พระศิวะ มหาเทพ




พระศิวะ (คนไทยเรียกว่า พระอิศวร) เป็นบิดาของ พระพิฆเนศ มีชายาคือ พระแม่อุมาเทวี พระศิวะทรงเป็นมหาเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล หนึ่งใน ตรีมูรติ หรือ 3 มหาเทพสูงสุดแห่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ)

พระองค์ทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นกระทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม หากผู้ใดประพฤติเพื่ออุทิศถวายแก่พระองค์แล้วปรารถนาสิ่งวิเศษใดๆ พระองค์ก็จะประทานพรนั้นๆให้ แต่เมื่อได้พรสมปรารถนาแล้ว วันหน้าหากกระทำผิดไปจากความดีงาม ผู้นั้นจะเกิดวิบัติในชีวิต พระศิวะเทพจะเป็นผู้ทำลายทันที!!
มีความเชื่อกันว่าพระศิวะนั้น สามารถช่วยปัดเป่ารักษาเยียวยาอากาศเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ได้อย่างมหัศจรรย์นัก!! หากผู้ใดที่เจ็บป่วยหรือต้องการขอพรให้คนในครอบครัวหายเจ็บไข้ได้ป่วย
ถ้ากระทำการบวงสรวงบูชาและขอพรจากพระศิวะ ก็มักปรากฏว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นถูกปัดเป่าให้หายไปได้โดยสิ้นในเร็ววัน

พระองค์เป็นเทพที่จะคอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ห่างไกล และทำให้เกิดความดีงามเป็นศิริมงคลเกิดขึ้น ผู้ที่มีความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นในทางใด หากบวงสรวงบูชา ขอพรให้พ้นทุกข์ พระศิวะก็จะประทานพรให้ผู้นั้นได้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ด้วยเช่นกัน

พระศิวะ นั้นเป็นเทพที่จะอำนวยพรประทานความ
อุดมสมบูรณ์ให้แก่ผู้ที่มีอาชีพเลี้ยงวัว เลี้ยงม้า หรือเลี้ยงแกะ และอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตรทั้งปวง ก็จะมีความสำเร็จและมีความสมบูรณ์พูนสุข หากบวงสรวงบชาพระศิวะ...
นอกจากบทบาทความสำคัญโดยรวมที่กล่าวมาแล้วนั้น อีกบทบาทหนึ่งที่เด่นชัดแยกออกไป จากบทบาทของการเป็นมหาเทพ ผู้ทรงมีพระมหากรุณา ประทานพรแก่มวลมนุึ์ษย์นั้น พระศิวะยังทรงเป็นเทพแห่งคีตา คือเป็นเทพเจ้าแห่งการดนตรี และการร่ายรำ ระบำฟ้อนอีกด้วย

พระศิวะ ผู้เป็นพระเป็นเจ้าแห่งการทำลายล้าง
พระองค์เปี่ยมไปด้วยอำนาจ พระพักตร์ของพระองค์แสดงให้เห็นว่าเป็นทั้งชาย เป็นทั้งหญิง เป็นทั้งผู้ใจดี เป็นทั้งผู้ดุร้าย จากชิ้นฝุ่นธุลี ไปจนถึงภูเขาหิมาลัย จากมดตัวเล็กๆ ไปจนถึงช้างตัวใหญ่ จากมนุษย์ไปจนถึงพระเป็นเจ้า อะไรก็ตามที่เราสามารถเห็นได้นั้น เป็นรูปแบบของพระศิวะทั้งหมด
ใน คัมภีร์อุปนิษัท ของฮินดู การท่องคำในพระคัมภีร์ส่วนมากมีคำว่า "ศิโวมฺสวหะ" (ข้าคือศิวะ) หมายความว่า บุคคลผู้มีสติปัญญาทุกๆคน ควรพิจารณาถึงตัวเอง และสิ่งทั้งหลายของสากลโลกเป็นรูปแบบของพระศิวะทั้งสิ้น เมื่อคิดระลึกได้อย่างนี้แล้ว ผู้นั้นก็จะเข้าถึงความสุขความสงบ

