านเลยทีเดียว เมื่อคณะของพวกเราลงจากรถ ท่านก็รีบกุลีกุจอต้อนรับด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ประหนึ่งญาติสนิทที่ห่างเหินกันไปนาน  แล้วกลับมาพบเจอกันอีกวาระหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เป็นการพบเจอกันครั้งแรก แต่ความรู้สึกเหมือนเคยรู้จักมักคุ้นกันมาอย่างยาวนาน ต่อเมื่อเราพูดคุยทำความรู้จักกันดีแล้ว วิเชนทร์ ได้เล่าเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ให้กับคณะผู้จัดทำฟังหลายเรื่อง แต่ที่นี้ ขอนำเสนอเรื่องของ ลุงไส้ ซึ่งมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ลุงไส้ แซ่ลิ้ม อายุมากกว่า ๗๐ ปี เป็น ชาวอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี  ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ลุงไส้ ได้บวชเป็นพระที่ วัดนางแก้ว แห่งนี้ อยู่มาคืนหนึ่ง พระไส้ฝันไปว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งให้กินนม นางคนดังกล่าวถามท่านว่า แม่จะให้ลูกกินนม ลูกจะกินมั้ย? (นางเรียก เด็กชายไส้ ว่าลูก) พระไส้ (ในความฝันนั้น พระไส้ เป็นเด็กชาย ไม่สวมเสื้อผ้า) ตอบไปว่า กินจ๊ะแม่ เมื่อตกลงจะกิน นางจึงยื่นมือช้อนร่าง เด็กชายไส้ อุ้มขึ้นมานอนบนตัก มือข้างหนึ่งของนางเปิดผ้าปิดอกออก เพื่อให้ลูกกินนม ส่วน เด็กชายไส้ นั้น ปากดูดรั้งนมนางอย่างมีความสุข มือก็เที่ยวป่ายจับนั้นจับนี้ไปเรื่อยตามวิสัย เท้าเล็ก ๆ ถีบยันผู้เป็นแม่สุดกำลัง

ในขณะที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราว นอนดูดนมอย่างมีความสุขอยู่นั้น แต่ภาพที่เห็นกลับไม่ปรากฏหน้านางเลย ร่างกายของนางสมบูรณ์ดีมาถึงแค่สุดลำคอเท่านั้น สรุปว่านางไม่มีหัว แต่ซุ้มเสียงชัดเจน ในส่วนตอนท้ายความฝัน นางได้บอกกับ พระไส้ ว่า แม่ จะมอบของสิ่งหนึ่งให้แก่เจ้า พรุ่งนี้เช้าให้เจ้าเดินไปทางทิศตะวันตกของชิ้นนั้นจะถูกวางไว้ใกล้กับทางเดินซึ่งอยู่ติดกับขอบสระน้ำ    ครั้นเวลารุ่งเช้า พระไส้ อาบน้ำเตรียมตัวเพื่อออกรับบิณฑบาตญาติโยมในหมู่บ้าน ตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ เห็นจะเป็นจิตใจนั่นแหละ เพราะไม่แน่ใจว่าความฝันเมื่อคืนที่ผ่านมา ต้องการสื่อถึงอะไร เรื่องราวจะจริงเท็จเป็นประการใด แต่ใจก็โอนเอียงตามฝันนั่นแหละมาก

การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์ตามต่างจังหวัดในสมัยนั้น พระทุกรูปจะต้องออกบิณฑบาตโดยพร้อมเพรียงกัน เดินเรียงเป็นทิวแถวยาวเหยียด แต่เช้าวันนั้น พระไส้ได้ขออนุญาตหลวงพ่อเดินไปทางทิศตะวันตก กับลูกศิษย์วัดคนหนึ่ง เพื่อเดินตามรอยความฝัน

