วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

ประจักษ์แจ้งพฤติกรรมมหาเถรสมาคม

เดลินิวส์จัดหนัก !

ตีปลาหน้าไซถามมหาเถร

"ปลด-พักงานเจ้าคุณเสนาะ ปัดสวะหรือสะสาง"

 

อูย ! ถามคำถามที่ตอบยากมาก ขนาดราชบัณฑิตยังปิดปาก คือว่า..มันเกี่ยวกับสวรรค์และนิพพานน่ะโยม เพราะนิพพานของพระสงฆ์ไทยสมัยปัจจุบันมันเริ่มต้นที่"เจ้าคุณ" และไต่เต้าไปสู่ชั้นสูงสุดที่ "สมเด็จพระราชาคณะ" ใครได้เป็นก็ถึงพระนิพพาน นอกนั้นเป็นสวรรค์ กรณีเจ้าคุณเสนาะจึงเหมือนตกสวรรค์หรือไปไม่ถึงพระนิพพาน แต่เส้นทางนี้มีพระไทยอยากเป็นกันมาก จึงไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะไม่มีคนมาเป็นแทน คืนนี้แหละเขาวิ่งกันยิ่งกว่าเด็กแว้น เพราะพรุ่งนี้จะมีประชุมมหาเถรสมาคม พิจารณาตำแหน่งต่างๆ แทนเจ้าคุณเสนาะ นานๆ ทีประตูสวรรค์จะเปิด ใครไม่รีบวิ่งก็โง่สิ ไม่อยากไปนิพพานหรือไง  และที่ถามว่า "แค่หาความชอบหรือสะสาง"น่ะ จะว่ายังไงก็ถูกทั้งสิ้นแหละ แต่ความจริงแล้วมหาเถรสมาคมก็ไม่เคยสะสางอะไรหรอก ก็อุ้มๆ กันทั้งนั้นแหละ ตามหลักการของนักบริหารที่ดี มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ถ้าต้านไม่ไหวก็ตัวใครตัวมัน ในโลกนี้มันไม่มีใครจะใหญ่ไปกว่าตัวเอง คอยดูต่อไปก็แล้วกันว่าพรุ่งนี้ ใคร ? จะคว้าพุงปลาไปกิน ?

 

 

ปลดเจ้าคุณเสนาะ-พระผู้ใหญ่ แค่หาความชอบ หรือสะสางจริงจัง

โดย..ทีมข่าวเฉพาะกิจเดลินิวส์

 

ตามพระบัญชาแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ลงวันที่ 22 ก.ย. 57 แต่งตั้ง พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร ป.ธ.6 น.ธ.เอก) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหารเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 (4) แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มีพระบัญชาให้พระพรหมสุธี ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. 58 เป็นต้นไป...

นี่คือใจความของหนังสือสำคัญและเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของวงการพระพุทธศาสนา เมื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ลงนามในคำสั่ง และมีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบัญชา เป็นเหตุการณ์ที่สังคมให้ความสนใจและหน้าประวัติศาสตร์ของวงการพระสงฆ์ไทย ที่มีการปลดและพักพระชั้นผู้ใหญ่เช่นนี้

ขณะที่ นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า คำสั่งนี้มาจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือแจ้งรายงานถึงความผิดปกติของการใช้งบประมาณ ที่ใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 67 ล้านบาท จำนวน 3 ฉบับ ถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาเถรสมาคม (มส.) และคณะสงฆ์โดยรวม รวมถึงไม่ให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคม จึงมีคำสั่งดังกล่าวออกมา

ด้าน พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการ มส.ในฐานะเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า คำสั่งพักงานพระพรหมสุธีนั้น เพื่อให้ทาง สตง.สามารถดำเนินการตรวจสอบได้สะดวก หากผลการตรวจสอบพบว่าไม่มีความผิด ก็สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาตามกฎมหาเถรสมาคมว่า พระสังฆาธิการรูปใดต้องอธิกรณ์ หรือถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา และอยู่ในระหว่างพิจารณาวินิจฉัย ถ้าผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดเห็นว่า จะให้คงอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ในระหว่างพิจารณาหรือสอบสวน จะเป็นการเสียหายแก่การคณะสงฆ์ จะสั่งให้พักจากตำแหน่งหน้าที่ก็ได้ การให้พักจากตำแหน่งหน้าที่นั้นให้พักตลอดเวลาที่พิจารณาหรือสอบสวน

