ประวัติศาสตร์ พระศาสนา ที่ต้องศึกษา

 ข้อมูลที่ http://www.alittlebuddha.com/html/The%20Vision%20of%20P.M.Narin/The%20Vision%20of%20Phramaha%20Narin%2014.html

แวดวงพระธรรมทูตไทยใน USA
นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ
ข่มผู้ที่ควรข่ม ยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง
โดย..ปี้ส่าง


     
พบกันอีกแล้วครับท่านผู้อ่าน ก่อนอื่น ปี้ส่างต้องขอกราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี ป.ธ.๖ Ph.D.) ประธานที่ปรึกษา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ซึ่งท่านได้มีเมตตาส่งสารมาถึงพระสงฆ์วัดไทย ลาสเวกัส ให้พรปีใหม่ สร้างขวัญและกำลังใจให้ปี้ส่างและคณะอย่างมหาศาลนับเป็น ความเมตตาล้นพ้นขอพระเดชพระคุณจงอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของศิษยานุศิษย์ไปตราบนานเท่านานถ้าเป็นภาษาหนังจีนก็ต้องบอกว่า “หมื่นปี หมื่นๆ ปี” นั่นแหละครับ สาธุ
     พระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลีองค์นี้แหละครับ คือทหารเสือในยุคมืดแห่งวงการสงฆ์ไทย ยุคจอมพลผ้าขาวม้าแดงครอง เมืองสมัยนั้นวงการสงฆ์เล่นกันวุ่นวาย พระเดชพระคุณพระพิมลธรรม (อาจอาสโภ ป.ธ. ๘ ) วัดมหาธาตุยุวราษฎ์รังสฤษฎิ์ ถูกจับกุมคุมขังด้วยข้อหานานัปประการ ผู้ที่อาจหาญยอมตายตามนายอย่างถวายชีวิตก็คือ พระมหานคร เขมปาลี หรือพระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลีในปัจจุบัน ขณะที่เพื่อนพ้องและลูกน้องของหลวงพ่ออาจหลายองค์ในขณะนั้น ต่างทั้งหักหลังและทอดทิ้งเอาตัวรอดก็เห็นมีแต่พระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลีองค์นี้ ที่ถือคติลูกผู้ชายว่า “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” ยอมติดคุกตามนายอย่างทรนงองอาจ นับเป็นชายชาติอาชาไนยอย่างแท้จริง และกาลเวลาก็ได้พิสูจน์คนอย่างแท้จริงว่าเพชรก็คือเพชร วันนี้พระเดชพระคุณยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อพระศาสนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งทั้งๆ ที่มีวัยอันควรแก่การพักผ่อนมานานแล้ว
     ปี ๒๕๔๓ นี้พระเดชพระคุณเจริญพรรษาได้ ๗๘ พรรษาแต่ประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาของพระเดชพระคุณนั้น มากมายมหาศาลนัก สามารถยังประโยชน์ให้เกิดแก่ประเทศชาติและพระศาสนาได้ พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙ Ph.D.) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย องค์ปัจจุบัน จึงได้กราบอาราธนาพระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลี ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านจึงเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน ไม่เหมือนคนในผ้าเหลืองเรียนสูงๆ บางคน
     ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นวันพฤหัสบดีขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๓ ถ้ารอไปอีก ๙ วันก็จะเป็นวันประชุมใหญ่ของพระอรหันตขีณาสพ ๑,๒๕๐ รูปเพื่อสดับรับฟังพระโอวาทปาติโมกข์จากสมเด็จพระบรมศาสดาในสมัยพุทธกาลแล้วแต่ว่าทาง มหาเถรสมาคมซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ ๑๔ รูป มีสมเด็จพระพุฒาจารย์วัดสระเกศ เป็นองค์ประธาน ได้เปิดประชุมมหาเถรสมาคมขึ้น ที่ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศน์วิหาร เพื่อพิจารณาพฤติกรรมของ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙ ) วัดยานนาวา ในฐานะเจ้าคณะภาค ๑ ผู้บังคับบัญชาสายตรงวัดพระธรรมกายซึ่งบังอาจฝ่าฝืนมติมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการให้ฆราวาสมีสิทธิ์ในการฟ้องร้องพระภิกษุได้ และการดึงดันไม่ยอมปฏิบัติตามกฏนิคหกรรมตามมติมหาเถรสมาคม
     สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง พระมหาเถระผู้“ตงฉิน” แห่งยุค ได้เสนอต่อที่ประชุมมหาเถรนัดนี้ ให้มีมติ “ปลด” พระพรหมโมลีออกจากตำแหน่ง โทษฐานฝ่าฝืนมติ “มหาเถร” ดังกล่าว ๑๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาถ้าดูทางโหราศาสตร์ก็ต้องนับว่าเป็นวัน “กาลีโยค” ของพระพุทธศาสนาโดยแท้
     ครับ ก็นับว่าเป็นมิติใหม่แห่งวงการคณะสงฆ์ไทย ที่ได้พระมหาเถระผู้ “มีสันดานสัตย์ซื่อ มั่นคงดำรงรักษาพระพุทธศาสนาโดยแท้ มิได้อาลัยแก่ร่างกายและชีวิต ควรเป็นที่นับถือไหว้นบ เคารพสักการะบูชา” ดังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชตรัสไว้ครั้งสมัยในกรุงธนบุรีที่มีพระ “สอพลอ” ระดับสมเด็จพระสังฆราชทีเดียว
     พงศาวดารไทยยุครัตนโกสินทร์บันทึกว่า ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น ทรงมุ่งมั่นในการวิปัสสนามาก จนในท้ายรัชกาลทรงเกิดสัญญาวิปลาส คือเห็นผิดคิดว่าได้บรรลุโลกุตตรธรรมแล้ว วันอาทิตย์ที่ ๗ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๙ พ.ศ. ๒๓๒๔ ปีฉลู ทรงมีฎีกานิมนต์พระราชาคณะตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงไป ให้เข้าเฝ้าในพระบรมมหาราชวัง ทรงถามว่า“พระสงฆ์ปุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น จะได้หรือมิได้ประการใด ?” ในกาลนั้น พระราชาคณะที่มีสันดานโลเล มิได้ถือมั่นในพระบาฬีบรมพุทโธวาท ด้วยเกรงพระราชอาณา เป็นคนประสมประสานจะเจรจาให้ชอบพระอัธยาศัยนั้นมีเป็นอันมาก คือ พระพุทธโฆษาจารย์ วัดบางหว้าใหญ ่และพระโพธิวงศ์ พระรัตนมุนี วัดหงส์ เป็นต้น ถวายพระพรว่า “สงฆ์ปุถุชนควรจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นโสดานั้นได้”
     แต่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์)ได้ถวายพระพรว่า “ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาบันก็ดี แต่เป็นหีนเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชนก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันนั้น ก็บ่มิบังควร”
     ทีนั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ทรงพิโรธว่า ถวายพระพรผิดจากพระบาฬี (สงสัยฉบับวัดพระธรรมกายแน่ๆ) ด้วยว่าพวกที่ว่าควรนั้นมีเป็นอันมาก ว่าไม่ควรมีแต่สามองค์นี้เท่านั้น จึงดำรัสสั่งให้พระโพธิวงศ์และพระพุทธโฆษาจารย์เอาตัวสมเด็จพระสังฆราช พระพุฒาจารย์ พระพิมลธรรม กับทั้งถานา บาเรียน อันดับ ซึ่งเป็นอันเตวาสิกสัทธิงวิหาริกของพระราชาคณะทั้งสามรูปนั้นไปลงทัณฑกรรม ณ วัดหงส์ทั้งสิ้น และตัวพระราชาคณะให้ตีหลังองค์ละร้อยที พระถานาบาเรียนให้ตีหลังองค์ละ ๕๐ ทีแต่พระสงฆ์ซึ่งตั้งอยู่ในศีลสัตย์ว่าไหว้ไม่ได้นั้นทั้งสามอารามเป็นพระสงฆ์ถึง ๕๐๐ รูป ต้องถูกตีทั้งสิ้น และพวกพระสงฆ์ทุศีลอาสัตย์อาธรรม์ว่าไหว้ได้มีมากกว่ามากทุกๆ อาราม แต่พระราชาคณะทั้งสามพระองค์และพระสงฆ์อันเตวาสิกซึ่งเป็นโทษทั้ง ๕๐๐ รูปนั้น ให้ไปขนอาจม (ขี้) ชำระเวจกุฎีวัดหงส์ทั้งสิ้นด้วยกัน แล้วให้ถอดพระราชาคณะทั้งสามนั้นจากสมณฐานันดรศักดิ์ลงเป็นอนุจร จึงตั้งพระโพธิวงศ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระพุทธโฆษาจารย์เป็นวันรัตฯลฯ..”
