วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หมดสภาพ ! มหาเถรสมาคมยุคปฏิบัติหน้าที่สังฆราชหมดกำลัง ปล่อย-ปละ-ละ-เลย จนสังฆมณฑลเละเทะ


หมดสภาพ !

มหาเถรสมาคมยุคปฏิบัติหน้าที่สังฆราชหมดกำลัง

ปล่อย-ปละ-ละ-เลย จนสังฆมณฑลเละเทะ

ถูกศึกนอกศึกในชอนไชจนเน่าเฟะ นอนรอวันตาย

สภาที่ปรึกษาฯเสนอรัฐจัดระบบใหม่

แบบเดิมไปไม่ไหวแล้ว







"มอบตราตั้งคือมอบอำนาจ"
ความคิดอันโบราณของมหาเถรสมาคม



ผลที่ได้ก็คือ เจ้าคณะพระสังฆาธิการกลายเป็นเสือกระดาษ ไร้น้ำยาจะปกครองพระสงฆ์สามเณรให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยได้ ยกตัวอย่าง สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ออกคำสั่งให้ "เณรคำ" กลับมาสู้คดีในประเทศไทย แต่จนบัดนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับ ทางฝ่ายมหานิกายก็โยนกลองว่า "เป็นคดีความของฝ่ายธรรมยุต มหานิกายไม่เกี่ยว เพราะมีเจ้าคณะใหญ่รับผิดชอบอยู่แล้ว" เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตก็ปัดว่า "มอบหมายให้เจ้าคณะรับผิดชอบไปตามลำดับการปกครองแล้ว ดังนั้น ผมก็ไม่เกี่ยว" เจ้าคณะพระสังฆาธิการระดับล่าก็รอเบื้องบน เบื้องบนก็รอเบื้องล่าง รอไปรอมา เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจากส่วนกลางเข้าควบคุมคดีเบ็ดเสร็จ มหาเถรสมาคมเอย เจ้าคณะพระสังฆาธิการระดับต่างๆ เอย มีก็เหมือนไม่มี ทั้งๆ ที่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไร้บทบาทเลยจริงๆ


อีกด้านหนึ่ง สภาพความจริงที่เห็นก็คือ เกิดความแตกแยกในมหาเถรสมาคม ถูกแบ่งออกเป็นเส้นเป็นสาย ทั้งสายธรรมยุต มหานิกาย พระป่า พระบ้าน ธรรมกาย ฯลฯ ต่างมุ่งแย่งชิงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะพระสังฆาธิการ มาไว้เป็นบริวารพวกพ้องและกองกำลัง มากกว่าจะมุ่งหน้าสามัคคี ยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศชาติพระศาสนาเป็นสำคัญ

หากแต่เจ้าคณะหนต่างๆ กลับมองเห็นประโยชน์ของของสำนัก และของตัวเอง เป็นหลัก เล่นเส้นเล่นสาย ใช้ระบบโควต้า แบ่งแยกสังฆมณฑลไทยออกเป็นเสี่ยงๆ ใครอยู่หนไหนภาคไหนก็ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ มหาเถรสมาคมกลายเป็นสมาคมตรายาง คอยประทับรับรอง เพื่อให้เกิดความชอบธรรมของเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ เท่านั้นเอง

วัดของเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ในมหาเถรสมาคมวันนี้ มีการตั้งตัวตายตัวแทนเอาไว้เสร็จสรรพแล้ว ไม่ว่าจะเป็น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดสระเกศ วัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติ วัดชนะสงคราม ฯลฯ ขนาด สมเด็จพุทธชินวงศ์ (ประจวบ กนฺตาจาโร) วัดมกุฏกษัตริยาราม เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็น "ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะธรรมยุต" ก็ยังต้องขอคืนตำแหน่งให้แก่สมเด็จพระวันรัต ด้วยเหตุผลว่า "เป็นตำแหน่งของวัดบวรนิเวศวิหาร"ทำยังกะว่าวัดอื่นๆ ตั้ง 3-4 หมื่นวัดทั่วประเทศนั้น ไม่มีพระที่มีความสามารถจะปกครองคณะสงฆ์ไทยได้เลย ดังนั้น ต่อให้เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ตายไปหมด ก็ยังไม่หมดสิ้นระบบโควต้า เพราะยังมีการสืบทอดอำนาจอันเป็นเผด็จการอยู่ต่อไป และต่อไป






สภาที่ปรึกษาฯ แนะรัฐแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ - จัดทำเนียบพระประพฤติดี

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา ครม. มีมติรับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ในเรื่อง "บทบาทของพระสงฆ์ต่อสังคมและประเทศชาติ" ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของสถาบันพระสงฆ์ ที่มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา

โดยข้อเสนอที่น่าสนคือข้อเสนอที่ สป. เสนอในเรื่องของการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาเพื่อให้การส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์ต่อสังคมและประเทศชาติบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาควบคู่กันไปด้วย คือ

1. สนับสนุนให้มีการบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"

2. ให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง

3. จัดทำแผนทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาคู่กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคง มีบทบาทในการพัฒนาคนสังคมและประเทศชาติ


4. มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัดร่วมกับเจ้าคณะจังหวัด จัดทำทำเนียบเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อสังคมของแต่ละจังหวัด โดยคัดเลือกพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีผลงานในการเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน ในการทำประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ เป็นสมาชิกเครือข่ายพระสงฆ์เพื่อสังคมโดยให้มีงบประมาณที่เหมาะสมเพียงพอ

5. ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติและสมัชชาชาวพุทธประจำจังหวัด โดยมีกฎหมายรองรับสถานภาพเพื่อให้มีความเข้มแข็ง จัดให้มีงบประมาณและบุคลากรอย่างเหมาะสมเพียงพอ           

ข่าว : คมชัดลึก

1 สิงหาคม 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