เมื่อพิจารณาหรือสอบสวนเสร็จแล้ว ถ้าปรากฏว่าพระสังฆาธิการที่ถูกสั่งให้พักนั้นไม่มีความผิดและไม่มีมลทินความผิดเลย ผู้บังคับบัญชาต้องสั่งให้พระสังฆาธิการรูปนั้นกลับดำรงตำแหน่งเดิม แต่ถ้ามีมลทินหรือมัวหมอง ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งพิจารณา ถ้าเห็นว่าจะให้กลับเข้ารับหน้าที่อีกอาจเสียหายแก่การคณะสงฆ์ ก็สั่งปลดจากตำแหน่งหน้าที่ได้

หลังจากนี้...ต้องรอดูกรอบเวลาของ สตง. ในการพิจารณาความผิดดังกล่าว เพราะนอกจากเรื่องเงินงบประมาณ 67 ล้านบาทแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเชื่อมโยงด้วย

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องการตรวจสอบงบประมาณงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยว ยังไม่ได้ข้อยุติและยังคงต้องดำเนินการตรวจต่อ รวมทั้งต้องขึ้นอยู่กับรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ รูปใหม่ ว่าจะมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ถ้าหากว่ามีเงินบริจาคในงานศพมากเพียงพอที่จะเบิกจ่ายทดแทนเงินงบประมาณแผ่นดินแล้วนำมาส่งคืนให้แก่รัฐ ก็สามารถทุเลาปัญหาลงได้บ้าง

ปัจจุบัน สตง.พบว่ามีเงินอยู่ในบัญชี 11 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้ใช้จ่าย และอีก 15 ล้านบาท ที่นำไปไว้ที่กองทุนเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่ง 2 ส่วนนี้เห็นชัดเจนเลยว่าต้องเร่งดำเนินการส่งคืน ส่วนอีก 41 ล้านบาทที่ได้มีการเบิกจ่าย ก็ต้องตรวจสอบจากเอกสารการเบิกจ่าย อีกทั้ง สตง.จะขอความเมตตาเข้าตรวจบัญชีของวัดและบัญชีอื่นๆ เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

“สำหรับความผิดที่ได้มีการกระทำหรือเบิกจ่ายงบประมาณผิดวัตถุประสงค์นั้น พบว่าเงินอุดหนุนมีการเปิดบัญชีขึ้นมาใหม่เพื่อเบิกจ่าย ทั้งนี้ เมื่อการเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง ก็ต้องมีการสอบสวน โดยความผิดมีได้ในหลายระดับ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานข้อเท็จจริง เจตนาในการใช้จ่าย ถ้าใช้จ่ายเพื่อทดรองจ่ายและนำเงินบริจาคมาชดเชยส่งคืนราชการ ก็ถือว่ายังไม่เกิดความเสียหาย” ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินกล่าว

เมื่อเรานำข้อมูลหลายๆ ด้านมาประกอบกันนั้น พบว่า ในกรณีนี้มีความชัดเจนเรื่องการใช้เงินงบประมาณไม่ถูกต้อง...แต่ยังไม่มีข้อสรุปเหมือนดังเช่นข้าราชการพลเรือนทั่วไปหรือข้าราชการการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการหาความชอบธรรมในการปลด หรือพักแล้วสอบสวนข้อเท็จจริง หรือเป็นบันไดขั้นแรกของการสอบสวนอย่างจริงจังของ “ฝ่ายสงฆ์” ที่เปิดกว้างให้ “ทางโลก” เข้าไปหาความจริง (เลวร้าย) ใน “ทางธรรม” ได้แล้ว ซึ่งต้องรอฟังหรือผลสอบสวนของ สตง. จะออกมาในรูปแบบใด และหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

ที่มา : เดลินิวส์
21 มกราคม 2558

 

บักตุ๋ยเกษมหนาว !

ป่าไม้เอาเรื่องบุกรุกป่าสงวน

เพิกถอนที่ดิน-เฉดหัวพ้นป่าน้ำหนาว

เบิ้ลคดีบุกรุกป่าสงวน

สงวนไว้ให้พระใช้ แต่ถ้าไม่ใช่พระก็โดน !