     ครับ นี่คือเหตุแห่งความสูญสิ้นแห่งกรุงธนบุรี ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เพียงรัชกาลเดียวทั้งๆ ที่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นั้นทรงเป็นวีรบุรุษของชาติไทยกอบกู้บ้านเมืองจากพม่าข้าศึก ถ้าหากไม่มีพระองค์แล้วเมืองไทยก็คงจะไม่เป็นเช่นวันนี้ แต่คนเราน่ะท่านบางทีเก่งตอนต้น แต่มาตกม้าตายตอนจบก็มี โดยเฉพาะเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้เป็นตัวอย่าง
     ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) แล้ว สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์เป็นปฐมบรมราชวงศ์จักรีในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดให้ถอดยศ สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงษ์ ลงมาเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี ให้สึกพระวันรัต (ทองอยู่) กับพระรัตนมุนี (แก้ว) ทรงให้นายแก้วไปเป็นพระอาลักษณ์ มีหน้าที่ขนานพระนามพระองค์เจ้าต่างกรมส่วนนายทองอยู่โปรดให้เป็นหลวงอนุชิตพิทักษ์อยู่ในกรมมหาดไทย (สงสัยไอ้สองตัวนี้จะเลียแข้ง เอ๊ย ! เลียพระชงฆ์สมเด็จพระเจ้าตากสินด้วยจึงโดนหนักหน่อย) โปรดให้สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)วัดบางหว้าใหญ่ พระพุฒาจารย์ และพระพิมลธรรม ที่ถูกถอดยศกลับดำรงสมณศักดิ์และตำแหน่งเดิมต่อไป และเป็นที่มาแห่งพระวาจาดังกล่าวข้างต้น
     ครับ ที่นำมาเสนอเสียยาวยืดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า ในอดีตพระเถระผู้ “กังฉิน” นั้นมีมากมายเพียงใด ในปัจจุบันนอกจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ปัจจุบัน สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม และพระธรรมปิฎก วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐมแล้ว ก็ยังไม่เห็นแววว่าผู้หลักผู้ใหญ่อื่นๆจะแสดงซึ่ง “สันดานสัตย์ซื่อ” ออกมาให้ปรากฏ ยิ่งลูกศิษย์หลวงพ่อสดด้วยแล้ว ถ้าไม่หนุนธรรมกายอย่างสุดๆ ก็กบดานกันเงียบกริบ ครับเรื่องพระศาสนากลายเป็นเรื่องพ่อเรื่องลูกเรียบร้อยโรงเรียนวัดปากน้ำไปแล้ว ขนาดเจ้าคุณ ป. จากสุพรรณบุรี องค์ที่สอง ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ในราชทินนามเดิมของพระธรรมปิฎกก็ยังแบ๊ะๆ คือพูดไม่ออกบอกไม่ได้ ไม่รู้ว่าอะไรมันอุดปากอุดคอ เมื่อก่อนเขาว่านี่แหละคือประยุทธ์ ๒ เพราะมีชื่อนำหน้าว่า ป. เหมือนกัน ซ้ำมาจากสุพรรณบุรีเมืองเดียวกันอีกด้วย แต่ก็อย่างว่าแหละท่าน สุภาษิตโบราณว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” นั้น ปัจจุบันก็ได้ทราบว่าบางสถานการณ์ก็สามารถสร้าง “โมฆบุรุษ” ได้เช่นเดียวกัน
     ยิ่งเจ้าคุณที่ออกบทปกป้องพระพรหมโมลี ขอให้ “ให้โอกาสอีกสักครั้ง” นั้น คนมีสติเขาได้เห็นได้ฟังแล้วหัวร่อ โถถัง ทำยังกะเด็กเล่นขายของ เวลานานข้ามเดือนข้ามปี พระพรหมโมลียังไม่มีปัญญาจะจัดการให้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมได้ ขนาดเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์เรียกไปแนะนำก็แล้ว ก็ยังดึงดันช่วยธรรมกายอยู่อย่างไม่ลืมหูลืมตา นั่นมิใช่การให้โอกาสอีกหรือครับ ชาวบ้านชาวเมืองเขายังเห็นว่า โอกาสของพระพรหมโมลีนั้นมีมากเกินด้วยซ้ำไป หัวหงอกหัวสีน้ำตาลกันจนปูนนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นโอกาสก็เอวัง อาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก (ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต) เขียนบทกลอนไว้ได้ใจความว่า
กาลควรช้าพลันหุนหัน  กาลควรหันหันพลันเนิ่นช้า
ไม่แก้ไขด้วยปัญญา  คนโง่ประสบปัญหาชีวิต
     ครับ น่าจะมีใครบางคนนำไปถวายเจ้าคุณแถวๆ ยานนาวาได้อ่านเล่นแก้เซ็งมั่ง ขอยกพระพุทธพจน์อีกบทหนึ่งมาประดับคอลัมน์วันนี้เกี่ยวกับเรื่องการได้ยศของบุคคลว่า
อุฏฺฐานวโต สตีมโต  สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน  อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒติ
     แปลว่า บุคคลผู้มีความเพียร มีสติมีหน้าที่การงานอัน สะอาดใคร่ครวญอย่างดีก่อนแล้วจึงทำ มีความสำรวมระวัง เลี้ยงชีพโดยความชอบธรรม และไม่ประมาท ย่อมเจริญด้วยยศ
     ส่วนบุคคลผู้เสื่อมยศจะให้พูดว่าอย่างไร ถ้ามิใช่ประพฤติตรงกันข้ามกับพระพุทธภาษิตข้างต้นนี้ ก็ขอฝากวิญญูชนได้ช่วยกันวินิจฉัยด้วย
     ประเด็นของพระพรหมโมลีไม่ใช่อยู่ที่ว่าวัดพระธรรมกายผิดหรือถูกแต่อย่างใด ปัญหามันอยู่ที่ว่า ท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะภาค ๑ ซึ่งเป็นผู้ปกครองของวัดพระธรรมกาย เพราะจังหวัดปทุมธานีที่วัดพระธรรมกายตั้งอยู่นั้นอยู่ในภาคที่ ๑ นี้ ทีนี้เมื่อเป็นเจ้าคณะภาค ๑ ดังนี้แล้วก็เป็นภาระหน้าที่ของท่าน ที่ต้องทำการสืบสวนสอบสวนกรณีธรรมกายตาม “กฏนิคคหกรรม” ของมหาเถรสมาคม แต่การชิงปิดคดีหรือออกมาตีความกฏหมายคณะสงฆ์ว่า“คฤหัสถ์หรือชาวบ้านฟ้องพระไม่ได้” ของท่านนั้น จึงไม่ใช่หลักการที่ถูกต้อง เพราะท่านมิใช่ “ตุลาการรัฐธรรมนูญ” ที่มีหน้าที่ตีความกฏหมายแต่อย่างใด
