นโยบายรัฐบาล ที่รัฐเร่งดำเนินการ


“ยิ่งลักษณ์” ฟิตจัดลุยแจกนโยบายให้กับส่วนราชการ เร่งจัดทำแผนบริหารให้สอดคล้องงบประมาณ “ยิ่งลักษณ์” ย้ำเทิดทูนสถาบันทำชาติสามัคคีปรองดอง สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลั่นไม่คิดใช้เงินฟุ่มเฟือยโดยไร้เป้าหมาย พร้อมเสริมศักยภาพกองทัพให้เป็นที่พึ่งประชาชน ยังยืนยันแนวคิดแก้ไขไม่แก้แค้น เสนอไอเดีย ขรก.แต่งชุดไทยทุกวันอังคาร “ทักษิณ” บอกสื่อต่างชาติพร้อมกลับมาเป็นผู้นำประเทศไทยอีกครั้ง อ้างประชาชนส่วนใหญ่ต้องการและเรียกร้อง แต่ ยอมรับว่าอีกนานกว่าจะได้กลับบ้าน พร้อมระบุมีแผนเดินทางไปประเทศอังกฤษ “เฉลิม” โทร.สั่ง “ขวัญชัย” คุมเข้มเสื้อแดงเคลื่อนไหว ยันรัฐบาลไม่เกี่ยวฟอร์เวิร์ดเมล์คุกคามสื่อ ปชป.แฉม็อบเสื้อแดงล้อมกรอบรถ “ชวน” วันสภาฯล่ม

หลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ก็ได้เดินหน้าการทำงานด้วยการเรียกหัวหน้าส่วนราชการ เข้ามาประชุมชี้แจงนโยบายและการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุม พร้อมยืนยันจะเดินหน้านโยบายเร่งด่วน และแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ในปีแรก

“ยิ่งลักษณ์” ร่ายยาวมอบนโยบาย

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 26 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานประชุมชี้แจงนโยบายของรัฐบาล และการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงาน โดยมี ครม.และหัวหน้าส่วนราชการ ปลัดกระทรวง ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร.และ ผวจ.ทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงประมาณ 500 คน ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เราอยากทำงานที่เป็นทีมเวิร์กเดียวกัน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้กับประชาชน และอยากให้กำลังใจเพราะทุกคนเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย ลำพังรัฐบาลคงทำไม่สำเร็จ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน หลักคิดต่างๆที่เรานำมาใช้ในการร่างนโยบาย สืบเนื่องมาจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจเรายังคงพึ่งต่างประเทศ ทั้งยุโรปและอเมริกา แต่เราต้องทำให้เกิดการเติบโตด้วยฐานรากในประเทศอย่างแท้จริง ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจขนาดเล็กและใหญ่ ที่จะทำให้การเติบโตแข็งแรงอย่างยั่งยืน เราให้ความสำคัญกับโครงการเมกะโปรเจกต์ เพราะเป็นรากฐานอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม ระบบขนส่งที่ยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น รวมทั้งเมกะโปรเจกต์ช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศ

เร่งสู่ความปรองดองประคอง ศก.

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่สำคัญ เราอยากเห็นประเทศก้าวไปสู่ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ เพื่อจะทำให้ต่างประเทศที่กำลังมองอยู่มีความมั่นใจเข้ามาลงทุน เพราะบรรยากาศปรองดองจะเอื้อให้เกิดความสุขและเศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนเรื่องการเยียวยาฟื้นฟูประชาชนเรามองเป็น 2 ส่วน คือ เยียวยาสิ่งที่เกิดจากผลกระทบทางด้านการเมือง ตั้งแต่เริ่มการใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ทั้งภาคประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และเยียวยาเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ นอกจากนี้การตรวจสอบและค้นหาความจริงของ คอป.ที่ตั้งขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐบาลจะให้ความอิสระเพื่อให้เกิดความสบายใจของทุกภาคส่วน และพร้อมสนับสนุนในส่วนที่ คอป.ร้องขอ นอกจากนี้ ปัญหายาเสพติดและเรื่องภาคใต้ ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญที่หลายคนกังวลนั้น มองว่าการร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสภาที่มีความอิสระ และเลือกตัดสินโดยภาคประชาชน สามารถทำได้ในปีแรก

ไม่เน้นแจกเงินมั่วซั่วไร้เป้าหมาย

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาค่าครองชีพจะมี 2 ส่วน คือ จะเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นในประเทศ ตั้งแต่นโยบายรายได้แรงงาน 300 บาทต่อวัน เชื่อว่าความหมายนี้จะชัดเจน และรายได้ปริญญาตรี 15,000 บาท ในส่วนการลดรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค หรือค่าน้ำมันที่เป็นต้นทุนก่อให้เกิดราคาสินค้า ดังนั้น ถ้าเรามาดูเรื่องน้ำมันต้นทุนต่างๆจะลดลงได้ แต่ระยะยาวในการลดค่าใช้จ่ายคือการวางระบบขนส่งทั้งหมด และมีระบบที่ดีประหยัดพลังงาน รวมทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่สร้างให้เกิดอาชีพ โดยเฉพาะกองทุนต่างๆเราต้องการให้เกิดการสร้างอาชีพและช่วยเหลือในระยะยาว ไม่เน้นเอาเงินให้โดยไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์เอาไปทำอะไร เราจะใช้กองทุน เพื่อให้เกิดการตั้งตัวได้ในระยะยาว เกิดการเรียนรู้ในการประกอบอาชีพ และเกิดการพัฒนาในเรื่องประสิทธิภาพ ถือเป็นวัตถุประสงค์ของกองทุนทุกกองทุน ในส่วนของนโยบายเร่งด่วนโครงสร้างพื้นฐานจะมีทั้งโครงการภาคขนส่ง การบูรณาการน้ำอย่างแท้จริงทั้งประเทศ

เทิดทูนสถาบัน–กองทัพเพื่อ ปชช.