กำเนิดของพระศิวะนั้น ปรากฏเป็นเรื่องที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคดังนี้
ยุคพระเวท
เรื่องก็มีอยู่ว่า พระพรหม นั้น เกิดความรำคาญอกรำคาญใจเป็นอย่างยิ่งนัก ที่พระเสโทหรือเหงื่อผุดซึมทั่วพระวรกาย และยังไหลรินย้อยลงทั่วบริเวณพระพักตร์อีกด้วย ในวันอันร้อนอ้าวเช่นนั่น พระพรหมทรงบำเพ็ญภาวนา เพิ่มตบะบารมีให้แกร่งกล้าอย่างมุ่งมั่น เมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวนด้วยเหงื่อเช่นนั้น ก็จึงได้นำเอาไม้ไปขูดๆ ที่บริเวณพระขนงหรือคิ้ว โดยมิได้ระมัดระวังองค์นัก คมของไม้นั้นจึงได้บาดบริเวณพระขนงของพระองค์ จนกระทั่งปรากฏพระโลหิตผลุดซึมออกมา และหยาดหยดลงบนกองเพลิงเบื้องหน้าของพระองค์นั้นเอง
ทันทีที่พระโลหิตหยาดหยดลงในเปลวเพลิง ก็พลันเกิดเป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง จุติขึ้นมาในเปลวเพลิงนั้น ทันทีที่ถือกำเนิดขึ้นมาเบื้องหน้าพระองค์ เทพบุตรผู้งดงามองค์นี้ก็ได้ร้องไห้ พลางขอให้พระองค์ประทานนามให้แก่ตน ซึ่งพระพรหมได้ประทานให้ถึง 8 นามด้วยกันดังนี้
ภพ สรรพ ปศุบดี อุดรเทพ มหาเทพ รุทร อิศาล อะศะนิ
หลังจากนั้น เทพองค์นี้ก็มีชื่อเสียง เป็นที่นับถือของมนุษย์ทั่วไป โดยส่วนใหญ่แล้วบรรดามวลมนุษย์จะนับถือบูชาเทพบุตรองค์นี้ ในนามของพระรุทร อันเป็นชื่อ หนึ่งใน 8 นาม ซึ่งนามรุทรนี้มีความหมายแปลได้ว่า ร้องไห้ สำหรับนามอื่นๆ อีก 7 นามนั้นยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าไรนัก
ว่ากันว่าพระรุทรเทพบุตรที่มีชื่ออันแปลว่าร้องไห้นี้ เป็นมหาเทพที่มีความยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีอำนาจบารมีค่อนข้างสูงนักในยุคพระเวทนี้ และยังเป็นเทพที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามนิยมนับถือบูชากันอย่างจริงจัง โดยนับถือให้พระรุทรเป็นเทพผู้ทำลายล้าง คือทำลายสิ่งที่เลวร้ายให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วให้พระพรหมสร้างสิ่งที่ดีงามขึ้นใหม่

ยุคมหากาพย์ มหาภารตะ
ในยุคนี้มีความเชื่อกันในเรื่องกำเนิดพระศิวะว่า พระองค์นั้นทรงจุติออกมาจากพระนลาฏ หรือหน้าผากของ พระพรหม จึงเท่ากับว่า พระศิวะ ก็เป็นพระโอรสองค์หนึ่งของ พระพรหม