     หน้าที่ของท่านก็คือ ทำการสอบสวนหาความจริงเกี่ยวกับปัญหาวัดพระธรรมกาย ทีนี้ที่ท่านชิงปิดคดีก่อนก็ดี ปฏิเสธไม่ยอมรับการฟ้องร้องของคฤหัสถ์ก็ดี ทั้งๆ ที่ทางมหาเถรสมาคมได้วินิจฉัยประเด็นนี้แล้วว่า “คฤหัสถ์สามารถฟ้องร้องพระสงฆ์ได้”ก็เท่ากับว่าท่านเป็นเจ้าพนักงานที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ถ้าเป็นภาษาราชการหน่อยเขาก็ว่า“ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” หรือเป็นผู้ที่ “ทำเกินกว่าหน้าที่” และที่สำคัญที่สุดก็คือบนตำแหน่งเจ้าคณะ ภาค ๑ ทำให้ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมด้วย ท่านจึงเป็นหนึ่งในมหาเถรสมาคม ที่ได้วินิจฉัยให้คฤหัสถ์สามารถฟ้องร้องพระสงฆ์ได้ แต่การที่ท่านไม่ยอมรับการฟ้องร้องจากคฤหัสถ์นั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง พฤติกรรมอันไร้มารยาทของท่านนี้เปรียบไปก็เหมือนรัฐมนตรีที่ไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เรียกว่าเขียนด้วยมือลบด้วยเท้านั่นแหละครับ
     ขอย้ำนะครับ ว่าเรื่องพระพรหมโมลีโดนปลดกับเรื่องอธิกรณ์ของวัดพระธรรมกายนั้นเป็นคนละส่วนกัน ส่วนของวัดพระธรรมกายนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องการการพิสูจน์ในชั้นศาล ส่วนของพระพรหมโมลีนั้นเป็นคณะผู้พิพากษาที่ไม่ยอมทำหน้าที่นี้ ได้ออกมาทำการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมมิให้ดำเนินไปตามครรลองอย่างปกติ วัดพระธรรมกาย จะผิดจะถูก ก็ควรจะทำหน้าที่วินิจฉัยตัดสินออกมาให้สิ้นสุดตามกระบวนการยุติธรรมเสียก่อน ถ้าหากผลการตัดสินของศาลสงฆ์ออกมาแล้ว ทางโจทย์และจำเลยไม่ยินยอมจะฟ้องต่อ ก็ยังมีศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาให้ร้องขอความบริสุทธิ์อีก แต่การที่ท่านดันทุรังไม่ยอมทำหน้าที่นั้น ก็สมควรที่ท่านจะไม่ต้องทำหน้าที่นั้นอีกต่อไป เพราะถ้าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวแล้วจะมาอาสาทำงานพระศาสนาไปทำไม กลับไปเขียนหนังสือหารางวัลต่อไปเถอะท่าน ให้คนที่เขารู้หน้าที่เข้ามาทำแทนจะดีกว่า กล่าวโดยสรุปก็คือพระพรหมโมลีหลงบทบาทของตนเอง เขาให้ทำอย่างหนึ่งแต่ไพล่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง แต่คนระดับนี้จะให้ใช้คำว่า “โง่” ก็ดูเกินไป จึงได้แต่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ท่านมีนอกมีใน หรือมีได้มีเสียกับวัดพระธรรมกายหรือเปล่า ? เท่านั้นแหละครับ
     ข่าวการปลดพระพรหมโมลีออกจากตำแหน่งนั้นเป็นข่าว “ Hot” ที่สุดของวงการคณะสงฆ์ไทยในปี 2000 เลยก็ว่าได้เพราะเพียงได้ข่าวว่า “พระพรหมโมลี” โดนปลดออกไปได้ไม่กี่นาทีผลการสอบถามทางอินเตอร์เนต ก็ปรากฏออกมาว่า “สะใจพระเดชพระคุณ” กันทั่วหน้ายิ่งบรรยากาศการประชุมที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์นำเสนอนั้น นับว่าถูกใจผู้ชมอย่างยิ่ง เพราะปรากฏว่ามีการ “หิ้วปีก” คือนิมนต์พระนักเขียนรางวัลซีไรท์เอ๊ย ! รางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งยุคนามว่า “ญาณวโร” ออกจากที่ประชุมมหาเถรสมาคมด้วย ก็ลาทีปากน้ำ เอ๊ย ! ลาทีพระพรหมโมลีผู้น่ารัก คิดว่าไม่นานเราคงได้เห็นผลงานวรรณกรรมชิ้นโบแดงในชื่อว่า “เมื่อข้าพเจ้าโดนหิ้วปีก” ออกมาสู่สายตาหนอนหนังสืออีกเล่มเป็นแน่แท้ เพราะต่อไปนี้ท่านคงมีเวลาเขียนหนังสือมากขึ้น ว่าแต่รางวัลน่ะทางธนาคารกรุงเทพฯเขาคงไม่ให้แล้วล่ะ ถ้าอยากได้ก็เสนอขอ “ธัมมชโย” สิ รับรองไม่ผิดหวัง ชัวร์ !
     ข่าววงนอก นักเลงพระแถวๆ ท่าพระจันทร์ถามกันให้แซ่ดว่า “วันประชุมมหาเถรนัดหิ้วปีกนั้น พระพรหมโมลีห้อยพระกริ่งรุ่น “ฟ้าผ่า” ของหลวงพ่อกึ๋นวัดดอน ผู้เป็นอาจารย์ของพระพรหมโมลี เข้าร่วมประชุมด้วยหรือเปล่า ถึงได้โดนฟ้าผ่าจนหน้ามืดมาจนบัดนี้น่ะ” ฮา 5555..
     ใกล้วันเข้ามาเต็มแก่แล้วกับการเตรียมงาน “ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทย ประจำปี 2000” ของวัดสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ เมืองเบเกอร์ฟิลด์ ในวันที่ ๑๔-๑๕ มิถุนายนนี้สถานที่นั้นเห็นว่าจะจัดกันใหญ่โต ว่าแต่เรื่องที่จะนำเข้าปรึกษาหารือกันนั้นไม่ทราบว่าจะมีเรื่อง “ใหญ่” หรือเปล่า
     ครับก็เขียนเตือนกันเอาไว้ล่วงหน้า การประชุมนั้นขอให้เป็นการประชุมเพื่อพระศาสนาอย่างจริงจังกันเสียที อย่าให้ใครต่อใครเขาว่าเอาได้อีกว่า “การประชุมสมัชชาสงฆ์ ก็คืองานปิดทองฝังลูกนิมิตเพื่อหารายได้ให้วัดเจ้าภาพ หรือไม่ก็เป็นการวางโปรแกรมนำเที่ยวของพระธรรมทูตไทย” เพราะในอดีตที่ผ่านมามักเป็นไปในทำนองนั้น
     ยิ่งเรื่องที่นำมาพูดคุยปรึกษาหารือกันประจำปีก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากเรื่องพระทะเลาะกันมั่ เรื่องเก็บเงินไปทำโน้นทำนี้มั่ง หรือไม่ก็ไปนั่งฟังกรรมการสมัชชาบางรูป “ฝอย”ให้ฟังไม่รู้จบยิ่งกว่าเหลิมดาวเทียมซะอีก ทั้งๆ ที่วัดของตนเองนั้น ก็ “ขี้เต็มก้น” ไม่แพ้วัดอื่นๆ เขาหรอก
     อย่างกรณี “วัดจันทร์ศรีสามัคคีธรรม” เมืองสต๊อกตันนั้นไปถึงไหนแล้ว คำสั่งของสมัชชาสงฆ์ไทยเป็นมติในที่ประชุมใหญ่วัดพุทธโสธร เมืองอัลบูเคอร์กี้ “ให้พระไทยทุกรูปย้ายออกไปจากวัดภายในหกเดือน” นั้นบัดนี้มีพระกี่รูปได้ย้ายออกไปแล้วบ้าง ถ้ายังไม่ย้ายหมายความว่ายังไง และถ้าย้ายจะให้เขาไปอยู่กันที่ไหน พระตั้ง ๑๐ กว่ารูปน่ะ วัดไทย ดีซีวัดวชิรธรรมปทีป วัดไทย แอลเอ ยินดีต้อนรับหรือเปล่า ใครจะเอาใครเป็นผู้รับ ผิดชอบคดีนี้
     ครับ สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่น่าสงสารหรือไร ที่เห็นๆทำงานก็มีท่านประธานสมัชชา คือหลวงพ่อพระราชกิตติเวทีกับกรรมการที่เอางานเพียงไม่กี่องค์เท่านั้น และงานของสมัชชาสงฆ์ไทยหรือก็ดูมากมายจนล้นมือเชียวล่ะ นอกจากประชุมในรอบนอกรอบแล้ว ก็มีเรื่องอบรมพระธรรมทูตเท่านั้นที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวหน่อย กรรมการสมัชชาบางท่านพอได้นั่งเครื่องบินกลับเมืองไทย ก็ตีตราอีโก้ใหญ่โตไปเชียว อวดเบ่งอยู่แถวๆ ท่าพระจันทร์จนชาวบ้านเขาเหม็นตดแล้ว ขี้ปากขี้ฟันยิ่งไม่ต้องพูดถึง วังเวงชะมัด!
    คอลัมน์นี้มิใช่มีเพื่อโจมตีท่านผู้ใดให้เสียหายอย่างไร้เหตุผลนะครับ เราติเพื่อก่อมิใช่เพื่อทำลาย อยากเห็นความเจริญก้าวหน้าของพระศาสนาก็ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ มิใช่ว่าเรื่องของพระศาสนาเป็นของกรรมการสมัชชาเท่านั้น อย่าให้ “ปี้ส่าง” ต้องสอนหนังสือสังฆราชเลย เพราะพวกท่านก็ฉลาดกันทุกคนอยู่แล้ว
     การทำงานของสมัชชาในการแก้ปัญหาของพระธรรมทูตที่เกิดขึ้นแต่ละทีนั้น มีน้อยนักที่จะมีการ “คลุกพื้นที่” กันอย่างจริงจัง ที่เห็นๆ ก็เป็นเพียงการหยิบกระดาษขึ้นมาพิจารณาบนโต๊ะประชุม พูดพล่ามไปตามเรื่อง รู้จริงมั่งไม่รู้มั่ง หรือไม่ก็ใช้วัดของตัวเองไปตัดสินวัดอื่น แล้วก็สั่งการวินิจฉัยตะบี้ตะบันออกไป ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า หรือมีมาตรการอะไรรองรับหรือไม่ เสือกระดาษที่ว่าหมดน้ำยายิ่งแล้ว ดูบทบาทของสมัชชาสงฆ์ไทยช่วงหลังๆ มานี้กลับมีลักษณะยิ่งกว่านั้นอีก สร้างความสิ้นศรัทธาให้แก่บรรดาพระธรรมทูตอย่างทั่วหน้า เรื่องเล่นพรรคเล่นพวกนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เห็นหน้าผองเพื่อนพี่น้องแล้วปี้ส่างได้แต่ถอนใจ
     อย่างกรณีธรรมกายนี้ มีการเขียนหนังสือโจมตี “พระธรรมปิฎก” ที่ปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาอย่างโจ่ง แจ้งแต่ก็หามีผู้ใดออกมาป้องปรามตรวจสอบไม่ วัดทั่วไปก็เอาแต่มุ่งหน้าหาเงินเข้าวัด วันๆ ก็คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้เงินมากๆ เอาไปสร้างโบสถ์มั่ง ศาลามั่ง กำแพงมั่ง อวดมั่งอวดมีกันไป หรือไม่ก็นั่งงัดข้อกับคณะกรรมการมั่ง กับพระในวัดมั่ง ส่วนที่เป็นกรรมการสมัชชาสงฆ์นับแต่ที่ปรึกษาและประธานสมัชชาลงมา ก็เห็นเงียบเป็นเป่าสาก ทางวอชิงตัน ดีซี. ก็กำลังเป็นปลื้มกับยศถาบรรดาศักดิ์ ท่านคงจะยังไม่ได้อ่านในใบตราตั้งเจ้าคุณกระมังที่ว่า “ขอพระคุณเจ้าจงรับเป็นภาระธุระพระศาสนา ช่วยระงับอธิกรณ์..” น่ะยิ่งปีสองปีให้หลังนี้ หลังจากลูกศิษย์ที่ส่งเข้าอบรมพระธรรมทูต“สอบตก” กันระนาว พอถึงฤดูอบรมพระธรรมทูต ท่านกรรมการสมัชชาทั้งหลายก็กระวีกระวาดกลับเมืองไทยกันทั่วหน้า นัยยะว่า “เพื่อคุมลูกน้องให้ผ่านสัมภาษณ์” อย่างนั้นแหละ จริงหรือไม่ ? ถามใจตัวเองดูสิครับ
     ยังไม่หยุด ครับหนังสือพิมพ์ ไทย-Thainews ของ วัดพระธรรมกาย ยังไม่ยอมหยุดพฤติกรรมอันป่าเถื่อน ยังคงตะบี้ตะบันสร้างความสับสนให้แก่สังคมไทยในสหรัฐอเมริกาอย่างไม่รู้จบ
     ขอเตือนนะครับว่า ท่านทั้งหลายเป็นจำเลยในคดีบิดเบือนพระธรรมวินัย ควรจะสงบปากสงบคำ นิ่งอยู่ให้ดูสมกับฐานะของจำเลยหน่อย รอให้คำพิพากษาจากศาลสถิตย์ยุติธรรมออกมาเสียก่อน ถ้ามีข้อมูลอันเป็นข้อเท็จ-จริงสิ่งใดก็ควรนำไปเสนอต่อคณะผู้พิพากษาสิ มิใช่ออกหนังสือมาสู้กันข้างนอก ตีโพยตีพายทำยังกะบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปอย่างนี้ สันดานแบบนี้เขาเรียกว่า “อันธพาล” ครับเป็นคำกล่าวสำหรับคนพาลโดยเฉพาะ
     น่าเสียดาย ผู้ที่ได้ชื่อว่าบัณฑิต-ปัญญาชนเป็นอันมาก ที่มีศรัทธาเสียสละชีวิตเพื่อพระศาสนา ได้เข้าไปบวชเป็นศิษย์ในสำนักวัดพระธรรมกาย แต่กลับถูกล้างสมองชักนำไปในทางที่ผิด ท้ายที่สุดก็ติดวัด ติดสถาบัน ติดตัวบุคคล แม้จะมีสติปัญญา แต่ก็หาได้ใช้อย่างเป็นอิสระไม่ ทว่ากลับถูกใช้โดยการชักจูงของ “ครูเลวๆ” บางคน คือเหลือแต่เพียง“ศรัทธา” โดดๆ พฤติกรรม “ให้เขาจูง” อย่างนี้เห็นมีก็แต่ วัว-ควายเท่านั้นแหละครับที่เดินตามเชือกน่ะ
     น่าเศร้า ครับบอกได้คำเดียวว่าน่าเศร้า กับระบบการศึกษาของสังคมไทย เพราะผลผลิตที่เป็นบัณฑิตได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยออกมานั้นกลับกลายเป็นหุ่นยนต์ไปสิ้น จะชี้นิ้วชักจูงไปทางไหนก็ง่ายดาย อันตรายครับ ดูอย่างพลังงานปรมาณูที่ถูกใช้ถล่มเมืองฮิโรชิม่า-นางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ในตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒ โน้นสิ พลังงานที่ถูกใช้ไปในทางทำลายก็มีพลังทำลายมหาศาลเช่นเดียวกัน น่าที่ผู้บริหารการศึกษาควรจะหันมาใส่ใจกันให้จงหนัก ก่อนที่สังคมไทยจะพิกลพิการไปมากกว่านี้
     อันที่จริงเราก็ไม่อยากยุ่งหรอกครับกับเรื่องธรรมโกงธรรมกายนี่ พวกนายจะไปเป็นอัตตาห่าโหยที่ไหนมันก็เรื่องของพวกนาย แต่ ! แต่ว่าอย่าตะแบงเอาคำพูดของตัวเองไปเป็นพระพุทธพจน์เท่านั้น อย่าตีความมั่วซั่ว แบบคนปัญญานิ่ม คือคิดง่ายๆว่า ถ้าไม่ซ้ายก็ต้องเป็นขวาอะไรทำนองนั้น เพราะเรื่องธรรมะนั้นเป็นสภาวะที่อยู่นอกเหตุเหนือผลด้วยเหตุนี้ไง พระพุทธองค์จึงทรงตั้งกฏหมายขั้นประหารชีวิต คือห้ามมิให้พระสงฆ์อวดอุตริมนุษยธรรม คำว่า “อุตริมนุษยธรรม” นั้น หมายถึงการอวดอ้างคุณธรรมอันยิ่งของมนุษย์ก็นับตั้งแต่อวดตัวเองว่ารู้เห็นภพภูมิ สวรรค์ นิพพานนั้นแหละครับ ถือว่าเข้าข่ายปาราชิกหมด