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า การลดภาษีนิติบุคคล สิ่งที่เป็นแนวคิดหลักคือวันนี้ภาษีนิติบุคคลจ่ายอยู่ 30% ขณะเดียวกันถ้าเราจะแข่งกับฮ่องกง สิงคโปร์ เราเองยังราคาสูงมากทำให้ศักยภาพผู้ส่งออกเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านห่างไกลมาก ถ้าเราลดภาษีจาก 30% ลงเป็น 23% ในปีที่ 1 ลดเป็น 20% ปีที่ 2 เพื่อให้เกิดการแข่งขันได้ในระยะยาว และจะเกิดการกระตุ้นในประเทศด้วย ซึ่งนโยบายทุกนโยบายล้วนเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสิ้น สำหรับนโยบายเรื่องความมั่นคง เราอยากเห็นเรื่องการเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย พร้อมให้ความร่วมมือ และขอฝากว่าทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ เพื่อให้กองทัพเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ขณะเดียวกันก็ฝากในการขจัดปัญหายาเสพติด อาชญากรรมและอบายมุข ให้หมดไปจากสังคมไทย เป็นสิ่งที่เราต้องมาดูด้วย ในภาคเศรษฐกิจการลงทุน เราอยากเห็นในภาคผลิต บริการและภาคเกษตร ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ เป็นอาชีพหลักของประเทศ ส่งเสริมการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มขายได้ในราคาแพง โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ต้องการความช่วยเหลือส่งเสริมอย่างมาก

นัดถกปัญหาเด็กสตรีนอกรอบ

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอีกว่า นโยบายด้านสังคมและคุณภาพอาชีพ เราอยากเห็นการพัฒนาทางด้านการศึกษาทั้งระบบ วันนี้เราต้องมานั่งตั้งหลักกันก่อนว่าจะทำอย่างไร ในการเตรียมตัวให้กับเด็กและเยาวชน แข่งขันกับอาเซียนได้ ดังนั้นเราต้องวางรากฐานการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะครูเป็นสิ่งสำคัญ ระบบการศึกษาแนวใหม่เราไม่เน้นในเรื่องการเรียนการสอนที่ถูกต้อนให้เด็กไม่ได้คิด แต่อยากเห็นการทำอย่างไรให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนา และฝึกใช้ศักยภาพเต็มความสามารถ ขอให้กำลังใจครูเพราะเป็นอาชีพที่เหนื่อย อยากให้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ฝึกพัฒนาเด็กและเยาวชนของเรา เพื่อประเทศจะได้เติบโตไปข้างหน้า และการกีฬาเป็นสิ่งที่จะสร้างความสามัคคีคุณภาพชีวิตสังคมไทยด้วย วันนี้เชื่อว่าในระบบบริหารราชการของเราทำงานแต่ละกระทรวงเรื่องนี้ได้ดี แต่สิ่งที่อยากเห็นคือเรายังไม่มีหน่วยงานบูรณาการในเรื่องเด็กและสตรีอย่างจริงจัง อยากขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนระดมสมอง คิดตั้งแต่การพัฒนาแม่และเด็กอยู่ในครรภ์จนถึงเริ่มเติบโต และเรื่องของสตรี เพราะวันนี้มีหลายระดับที่ต้องการความช่วยเหลือ ตั้งแต่สตรีถูกรังแกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเรื่องของการใช้แรงงานเด็ก

นำไทยหวนคืนยืนหัวแถวอาเซียน

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า นโยบายด้านความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความหวัง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่เป็นความละเอียดอ่อน ที่ต้องใช้ความรอบคอบ ฝากทุกหน่วยงานในการที่จะวิเคราะห์ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อฟื้นฟูสร้างความสัมพันธ์ อยากเห็นความสัมพันธ์ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ และนานาประเทศนั้นยังมีหลายเรื่องในการสานต่อความร่วมมือกัน ในส่วนภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยต้องยืนให้ได้ในฐานะความเป็นผู้นำของอาเซียน นโยบายพัฒนาบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การพัฒนาระบบราชการ สมรรถนะของบุคลากร อยากเห็นการเสริมในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆให้เข้าถึงอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะต่างจังหวัดอยากเห็นความเท่าเทียมกัน ไม่มีขีดกั้นระหว่างระยะทาง ที่สำคัญอยากเห็นความเป็นมืออาชีพในบริการประชาชน วันนี้เราได้ภาษีจากประชาชน ต้องถือว่าพี่น้องประชาชนคือลูกค้าสำคัญ ที่จะต้องให้ความสำคัญได้รับบริการจากมืออาชีพ และยึดหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาลในเรื่องการจัดการ ความโปร่งใส และฝากดูเรื่องปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย เพราะโลกเปลี่ยนไป การบริการเปลี่ยนไป ไม่อยากเห็นระบบข้อกฎหมายต่างๆเป็นข้อจำกัดในการทำงาน

ลั่นรัฐบาลนี้ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เจตนารมณ์ในเรื่องการทำงาน สิ่งที่อยากเห็นแนวการทำงานร่วมกันในลักษณะการบูรณาการ เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็ว คนทำงานในรายกระทรวงก็ทำไป ขณะเดียวกัน งานบูรณาการแนวนอนต้องเร่งให้เกิดขึ้น และอีกเจตนารมณ์หนึ่งอยากให้ทุกฝ่ายสบายใจ รัฐบาลนี้ไม่แก้แค้น เราไม่มีคำนี้ เราอยากเห็นความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้น แต่ขอให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสนองกับความต้องการของประชาชนอย่างมืออาชีพ ที่สำคัญอยากขอให้ทำงานตามนโยบายที่สัญญาเอาไว้กับพี่น้องประชาชน และทำอย่างไรให้เกิดความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ยุติธรรม ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นโอกาสสำหรับพวกเราในการจะกู้ชื่อเสียง วันนี้ตัวเลขดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยในปี 53 อยู่ที่ 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 เราคงต้องรณรงค์แก้ไขอย่างเร่งด่วน ต้องกอบกู้ชื่อเสียงคนไทยคืนมา ต้องไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน นโยบายต้องทำ แต่คนดีต้องดูแลและรักษา แต่การตรวจสอบทุจริตเราจะทำอย่างจริงจัง และให้สบายใจ เราไม่มีระบบการซื้อขายตำแหน่ง เพราะตนพร้อมเปิดรับคำแนะนำและร้องเรียนจากทุกคน แต่พูดแบบนี้ แต่ก็ให้กำลังใจทุกคนว่าขอให้สบายใจ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างเต็มที่ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนเพราะเราคือทีมงานเดียวกัน

