วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

ขอให้คสช.ปกป้องสถาบันพระศาสนา

เรียน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะคสช เรื่องขอให้คสช.ทำหน้าที่ปกป้องและสืบทอดพระศาสนาเพื่อการครองแผ่นดินโดยธรรม ตามข้อมูลที่แนบมา

ตามที่พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เมตตารับเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมที่เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมาจากการร่วมกันบริจาคของพระสงฆ์และประชาชนในแต่ละพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ครั้นพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ ละขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานเมื่อต้นปี ๒๕๕๔พื้นที่กระจายเสียงซึ่งเป็น“มรดกธรรม” เหล่านี้ย่อมตกเป็น “สมบัติของสงฆ์” ในพระพุทธศาสนา

          ต่อมาภายหลังเมื่อกสทช. เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔กลับมีแนวคิดหวังจะปล้นเอา “มรดกธรรม” ของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ ไปแบ่งสันปันส่วนตามอำเภอใจอยู่เนืองๆ กระทั่งล่าสุดถึงกับมีหนังสือที่ สทช ๔๐๐๙/๒๕๖๕๙ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ สรุปความเป็นการบีบบังคับคณะสงฆ์ให้ทำร้ายและทำลายพื้นที่กระจายเสียง“มรดกธรรม” ของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ หวังให้วิบัติลงด้วยน้ำมือของคณะสงฆ์เอง ทั้งนี้สั่งให้ทำลายให้สิ้นซากภายใน ๙๐ วันซึ่งที่สถานีบ้านตาดจนถึงวันนี้เหลือเพียง ๓๓ วันเท่านั้นและหากไม่ทำลายสมบัติสงฆ์ตามคำสั่งกสทช.จะเพิกถอนใบอนุญาตและบังคับให้ยุติการออกอากาศในทันที หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีอาญาร้ายแรงทั้งจำทั้งปรับ

          ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ ประธานสงฆ์จะบิณฑบาตขอต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ผู้มีอำนาจสูงสุด

ไม่ว่าคณะสงฆ์จะขอคุ้มครองชั่วคราวจากคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนาซึ่งแต่งตั้งโดยหัวหน้า คสช. มีหน้าที่หลักเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคง

ไม่ว่าประชาชนราว ๕๐,๐๐๐ คนจะร่วมลงนามร้องขอต่อประธานวุฒิสภาไปสู่ ปปช.

ไม่ว่าประชาชนราว ๒๐,๐๐๐ คนจะเสนอร่างกฎหมายวิทยุคมนาคมต่อรัฐสภา

ไม่ว่าตัวแทนประชาชนจะเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งรัฐสภาหรือกระทั่งต่อศาลปกครองทุกแห่งทั่วทุกภูมิภาค

และไม่ว่าสงฆ์จะมีมติทำสังฆกรรมคว่ำบาตรต่อประธาน กสทช. แล้วก็ตาม  องค์กรของรัฐทุกแห่งที่กล่าวมาก็หาได้คุ้มครองการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรมไม่

อย่างไรก็ดีในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗พอจะมีข่าวในทางดีบ้างจากเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ระดับสูงฝ่ายกฎหมายที่มีใจเห็นความสำคัญของพระศาสนาซึ่งสรุปว่า ประธาน กสท.ได้ตอบตกลงข้อเสนอ“มาตรการข้อ ๘ วรรคท้าย”ของมูลนิธิเสียงธรรมฯ ที่มีผลเป็นการคุ้มครองสถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาที่ไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจแล้วแต่คงให้ทั้งหมดไม่ได้

          คณะสงฆ์กรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากจตุรทิศซึ่งยึดถือหลักพระธรรมวินัย โบราณราชประเพณี และกฎหมายบ้านเมืองเป็นหลักเกณฑ์ ได้พิจารณาสภาพความจริงอย่างรอบด้านโดยคำนึงถึงประโยชน์สุขที่แท้จริงทั้งในโลกนี้และโลกหน้าของพุทธบริษัทเป็นสำคัญและโดยที่กฎหมายสูงสุดในปัจจุบันได้แก่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งตามมาตรา ๒ วรรค ๒ มีสาระสำคัญแสดงถึงความสำคัญและสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันพระพุทธศาสนาที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก”สิ่งนี้แสดงถึงหลักการสูงสุดที่พระพุทธศาสนาต้องได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่จึงเป็นภาคบังคับที่บรรดาองค์กรของรัฐทุกแห่งซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ จักต้องสนองงานดังกล่าวโดยเคร่งครัด ไม่มีสิทธิปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นอื่นโดยเด็ดขาดและด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด คณะสงฆ์มีมติเห็นเป็นเอกฉันท์ดังนี้