     นอกจากปัญหายาบ้ายาอีสารพัดสารพันที่คอยกัดกร่อนสังคมไทยในเวลานี้แล้ว ปัญหาทางพระศาสนา ก็เห็นวิ่งแข่งกับเขาอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนกัน บ้านเมืองก็เปรียบเสมือนร่างกาย ส่วนพระศาสนานั้นเปรียบเสมือนจิตใจ ทีนี้เมื่อติดโรคทั้งกายใจ ประเทศไทยก็รอวันตายอย่างเดียวสิครับ เรื่องโรงหมอโรงยานั้นแทบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะหนี้สินที่ทับถมเป็นภูเขาเลากานั้นใช้หนี้ร้อยวันพันปีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมด การประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัวเมื่อสามปีก่อนโน้น ดูๆ ไปแล้ว มันก็คือการประกาศใช้ระบบทาสในเมืองไทยอีกหนนั่นแหละครับ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงยกเลิกมานานร้อยกว่าปีแล้ว
     เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้หนักหนาสาหัสเข้าไปอีก ก็พฤติกรรมของคนไทยในอเมริกานี่แหละ เอะอะบ๊ะเทิ่งอะไรก็ขนเงินไปประเคนพี่น้องให้อยู่ดีมีสุขกันตะพึด หารู้ไม่ว่านั่นแหละคือการทำลายเมืองไทยทางอ้อม เพราะเงินที่พี่น้องทางนี้ส่งไปให้นั้น ส่วนมากไม่ได้นำไปใช้ในการทำมาค้าขายหรือเพื่อทำให้เกิดผลกำไรแต่อย่างใด มีแต่เอาไปกินเที่ยวเล่นเห็นเป็นของหาง่ายฟุ่มเฟือย ทีนี้พอกินหมดแล้วก็ร้องหาอีกสิครับเหมือนลูกนกน่ะ นอกจากจะกินไม่เป็นแล้ว คนไทยวันนี้เท่าที่เห็นยังหากินกันไม่เป็นอีก แนวพระราชดำริของในหลวงที่ว่า “เศรษกิจพอเพียง” นั้น มิทราบว่าพอจะอ่านกันออกหรือเปล่า สังคมไทยวันนี้จึงดูกะปลกกะเปลี้ยพิกลพิการอย่างยากแก่การเยียวยา จึงขอร้องขอเตือนว่า หยุดได้แล้วครับกับพฤติกรรมผีบุญของเศรษฐีเมืองนอกน่ะ จะให้ก็ไม่ว่าแต่ควรให้แต่พอประมาณ พอแก่การยังชีพเท่านั้น มิใช่การให้ตามที่ขอแบบไม่ลืมหูลืมตา สร้างสันดานอันไม่ดีให้แก่พี่น้องต่อไป ขอบิณฑบาตเถอะโยม นี่เพราะรักดอกจึงบอกให้
     ฮา ! แล้วบรรดาผู้รู้ของเมืองไทยทั้งหลาย ก็เรียงหน้าออกมาตีความแนวพระราชดำริของในหลวงที่ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ไปกันคนละทิศละทาง บ้างก็ว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้นคือระบบเศรษฐกิจทวนกระแสนิยม บ้างก็ว่า คือระบบสหกรณ์ดีๆ นี่เอง หรือว่าคือเศรษฐกิจระบบพึ่งพาตัวเอง ก็ตามแต่จะว่ากันไป
     ปี้ส่างได้อ่านแล้วก็อดขำมิได้ ขอเรียนไว้ ณ ที่นี้ว่า พระเจ้าอยู่หัวของเรานั้นพระองค์มิใช่นักทฤษฎีนิยมหรือนักปรัชญาแต่อย่างใด แต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่ทรงครองราชย์มากว่า ๕๐ ปีนั้น พระองค์ทรงเป็นนักปฏิบัตินิยม ดังนั้นการวิจารณ์แนวพระราชดำรินี้จึงควรพิจารณาถึงเจ้าของแนวดำริดังกล่าวด้วย
     ปัญหาหลักของคนไทยก็คือความไม่รู้ และความไม่รู้นี้มี ๒ อย่าง คือหนึ่ง ไม่รู้จักหาและกินอยู่อย่างเพียงพอ มีสันดานเกียจคร้าน สันหลังยาว ไม่เอาการเอางาน เรียกง่ายๆ ว่า หนักไม่เอาเบาไม่สู้ คนแบบนี้มีดื่นไปในเมืองไทย เรียกว่าไม่ยอมพึ่งพาตนเอง เอาแต่อ้าปากร้องขอเขากิน และสอง ไม่รู้จักพอ พวกนี้มีสติปัญญาแต่ว่าโลภ ฉวยโอกาสขณะชุลมุนตักตวงเอาผลประโยชน์อย่างไม่ลืมหูลืมตา กะจะกินทีเดียวให้อิ่มไปร้อยปี สุดท้ายก็ต้องท้องแตกตายดังที่เห็นๆ ทั้งสองพวกนี้ได้ทำให้เกิดระบบ “เศรษฐกิจฟองสบู่” ขึ้นในเมืองไทยในระยะที่ผ่านมา พวกที่หนึ่งไม่ทำให้เกิดความพอดีด้วยการยกฐานะให้อยู่ดีกินดีแบบพอเพียง อีกพวกหนึ่งนั้นไม่ทำให้เกิดความพอดีด้วยการอยู่เกินดีเกินพอเพียง
     ในอดีตและปัจจุบันนั้นเราจะเห็นว่า สังคมไทยประสบปัญหาเพราะขาดเศรษฐกิจพอเพียงนี้ คือเกิดช่องว่างระหว่างคนไทยด้วยกันเอง มีคนอยู่สองระดับเท่านั้นในเมืองไทย คือ ระดับต่ำที่เรียกว่า Low Class และระดับสูงที่เรียกว่า High Class เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน คือที่จนก็จนติดดินที่รวยก็รวยล้นฟ้า ดังนั้นคำว่า “พอเพียง” นี้ ก็คือความเสมอภาคทางด้านเศรษฐกิจของคนไทยทุกคน เพราะเมื่อไม่เกิดความพอดีแล้วประเทศชาติก็ล่มจมอย่างที่เห็น คือจมทั้งคนจนคนรวย จนกระทั่งเมืองไทยมีศัพท์ใหม่ใช้ว่า “คนเคยรวย”
     มีศัพท์แสงทางพระพุทธศาสนาที่ควรนำมานิยามคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้ ก็คือคำว่า“สันโดษ” แต่ก่อนแต่ไรพระสงฆ์ไทยสอนแต่เพียงว่า สันโดษคือความยินดีตามมีตามได้ คือได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น หรือไม่ก็เน้นไปที่ความไม่โลภ