เร่งรัดโครงการตามพระราชดำริ

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยว่า อยากขอในเรื่องของโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ค้างอยู่หลายโครงการ อยากให้ทุกคนเร่งรัดโครงการต่างๆเหล่านี้โดยเร็ว พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือตลอดถ้าเกิดอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องน้ำ และขอให้น้อมรับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องของยาเสพติด การปราบปรามต้องทำอย่างจริงจัง การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคือการให้ความรู้การศึกษา ส่วนเรื่องของปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราคงเน้นการสร้างเศรษฐกิจให้ภาคใต้ได้อยู่ดี กินดีขึ้น จะลดปัญหาความวุ่นวายเกิดขึ้นได้ การทำงานทั้งหมดยึดแนวพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ปีนี้เป็นปีเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 84 พรรษา ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันรณรงค์จัดงานให้สมพระเกียรติ

ให้ ขรก.แต่งผ้าไทยทุกวันอังคาร

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยว่า มีอีกเรื่องเป็นเรื่องเบาๆ เราอยากส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย รวมถึงโอทอปด้วย ทราบว่าทุกคนแต่งกายด้วยผ้าไทยอยู่แล้วสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เราอาจจะนัดกัน เป็นไปได้อาจจะใส่ในวันอังคารวันประชุม ครม.เน้นเป็นผ้าไทยรูปแบบใดก็ได้ เราจะได้ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย อยากเห็นความเป็นเอกภาพ และความภูมิใจในความเป็นไทยของเรา ตนขอบคุณทุกภาคส่วน และอยากหาโอกาสไปเยี่ยมให้กำลังใจทุกคน เพื่อขอรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ เพราะอยากทำงานแบบสองทางหรือทูเวย์ งานทั้งหมดสำหรับประเทศเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่รัฐบาลจะไม่สามารถทำสำเร็จลงได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกคน ที่ผ่านมาขอให้กำลังใจ พร้อมเปิดรับร่วมทำงานกับทุกคน

แจงเหตุไม่ได้ไปอวยพร “ป๋าเปรม”

ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินลงจากห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าไปยังตึกบัญชาการ เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยก่อนเดินขึ้นไปประชุมชั้น 5 ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า นายกฯมีกำหนดที่จะเดินทางไปอวยพรวันเกิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ในวันเดียวกันนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบแค่เพียงว่า “ท่านไม่เปิดบ้าน ก็เลยไม่ได้ไป” จากนั้นก็เดินเลี่ยงขึ้นไปประชุมทันที

“ทักษิณ” บอกสื่อต่างชาติพร้อมกลับไทย

วันเดียวกัน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ “เดอะไทม์ส” ของอังกฤษ ได้รายงานบทความสัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยผู้สัมภาษณ์คือนายริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี ผู้สื่อข่าวเดอะไทม์สในญี่ปุ่น โดย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า อาจกลับเมืองไทยเพื่อเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องการ แต่คงอีกนานกว่าจะได้เดินทางกลับประเทศไทย จนกว่าโทษจำคุก 2 ปี ด้วยข้อหาคอรัปชัน ที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองจะสิ้นสุดลง ทำให้ต้องรอคอยเวลาที่จะเดินทางกลับ เพราะไม่ต้องการให้ความยุ่งยากขัดแย้งในประเทศไทยเกิดขึ้นอีก เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ แม้ว่าจะไม่พยายามกลับเมืองไทยเพื่อดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ แต่ถ้าเป็นความ ปรารถนาของประชาชนชาวไทยแล้ว ก็อาจจำเป็นต้องทำเพราะเป็นหนี้บุญคุณประชาชนจำนวนมาก ประชาชนเหล่านั้นไม่เคยลืมตน ทั้งยังลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อตน ดังนั้น จึงเป็นหนี้บุญคุณประชาชนเหล่านั้น

ยอมรับว่ามีแผนจะเดินทางไปอังกฤษ

เว็บไซต์ “เดอะไทม์ส” รายงานด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่ามีการติดต่อกับนายทหารระดับนายพล เพื่อพูดคุยกันเรื่องความหวังดีที่มีต่อบ้านเมือง รวมถึงเรื่องที่กองทัพได้รับข้อมูลผิดๆ จนทำให้นายทหารบางคนแสดงความไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างโจ่งแจ้ง นี่คือปัญหาของประเทศไทย และเป็นเรื่องธรรมดาของกองทัพ ที่ผู้บัญชาการต้องมีภาวะความเป็นผู้นำ นอกจากนั้น ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เสียชีวิตของประชาชนต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสอบจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ รวมถึงดีเอสไอและตำรวจ ตอนนี้ทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่าผิดจริง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นประชาชนก็จะบีบให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวด้วยว่า มีแผนจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อใด ต้องรอดูเรื่องขอวีซ่า ซึ่งกรณีนี้ได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวไปพูดคุยกับกระทรวงมหาดไทยของอังกฤษ รวมถึงสถานทูตแล้ว

