วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

พุทธะอิสระประกาศ ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็พร้อม..เดินตามโพธิรักษ์

คว่ำบาตรเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

พุทธะอิสระประกาศ

ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็พร้อม..เดินตามโพธิรักษ์

หมายถึงว่า ออกจากมหาเถรสมาคม






กดที่ภาพเพื่อชม



หุหุ ว่าแล้วไหมล่ะ เพราะว่ารูปการณ์ที่ออกมานั้น ก็ส่องให้เห็นชัดเจนว่า เส้นทางที่"พระสุวิทย์-พุทธะอิสระ" ดำเนินมาโดยตลอดนั้น ก็ไม่ผิดไปจากแนวทางที่โพธิรักษ์เคยเดิน ก่อนจะถูก "อเปหิ" ออกจากคณะสงฆ์ไทยในปี 2532

พุทธะอิสระก็เล่าอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า หลังจากสิ้นสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม แล้ว ตนเองก็ไร้ที่พึ่ง ยิ่งตนเองออก "ASTVซึ่งเป็นอาวุธอันทรงพลังของฝ่ายพันธมิตร โจมตีมหาเถรสมาคมและวัดสระเกศ อย่างเป็นล่ำเป็นสัน อีกด้านหนึ่งก็ "แตะมือ" กับ "โพธิรักษ์-จำลอง" เข้าร่วมวงไพบูลย์ทางด้านการเมือง ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายวัดสระเกศและมหาเถรสมาคมเห็นเช่นกันว่า พุทธะอิสระ ก็คือ โพธิรักษ์-2นั่นเอง

ถามว่า เหตุใดเรื่องจึงมาปะทุในเวลานี้ คำตอบก็คือว่า การมรณภาพของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับโพธิรักษ์-พุทธะอิสระ มาโดยตลอด ถือว่าเป็นความสูญเสียของฝ่ายวัดสระเกศ ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้าม "กล้าแข็ง" ขึ้นมาทันที นี่จึงเป็นโอกาสทองที่ "ฝ่ายโพธิรักษ์-พุทธะอิสระ" จะรีบเข้าโจมตีค่ายภูเขาทอง ซึ่งยังอยู่ในช่วงไว้อาลัยให้แก่ผู้นำ

แล้วถามว่า เหตุใดจึงเกิดเหตุที่นครปฐม ? คำตอบก็คือว่า เพราะว่า ที่นครปฐมนั้น มีเชื้อไฟชั้นดีระดับสายฟ้า ที่สามารถจะจุดประกายแล้วยิงไกลไปถึงยอดภูเขาทองให้หักโค่น เชื้อที่ว่านั้นก็คือ "พระน้ำฝน" นั่นเอง

เพราะพระน้ำฝนเป็นผู้ที่ พระพรหมสุธี (เจ้าคุณเสนาะ) ศิษย์เอกของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ปัจจุบันเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศด้วย ได้แต่งตั้งให้เป็นพระครูปลัด อันเป็นฐานาระดับสูงสุดเลยทีเดียว

น้ำฝนจึงเป็นเหมือน "ลูกบอล" ที่เข้าเท้าของฝ่ายตรงข้ามกับวัดสระเกศ หรืออีกนัยหนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามกับวัดสระเกศในปัจจุบันนี้ ก็ใช้ "พุทธะอิสระ" เข้าเป็นกองหน้า"ปะทะ" กับวัดสระเกศ ความหมายก็คือ เป็นสงครามแห่งตัวแทน





โพธิรักษ์ บุคคลในอุดมคติ ของพุทธะอิสระ



ถามว่า ถ้าพุทธะอิสระประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคม เหมือนโพธิรักษ์ คณะสงฆ์ไทยภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม จะสูญเสียอะไรไหม ?

คำตอบก็คือ จะว่าเสียก็เสีย จะว่าไม่เสียก็ไม่เสีย เรื่องนี้ต้องมองสองมุม

มุมแรก เรื่องเสีย ก็คือเสียพุทธะอิสระออกไป ไปเพิ่มกำลังให้แก่ฝ่ายตรงข้าม คือกลุ่มพันธมิตรและโพธิรักษ์ ซึ่งไม่เอากับมหาเถรสมาคมชัดเจน