๑.  กรณีปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาต้องน้อมนำ “หลักพระธรรมวินัย” มาเป็นเครื่องตัดสิน ซึ่งกรณีนี้ “มรดกธรรม” ของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ เป็นสมบัติของสงฆ์ที่ชอบด้วยพระธรรมวินัยทั้งฝ่ายผู้ถวายและผู้รับที่นำคลื่นความถี่ที่ยังว่างอยู่มาใช้สอยเพื่อประโยชน์สาธารณะด้านพระพุทธศาสนา ขอบเขตพื้นที่กระจายเสียงกว้างแคบเพียงใดในขณะที่พ่อแม่ครูอาจารย์ฯ ยังทรงขันธ์อยู่ จึงเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยชอบก่อนมี กสทช. ถึง ๘ ปีและหาก กสทช. จะบีบให้คับแคบตีบตันลงย่อมถือเป็นการทำลายศาสนาที่ไม่มีชาวพุทธคนใดจะยอมรับได้สมดังพระธรรมเทศนาของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ที่ว่า

          “ศาสนาไม่ควรที่จะถูกเบียดเบียนอย่างนี้ ควรจะได้รับการส่งเสริมจากคนผู้มีหัวใจเป็นธรรม ที่มันกีดกันนี้ก็คือว่า หัวใจไม่เป็นธรรมนั่นแหละมันเป็นอยู่เวลานี้ .. วิทยุตั้งทางไหนมันตั้งกำหนดกฎเกณฑ์ให้ความกว้างความแคบ ความสูงความต่ำ จากนั้นก็หาว่าไปเบียดเบียนทำลายวงราชการ นี่ละอุบายวิธีทำลายศาสนา ก็เท่ากับทำลายหัวใจคนทั้งชาติทีเดียว”

          โดยเหตุที่คณะสงฆ์มีหน้าที่โดยตรงที่จะปกป้องศาสนา และต่างได้รับรู้รับทราบเป็นที่ชัดเจนในบัดนี้แล้วว่า มีผู้บุกรุกเข้ามาก่อกรรมทำลายพื้นที่กระจายเสียงซึ่งเป็นสมบัติของสงฆ์ให้มีอันต้องคับแคบตีบตันลงไปสงฆ์จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าบุคคลผู้นั้นเป็น “มหาโจรปล้นพระพุทธศาสนา”ที่ใช้ “คำสั่งของมหาโจร”

๒.  กสทช. มักอ้างข้อกฎหมายเกี่ยวกับวิทยุกระจายเสียงทั้ง ๓ ฉบับ นำมาใช้เพื่อการเบียดเบียนพระพุทธศาสนาเรื่อยมาประหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญไม่มีการบัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” มาก่อน ซ้ำร้ายกว่านั้นองค์กรของรัฐอื่นที่มีอำนาจก็ไม่เคยแสดงความเคารพยำเกรงต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในกรณีนี้อย่างแท้จริง จึงไม่เคยปรากฏเลยว่าจะมีองค์กรที่มีอำนาจใดพิจารณานำบทบัญญัติที่ส่งผลดีต่อพระพุทธศาสนาเข้ามาวินิจฉัยแก่กรณีนี้ ไม่ปรากฏแม้แต่ครั้งเดียว

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในพระราชอำนาจที่มีต่อพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ขอกราบอาราธนาหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ เมตตาเป็นผู้แทนสงฆ์กรรมฐานทั่วประเทศ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ตีความข้อกฎหมายดังกล่าวว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามมาตราดังกล่าวใช่หรือไม่ มิฉะนั้น พระพุทธศาสนาย่อมต้องอยู่ได้อย่างปกติสุข สงฆ์ต้องไม่ลำบากเดือดร้อนอย่างที่เป็นอยู่นี้