 

อา.นี่ไงที่ท่านเรียกว่า "ลงจากหลังเสือ ถูกเสือกัด" ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าลง ขืนลงก็จะเหมือนเกษมในวันนี้ วันก่อนนั้นมีอำนาจวาสนา ขนาดว่านั่งเฮลิคอปเตอร์ร่อนทั่วฟ้าเมืองไทย วันนี้จะเดินไปไหนก็ลำบาก ดูเสนาะเป็นรายต่อไปก็แล้วกัน รับรองคดีความมะรุมมะตุ้มแน่

 

 

ตุ๋ยไม่รู้ตัว เลยโดนคดีแบบไม่รู้ตัว

 

ป่าไม้ฮึ่มดำเนินคดี ‘ทิดเกษม’ รุกป่า-สร้างลานจอดฮ. เตรียมเพิกถอนที่สำนักสงฆ์

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 58 นายมานพ สายอุ่นใจ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก ซึ่งดูแลรับผิดชอบพิษณุโลกและเพชรบูรณ์  เปิดเผยว่า นายเกษม หรืออดีตพระเกษม อาจิณณสีโล  เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ป่าสามแยก เนื่องจากมีคดีบุกรุกผืนป่าสงวนแห่งขาติตาม พรบ.สงวนแห่งชาติ มาตรา 14 บุกรุกแผ้วถาง ยึดถือครองครองในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำหนาว เนื่องจากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 57 ป่าไม้สำนัก 4 หน่วยป้องกันและรักษาป่า พช.5 (นาพอสอง) และ ทหารพล ม.1 บุกยึดและจับกุมผู้ต้องหา 1 คน ในฐานความผิดตาม พรบ.ป่าไม้ ครอบครองผืนป่า เพื่อสร้างสนามบินขึ้นลงเฮลิคอปเตอร์ บริเวณหมู่ 6 ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เนื้อที่ 1-1- 44 ไร่ ครั้งนั้นชุดจับกุมได้แจ้งจับ ลูกศิษย์ ชื่อ นายธรรมรัตน์ ถวิล เนื่องจากรับสมอ้างแทนนายเกษม ว่าเป็นผู้สร้างสนามบินขึ้นลง แต่นายเกษมบอกเพียงเป็นเจ้าของที่ดินตามใบซื้อขาย แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับกุมได้ เนื่องจากต้องการตรวจสอบการได้มาของที่ดินก่อน

ต่อมา จนท.ป่าไม้ ตรวจสอบการซื้อขายที่ดินพบว่าผิดกฎหมาย โดยพบใบซื้อขายที่ดิน ใบ ภบท.5 ยึนยัน ลายมือชื่อ พระเกษม อาจิณณสีโล เป็นผู้ซื้อที่ดินต่อจาก นายหิน คำมา เมื่อ 5 ตุลาคม 53 ในราคา 1.2 ล้านบาท ถือว่า นายเกษมมีความผิด เพราะผืนป่าไม่สามารถซื้อขายได้ มีเอกสารลงลายมือชุดเจน ซึ่งพื้นที่1 ไร่เศษๆ อยู่นอกสำนักสงฆ์สามแยก ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่พักสงฆ์อยู่ในเขตโครงการอนุรักษ์และพื้นฟูป่าไม้ร่วมกับพระสงฆ์ในพื้นที่ป่าไม้

นายมานพ กล่าวอีกว่า ตนได้สั่งการไปยังพนักงานสอบสวน สภ.น้ำ หนาว ให้มีการสอบสวนใหม่ เนื่องจากตรวจสอบพบว่า ลายมือในสัญญาซื้อขายที่ดิน มีนายเกษมทำธุรกรรมจริง จึงถือว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ฉะนั้น การจึงต้องมีการสั่งฟ้องเสียใหม่ ตามคดี 109/2557 อย่างไรก็ตาม ตามหลักความมั่นคง การสร้างสนามบินเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถทำได้ จะต้องได้รับอนุญาตจากกรมการบิน ซึ่งพระเกษมในสมัยนั้นขออนุญาตจากกรมการบินว่า ฮ.ขึ้นลงได้กรณีเจ็บป่วยจากกรมการบิน แต่ไม่ได้อนุญาตสร้างสนามบินเฮลิคอปเตอร์

