วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

ภัยต่อความมั่นคงสถาบันพระศาสนาในประวัติศาสตร์ ที่คสช.ต้องรีบแก้ไข?

ต่อไป..

พุทธศาสนาเมืองไทย

จะถูกปกครองด้วยวัดๆ เดียว

เมตตานันโท "ชี้ชัดจัดเต็ม" กลางจอสปริงส์นิวส์

 


กดที่ภาพ
เพื่อชมรายการ ปฏิรูปศาสนา สังคายนาสงฆ์
จากช่อง สปริงส์นิวส์

 









 

ชิตัง เม !
แผนการ คุ้มครองโลก บรรลุผลแล้ว
 

อา..จะเป็นวัดใดหนอ ที่จะมีอภินิหารปานนั้น หวังว่าคงไม่ใช่ "พ่อใหญ่ธัมมชโย" และ "ราชอาณาจักรธรรมกาย" ที่คุณมโนเคยผ่านมาก่อนอย่างลึกซึ้ง เพราะธัมมชโยท่านบอกเด็กนักเรียนอนุบาลในฝันว่า "ไม่เล่นการเมือง ไม่อยากเป็นใหญ่เป็นโต ถ้าอยาก..ไม่มาบวชหรอก" แต่ดูๆ แล้วก็ยังมองไม่เห็นว่าจะเป็นคนอื่น/วัดอื่น นอกจาก "พ่อใหญ่ธัมมชโย" และ "วัดพระธรรมกาย" ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันวันนี้ วัดพระธรรมกายก็มีพฤติกรรมทำนองนี้อยู่แล้ว แต่จะว่าให้ธรรมกายก็ไม่ถนัดนัก เพราะใครๆ ก็อยากเป็นใหญ่ ไม่ว่าธรรมยุตหรือมหานิกาย ปัญหามันอยู่ที่ "มหาเถรสมาคม" ซึ่งแตกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา เข้ามาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม  แสวงหาอำนาจเพื่อ "สร้างตัวเอง" มิใช่ใช้อำนาจเพื่อ "ทำงานให้ศาสนาโดยส่วนรวม" ดังนั้น ไม่ว่าวัดไหนขึ้นมาเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดราชบพิธ วัดพระเชตุพน วัดสามพระยา วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม หรือแม้แต่ "วัดปากน้ำ" ในปัจจุบัน ก็ยังคง "เชื่อ" และ "เดินตามแนวทางเก่า" อย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่แคล้วว่า มหาเถรสมาคม ยังคงเชื่อมั่น ว่าตัวเองเอาอยู่ ทั้งๆ ที่วิ่งตามก้น "ธัมมชโย" กันหัวหกก้นขวิด

หรือถ้าให้พูดแบบถึงกึ๋นก็ต้องบอกว่า "เป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย" ที่สอนเฉพาะนักธรรมบาลีหลักสูตรเดิมๆ มาเป็นร้อยๆ ปี แต่ไม่สอนในเรื่องของความรักชาติศาสนา ไม่สอนในเรื่องของหลักการทางศาสนา ไม่สอนเรื่องความเสียสละ เวลาเกิดปัญหาขึ้นมาใครจะต้องแสดงออก ใครจะรับผิดชอบร่วมกัน แต่ทุกวันนี้ พระสงฆ์ไทยทั้งหมดก็ยังคง "ยกบ้านเมืองให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่" ตัวเองก็รอรับสืบทอดอำนาจ เพื่อเป็น "เผด็จการรุ่นต่อไป" ส่วนผู้ใหญ่ก็คิดแค่ "เสวยสุขก่อนตาย" แบบว่า ถ้าในสมัยที่ตนเองมีตำแหน่ง ไม่เกิดปัญหาพระศาสนาเป็นดีที่สุด ถึงเกิดปัญหาก็พยายามประคับประคองไปให้พ้นสมัย ไม่แตกหัก รอให้ตนเองตายไปเสียก่อนก็ถือว่าพ้นหน้าที่ เพราะคนตายไม่รับรู้อะไรแล้ว ไม่ว่าดีหรือเลว

ดูตัวอย่าง "วัดสระเกศ" พิมพ์หนังสืองานศพอย่างอลังการหมดเป็นสิบๆ ล้าน ล้วนแต่เป็นผลงาน "อัจฉริยภาพ" ของสมเด็จเกี่ยว ไม่มีมลทินแม้แต่เม็ดงาเดียว แต่พอพ้นงานศพได้ไม่กี่เดือน ภูเขาทองก็ระเบิดเถิดเทิง"เสนาะ" รัชทายาทจากพระโอษฐ์ของสมเด็จเกี่ยวต้องคดีหนัก มัวหมองไปถึงบุรพาจารย์ ก็ตอนที่ท่านยังมีลมหายใจ ใครวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ได้ เป็นผู้ใหญ่ แต่ใจไม่ใหญ่ สุดท้ายมันจึงล้มเหลวทั้งชีวิตไง ไอ้ที่ทำดีไว้ก่อนตายน่ะ ถูกเสี่ยเหนาะทำลายวายวอด อยากวางอำนาจไว้ในมือคนรัก มากกว่าคนที่เหมาะสม ก็สมควรแล้ว เป็นถึงระดับ "สังฆราช" แต่แยกความรักส่วนตัวกับความรับผิดชอบส่วนรวมไม่ออก ก็ไม่รู้จะว่ายังไง เพราะระดับสังฆราชใครไหนจะกล้าสอน รอดูละครฉากสุดท้ายก็แล้วกัน

สถานการณ์ ณ วันนี้ มันชี้ชัดว่า ขนาดสมเด็จเกี่ยวที่เหนือกว่า 2 สมเด็จ คือ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ก็ยังไปไม่รอด แล้ววันนี้ สมเด็จช่วง ซึ่งรอรับช่วงอำนาจจากสมเด็จเกี่ยว จะไปไหวได้ยังไง งานเด่นที่สุดของวัดปากน้ำก็คงเป็น "แจกป้ายหมู่บ้านศีลห้า" เท่านั้น

แต่เรื่องเหล่านี้ ถ้าจะชี้ให้ชัดก็ต้องแบ่งความรับผิดชอบไปให้แก่ "รัฐบาลไทย" อีกครึ่งหนึ่ง เพราะไม่ดูดำดูดีพระศาสนา ปล่อยให้พระสงฆ์ปกครองกันเอง ปล่อยปละละเลยจนเละเทะไปหมด ขนาดทำปฏิวัติเข้ามาก็ยังไม่กล้าแตะ แบบนี้ก็คงเหมือนสองด๊อกเตอร์เขาชี้นั่นแหละว่า "เสียของ" เก่งแตะทะเลาะนักข่าวไปวันๆ เท่านั้นแหละ เฮ้อ ! คนที่ไม่มีอำนาจก็ว่าน่าสงสาร แต่คนที่มีอำนาจ แต่ไม่ยอมใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ ยิ่งน่าสงสารกว่า ขี้เหร่ไร้ผัวน่ะพอว่า แต่สวยไร้ผัวนี่สิ น่าสมเพชเวทนาเหลือเกิน นะคุณ คสช.

 

ข่าว : สปริงส์นิวส์
5 มกราคม 2558

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