ยุคไตรเภท

คัมภีร์ในยุคนี้ได้บันทึกถึงกำเนิดพระศิวะว่า ทรงประสูติจาก พระนางสุรภี และพระบิดาก็คือ พระกัศยปะเทพบิดร
คัมภีร์พรหมมานัส
พระศิวะเป็นเทพที่กำเนิดจาก พระประชาบดี มิได้เกิดจากพระโลหิตของ พระพรหม ดังเช่นที่มีการกล่าวไว้ในยุคพระเวท ครั้นเมื่อทรงจุติขึ้นมาแล้วเทพประชาบดีก็ถามพระโอรสว่า เหตุไฉนจึงร่ำไห้โศกาอาดูรตลอดเวลา
พระรุทร หรือเทพบุตรโอรสของพระประชาบดีที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น จึงได้ทูลตอบว่า เพราะว่าพระบิดาไม่ได้ตั้งชื่อ ให้เมื่อไม่มีชื่อก็จึงเสียใจร้องไห้เช่นนั้น พระประชาบดีจึงได้ตั้งชื่อให้โอรสองค์นี้ว่า พระรุทรซึ่งหมายถึงการร้องไห้ และพระรุทรองค์นี้ในคัมภีร์พรหมนัสได้กล่าวไว้ว่า น่าจะหมายถึงองค์ศิวะนั่นเอง
ในคัมภีร์โบราณ ที่ปรากฏอยู่ในหอวชิรญาณ ได้อธิบายถึงประวัติการกำเนิดของพระศิวะไว้ว่า เมื่อโลกได้ถูกเผาด้วยไฟบรรลัยกัลป์จนพินาศโดยสิ้นแล้วนั้น ได้มี คัมภีร์พระเวทและพระธรรม บังเกิดขึ้น และเมื่อพระเวทกับพระธรรมมาประชุมรวมกัน จึงได้บังเกิดเป็นมหาเทพองค์หนึ่งคือ พระปรเมศวร ในคัมภีร์นี้อธิบายการกำเนิด
ของพระศิวะว่าทรงสร้างพระองค์ขึ้นมาเอง หลังจากการทำลายล้างโลก โดยที่มิได้เป็นโอรสหรือจุติมาจากการนิรมิตสร้างสรรค์ของมหาเทพองค์ใด

พระนามเด่นของพระศิวะ     1. พระอิศวร  หมายถึง  เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ 
     2. ภูเตศวร  หมายถึง  มีภูตผีเป็นบริวาร
     3. มหารุทรเทพ  หมายถึง  เทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง
     4. มหากาลไภรวะ พระไภราพ หรือ พระพิราพ      5. มหาเทวะ  หมายถึง  มหาเทพผู้ที่มีความยิ่งใหญ่และเป็นใหญ่เหนือเทพอื่นใด
วิมานสถิต      ป่าหิมพานต์ เขาไกรลาศ
สัญลักษณ์       ศิวลึงค์ พระจันทร์เสี้ยว
เอกลักษณ์            
     วรรณะสีขาว แดง หรือดำ เส้นพระเกศายาวมุ่นอย่างฤาษี มีพระจันทร์นเสี้ยวอยู่บนพระเกศ มีตรีเนตร (ดวงตาที่สาม) บนพระนลาฏ มีงูพันพระศอซึ่งป็นสีดำ  ห้อยประคำทรงอาวุธตรีศูล ที่คล้องไว้ด้วยกลองบัณเฑาะว์
เศียรครู (ศรีษะโขน)           
     ทรงมงกุฏชัย
พาหนะบริวาร  
     โคนนทิราช หรือ โคอุศุภราช เป็นเทวดาองค์หนึ่ง
วันประจำพระองค์               
     วันจันทร์
สัญลักษณ์แห่งธาตุ       ธาตุดินภูเขา  (ตามลักษณะแห่งความยิ่งใหญ่ประดุจยอดเขาหิมาลัย)
จุดประสงค์ในการบูชา        
     ขอพร 108 ประการ  ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งพร เทพเจ้าแห่งพิธีบวงสรวง เทพเจ้าแห่ง เสียงเพลงและการร่ายรำ ผู้บำบัดอาการไข้และความทุกข์ ทรงมีมหากรุณายิ่งกว่าเทพทั้งหลาย
บุคคลที่ควรบูชา     - ผู้เรียนโยคะหรือบำเพ็ญตบะแบบฤาษี
     - ผู้ที่ต้องการขอพร ต่าง ๆ
     - ผู้ที่ต้องการอำนาจพิเศษ
     - ผู้ที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย
     - บุคคลทั่วไปที่ศรัทธา