ล่าสุด กำลังรอคำสั่งอธิบดีกรมป่าไม้ว่าให้รื้อสนามบินขึ้นลง ฮ. เหตุความมั่นคง โดยไม่ต้องรอคดีสิ้นสุด ส่วนวัดหรือ ”ที่พักสงฆ์” ก็สามารถรื้อสำนักสงฆ์สามแยกได้ เนื่องจากผู้ขออนุญาตหรือพระเกษม ได้ขาดคุณสมบัติขออนุญาตตาม ”โครงการอนุรักษ์และพื้นฟูป่าไม้ร่วมกับพระสงฆ์”  ถือว่านายเกษมผิดคุณสมบัติเสียเอง กลายเป็นผู้บุกรุกป่า

ทั้งนี้ได้ส่งเรื่องให้เพิกถอนใบอนุญาต สำนักสงฆ์ป่าสามแยก ตามโครงการอนุรักษ์และพื้นฟูป่าไม้ร่วมกับพระสงฆ์ เพราะนายเกษมไปซื้อที่ป่าสงวนเสียเอง ฉะนั้นกำลังรอคำสั่งอธิบดีกรมป่าไม้และเสนอให้รัฐมนตรีอนุมัติเพิกถอนที่พักสงฆ์ 

 

ข่าว : มติชน
21 มกราคม 2558

 

เจ้าคุณเกษมออกโรงป้องมหาเถร

จัดหนักฝ่ายหนุนภิกษุณี

อัดสังฆราชศรีลังกา

ไร้มารยาท !

 

อา.แบบนี้สิค่อยชื่นใจหน่อย มิใช่คอยเอาแต่ตำแหน่ง แต่ถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแล้ว "หลบอยู่หลังพระเถระ" ซึ่งมีให้เห็นอยู่เต็มเมือง งานนี้ ระดับพระเทพวิสุทธิกวี ซึ่งมีดีกรีสูงสุด ทั้งประโยค 9 ทั้ง Ph.D. มันค่อยสูสีกับ ดร.ฉัตรสุมาลย์หน่อย เห็นพระไทยหลายรูป เข้าไปเกาะชายผ้าถุงคุณฉัตรสุมาลย์ก็สงสาร บางรายถึงกับประกาศว่า "ยอมสละผ้าเหลือง เพื่อให้ผู้หญิงได้เป็นภิกษุณี" นี่คือความวิปริตของสังคมไทยที่เลยเถิด ขอบวชตามพระธรรมวินัยไม่ได้ ก็ใช้กฎหมายมาบังคับให้พระยอมบวชให้ เป็นเรื่องที่ประหลาดเหลือใจในโลกใบนี้

 

 

 

สืบเนื่องจากที่มติมหาเถรสมาคมมีมติห้ามภิกษุสงฆ์ไทยให้การบรรพชาอุปสมบท แก่สตรี เป็นสามเณรี-ภิกษุณีเมื่อสมัยประชุมวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2557  ที่ผ่านมา  กลายเป็นข่าวต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง  เอากันกระทั่งพระมหาเถระที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งประกอบด้วยพระมหาเถระอายุพรรษามากๆ เกือบจะทั้งหมดบวชมาเกินกว่า 50 พรรษา (บวชมากว่า 50 พรรษา ส่วนมากเกินกว่า 60 พรรษา) อายุก็กว่า 70 ปี กลายเป็นจำเลยของคนในสังคมออนไลน์ไปโดยพลัน

“เป็นพฤติกรรมสอนสังฆราช  เป็นพฤติกรรมถอนหงอกผู้เฒ่า  เป็นพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ด้อยการศึกษาในพระพุทธศาสนา  เป็นพฤติกรรมของผู้ด้อยปัญญาในพระธรรมวินัย  เป็นพฤติกรรมของผู้หลงใหลในสิทธิเสรีภาพแบบขยะของโลกตะวันตก  เป็นพฤติกรรมลามกของบุคคล ผู้น่าสงสาร  เป็นพฤติกรรมของลูกหลานผู้ไร้วัฒนธรรมแห่งชนชาติของตน