ก.พ.ปีหน้าเพิ่มรายได้แรงงาน 300 บาท

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า ไม่หนักใจที่ผู้ใช้แรงงานเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ตามที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ พรรคไม่ได้บิดพลิ้วเปลี่ยนค่าจ้างขึ้นต่ำเป็นรายได้ขั้นต่ำ ขอให้ดูที่เจตนา ไม่ชอบเล่นลิ้น ได้เดินหน้าตามนโยบายสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 บาทไปแล้ว โดยของบ 3 พันล้านบาท เพื่อปรับปรุงศูนย์และพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมในการยกระดับความสามารถ ให้แรงงานมีคุณภาพรองรับรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น คาดว่าเดือน ก.พ.ปีหน้า นโยบายลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้แก่แรงงานไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาท จะมีความชัดเจน โดยมีแนวคิดจะนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม โดยนำอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นของจังหวัดที่พร้อม ไปบวกให้กับจังหวัดอื่นเพื่อปรับฐานให้สูงขึ้น เช่น กทม.อยู่ที่ 215 บาทต่อวัน ขาดอีก 85 บาท คิดเป็น 40% ของอัตราที่เพิ่มขึ้น จะนำ 40% ไปบวกเพิ่มให้แก่จังหวัดที่ไม่สามารถปรับเป็น 300 บาท เพื่อยกระดับฐานะขึ้นมา

“กฤษณา” ฝันปั้นสถานีข่าวสร้างสรรค์

นางกฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า อยากจะเห็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง 11) มีลักษณะสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ โดยเพิ่มพื้นที่ข่าวของท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวและศาสนา จึงอยากให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดมีบทบาทมากขึ้น ในการนำเสนอข่าวของทางจังหวัด นอกจากนี้ อยากเห็น อสมท หรือสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ เป็นสถานีข่าวที่มีคุณภาพ นำข่าวสารภาคเศรษฐกิจและธุรกิจของไทย ไปสู่การรับรู้ในระดับอาเซียน เมื่อถามว่า มีนโยบายอย่างไรต่อบางรายการทางช่อง 11 ที่เคยมีปัญหากับพรรคเพื่อไทย น.ส.สีหลักษณ์ตอบว่า ไม่อยากให้มองเป็นประเด็นว่ามีรายการที่มีปัญหา แต่นโยบายเร่งด่วนคือการนำความปรองดองสมานฉันท์กลับมาสู่สังคมไทย ทางสถานีก็ต้องมีแนวทางตามในนโยบายนี้ แต่ถ้ารายการใดไม่เป็นไปตามนโยบายคงต้องมีการพูดคุยกัน ส่วนรายการนายกฯพบประชาชน มีเสียงเรียกร้องเข้ามามาก จึงคาดว่าจะมี

“ฐิติมา” ระบุดีเจแดงเหมาะนั่งรองโฆษก

นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงการแต่งตั้งนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด อดีตดีเจวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯว่า ไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องของคนเสื้อแดง นายอนุสรณ์เป็นคนน่ารัก เข้ากับผู้คนได้ดี และตั้งใจทำงาน เชื่อว่านายอนุสรณ์จะมาทำงานได้อย่างดี มีความรู้ด้านการเมือง เพราะรัฐบาลต้องการให้มีรองโฆษกฯที่จะมาทำงานด้านการเมืองให้มากขึ้น ส่วนเรื่องแรงเสียดทานจากสังคมนั้น ขอให้ทำงานกันไปก่อน คงไม่มีปัญหาอะไรมาก ทีมงานโฆษกรัฐบาลจะต้องทำงานเป็นทีม ช่วยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ส่วนตัวแม้จะไม่เคยผ่านงานนี้มาก่อน ก็จะขอเรียนรู้ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป บทบาทที่ผ่านมาอาจดูว่าพูดจารุนแรง แต่นั่นคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมานายกฯไม่ค่อยชี้แจงอะไรจะจัดการอย่างไร นางฐิติมาตอบว่า ในช่วงแรกอาจเป็นแบบนั้น เนื่องจากยังไม่ได้มีการแถลงนโยบาย จริงๆแล้วท่านเป็นคนที่มีความสามารถและรวดเร็วมาก

“บรู๊ค–แซม” เลื่อนลำดับได้เป็นผู้แทน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในกรณี พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม นายบัณฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อแล้ว ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เลื่อนขึ้นมา 2 คนคือ นายดนุพร ปุณณกันต์ ลำดับที่ 62 และนายยุรนันท์ ภมรมนตรี ลำดับที่ 63 โดย พล.ต.ท.ชัจจ์ได้แสดงจุดประสงค์ลาออก ด้วยการแสดงสปิริตส่วนตัว และกรรมการบริหารพรรคหรือแกนนำพรรคก็ไม่ได้มีมติใดๆที่จะไปบังคับหรือมีข้อตกลงอะไร ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีนั้นต้องลาออกจาก ส.ส. ส่วนจะมีรัฐมนตรีลาออกจาก ส.ส.อีกหรือไม่นั้น ในขณะนี้ยังไม่มีการลาออกเพิ่มเติม

ชทพ.เชื่อฝ่ายค้านไม่ให้เวลาฮันนีมูน

นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงว่า ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลมีมุมมองที่น่าสนใจคือ ฝ่ายค้านจะไม่ให้เวลารัฐบาลฮันนีมูน โดยดูจากเนื้อหาสาระจากการอภิปรายสะท้อนให้เห็นถึงการคาดหวังและคาดคั้นต่อคำสัญญาของรัฐบาล นอกจากนี้เชื่อว่าเกมในสภาจะมีความเข้มข้นรุนแรงมากขึ้นด้วยความเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพของพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้เห็นถึงการทำงานที่เข้มข้นในสภา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการทำงานในสภาจะเป็นทางออกในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น เพราะตัวแทนของสีเสื้อต่างๆ ล้วนเข้าไปอยู่ในสภาทั้งหมด สำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน ส่วนประเด็นที่พรรคเป็นห่วงคือประเด็นเกี่ยวกับความจงรักภักดีที่ไม่ควรเอามาเป็นประเด็นทางการเมือง พรรคมองว่าการบริหารราชการแผ่นดินต่อจากนี้ นายกฯและรัฐมนตรีต้องเร่งผลงานออกมาให้ดีที่สุด ทั้งนี้ที่ประชุมพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เสนอชื่อนายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ ของพรรคชาติไทยพัฒนา ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ

“สุรพงษ์” ฟ้อง ป.ป.ช.สู้ ปชป.ถอดถอน

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ให้ถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กรณีร้องขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกวีซ่าให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่หนักใจอะไร แต่ก็อยากจะให้พรรคประชาธิปัตย์ทำการเมืองให้สร้างสรรค์ มิฉะนั้นประชาชนจะเกิดความเบื่อหน่าย เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เขากล่าวหา ดังนั้น จึงไม่มีหลักฐานใดๆทั้งสิ้น เพราะการออกวีซ่าเป็นเอกสิทธิ์ของญี่ปุ่น อย่างที่นายกฯได้ชี้แจงไปแล้ว และก็ได้มอบหมายให้คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. เอาผิดพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมดให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายที่จะสู้กัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีหลักฐานก็สุดแล้วแต่เขา เราต้องพิสูจน์ความจริง ส่วนตัวไม่หนักใจที่ถูกยื่นถอดถอนเรื่องนี้ ที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าไปทำขัดต่อกฎหมาย และดำเนินการก่อนแถลงนโยบาย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณก็มีคดีติดตัวนั้น ต้องเรียนย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายในเรื่องที่จะห้าม พ.ต.ท.ทักษิณไปที่ไหน ตอนหาเสียงเราก็ไม่ได้พูดถึงสิ่งเหล่านี้เลย รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายในเรื่องนี้อยู่แล้ว เราไม่ได้ไปสั่งให้ญี่ปุ่นทำหรือออกวีซ่า เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้นๆ ยืนยันรัฐบาลไม่ได้ไปร้องขออะไร

ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” ขอวีซ่าเข้าอังกฤษ

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ไทม์สออนไลน์ว่าจะเดินทางเข้าอังกฤษ กำลังติดต่อกับเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ นายสุรพงษ์ตอบว่า ไม่ทราบ ทางอังกฤษก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมา ไม่รู้เรื่องจริงๆ ไม่ได้พูดคุยกันเรื่องพวกนี้เลย พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปประเทศไหน เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้นๆที่จะออกวีซ่า เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณร้องขอมาให้ช่วยจะดำเนินการอย่างไร นายสุรพงษ์ตอบว่า ไม่มีๆ เราไปยุ่งไม่ได้ ถ้าใครขอวีซ่าไปประเทศไหน เราไม่มีสิทธิไปยุ่งเกี่ยวกับเขา เป็นไปตามกระบวนการของประเทศนั้นๆ เราไม่ต้องประสานงานอะไรด้วย จะมีแนวโน้มจะให้วีซ่าหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่เขาจะทำอย่างไร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้ถือพาสปอร์ตประเทศไทย ท่านถือพาสปอร์ตมอนเตเนโกร แล้วจะไปขอวีซ่าเข้าประเทศไหนๆ เราก็ไม่รู้ ประเทศนั้นๆไม่จำเป็นต้องมาประสานกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยเลย

“วิรัตน์” ยัน “สุรพงษ์” ผิดจริงจึงถอดถอน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมืองไม่สร้างสรรค์ ที่ยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งว่า ยืนยันว่าพรรคทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอด ตามกรอบรัฐธรรมนูญและประเพณีที่ดีงามของการเมืองไทย ถ้าไม่ทำจะถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ที่ยื่นเรื่องถอดถอนก็ยืนยันว่ามีหลักฐานว่า รมว.ต่างประเทศทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างชัดเจน ขอตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำของนายสุรพงษ์ เป็นการทำตามคำร้องขอของผู้ใด หรือทำเพื่อตอบแทนใครหรือไม่ การทำผิดกฎหมายก็ควรต้องรับผิด ไม่ใช่มาโทษผู้อื่น และต้องขอบคุณนายสุรพงษ์ที่ยอมรับว่าความจริงคือความจริง เพราะเลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่นเป็นผู้แถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เพราะการร้องขอของรัฐบาลไทย ดังนั้น เมื่อนายสุรพงษ์กระทำการในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ก่อนแถลงนโยบายจึงผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ขอให้ยอมรับความจริง สังคมไทยจะได้ให้อภัยได้

“เฉลิม” เคลียร์ นปช.คุมแดงเคลื่อนไหว

เมื่อเวลา 08.50 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวถึงการให้ความเป็นธรรมกับคนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่าย ดุลพินิจการให้ประกันตัวหรือการตัดสินคดีความเป็นอำนาจของศาล รัฐบาลแทรกแซงไม่ได้ ในวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้พูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ที่ปรารภเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จึงรับปากว่าจะไปเจรจาให้ว่า การเคลื่อนไหวต่างๆจะต้องไม่กระทบสิทธิผู้อื่น และได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ซึ่งเขาก็รับปากว่าจะไปดูแลให้ทุกอย่างเรียบร้อย ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นักศึกษาถูกคนเสื้อแดงทำร้ายที่หน้ารัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า เรื่องนี้ขออนุญาตไม่เปิดเผย เพราะไปกระทบใจ แต่ได้เรียกตำรวจมาสอบถามแล้ว และทราบว่าใครอยู่เบื้องหลัง เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็นเดี๋ยวจะกระทบใจกัน พูดได้เพียงว่ามันมีวาระซ่อนเร้นนิดๆ