การอุบัติ ของ องค์ ศิวะเทพ

เนิ่นนานมาแล้วทั่วทั้งจักรวาล มีแต่ความสงบนิ่ง มืดสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีแสงสว่าง แท้ที่จริงแล้วความมืด ความสงบก็คือ จิต สองสามีภรรยา คือธรรม(แม่พระธรณี)และศักดิ์สิทธิ์(องค์อินทร์) ผู้เฒ่าทั้งสอง อยู่ร่วมกันมานานแสนนาน รู้สึกเปล่าเปลี่ยว อ้างว้าง และเดียวดาย ไม่มีความรู้สึก ร้อนหนาว เจ็บปวด สุข ทุกข์ สนุกสนาน หิว อิ่ม แม้แต่การเคลื่อนไหว ก็ไม่มี มีแต่ความมืดสนิท จิตผู้เฒ่าทั้งสอง ปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรถึงจะทำให้ รู้สึกไม่อ้างว้าง ไม่เงียบเหงา มีเพื่อน มีการเคลื่อนไหว มีแสงสว่าง แต่ผู้เฒ่าทั้งสองไม่สามารถสร้างสิ่งที่ต้องการได้ เนื่องจากไม่รู้จะกำหนดจิตสร้างขึ้นมาได้เช่นไรจึงร่วมกันกำหนดจิต อุบัติพระผู้สร้างขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่แทนผู้เฒ่าทั้งสอง ณ บัดนั้น ได้อุบัติ องค์ศิวะเทพ ขึ้นทันที จากนั้นได้มอบหมายให้องค์ศิวะเทพ ดำเนินการสร้างสิ่งที่ผู้เฒ่าทั้งสองต้องการ แต่องค์ศิวะเทพ ไม่สามารถสร้างได้ จึงร้องขอ ผู้เฒ่าธรรมและศักดิ์สิทธิ์ ว่าถ้าจะให้สร้างสิ่งที่ผู้เฒ่าทั้งสองต้องการ ต้องใช้พลังอำนาจมากมายมหาศาล รวมทั้งต้องใช้ระยะเวลานาน จึงร้องขอให้ผู่เฒ่าทั้งสองมอบพลังอำนาจและความเป็นอมตะรวมทั้งมีมือมากกว่าสองมือเพื่อให้สามารถสร้างสิ่งที่ผู้เฒ่าทั้งสองต้องการได้ บัดนั้น ผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ กำหนดจิต อุบัติน้ำ อมฤทธิ์ ขึ้นมา ส่งให้องค์ศิวะเทพ ดื่ม ณ บัดนั้นองค์ศิวะเทพ ได้มาทั้งพลังอำนาจ ความเป็นอมตะ รวมทั้งอุบัติแขนเพิ่มขึ้นเป็น 4 แขน ทันที 

การอุบัติขององค์ อุมาเทวี

หลังจากที่องค์ศิวะเทพได้ดื่มน้ำอมฤทธิ์ จากผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์แล้ว บัดนั้นได้มาทั้งความเป็นอมตะ และพลังอำนาจมากมายมหาศาล ยอมรับภาระกิจที่จะดำเนินการทำให้ผู้เฒ่าทั้งสอง คลายความเงียบเหงา แต่องค์ศิวะเทพ ไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงถามผู้เฒ่าทั้งสองว่าทำเช่นไร ได้รับคำตอบจากผู้เฒ่าทั้งสองว่า ให้หาเพื่อนช่วยคิด องค์ศิวะเทพ จึงได้สำรอกดวงใจ ออกมาจากอก หนึ่งดวง อุบัติเป็นองค์อุมาเทวี ทันที