พระไส้ และลูกศิษย์วัดคนสนิท เดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ตามถนนเข้าหมู่บ้าน ไม่ใช่สิ! ชาวบ้านสมัยนั้นเขาเรียกว่า กอก (ตรอก) บ้างก็เรียก ทางเกวียน ตามกอกซอกซอยมีน้ำไหลผ่านตลอดเส้นทาง เพราะเป็นช่วงฤดูฝน เมื่อเดินมาถึงขอบสระ พระไส้ เหลือบ เห็นกระปุกโบราณใบหนึ่งลอยตะแคงอยู่ จึงให้ลูกศิษย์เข้าไปหยิบ (ตรงตามฝันเป๊ะ) ลูกศิษย์คนโปรดดันเกิดอาการกลัวเอาเสียดื้อ ๆ ทำท่าทางหยิบหย่งไม่กล้าหยิบเสียนั่น ครั้นจะหยิบจับเอง ก็เกรงจะอาบัติ ผิดวินัยสงฆ์ พระไส้ จึงใช้เท้าเขี่ยเข้ามาใกล้ตัว แล้วใช้นิ้วเท้าหนีบกระปุก  (ใช้เท้าหนีบต่างกับมือจับตรงไหน?หว่า) โยนขึ้นไปบนฟ้า เมื่อกระปุกตกลงสู่พื้น แทนที่จะเปิดออกกลับยังคงสภาพอยู่เหมือนเดิม ฝายังคงปิดแน่น พระไส้ สุดทน…ตัดสินใจยื่นมือไปหยิบกิ่งไม้ข้างทางมางัดให้รู้กันไปเลย งัดกันอยู่นาน สักพักหนึ่งจึงเปิดออกได้

ครั้นเทกระปุกใบนั้นลงบนฝ่ามือ ปรากฏว่าเป็นแหวนทองคำ (ทองดอกบวบ) จำนวน ๗ วง (หักชำรุด ๑ วง) แต่ละวงมีความงดงามแตกต่างกันไป (น่าเสียดายไม่มีโอกาสได้เห็นของจริง) พระไส้ เห็นแล้วถึงกับตะลึงงันกันเลยทีเดียว ออกปากรำพึงรำพันไปว่า นี่แหวนของใครกันหนอ เหตุไฉนจึงตกมาถึงมือเราในครานี้

เมื่อได้แหวนมาแล้ว พระไส้ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะนำแหวนทองคำนี้ ไปร่วมหล่อพระพุทธรูป อันเป็นองค์แทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดับไว้ในบวรพุทธศาสนา ให้ลูกหลานได้กราบไหว้สืบต่อไป

กาลต่อมา พระไส้ ได้ลาสิกขา กลับมาครองเพศฆราวาส ประกอบอาชีพสุจริตเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป แต่ในใจ ลุงไส้ ก็ยังติดข้องกับแหวนทองคำไม่เสื่อมคลาย ได้ยินข่าวว่าวัดไหน? หมู่บ้านอะไร มีงานบุญหล่อพระ ลุงไส้ จะรีบหยิบค้นหาแหวนมาเตรียมการไว้เสมอ แต่ก็น่าประหลาดใจ เมื่อถึงวันงานบุญเททองหล่อพระ จำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดทุกครั้งไป ครั้งหนึ่ง ลุงไส้ ตั้งใจจะนำแหวนทองไปร่วมหล่อพระ พอถึงวันกำหนดเททองหล่อ ลุงไส้ เกิดป่วยกะทันหัน เนื้อตัวร้อนเป็นไฟ หนาวสั่นไปทั่วร่าง ทำให้ไม่สามารถไปร่วมงานได้ สรุปว่าแหวนทองปริศนา ยังอยู่ดี อยู่ที่ ลุงไส้ เรื่อยมา