สั่ง สตช.ตั้งวอร์รูมฟันเว็บไซต์หมิ่นฯ

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งวอร์รูมและคณะทำงานติดตามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนจะได้มากน้อยแค่ไหนขอให้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ผู้สื่อข่าวถามถึงการกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมจะมีการเช็กบิลข้าราชการในสังกัดหรือไม่ โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รองนายกฯตอบว่า เพียงแต่กำกับดูกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้เป็น รมว.ยุติธรรม อย่างมากนายกฯก็คงอาจจะมอบหมายให้ไปเป็นประธานคณะกรรมการดีเอสไอ อย่าได้กังวลใจไปเลย ถ้าได้เป็นประธานก็จะแสดงความคิดเห็นว่า การทำงานของดีเอสไอมันต้องพิเศษจริงๆ ไม่ใช่คดีมโนสาเร่ เพราะฉะนั้นคดีเล็กคดีน้อยอย่าไปยุ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่าจะมีการเช็กบิลนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอหรือไม่ ร.ต.อ. เฉลิมตอบว่า เป็นหน้าที่ของ รมว.ยุติธรรม ไม่ใช่ตน

เผยนายกฯมอบดูแลเสื้อแดงข่มขู่สื่อฯ

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวถึงกรณีที่มีการข่มขู่ผู้สื่อข่าวว่า จะให้กองบังคับการเทคโนโลยี สตช.ตรวจสอบ เนื่องจากนายกฯได้สั่งให้ติดตามเรื่องดังกล่าวว่าเป็นมาอย่างไร ซึ่งในความรู้สึกของตน ถ้าใครเข้าใจว่าเป็นรัฐบาลข่มขู่คงไม่มีหรอก จะไปข่มขู่สื่อฯคนเดียวทำไม เพราะสื่อฯมีไม่ต่ำกว่า 5,000 คน อีกทั้งสื่อฯที่น่าจะถูกข่มขู่คือคอลัมนิสต์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนจะไปข่มขู่ เพราะออกอากาศเองไม่ได้ต้องผ่านหัวหน้าข่าวที่กลั่นกรอง

“รัฐบาลทำได้ผลอะไร มันไม่มีเลย ไม่มีเหตุผลหรอกที่รัฐบาลจะไปข่มขู่ ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลจะทำหรือไม่ผมไม่รู้ เพราะมีตั้ง 15 ล้านคน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวและว่า ส่วนที่มีการสอบสวนว่าพรรคเพื่อไทยแทรกแซงสื่อฯนั้น ที่สอบสวนไม่มีการซื้อสื่อฯ แต่กรรมการสอบสวนออกทะเล มาบอกว่าเสนอข่าวใครมากกว่า ส่วนการดำเนินการกับบางรายการของกรมประชาสัมพันธ์นั้น คนจัดรายการมานั่งด่าทุกคืนไม่ใช่สื่อฯ แต่เป็นมือปืนรับจ้าง

พท.วอนกองเชียร์อย่าคุกคามสื่อฯ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีฟอร์เวิร์ดเมล์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ข่มขู่คุกคามผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์บางช่องว่า ถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรกระทำ และเราจะตรวจสอบที่มา โดยการทำหนังสือถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ให้ตรวจสอบว่าผู้โพสต์เป็นใครและหวังผลอะไร ทั้งนี้ ขอเรียกร้องไปยังประชาชนหรือเป็นมือที่สาม ขอให้หยุดการกระทำดังกล่าวเพราะไม่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งเป็นกองเชียร์พรรคเพื่อไทย เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์คนที่ถูกเชียร์เสียหายได้

“มาร์ค” แนะ “เฉลิม” อย่าใช้มวลชนกดดัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแบ่งงานโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ดูแลรับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เท่าที่ดูแล้วไม่ได้มีอะไรที่น่าแปลก แต่ละคนรับผิดชอบงานที่ตนเองเกี่ยวข้อง แต่อยากฝากให้ทุกคนยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศ ซึ่งช่วงอภิปราย ร.ต.อ.เฉลิมก็มาคุยกับตนหลายเรื่อง และที่คุยกันเป็นประจำคือทำอย่างไรให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงฝากว่าในฐานะที่จะต้องมาดูแลหรือคาบเกี่ยวเรื่องความมั่นคงและการเมือง อย่าให้เกิดปัญหาที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ คือสภาพของมวลชนที่ใช้วิธีการกดดัน ข่มขู่คุกคาม ไม่ต้องการให้สภาพอย่างนี้ดำรงอยู่ มีอะไรก็สามารถใช้กระบวนการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกระบวนการของรัฐสภาแก้ไข ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมก็รับปากว่าจะดูแล และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายค้านก็ไม่ได้หวั่นไหว เดินหน้าทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่อยากเรียกร้องกับพรรคเพื่อไทยคือ เมื่อยอมรับว่าเป็นเนื้อเดียวกับเสื้อแดง จะมีท่าทีที่จะให้ปัญหาเหล่านี้ยุติหรือไม่ เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาชุมนุม

หวั่นซ้ำรอยยุค “ทักษิณ” ไม่ใช้สภาแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จบการแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วมองวุฒิภาวะผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างไร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า การตอบคำถามในสภาเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่เห็นชัดว่าแนวทางที่จะทำงาน คงมอบให้ ร.ต.อ.เฉลิมชี้แจงเป็นหลัก ก็จะคล้ายๆย้อนกับไปสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯที่สภาฯไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ เพราะการตอบคำถามต่างๆหลายครั้ง ผู้รับมอบหมายก็ตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของหัวหน้ารัฐบาล แต่ก็ต้องเปิดโอกาสว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ไม่อยากให้กลับไปเป็นแบบนั้น เพราะอยากให้ใช้เวทีรัฐสภาให้เป็นประโยชน์ที่สุด ช่วยทำให้บรรยากาศของบ้านเมืองดีขึ้น ไม่ต้องไปเผชิญหน้ากันข้างนอก ส่วนกรณีที่เว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่การจัดอันดับสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประจำปี 2554 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 59 นั้น ต้องถือว่าเป็นผู้หญิงที่ได้ดำรงตำแหน่งก็เป็นธรรมดา แต่เมื่อดำรงตำแหน่งบริหารแล้วอยากให้ใช้ตำแหน่งสร้างประโยชน์ให้กับชาติ และยึดส่วนรวมเป็นหลัก การทำหน้าที่ก็จะช่วยบ้านเมืองได้