พระมหาเถระเหล่านั้นตกเป็นจำเลยในข้อหาอย่างน้อย 3 ข้อคือ 1.จำกัดสิทธิเสรีภาพสตรี 2.ปฏิบัติขัดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน  3.ปฏิบัติขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 4 ล้วนเป็นข้อหาฉกาจฉกรรจ์ ข้อหาทั้ง 3 ข้อนี้มีสาเหตุมาจากการประกาศห้ามพระภิกษุสงฆ์ไทยให้ บรรพชาอุปสมบทแก่สตรีเป็นสามเณรีและภิกษุณี (เถรวาท) และห้ามภิกษุสงฆ์ชาติอื่นมาทำการบรรพชาและอุปสมบทแก่สตรีแบบเถรวาทในประเทศไทยก่อนได้รับอนุญาตจากคณะสงฆ์ไทย

ความจริงมหาเถรสมาคมนั้น ท่านจะประกาศห้ามหรือไม่ประกาศห้ามก็มีค่าเท่ากัน  เพราะแม้ท่านจะบวชให้สตรีให้เป็นภิกษุณีเอง สตรีนั้นก็ไม่มีทางเป็นภิกษุณีได้เลย บวชให้ไปก็เสียเปล่าแถมต้องอาบัติอีก สตรีผู้เข้าบวชก็เท่ากับถูกหลอกให้เป็นภิกษุณีเท่านั้นเอง ไม่สามารถสำเร็จเป็นภิกษุณี เข้าลักษณะปาราชิกตั้งแต่เริ่มบวชหรือก่อนบวชแล้ว  มีสตรีบางท่านออกมาบอกว่าได้ศึกษามาดีแล้ว บวชได้แน่นอนแสดงความอ่อนด้อยปัญญาออกมาชัดๆ  ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า

1. พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ทำการให้อุปสมบทแก่สตรีซึ่งไม่ได้รับการอุปสมบทมาจากภิกษุณีสงฆ์ก่อน

2. ผู้ที่เป็นภิกษุณีต้องเคารพในพระวินัย ต้องเคารพในครุธรรม 8 การที่ภิกษุสงฆ์จะบวชให้ใครต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ไม่เอื้อเฟื้อพระวินัยจะเป็นภิกษุณีได้อย่างไร

3. พระภิกษุสงฆ์ท่านเคารพพระธรรมวินัยเป็นศาสดา ตามบทพระบาลีในมหาปรินิพพานสูตรที่ว่า โย  โว  อานนฺท  มยา  ธมฺโม จ  วินโย  จ  เทสิโต  ปญฺญตฺโต    โส  โว  มมจฺจเยน  สตฺถา แปลว่า “ดูกรอานนท์ พระธรรมและพระวินัยอันใดที่เรา (ตถาคต) ได้แสดงไว้แล้ว ไดบัญญัติไว้แล้ว แก่เธอทั้งหลาย  โดยกาลที่ล่วงไปแห่งเรา (ตถาคต) พระธรรมและพระวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอ” ภิกษุใดไม่ทำตามนี้ย่อมชื่อว่าไม่เคารพพระศาสดา เมื่อไม่เคารพพระศาสดาการดำรงตนเป็นภิกษุสงฆ์ก็จะมีประโยชน์อะไร

4. ในอปริหานิยธรรมสูตร พระสูตรว่าด้วยเรื่องหลักแห่งความไม่เสื่อมของหมู่คณะ มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว  เอาเฉพาะข้อที่ 3 ว่า “ไม่บัญญัติสิกขาบทพระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ ไม่รื้อถอนสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว”  หมายความว่าถ้าภิกษุรูปใดให้การอุปสมบทแก่สตรีเป็นภิกษุณี ก็เท่ากับว่าภิกษุรูปนั้นบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ รื้อถอนถอนสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว  นั่นคือทำให้พระศาสนาเสื่อม อย่างนั้นแล้วจะเป็นภิกษุอยู่ทำไม

5. พระภิกษุสงฆ์ท่านเคารพในพระศาสดาคือพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ท่านเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน  ไม่ใช่ท่านเคารพหลักสิทธิเสรีภาพ  ท่านไม่ได้เอาหลักเหล่านี้เป็นศาสดา จึงต้องปฏิบัติตามคำสอนของศาสดา