     แต่จริงๆ แล้ว คำว่า สันโดษ นี้ ควรจะมีความหมายมุ่งเน้นไปที่การทำให้มีให้พอเพียงบวกกับความไม่โลภมากจนลาภหายด้วย เราต้องยอมรับว่าสังคมไทยขาดสันโดษขาดความเพียงพอและพอเพียง ขาดสันโดษคืองอมืองอเท้าไม่เอาการเอางาน ในครอบครัวหนึ่งมีคนอยู่ ๕-๖ คนแต่ฝากปากฝากท้องฝากผีฝากไข้ไว้กับลูกชายหรือลูกสาวที่ทำงานหาเงินเพียงคนเดียว อย่างนี้จะพอกินพอใช้ได้อย่างไร สุดท้ายก็ต้องขายไร่นาสาโทจนผืนแผ่นดินจะอยู่ก็แทบไม่มี นี่เป็นสังคมระดับล่าง การปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามชะตากรรมแบบหมาเน่าลอยน้ำนั้น เปรียบไปก็เป็นดุจการทรุดของผิวดินที่มีการขุดเจาะน้ำบาดาลออกมาใช้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบเบื้องบน
     ในอีกชนชั้นหนึ่ง ก็คือพวกผู้ดีมีระดับมีการศึกษา หรือปัญญาชนคนที่มีโอกาสทั้งหลาย ต่างใช้โอกาสเงินโอกาสทองนั้นอย่างไม่รู้จักสันโดษ คือละโมภจนเกิน ไปกู้เงินต่างชาติมาสร้างตึกแถวทาวเฮาส์คอนโดลอยฟ้า ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าจะหาใครมาซื้ออยู่ ทีนี้เมื่อขายไม่ได้แบบต้นก็ไม่ออกดอกก็ไม่งอก จนตรอกเข้าก็เข้าเรียกร้องขอรัฐบาลให้ช่วย ความขาดสันโดษของคนกลุ่มนี้เปรียบไปก็ดุจการล้มของตึกซึ่งสร้างสูงเกินไปไม่ได้วางรากฐานให้มั่นคงเพียงพอ ทั้งน้ำบาดาลที่ทำให้ดินทรุดทั้งตึกสูงที่ล้มทับแผ่นดิน ก็เลยทำให้เจ้าแผ่นดินนามว่าภูมิพลอดุลยเดช ต้องร้อนพระทัยออกมาเทศนาสอนสั่งประชาชนทั้งสองระดับนี้ให้มีความพอเพียง เพื่อที่เราจะได้คนกลุ่มใหม่ในสังคมเกิดขึ้นคนกลุ่มนี้ เรียกว่าคนชั้นกลางเป็นคนที่พอเพียงและเพียงพอไม่รวยไม่จนจนเกินไปนัก สำหรับวิธีการนั้นหรือพระองค์มิได้ตรัสไว้โดยเฉพาะ เพราะของอย่างนี้มันอยู่ที่กึ๋นของคนจะเข้าใจ ในขณะที่ใครต่อใครกำลังเพ่งเล็งนำเอาระบบเศรษฐกิจต่างๆ ของโลกมาตีความจนยุ่งนั้น ขอนำเอาวาทะพญามังกรนามว่า “เติ้งเสี่ยวผิง” มาใช้ในวิธีการเข้าถึงซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวนี้ว่า“แมวสีอะไรนั้นไม่สำคัญหรอกสำคัญ แต่ว่าไม่ว่าแมวตัวนั้นจะมีสีดำหรือขาวขอแต่ให้จับหนูได้เป็นพอ..”

     ซึ่งคำว่า 
“สี” นั้น เติ้งเสี่ยวผิงท่านมิได้ใส่ใจว่าท่านจะอยู่ในระบบไหน เศรษฐกิจแนวอะไร ขอให้มันเหมาะสมกับประเทศชาติและประชาชนก็เป็นพอเรียกง่ายๆ ว่า “เศรษฐกิจระบบเอาตัวรอด” นั่นแหละครับสำหรับคำว่า “ขอแต่ให้จับหนูได้” นั้นท่านเน้นไปที่การกระทำมากกว่าจะมัวถกเถียงกันในด้านทฤษฎี เพราะการถกเถียงแบบนักวิชาการนั้น ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ถ้าไม่กระทำ และถ้าจะให้พูดก็ต้องกล่าวว่า เติ้งเสี่ยว ผิงท่านนี้แหละคือผู้เข้าถึงคำว่า 
“พุทธะ” อย่างแท้จริง แม้ว่าระบบที่เขานำมาใช้จะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ว่าร่างกายและจิตใจของท่านกลับแสดงความเป็นพุทธ มากกว่าคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นพุทธ แต่พฤติกรรมกลับยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำไป
     เหนือสิ่งอื่นใด ที่เราสรุปได้จากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ผ่านมานั้นทรงมุ่งเน้นและย้ำลงตรงที่ว่า “ให้รู้รักสามัคคี”คือการร่วมมือร่วมใจกันทำในทุกระดับ ทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายประชาชนพระองค์ทรงเน้นด้วยว่า “เราก็เป็นประชาชนเหมือนกันเป็น นายก ฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้านจะปฏิเสธไม่ได้ ว่าเป็นประชาชนคนไทย ถ้าปฏิเสธก็หมายความว่าไม่ควรจะอยู่ ไม่ควรจะอยู่เป็นคนไทย แต่เป็นคนไทยด้วยกันทุกคน ผู้ใหญ่ ผู้โต ผู้น้อย เป็นประชาชนคนไทยทั้งนั้น คนไหนที่พูดภาษาไทยไม่ชัด ทุกคน แต่ว่าก็ต้องร่วมมือกัน ” ครับก็หวังว่าคนที่ชอบแต่สร้างความแตกแยกทั้งหลายจะได้มีจิตสำนึกหันหลังกลับมาร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์สังคมด้วยความสมัครสมานสามัคคีต่อไป อย่าให้เป็นเหมือนในอดีตที่เอาแต่ปากทำงานกล่าวร้ายนินทา ตัวเองไม่ทำแต่ว่าก็เอาเท้าราน้ำอยู่นั่น นิสัยแย่ๆ แบบนี้พอทีเถอะคุณ
     รายการ Entertainment Las Vegas สถานโทรทัศน์ ABC คืนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ได้ถ่ายทอดกิจกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์จีนนิกายมหายานจากวัดเส้าหลิน พระคุณเจ้าเหล่านั้นได้รับอาราธนาให้มาปฏิบัติศาสนกิจ แสดงกายกรรมจีนกำลังภายในให้ชาวต่างชาติได้รับชมความลึกล้ำแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา มีทั้งการนอนบนตะปูเอาค้อนทุบแผ่นศิลา เปลือยกายเอาหอกแทง ฟันดาบ รำทวน ไม่ต่างไปจากที่เราเคยดูในหนังจีนกำลังภายในเท่าไหร่ นึกได้จึงนำมาบอกเล่า นี่ถ้าได้พระสงฆ์วัดพระธรรมกายมาแสดงปาฏิหารย์ เช่น พาคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือสัมภาษณ์สีกาขณะลูบคลำพระวรกายของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ตั๋วเข้าชมคงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก็น่าจะทำนะท่านนะ เพราะเห็นหนังสือพิมพ์ “Thai News” ของวัดพระธรรมกายชมนักชมหนาว่า ปาฏิหารย์ในพระพุทธศาสนานั้นพิสูจน์ได้ โถดูน่าเลื่อมใสเหลือเกินเจ้าประคู้ณ !!!
