เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 17.00 น. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในพิธีอุปสมบทถวายเป็นพุทธบูชาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่ เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก โดยมี 
พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
ต่อมา นายนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถวายรายงานโดยสรุป ดังนี้  “การอุปสมบทหมู่ ณ ดินแดนพุทธภูมิ เป็นโครงการที่เจ้าประคุณ สมเด็จพระธีรญาณมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เลขาธิการกรรมการบริหารคณะธรรมยุต เป็นผู้ดำริริเริ่ม โดยมีคณะศิษยานุศิษย์และผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสนับสนุนดำเนินงานติดต่อกันมาถึงปีนี้เป็นปีที่ 3 ด้วยเกิดกุศลปรารภว่าการบรรพชาอุปสมบทในพระบวรพุทธศาสนานั้น เป็นเนกขัมมจริยาสำคัญอันก่อให้เกิดกุศลมหาศาล แม้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หากได้เพียรศึกษาและปฏิบัติครองตนอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นการสืบทอดพระศาสนา ทั้งยังเป็นคูณปการแก่สังคมประเทศชาติที่จะได้พลเมืองผู้มีธรรมจรรยา ผ่านการอบรมบ่มจิตใจในทางธรรมมาแล้วโดยได้นำนาคในโครงการเดินทางไปบรรพชาที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดป่าพุทธคยา เมืองพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย จากนั้นจะได้จาริกไปศึกษาพระพุทธประวัติและกระทำสักการบูชา ณ สังเวชนียสถานและสถานที่อันเนื่องในพระพุทธประวัติ อันนับเป็นทัสนานุตริยะที่สามารถโน้มนำน้ำใจผู้บรรพชาอุปสมบท ให้บังเกิดศรัทธาปสาทะ และสามารถเข้าใจและซาบซึ้งถึงเรื่องราวพระพุทธประวัติ และพระพุทธธรรมแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาได้โดยง่ายด้วยตาและด้วยใจตนเอง ในเวลาอันรวดเร็ว
การดำเนินโครงการในสองปีที่ผ่านมาได้บังเกิดสัมฤทธิผล เป็นที่น่าอนุโมทนายิ่ง ปรากฏว่าในพุทธศักราช 2554 มีผู้อุปสมบทจำนวน 24 รูป และในปีที่ผ่านมามีจำนวนมากขึ้น 81 รูป สำหรับในปีนี้ มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทจำนวน 85 ราย ซึ่งทั้งหมดจะได้เดินทางไปบรรพชาและอุปสมบท ณ สาธารณรัฐอินเดีย และจาริกสักการบูชาสังเวชนียสถานศึกษาปฎิบัติพระธรรมวินัย ตั้งแต่วันที่ 12 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2556 ทั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กับทั้งถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงพระราชวิริยอุตสาหะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติ พระบวรพุทธศาสนา และประชาชนเป็นอเนกปริยาย อีกทั้งยังเพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่เจ้าพระคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ในวาระที่จะทรงเจริญพระชันษา 100 ปี ในวันที่ 3 ตุลาคม ศกนี้ ด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อทุกพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ”
ต่อมา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวสัมโมทนียกถา ณ บริเวณพระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร