วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

การรักษาศักดิ์ศรีความเป็นไทย ในประวัติศาสตร์

นับว่าสะใจและเป็นการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นชาติไทย เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ แสดงท่าทีตอบโต้มะกันอันตรายที่แสดงความเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลโลกที่เหิมเกริมแทรกแซงกิจการภายในของไทย ขณะเดียวกันก็แสดงท่าทีปกป้องระบอบทักษิณอย่างออกหน้าออกตา

2 มะกันอันตรายตัวแสบ ที่บุกมาหยามไทยถึงถิ่นคือ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรมต.ต่างประเทศสหรัฐ และ นางเจน ซากี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่แสดงความถ่อยและโฉ่งฉ่างข่มขู่ไทยขณะเข้าพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยกดดันให้ คสช.ยกเลิกกฎอัยการศึก และมีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วตามความต้องการของระบอบทักษิณ ขณะเดียวกันก็ขู่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐจะไม่กลับสู่ภาวะปกติเด็ดขาด ตราบใดที่ประชาธิปไตยในไทยยังไม่กลับคืนมา

เรื่องข้อกดดันให้ไทยยกเลิกกฎอัยการศึกพอถูก พล.อ.ธนะศักดิ์ สอนมวยถามกลับว่าหากมะกันอันตรายอยู่ในสถานการณ์เหมือนไทยจะยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ และจะแก้ปัญหาอย่างไร ปรากฏว่า นายแดเนียล รัสเซล ถึงกับใบ้กินอึกอักตอบไม่ได้แล้วแก้เกี้ยวว่าจะไปหาคำตอบมาให้

แต่ที่แสดงความเจ้าเล่ห์เป็นอันธพาลในคราบประชาธิปไตยก็คือ นายแดเนียล รัสเซล ที่หลังพบ พล.อ.ธนะศักดิ์ ก็เล่นเกมตีหัวเข้าบ้านหยามรัฐบาลคสช. โดยไปปาฐกถาที่จุฬาฯถล่มไทยยับเยิน ด้วยการอ้างว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ส่อรู้เห็นเป็นใจให้เกิดมหกรรมโกงโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความวิบัติล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ซึ่งเป็นการบิดเบือนและแสดงธาตุแท้ปกป้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อันเป็นทายาทระบอบทักษิณอย่างน่าเกลียด

เพราะฉะนั้นถูกต้องแล้วที่ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศเรียก นายแพทริคเมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าพบเพื่อเตือนสติโดยขอคำชี้แจงท่าทีของ นายแดเนียล รัสเซล รวมทั้งจุดยืนของทางการมะกันอันตราย เพราะการกล่าวหาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเท่ากับพยายามชี้ว่า การลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าแต่งตั้งโดย คสช.เป็นการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเล่นงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งๆ ที่ความจริงการฟ้องร้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เกิดขี้นก่อนที่ คสช.จะเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้ว และการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้ก็เป็นไปตามขั้นตอนและจำนนทั้งด้วยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงอย่างดิ้นไม่หลุด มิฉะนั้นสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ซึ่งที่ผ่านมา ส่อปกป้องช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาตลอดก็คงไม่ตัดสินใจฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทางอาญาในฐานความผิดเดียวกับที่ถูกถอดถอน

การที่มะกันอันตรายสมคบกับระบอบทักษิณและพยายามปกป้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างที่มะกันอันตรายใช้อ้างโฆษณาชวนเชื่อ แต่เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ยอมเป็นทาสรับใช้มะกันอันตราย ในการใช้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์แผ่ขยายอิทพลด้านความมั่นคงและความเป็นอันธพาลโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อคานอิทธิพลของจีนแลกกับการหนุนหลังทางการเมืองจากมะกันอันตราย

การเรียกอุปทูตมะกันอันตรายมาเตือนสติจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กกว่า แต่ก็มีศักดิ์ศรีและมีประวัติศาสตร์การสร้างชาติที่ดำรงความเป็นเอกราช

ไม่เคยเป็นขี้ข้าใครมานานกว่า 1,000 ปี ขณะที่มะกันอันตรายเองกำพืดดั้งเดิมก็เป็นแค่พวกเร่ร่อนที่หนีความแร้นแค้นแยกตัวจากอังกฤษมาสร้างชาติเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้วนี่เอง ซึ่งการที่มะกันอันตรายเหิมเกริมก็เพราะมีคนไทยเพียงบางกลุ่มที่ยอมขายชาติชักศึกเข้าบ้าน ขณะที่คนไทยค่อนประเทศไม่ยอมให้มาเฟียโลกอย่างมะกันอันตรายมาเหยียดหยามข่มขู่ดุจทาสรับใช้เด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม
 

ทีมข่าวการเมือง

นสพ.แนวหน้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