     เรียบร้อยโรงเรียนคนตาบอดไปแล้วครับกับกรณีของ วัดพุทธภาวนา ลาสเวกัส เมื่อศาลตัดสินให้ “การบริหารกิจการวัดพุทธภาวนาเป็นอำนาจของนายทรงวุฒิ เจริญบรรพชน” ต่อไป โดยมีเหตุผลว่า “ที่ผ่านมาเฮียตงหรือนายทรงวุฒิคนนี้ ขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดของวัด ก็มิได้ทำให้วัดพุทธภาวนาเสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด” ครับที่น่าเศร้าใจก็คือขวัญและกำลังใจของญาติโยมพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ฝากผีฝากไข้ไว้กับวัดวาอารามและพระสงฆ์องค์เณร เพราะหากว่าวัดไทยมีเจ้าอาวาสเป็นชาวบ้านคอยบงการให้พระสงฆ์ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ วันดีคืนดีไม่สบพระทัยพระรูปไหนก็ไล่ออกวัดไปแบบหมาไม่มีเจ้าน่ะ มันน่าเศร้าขนาดไหน
     เรื่องของวัดพุทธภาวนาจะมีที่มาที่ไปอย่างไร ปี้ส่างมิได้สนใจเท่าไหร่ เพราะมันไร้สาระกับการอ้างเรื่องเก่าเรื่องหลังว่า ฉันเคยเป็นโน้น ฉันเคยทำนี้ ฉันเคยสร้างโน่นสร้างนี่ ทั้งๆที่ปัจจุบันพวกที่ชอบอ้างทั้งหลายนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ที่น่าสนใจก็คือระหว่างการฟ้องร้องนานนับปีนั้น ทั้งงทางฝ่ายเฮียตงก็ไม่ได้ใส่ใจในการทำนุบำรุงวัดพุทธภาวนาแต่อย่างใด ใครจะทำอย่างไรกับวัดก็ชั่งขออย่างเดียว อย่าได้มาแตะเก้าอี้ของฉันเท่านั้นพอ ส่วนคณะกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปสู้คดีนั้นก็มิได้เข้าไปทำนุบำรุงวัดเช่นเดียวกัน อ้างกันแต่เพียงว่า ต้องให้เฮียตงถอนตัวออกมาก่อน จึงจะเข้าไปทำโน่นทำนี่ ฟังดูแล้วทุเรศ ก็ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็ตั้งป้อมสู้กันข้างนอก ปล่อยให้วัดพุทธภาวนาเป็นแพแตกลอยเคว้งคว้างอย่างนี้ มันก็มีแต่ทรุดกับทรุดสิครับ จะร้องไห้ก็เสียดายน้ำตา ฟังเพลง “เสียน้ำตาที่คาเฟ่” ยังจะเท่ห์กว่าซะอีก
     ข่าวร้าย ครับขอพระสงฆ์ไทยโปรดระมัดระวังให้จงหนัก เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ วัดมงคลรัตนาราม Fort Walton Beach รัฐฟลอริด้า เมื่อเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๓ ได้มีชายนิรนาม ๑ คน แต่งชุดอำพราง สวมหมวกไอ้โม่ง ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากผีฮาโลวีน ควงปืนพกบุกรุกเข้าไปในวัด มุ่งหมายโจรกรรมตู้บริจาคของวัด
     เผอิญพระในวัดรูปหนึ่งมาพบเข้า เลยโดนจี้ไปขังไว้ในห้องจากนั้น เจ้าโจรใจทรามก็ยกเอาตู้บริจาคอันหนักอึ้งหนีลอยนวลไป ก็ยังนับว่าเคราะห์ร้ายแบบเบาๆ หน่อย เพราะยังไม่มีใครเจ็บเนื้อเจ็บตัวหรือถึงกับเสียชีวิตในงานนี้ แต่ว่าก็สุ่มเสี่ยงเหลือเกินแล้วละครับ เพราะถ้าพระอาจารย์รูปนั้นเกิดทำฮึดฮัดขึ้นมา ป่านนี้เราคงได้เสียน้ำตากันอีกครั้งหนึ่ง จึงบอกกล่าวเล่าขานเตือนพุทธบริษัทชาวไทยทุกท่านได้ระมัดระวังกันไว้ด้วย
     เหตุการณ์ในอดีตที่กระเทือนใจชาวพุทธไทยมากที่สุดก็ที่ วัดพรหมคุณาราม อริโซน่า ที่มีการสังหารพระสงฆ์หมดวัดนั่นแหละครับ อย่านึกว่าตายเมืองนอกแล้วดังดีนะท่าน เมืองนี้ ถ้าไม่ใช่อเมริกันละก็ตัวบทกฏหมายก็ออกบูดๆ เบี้ยวๆ ชอบกล คือไม่เอาจริงเอาจังกับการพิทักษ์ปกป้องคนต่างชาติเท่าไหร่ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือป้องกันตัวเองนั่นแหละครับ เฮ้อปี้ส่าง อ่านแล้วเศร้า ฟังข่าวแฮปปี้กันมั่งดีกว่าเนาะ
     ได้ดิบได้ดีไปแล้ว พระครูธรรมธรเศรษฐกิจ สฺมาหิโต วัดไทย แอลเอ หลังจากพ้นพงพ้นหญ้ากับคดีที่คนพาลฟ้องร้องที่ยืดเยื้อยาวนาน วันนี้ท่านผงาดขึ้นเป็นอินทรีย์เต็มตัว เพราะตำแหน่งต่างๆ ไหลมาเทมาสู่พระเดชพระคุณอย่างอั้นไม่อยู่ ทั้งตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดไทยนิวซีแลนด์ และที่ใหม่ล่าสุดก็เจ้าอาวาสวัดนาคปรก กรุงเทพฯ สำหรับตำแหน่งทางสมัชชาสงฆ์ไทยนั้นท่านก็ยังรั้งตำแหน่งอยู่ “กลองดียิ่งตียิ่งดัง” เช่นนี้แหละครับ โมทนาสาธุ
     ข่าวกรองจากทางวอชิงตัน ดีซี สำนักข่าวหัวเขียวรายงานว่า งานฉลองสมณศักดิ์พระราชาคณะของ ท่านเจ้าคุณพระวิเทศธรรมรังษี (สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท ป.ธ.๔) กำหนดไว้ในวันที่ ๑๐-๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ นี้ซึ่งตรงกับงานวันคล้ายวันเกิดของท่านพอดี งานนี้ซาบ เอ๊ย ! ทราบว่า บิ๊กๆ เพียบ ! ก็อย่างว่าแหละท่าน วัดไทย ดีซี ซะอย่างแบบคำโฆษณาหน้าจอทีวีที่ว่า “เล็กๆ มิต้าไม่ แต่ใหญ่ๆ มิต้าทำ ” นั่นแหละครับ เอิ๊กๆ
     อำลาอาลัย จากไกลใจยังคิดถึง แน่ะ ! เจ้าบทเจ้ากลอนอีกแล้ว ก็ฝากเพลงลอยลม เอ๊ย ! ฝากความอาลัยไปยัง ท่านกงศุลใหญ่นครลอส แองเจลิส-สุพจน์ ธีรเกาศัลย์ ผู้โชคดีได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนขั้นขึ้นเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศคูเวต แหม อยู่แอลเอก็ว่าใหญ่ สุดๆ แล้วนี่ท่านกงศุลใหญ่ได้ไปอยู่เมืองมหาเศรษฐีที่ชื่อว่าคูเวตอีก คงกะจะไปลดราคาน้ำมันที่กำลังแพงระเบิดอยู่ในขณะนี้ เพราะทราบว่าขณะอยู่ที่แอลเอ ท่านลดความซ่าของคนได้เยอะเลย จริงหรือเปล่า ?
     ส่วนท่านใหม่ที่มาแทนกงศุลใหญ่สุพจน์นั้น ทราบว่าคือ ท่านปิยวัชร์ นิยมฤกษ์ ก็ขอให้ฤกษ์ดีสมชื่อก็แล้วกัน เพราะว่าถ้าผ่านแอลเอไปได้น่ะจะเป็นดาวฤกษ์เชียวนะ สิบอกให่ ่ !