การอุบัติโลกและจักรวาล

หลังจากที่อุบัติ องค์ศิวะเทพ และองค์อุมาเทวี ขึ้น พระผู้สร้างทั้งสองได้ร่วมกันคิดเพื่อสร้างโลกของ พระผู้สร้างขึ้นมาก่อน มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล แต่ว่ายังไม่ปรากฏแสงสว่างขึ้น จึงได้อุบัติ ดวงอาทิตย์ ล้อมรอบ โลกของพระผู้สร้าง มีจำนวนถึง 10,000 ดวง ยึดโยงกันเป็นวงกลม นับว่าเป็น วงโคจรที่ 1 มีระยะห่างจากพื้นผิวโลก ของพระผู้สร้าง เท่า ๆ กัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร ณ บัดนั้นทั่วทั้งจักรวาล ล้วนสว่างไสว แต่สิ่งที่ตามมาคือความร้อน มากมายมหาศาล พระผู้สร้างได้กำหนดจิต ให้ชั้นบรรยากาศที่ล้อมลอบโลกของพระผู้สร้าง มีความหนาแน่นสูงมาก ทำให้โลกของพระผู้สร้างไม่ร้อน แต่อนิจจา อีกด้านหนึ่งของดวงอาทิตย์ ล้วนแล้วแต่ยังเต็มไปด้วยความร้อน ผู้เฒ่าทั้งสอง จึงร้องขอให้องค์ศิวะเทพและองค์อุมาเทวี ร่วมกันคิดหาวิธีที่จะทำให้ผู้เฒ่าทั้งสองคลายร้อน องค์ศิวะเทพ จึงกำหนดจิต อุบัติดาวเคราะห์ วงโคจรที่ 2 ขึ้นมา คือ ดาวพุธ มีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ เท่า ๆ กัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร หลังจากนั้น อุบัติ วงโคจรที่ 3 คือ ดาวศุกร์ มีระยะห่างจากดาวพุธ เท่า กัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร หลังจากนั้น อุบัติ วงโคจรที่ 4 คือ โลก มีระยะห่างจากดาวศุกร์ เท่า ๆ กัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร หลังจากนั้น อุบัติ วงโคจร ที่ 5 คือ ดาวอังคาร มีระยะห่างจากโลก เท่า ๆ กัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร หลังจากนั้น อุบัติ วงโคจรที่ 6 คือ ดาวพฤหัสบดี มีระยะห่างจาก ดาวอังคาร เท่า ๆ กัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร หลังจากนั้น อุบัติวงโคจรที่ 7 คือ ดาวเสาร์ มีระยะห่างจาก ดาวพฤหัสบดี เท่า ๆ กัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร หลังจากนั้น อุบัติ วงโคจรที่ 8 คือ ดาว ยูเรนัส มีระยะห่างจากดาวเสาร์ เท่า ๆ กัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร หลังจากนั้น อุบัติ วงโคจรที่ 9 คือ ดาวเนปจูน แต่อุบัติเพียง 2 จักรวาล คือจักรวาลที่ 1 และ จักรวาล ที่ 10,000 มีระยะยะห่างจากดาว ยูเรนัส เท่ากัน คือ 50 ล้าน กิโลเมตร หลังจากนั้น อุบัติ วงโคจร ที่ 10 คือ ดาวพลูโต ในจักรวาลที่ 1 มีระยะห่างจาก ดาวเนปจูน 50 ล้าน กิโลเมตร ณ บัดนั้น กรงล้อแห่งจักรวาล เริ่มหมุน ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ ทุกดวง ล้วนหมุนตามกัน คือหมุนเข้าหาโลกของ พระผู้สร้าง โดยระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างโลกสร้างจักรวาลคือ 100 พรรษา(ศตวรรษ) 


ศึกษาเพิ่มเติมที่ http://www.siamganesh.com/shiva.html




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หน้าที่ของพระสงฆ์

พระพรหมเมธีเปลี่ยนไป๋ !

เปิดตำนาน...เทพเจ้าองค์แรก พระศิวะ...มหาเทพแห่งจักรวาล