6. พระภิกษุสงฆ์ท่านไม่ได้เอารัฐธรรมนูญเป็นศาสดา  แต่ท่านเอาพระธรรมและพระวินัยเป็นศาสดา ลองคิดดูเถอะว่าถ้าท่านเอารัฐธรรมนูญเป็นศาสดา  ถึงวันนี้พระศาสดาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ไทยเรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ  หนึ่งฉบับก็เป็น 1 หน้า พระพุทธเจ้าก็คงจะ 18 หน้า 19 หน้าไปแล้ว

7. เหตุแห่งความเสื่อมของพระศาสนา 5 อย่างคือ

1. พุทธบริษัท ไม่ฟังธรรมโดยเคารพ
2. พุทธบริษัท ไม่เรียนธรรมโดยเคารพ
3. พุทธบริษัทไม่ทรงจำธรรมโดยเคารพ
4. พุทธบริษัท ไม่พิจารณาธรรมที่ทรงจำไว้ได้แล้วโดยเคารพ
5. พุทธบริษัท ไม่ยอมปฏิบัติธรรมตามที่ได้ศึกษาเข้าใจแล้วโดยเคารพ

ข้อสุดท้ายคือ การไม่ปฏิบัติตามพระธรรมที่ศึกษาแล้ว แสดงว่าไม่เคารพต่อพระธรรมวินัย พระภิกษุสงฆ์ไทยท่านรักษาพระพุทธศาสนามาได้ 2300 กว่าปี เพราะท่านปฏิบัติพระธรรมวินัยมาด้วยความเคารพพระธรรมวินัย  การที่นักสิทธิมนุษยชนมาขอร้องหรือมาบังคับให้ท่านทำตามตนย่อมเป็นไปไม่ได้  แต่หากเป็นไปได้เมื่อใดก็เป็นอันว่านับถอยหลังพระพุทธศาสนาได้  อย่างไรก็ตามเชื่อว่าท่านคงไม่ยอมทำเช่นนั้น

8. ไม่เคยมีหลักฐานใดแสดงว่าเชื้อสายภิกษุณีสายเถรวาทเคยเข้ามาสู่ประเทศไทย เอากันตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ  ที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระโสณเถระ พระอุตตรเถระ พระฌานียเถระ พระภูริยเถระ พระมุนียเถระ เข้ามาสู่สุวรรณภูมิเมื่อ พ.ศ.236 ท่านก็ไม่มีภิกษุณีมาด้วย  เมื่อกุลธิดาต้องการจะบวชท่านก็ให้บวชเป็น “ชี”  นับตั้งแต่ พ.ศ. นั้นเองที่แม่ชีเกิดมีขึ้นในแผ่นดินสุวรรณภูมินี้ แล้วมาถึงวันนี้พระภิกษุสงฆ์จะทำการอุปสมบทให้แก่สตรีได้อย่างไร (จาก...พุทธสาสนภูมิปกรณ ราชบุรีวัตถุกถา ตำนานเมืองขุนไทย หน้า 440)

9. พระภิกษุสงฆ์ ท่านจะไม่ทำตัวเป็นศาสดาเสียเอง และจะไม่ทำตามคำขอร้องหรือข้อบังคับของใครที่ออกนอกพระธรรมวินัย  จะมาอ้างเป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นนักเสรีภาพ เป็นนักประชาธิปไตย เป็นนักร่างกฎหมาย หรือนักใดๆ ก็นักไปเถอะ เว้นแต่ภิกษุสงฆ์ท่านผู้นั้นจะเป็นพระนอกคอก  คือนอกพระธรรม นอกพระวินัยเท่านั้น  ไม่เคารพในพระศาสดาเท่านั้น

10.  การวิพากษ์ว่าพระสงฆ์ไทยใจแคบก็คือการด่าพระสงฆ์  การวิพากษ์ว่าพระสงฆ์ไม่เคารพหลักสิทธิมนุษยชนก็คือการด่าพระสงฆ์ การที่มีข่าวทางโซเชียลมีเดียว่าจะไปสอบพระสงฆ์ซึ่งดำรงตำแหน่งมหาเถรสมาคม ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าท่านมีมติไปตามพระธรรมวินัย นับว่าเป็นวาทะที่น่าสมเพชเวทนาที่สุด  ไม่รู้ว่าเขาเหล่านั้นมาจากโลกไหนสวรรค์ไหน ความจริงพระภิกษุสงฆ์ท่านก็มีสิทธิเสรีภาพของท่านเหมือนกัน  จะไปรุกล้ำสิทธิเสรีภาพของท่านได้อย่างไร