     ระส่ำ ! ครับ กับวัดพุทธิ ชิโน ฮิลล์ ภายหลังจากการประกาศ “ลาออก” ของพระมหาบุญก้ำ ฐิตเวโท เจ้าอาวาส ก่อนจะบินกลับเมืองไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบว่าบอสองค์ใหม่ชื่ออะไร ใจของปี้ส่างรู้สึกฝ่อไปเยอะ เพราะตอนที่จัดงานถวายมหาสังฆทานตอนสิ้นปี ๙๙ นั้น ก็ยังเห็นยิ้มแย้มแจ่มใสกันดีอยู่เลย อย่างไรก็ตามก็ต้องขอให้กำลังใจท่านพระธรรมทูตที่ยังคงปักหลักสู้อยู่ต่อไป เอ้า ! สู้ครับสู้
     ที่วัดมงคลรัตนาราม เอสคอนดิโด้ แคลิฟอร์เนีย ก็เห็นมีรายการผลัดแผ่นดิน เอ๊ย ! เปลี่ยนเจ้าอาวาสองค์ใหม่แล้ว ท่านพระมหาภิบาลเจ้าอาวาส ได้ลาออกกลับเมืองไทยส่วนองค์ใหม่นั้นเป็นสุดหล่อจากสุพรรณบุรีคือ ท่านพระมหาประยูร ปสุโต ป.ธ. ๙ พระธรรมทูตรุ่นที่ ๓ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยความจริงใจยิ่ง เพราะปี้ส่างก็อบรมร่วมรุ่นเดียวกันกับท่านบอสใหม่นี่แหละ ว่าแต่ว่าที่ว่ามาจากสุพรรณน่ะ เขาถามกันให้แซ่ดว่า “เสียงเหน้อ ถ่ำไม้ไม่เห้นมี” 555
     วงการ Cyber Space มั่งก็ขอให้ระมัดระวังกันเอาไว้ด้วยนะเพื่อนๆ ทั้งหลายผู้นิยมชมชอบในการ Chat กับใครต่อใครทางโปรแกรม ICQ น่ะ สำนวนหมาหยอกไก่เอย สำนวนขุนแผนพรายกุมารเอย ขอกรุณาได้ลดลวดลายลงบ้าง เพราะแม่นาง “ปราย พันแสง” เธอได้โอ๊ะโอกับพระเอกพระรองของเราหลายท่าน แล้วก็เอาไปตีแผ่ในคอลัมน์ของเธอในหนังสือ “มติชน” รายสัปดาห์ หน้าชาที่สุดก็พ่อ “Praeak Of London” และที่ซวยเนื้อๆ ก็ท่าน “TuruN” ของเรานี่แหละ ท่านบ่นอุบว่า “นี่ขนาดผมไม่หวานกับใครนะยังโดนดีเลย” “เรานี่ซวย” ท่านว่างั้นนี่ยังดีนะที่แม่นางปรายพันแสงเธอไม่คิดค่าโฆษณาด้วย ไม่งั้นจะซวยมากกว่านี้ 555
     ผ่านเข้ารอบแรกไปแล้วครับ สาวงาม เอ๊ย ! พระภิกษุผู้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตรุ่นที่ ี่ ๖ จำนวน ๗๒ รูป ทรวดทรงองค์เอวนั้นมีมาตรฐานเท่าไหร่ปี้ส่างไม่ทราบ ทราบแต่ว่า หนึ่งในคำถามบนโต๊ะสัมภาษณ์วันนั้นท่านถามว่า “พระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ? ”และถ้าปีนี้มีพระจากวัดพระธรรมกายผ่านการสัมภาษณ์ ก็หมายความว่า “พระนิพพานเป็นอัตตา” ใช่หรือไม่ครับ ท่านประธาน เอ๊ย! ประทานโทษ ท่านเจ้าคุณพระศรีปริยัติโมลี ที่เคารพ
      คำคมของใครที่ว่า “ก้าวแรกที่พลาดพลั้ง คือก้าวหลังที่มั่นใจ ก้าวแรกที่เสียไป คือก้าวใหม่ที่ได้มา” นั้นสงสัยจะนำมาใช้กับการอบรมพระธรรมทูตไม่ได้หรอกครับ เพราะรายการนี้ถ้ามีใคร “พลั้ง” ก็หมายความว่าสิ้นใจไปเลย เพราะสองสามรุ่นที่ผ่านมานั้นที่พลั้งถึงขนาดถูก “retire-แปลว่าโดนไล่” ออกจากโครงการก็มีหลายศพนะครับ ฉะนั้นขอได้โปรดท่องคาถามหานิยมเอาไว้ให้ดีว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ แปลว่า อย่าประมาทถ้าไม่อยากโดนไล่ออก และขอส่งกำลังใจไปถึงพระธรรมทูตรุ่นน้องทุกท่าน ขอจงแคล้วคลาดนิราศภัย ได้รับใบประกาศเป็นพระธรรมทูตกันทุกท่านเทอญ
     ข่าวด่วนสุดท้าย ใจหายกับการจากไปของ “สุรางค์ทองวิวัฒน์” ผู้ก่อตั้ง “วัดป่าพุทธยานันทาราม” ภายหลังจากการเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดครั้งใหญ่เมื่อปีก่อน จากนั้น คุณแม่สุรางค์ก็มีอาการออดๆ แอดๆ เรื่อยมา บวกกับปัญหาภายในที่รุมเร้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดวันที่ ๗ มีนาคม คุณแม่สุรางค์ก็ได้ตัดสินใจ “สละเรือวัดป่าพุทธยานันทาราม” โดยได้ทิ้งเอกสารของวัดทุกอย่างไว้เบื้องหลังขึ้นรถแท๊กซี่ไปเพียงลำพังโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง เรื่องลึกๆ นั้นปี้ส่างไม่ทราบ ทราบแต่ว่า แม่ชีสุรางค์ฝากคำไว้แต่เพียงว่า “ถ้าแม่ตายขอให้สวดศพให้เพียงคืนเดียว” และนับจากนี้ต่อไป วัดป่าพุทธยานันทาราม ลาสเวกัส ก็คงไม่มีบุพพการีนามว่า สุรางค์ ทองวิวัฒน์ อยู่เป็นเสาหลักให้อีกต่อไป
     ในขณะที่ใครต่อใครอาจจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับบทบาทของ “แม่ชีสุรางค์” ในอดีตที่ผ่านมา อันเป็นผลให้เกิดความเฉยเมยในการจากไป แต่ในใจของปี้ส่างแล้วขอกล่าวคำว่า “ชื่นชม” ในความกล้าได้กล้าเสียของผู้หญิงคนนี้ ที่รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย อันผู้ชายอกสามศอกบางคนควรจะเอาเป็นแบบอย่าง
     แม่ชีสุรางค์ คนดังแห่งลาสเวกัสได้ลาจากไปทั้งๆ ที่ยังเป็นอยู่ ทิ้งวัดป่าพุทธยานันทารามไว้เบื้องหลังกับโครงการ “ปฏิรูป” แนวทางวัดขนานใหญ่ และหนึ่งในนั้นก็คือการจัดงานสงกรานต์ ! พระพุทธพจน์บทว่า “สัพเพ ธัมมา อนัตตา” นั้นยังคงเป็นอมตธรรมที่คงทนต่อการพิสูจน์มาทุกยุคสมัยอย่างเที่ยงแท้ อนิจจา..
     ถามไถ่กันมากมายว่า “ปี้ส่าง” นี้เป็นนิคเนมของท่านผู้ใด ได้ยินได้ฟังแล้วก็อดเป็นปลื้มไม่ได้ ก็ขอขอบพระคุณท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่สนใจงานของ วัดไทย ลาสเวกัส ชื่อนั้นไม่สำคัญเท่าใดหรอกครับ หากว่าเรามีใจให้กัน ขอยืนยันว่า ถ้าท่านผู้อ่านไม่ทอดทิ้งปี้ส่างแล้ว ปี้ส่างจะทิ้งประชาชน เอ๊ย ! ท่านผู้อ่านได้อย่างไร พบกับปี้ส่างได้ใหม่ฉบับหน้า หน้านี้ ที่เดิม !

Bye... ปี้ส่าง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หน้าที่ของพระสงฆ์

พระพรหมเมธีเปลี่ยนไป๋ !

เปิดตำนาน...เทพเจ้าองค์แรก พระศิวะ...มหาเทพแห่งจักรวาล