จวบจนถึงเดือนเมษายน ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ ความตั้งใจ และความฝันของ ลุงไส้  จึงได้เกิดขึ้นจริง เมื่อทาง วัดนางแก้ว และชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ได้รวบรวมเงินกันตามกำลังจิตศรัทธาของแต่ละคน เพื่อหล่อรูปองค์พระมหากษัตริย์ชาตินักรบ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช พระผู้ทรงกอบกู้เอกราชชาติไทย ให้พ้นจากความเป็นทาส  ลุงไส้ ได้นำแหวนทองคำที่เก็บได้เมื่อครั้งบวชเป็นพระที่ วัดนางแก้ว ใส่ลงในเบ้าหลอม หล่อองค์พระมหากษัตริย์สุดยอดอัจฉริยะไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันรูปหล่อ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ประดิษฐาน ณ วัดนางแก้ว (ค่ายบางนางแก้ว) ให้ลูกหลานเหลนไทยได้กราบไหว้ เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อชาติแผ่นดิน ต่อพระพุทธศาสนา ต่อคนไทยทุกคน ทุกตระกูล

ที่แท้แหวนทองคำข้ามภพข้ามชาติ โผล่ขึ้นมาก็เพื่อร่วมเทิดทูน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช นี่เอง หาใช่เพื่อ ลุงไส้ หรือใคร ๆ แต่เป็นไปเพื่อคนไทยทุกคน แต่ก็ไม่แน่ หากไม่มี ลุงไส้ แล้ว การหล่อ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช ในครั้งนั้น อาจจะไม่สำเร็จให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างที่เห็นในวันนี้ก็อาจเป็นไปได้

(สำหรับเรื่องไม่ได้หล่อพระไม่น่าห่วง เนื่องจากท่านเจ้าของแหวนทองคำ ได้คัดเลือกตัวแทน ที่มีกรรมเนื่องถึงกัน มาเปลี่ยนโลกียทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์ร่วมกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ขอร่วมโมทนากับทุกๆท่านในการหล่อพระรูปถวายกุศลไปบูชาพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งพระองค์ท่านได้กลับสู่สภาวะจิตเดิม คือนิพพาน ไปนานแล้วก่อนที่จะถูกลอบสังหารพร้อมองครักษ์อีก 2 ท่าน ที่ถ้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี...แต่ถึงอย่างไรก็ดีพระองค์ท่านไปนิพพานแล้วแต่ไม่ได้นำบุญญาธิการทั้งหลายทั้งปวงไปนิพพานด้วย ด้วยอำนาจบุญบารมีของพระองค์ท่านยังอยู่ในจักรวาลพร้อมมูลและเพิ่มขึ้น ยังอยู่กับลูกหลานไทยที่น้อมระลึกถึงพระองค์ท่านตลอดเวลา ตามคำจารึกที่ให้ไว้ 'นึกถึงพ่อ พ่ออยู่คู่กับเจ้า' นั่นเอง)

ขอฝากเคล็ดไม่ลับให้ทุกๆท่านนำไปคิดต่อ ทาน ศีล ภาวนา ทั้งหลายทั้งปวง ที่ลูกๆชาวไทยได้สะสมมา และไม่ลืมพ่อที่ต่อสู้เอาชีวิตเข้าแลก ด้วยความตรากตรำพระวรกายมาเกือบตลอดชีวิต ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช รวบรวมผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิอันกว้างใหญ่ เอาไว้ให้ลูกหลานไทยอยู่สุขสบายนั้น

ให้เราหมั่นระลึกถึงฝากบุญกุศลนั้นๆฝากไปกับพระฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ ไปถวายบูชาพระองค์ท่านด้วยความกตัญญูกตเวทิตา จริงอยู่พระองค์ท่านไม่ต้องการบุญใดๆของลูกหลานอีกแล้วก็จริง แต่ผลแห่งความกตัญญูกตเวทิตา ของทุกคนที่ได้น้อมถวายกุศลไปบูชาพระองค์ท่าน พระองค์ท่านจะคืนพลังบุญกุศลกลับคืนมาให้กับผู้ที่ได้ทำอีกมากมายเหลือคณานับ ช่วยส่งเสริมชีวิตและจิตใจให้แก่ทุกๆท่าน เข้าถึง'ทาง' ของตนได้อย่างสะดวกง่ายดายและรวดเร็ว ติดตามพระองค์ไปสู่มรรคผลนิพพานด้วยเช่นเดียวกัน หากท่านมีเป้าหมายเช่นนั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