“วัชระ” ปัดจ้าง 2 นศ.วางหรีดป่วน

นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงที่บริเวณประตูทางเข้าสวนสัตว์ดุสิต ถ.อู่ทองใน ฝั่งตรงข้ามรัฐสภา พร้อมชี้ให้ดูสภาพรถจี๊ป สีดำ หมายเลขทะเบียน ญบ 2590 กรุงเทพมหานคร   ของนายวัชระที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวในวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งถูกกลุ่มเสื้อแดงที่มาชุมนุมหน้ารัฐสภา ปล่อยลมยางจนแบน โดยนายวัชระกล่าวว่า นายไพศาล พุ่มมะเดื่อ ทนายความของตน ได้นำรถมาจอดที่หน้าสวนสัตว์ดุสิตเมื่อวันที่ 25 ส.ค. และถูกกล่าวหาจากคนเสื้อแดงและตำรวจว่า เป็นรถที่นำนักศึกษา 2 คนมาส่ง เพื่อวางหรีดประท้วงการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จนถูกกลุ่มเสื้อแดงรุมทำร้าย ทำให้รถของตนถูกปล่อยลมยางจนแบน 2 ข้าง และยังนำสติกเกอร์ต่อต้านประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาปิดทับสติกเกอร์พรรคประชาธิปัตย์ที่ติดอยู่ที่กระจกรถด้านหลังด้วย ทั้งนี้ ยอมรับว่ารู้จักนักศึกษา 2 คนนี้ แต่ยืนยันว่าไม่ได้สั่งการ ว่าจ้างหรือมาส่งนักศึกษาทั้ง 2 คน แต่ก็สนับสนุนการกระทำของนักศึกษาทั้ง 2 คนที่ออกมาเคลื่อนไหว ขอเรียกร้อง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯว่า สิ่งที่ยืนยันในสภาฯว่าจะไม่แก้ไข มาตรา 112 สวนทางกับความจริงที่ด้านนอกรัฐสภา ที่มีการต่อต้านมาตรา 112 และสวนทางสิ่งที่บอกว่าต้องการสร้างความปรองดอง

ปชป.แฉเสื้อแดงล้อมรถ “ชวน”

นายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายและคณะทำงานของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีฟอร์เวิร์ดเมล์ข่มขู่ผู้สื่อข่าวว่า ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายมีความเป็นห่วงต่อสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องสื่อมวลชน ตนขอร่วมประณามการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรีที่มีพฤติกรรม ข่มขู่ คุกคาม พี่น้องสื่อมวลชนและขอเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าว เพราะผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งนี้ ในช่วงเวลา 24.00 น.ของวันที่ 24 ส.ค. ซึ่งเป็นคืนที่การประชุมรัฐสภาล่ม ขณะที่มีการแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อรถของสมาชิกรัฐสภาต่างทยอยเดินทางออกจากรัฐสภา ได้มีคนเสื้อแดงราว 3-4 คนมาเกาะรั้วด้านหน้ารัฐสภาบริเวณทางออก เพื่อคอยสังเกตดูมีรถของใครบ้างที่กำลังจะออกมา หากเป็น ส.ส.พรรครัฐบาลก็จะปรบมือต้อนรับ แต่พอถึงรถของนายชวนที่เปิดไฟในรถเพื่ออ่านเอกสาร หนึ่งในคนเสื้อแดงได้ตะโกนส่งสัญญาณว่า “เฮ้ย รถนายชวน” ทำให้คนเสื้อแดงที่ปักหลักอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐสภา ได้วิ่งฮือมารุมล้อมรถพร้อมตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ขณะที่คนเสื้อแดงบางคนก็ใช้ด้ามธงฟาดเข้าที่ตัวถังรถ โชคดีที่คนขับรถได้เร่งเครื่องเคลื่อนตัวออกไปก่อน จึงทำให้รถของนายชวนหลุดพ้นจากวงล้อมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างฉิวเฉียด

เตือนอย่าสร้างอาณาจักรแห่งความกลัว

นายชวนนท์ อินทรโกมาลสุตย์ ว่าที่โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีควรที่จะมีมาตรการห้ามปรามกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนของตัวเอง แต่ก็น่าผิดหวังที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากรัฐบาลที่จะหยุดยั้งพฤติการณ์ในการข่มขู่ คุกคามของคนเสื้อแดงเหล่านี้ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีท่าทีอะไรออกมาเลย เมื่อวันนี้เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว และมีนโยบายปรองดอง ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ควรที่จะเริ่มต้นจากการให้คนเสื้อแดงยุติการเคลื่อนไหวกดดันละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ประเทศจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ ฝ่ายบริหารต้องไม่สร้างอาณาจักรแห่งความกลัวให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ ก็มองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากมีจุดประสงค์ที่จะใช้คนเสื้อแดงเป็นกองกำลังเรดการ์ดนอกสภา ทำให้ฝ่ายค้านและภาคประชาชนไม่กล้าที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแน่นอน จึงขอให้รัฐบาลเร่งทำความเข้าใจกับกลุ่มคนเสื้อแดงว่า เมื่อไม่มีความจำเป็นใดๆ ก็ไม่ควรชุมนุมที่หน้ารัฐสภา หรือหากต้องการยึดพื้นที่ชุมนุม ก็ไม่ควรละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ส.ส.เพื่อไทยยื่นประกันเสื้อแดงยิง ฮ.