๓.   คณะสงฆ์มีมติเป็นเอกฉันท์ มอบฉันทะให้สงฆ์วัดป่าบ้านตาดติดตามการลงนามอนุมัติใน “มาตรการข้อ ๘ วรรคท้าย”ของประธาน กสท. ที่ได้กล่าวสัญญาสุภาพบุรุษไว้ มีผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ กสทช. เป็นสักขีพยานทั้งนี้เพื่อสงฆ์จะได้สวดสังฆกรรม “หงายบาตร” ตามหลักพระธรรมวินัยในลำดับถัดไป

คณะสงฆ์เห็นว่า“มาตรการข้อ ๘ วรรคท้าย”นอกจากจะเป็นตัวชี้วัดความดีความชั่วของ กสท. ที่มีต่อพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นตัวชี้วัดถึงความเคารพยำเกรงของ กสท. ที่มีต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อีกด้วย ว่ามีอยู่จริงหรือไม่

๔.   คสช. มีอำนาจอย่างเต็มที่และยังกล้าใช้เพื่อสิ่งอื่นได้มากมาย แต่ยังมิได้ใช้โอกาสเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองด้วยการอุปถัมภ์ค้ำชูการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงให้กว้างขวางขจรขจายเฉกเช่นบูรพกษัตริย์ไทยทุกๆ พระองค์ที่แม้มีการศึกสงครามหนักหาสาหัสเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพียงใด พระองค์ก็ไม่เคยทอดทิ้งศาสนาไม่ว่าจะในทางรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตามอย่างไรก็ดีคสช. ยังกรุณาแนะนำให้พระเข้าร้องขอความคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองก่อนคำพิพากษา

ด้วยเหตุนี้คณะสงฆ์จึงมีมติอนุญาตให้พระเณรผู้เคยรับอุบายธรรมจากทางสถานีเข้าร่วมลงนามปกป้องสมบัติของสงฆ์ผ่านศาลปกครองได้ถือเป็นการยอมรับตามคำแนะนำของคสช. ว่าแนวทางดังกล่าวจะเป็นทางออกที่ดีแก่พระพุทธศาสนาคณะสงฆ์เชื่อมั่นว่าศาลปกครองจะเข้าใจกุศลเจตนาของ คสช.

๕.   สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์เครือข่ายวิทยุเสียงธรรมทั่วประเทศ ทรงให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างยิ่งถึงกับตรัสเมื่อไม่นานนี้ว่า ท่านพ่อฝากวิทยุไว้กับพระองค์ทรงตั้งพระปณิธานจะเผยแผ่คำสอนในพระพุทธศาสนาของท่านพ่อมหาบัวให้ขจรขจายเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์มีที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

และโดยที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้มีประสบการณ์ตรงที่รู้ซึ้งในพระคุณของพ่อแม่ครูอาจารย์ฯที่มีต่อชาติไทยในช่วง “สงครามเศรษฐกิจ” มากยิ่งกว่าบุคคลใดในคณะรัฐบาลผู้กุมชะตากรรมของชาติอยู่ในเวลานี้ดังนั้น เพื่อเป็นการสนองต่อพระปณิธานของทูลกระหม่อม และเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้มีอำนาจหน้าที่จากทุกภาคส่วนจะรับทราบในพระปณิธานและในมติของสงฆ์ในครั้งนี้อย่างแท้จริงไม่ถูกปิดกั้น

คณะสงฆ์จึงขอมอบความไว้วางใจให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้นำมติสงฆ์ฉบับนี้ เข้ายื่นขอบิณฑบาตต่อหัวหน้า คสช. นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ได้รับโปรดเกล้าฯ ในที่นี้ทุกท่าน ได้พิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย โบราณราชประเพณี รัฐธรรมนูญ และพระปณิธานตามที่กล่าวมาแล้วนี้

          จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

 

(พระสุดใจ ทันตมโน)

ในนามคณะสงฆ์ศิษยานุศิษย์

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

http://www.luangta.com/info/news_text.php?cginews_id=589&type=

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