11. จากข่าวเรื่องการบวชภิกษุณี ได้ทราบว่าสตรีเหล่านั้นบางส่วนไปบวชมาจากประเทศอื่น และกว่าสามสิบชีวิตมาบวชที่เกาะยอจังหวัดสงขลา แต่เอาพระภิกษุจากต่างประเทศมาเป็นพระอุปัชฌาย์  ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอุปัชฌาย์นั้นมีความรู้เรื่องพระวินัยเพียงใด  มาจากพระสงฆ์นิกายไหน  ท่านมีมารยาทเหมาะสมหรือสมควรเพียงไร ในการที่จะมาเป็นอุปัชฌาย์เพื่อให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมไทย

12. ท่านผู้อ้างว่าเป็นภิกษุณีเหล่านั้น ไปบวชมากับใครไม่รู้  แต่จะมาบังคับข่มขู่ให้คณะสงฆ์ไทยยอมรับเป็นลูก  ก็ไม่รู้ว่าไปเป็นลูกใครมาแล้วจะมาขอร้อง บังคับ ข่มขู่  หาพวกมาข่มขู่ ให้พระภิกษุสงฆ์ไทยรับเป็นลูก  มันเป็นเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออกจริงๆ  ไปทำโคลนที่ไหนไม่รู้แล้วมาเรียกร้องหาพ่อ

สรุปว่า ใครจะปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติไปเถอะ ไม่มีใครกีดกัน ทุกคนสามารถปฏิบัติธรรมได้ แต่อย่าไปบังคับขู่เข็ญคนอื่นเขา อย่าไปล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของคนอื่นเขา พระสงฆ์ท่านยอมรับในกฎเกณฑ์กติกา ยอมที่จะไม่มีครอบครัว  ยอมที่จะสละชีวิตบูชาพระธรรมวินัยอันเป็นสิ่งแทนพระบรมศาสดา  มหาเถรสมาคมท่านปฏิบัติหน้าที่ของท่านถูกต้องแล้ว ส่วนว่าใครจะบูชาหลักสิทธิมนุษยชนหรือบูชารัฐธรรมนูญเป็นศาสดาก็เชิญตามอัธยาสัยเถิด

ได้อ่านข้อความของนักวิชาการบางท่านเพ้อเจ้อรายมายไปว่า พระสงฆ์มีเงินจะต้องตรวจสอบเงินพระสงฆ์บ้าง  พระสงฆ์บางรูปประพฤติตัวไม่เหมาะอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง  งานบวชมีการถวายเงินแก่พระอุปัชฌาย์บ้าง  ถามว่าพระพุทธเจ้าห้ามอย่างไร ให้ลองไปอ่านมาใหม่ ที่ว่ามานั้นแสดงให้เห็นว่าผู้วิพากษ์มีความรู้ยังไม่สามารถเทียบได้กับจบชั้นประถมต้นเลย  แต่กลับแสดงความรู้ชั้นอุดมศึกษา เป็นการอวดรู้มากเกินไป ตนเองเคยทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติกับพระศาสนาบ้าง ถ้าจะมีเรื่องผิดจริงจะผิดมากผิดน้อยนั่นก็เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล   ไม่ใช่เรื่องขององค์กรแห่งพระศาสนา  และถ้าจะมีเจตนาดีช่วยกันแก้ปัญหาก็ต้องไปแก้กันที่จุดนั้น ไม่ใช่มาคิดล้มล้างองค์กรพระพุทธศาสนา

ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ไม่ได้ออกมาแก้ต่างให้ใครเป็นการเฉพาะ  แต่ชี้แจงมาเพื่อพิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง พระพุทธศาสนาอันเป็นสถาบันหลัก 1 ใน 3 ของชนชาติไทย และชี้แจงมาเพื่อความถูกต้อง  ไม่ได้มุ่งลบหลู่ดูหมิ่นใครหรือยกย่องใคร  จึงขอให้ท่านผู้มีสัมมาทิฏฐิทั้งหลายได้ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาด้วยความตรงไปตรงมาด้วย

 

พระเทพวิสุทธิกวี
เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
23 ธันวาคม 2557

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