นายไชยยันต์ สุวรรณยิ่ง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 5 (พระโขนง) กล่าวถึงกรณีศาลจังหวัดพระโขนง พิพากษายกฟ้องนางนฤมล หรือจ๋า วรุณรุ่งโรจน์ นายสุรชัยหรือปลา นิลโสภา และนายชาตรี หรือหมู ศรีจินดา ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วม นปช.ที่ก่อเหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ และครอบครองอาวุธสงครามจำนวนมาก แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า อยู่ระหว่างขอคัดคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์ จากนั้นต้องอ่านคำพิพากษา เพื่อพิจารณาว่าเห็นด้วยกับคำพิพากษาที่ศาลยกฟ้องหรือไม่ คาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์หน้า

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช.กล่าวว่า ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้ง 3 แล้ว โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย 4 คน ประกอบด้วย น.ส.จารุวรรณ กุลดิลก น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร และนายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ โดยคำร้องประกันตัวระบุว่า ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 แล้ว ที่ผ่านมาจำเลยทั้งสามให้ความร่วมมือมาตลอด จึงสมควรได้รับการประกันตัวตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ศาลรับคำร้องไว้ก่อนส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

ไม่ให้ประกันตัวเสื้อแดงเผาศาลากลาง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 10 คน นำโดยนายสุพล ฟองงาม นายกานต์ กัลป์ตินันท์ และนายชูวิทย์ พิทักษ์พรวัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี ได้นำเอกสารรับรองเงินเดือน พร้อมด้วยหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน ไปยื่นขอประกันตัวคนเสื้อแดง 4 คน ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ร่วมกันทำลายทรัพย์สินและวางเพลิงเผาอาคารศาลากลาง เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ประกอบด้วย น.ส.ปัทมา มูลมิล นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ นายสนอง เกตุสุวรรณ และนาย

สมศักดิ์ ประสานทรัพย์ โดยมีญาติของทั้งสี่มาคอยให้กำลังใจและติดตามฟังคำสั่งศาล แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 ต้องโทษคดีร้ายแรง มีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากได้ประกันตัวผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงยกคำร้องดังกล่าว ซึ่งทางทีมทนายของกลุ่มเสื้อแดงอุบลราชธานีก็จะได้ทำเรื่องยื่นคำร้องขอประกันตัวกับศาลอุทธรณ์อีกครั้งในสัปดาห์หน้า

ศาลขอนแก่นปล่อยตัว 3 แกนนำแดง

วันเดียวกัน ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้เรียกตรวจสอบทรัพย์สินและเอกสารการขอประกันตัวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั้ง 4 คน ที่ถูกคุมขังในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เผาศาลากลางและสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีขอนแก่น โดยมีนายธนิก มาสีพิทักษ์ นางมุกดา พงษ์สมบัติ นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยื่นหลักทรัพย์และหนังสือรับรองเงินเดือน ในการประกันตัวคนละ 5 แสนบาท รวม 2 ล้านบาท ในที่สุดศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ในคดีวางเพลิงเผาศาลากลางและสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ประกอบด้วยนายอุดม คำมูล นายจิรัฐตระกูล สุมมะหา นายอดิศัย วิบูลย์เสข และนายสุทัศน์ สิงห์บัวขาว แต่นายสุทัศน์มีคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินและบุกรุกสถานที่ราชการ จึงให้คุมขังต่อไปจนพ้นโทษในปลายเดือน ก.ย.นี้

นายจิรัฐตระกูล สุมมะหา แกนนำคนเสื้อแดงที่ได้รับการปล่อยตัว กล่าวว่า ดีใจที่ศาลเมตตาและเชื่อมั่นมาตลอดว่าจะมีวันนี้ เพราะที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ไม่ได้มีการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา ดีใจมากที่ได้กลับบ้านเพื่อมาอยู่ร่วมกับครอบครัว ยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าสู้เพื่อประชาธิปไตย และดำเนินการทุกอย่างตามกรอบของกฎหมาย ขอฝากไปยังเพื่อนคนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำต่างๆทั่วประเทศว่า ยังคงเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป

โผทหารเสร็จแล้วรอ รมว.กลาโหม

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงการจัดทำโผโยกย้ายนายทหารประจำปี 2554 ว่า รอ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม เรียกประชุมคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ส่วนของแต่ละเหล่าทัพไม่มีอะไร เรียบร้อยหมดแล้ว ทุกอย่างชัดเจน ตนและ ผบ.เหล่าทัพทุกคนทำงานใกล้ชิด กับผู้ใต้บังคับบัญชามานานพอสมควร นอกจากจะเห็นและทราบนิสัย ดังนั้น ความเกี่ยวข้องโยงใยไปถึงกันหมด ไม่เคยมีโหวตในการประชุม พูดจาด้วยเหตุผล ทุกอย่างจบแล้ว เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามองว่า ผบ.ทหารสูงสุดและ ผบ.ทร.มีใจกับฝ่ายการเมือง พล.อ.ทรงกิตติตอบสวนทันทีว่า ตนเคยยุ่งเกี่ยวการเมืองหรือไม่ ใครคิดว่าตนเข้าไปข้องเกี่ยวให้ยกมือ เมื่อถามว่า ผบ.เหล่าทัพจะมีความคิดเห็นในการปรับย้ายนายทหารตรงกันใช่หรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติตอบว่า เราไม่เคยคิดต่างจากกันเลย แต่วิธีการอาจไม่เหมือนกัน  แต่การเป็นทหารที่เดินทางอันยาวนานกว่าจะมาถึงวันนี้ เหมือนประเทศบางครั้งก็มีความยากลำบาก บางครั้งก็มีความสุขมีรอยยิ้ม แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาและหล่อหลอมคนขึ้นมาตามลำดับห้วงระยะเวลา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หน้าที่ของพระสงฆ์

พระพรหมเมธีเปลี่ยนไป๋ !

เปิดตำนาน...เทพเจ้าองค์แรก พระศิวะ...มหาเทพแห่งจักรวาล