มุมที่สอง เรื่องไม่เสีย คือไม่มีอะไรจะเสีย เพราะทุกวันนี้ พุทธะอิสระก็ทำตัวไม่ต่างไปจากโพธิรักษ์เท่าใดนักเลย เหลือเพียงก็คือยังไม่ประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคมเท่านั้น ส่วนพฤติกรรมตั้งแต่อดีตมานั้น ถือว่าหนักหนาสาหัสกว่าโพธิรักษ์ด้วยซ้ำไป คณะสงฆ์ไทยส่วนใหญ่จึงรู้สึกอึดอัด แต่เพราะส่วนใหญ่พระไทยไม่นิยมบทบู๊ จึงทนดูพุทธะอิสระเล่นบทพระเอกมาโดยตลอด ถ้าวันนี้ พุทธะอิสระประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคมจริง เชื่อว่าคณะสงฆ์ไทยทั้งประเทศจะ "สาธุ" เหมือนตัดเนื้อร้ายทิ้งไป ส่วนจะไปอย่างไรนั้น วันนี้ คณะสงฆ์ไทยไม่สนใจแล้ว กรณีโพธิรักษ์ยังน่าหนักใจกว่านี้ เขาเบื่อความเป็น "อีแอบ" ของพุทธะอิสระกันเต็มทน

ส่วน "น้ำฝน" นั้น แม้ว่าพระสงฆ์ไทยในจังหวัดนครปฐมบางกลุ่ม หรือกรุงเทพฯบางวัด จะไม่ชอบขี้หน้า เพราะว่ามีพฤติกรรมนอกรีตนอกรอย บวกกับความ "กร่าง"ชนิดที่กุ๊ยเรียกพี่ แต่ก็มีอิทธิพลอยู่เฉพาะในเขตนครปฐมเท่านั้น ยังมิได้ขยายอิทธิพลออกไปไกลกว่านั้น ดังนั้น พฤติกรรมของน้ำฝนจึงถือว่าอยู่ในวงแคบ แถมในวงแคบๆ นั้นก็มิใช่ว่าจะมีเฉพาะคนเกลี่ยดน้ำฝน แต่คนที่รักหรือชอบน้ำฝนก็ยังมี อย่างน้อยก็ พระราชรัตนมุนี เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม รูปหนึ่งล่ะ





เส้นทางที่พุทธะอิสระอยากเดินร่วมทาง




"เสร็จนา ฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล" เป็นอมตะภาษิตในวงการทหารและการเมือง เรื่องน้ำฝนนั้นเอาไว้เสร็จศึกจึงจะค่อยพิจารณา ถ้ามิใช่ความดีความชอบที่ต้องปูนบำเหน็จ เราก็อาจจะได้เห็นวิธีการ "ฆ่าโคถึก" ของผู้มีอำนาจตัวจริงในวงการสงฆ์ไทย ที่อยู่เบื้องหลังสงครามครั้งนี้ ดังนั้น วันนี้จึงต้องเลี้ยงน้ำฝนเอาไว้ใช้งานก่อน



ส่วน "พุทธะอิสระ" นั้น เป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งต้องกำจัดออกไปให้ไวที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงว่า "น้ำฝนยังมีประโยชน์" ตราบใดที่ยังมีพุทธะอิสระ ตราบนั้นก็ต้องมี "น้ำฝน" เป็นคู่สร้างคู่สมระดับ "ฟ้าสั่ง" ให้มาพบกัน ณ นครปฐม

วันนี้ ยังแค่กรณีน้ำฝนและพระวินยาธิการเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ทางฝ่ายพุทธะอิสระยังต้องการ "ขยายผล" ไปถึง "มหาเถรสมาคม" อันอยู่ภายใต้การปกครองของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ

เพราะวัดปากน้ำ เป็นที่เกิดของ "วิชชาธรรมกาย" และเป็นที่บวชของ "ธัมมชโย"เจ้าสำนักวัดพระธรรมกาย ปทุมธานี ซึ่งเวลานี้ ได้ขยายกำลังเข้าสู่วงการเมือง เป็นหุ้นส่วนกับ "พรรคเพื่อไทย" ของทักษิณ ชินวัตร สามารถจัดกิจกรรม "แสนรูป-ล้านรูป" ได้อย่างสะดวกทั่วไทย เพราะสามารถครอบงำได้หมดแล้ว ทั้งมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จึงเปรียบเสมือน "ประมุข" ของฝ่ายธรรมกาย ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย สามารถรวบรวมเอาพระสงฆ์ทั้งฝ่าย ธรรมยุต มหานิกาย และธรรมกาย ให้เข้าไปสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ของทักษิณ ชินวัตร ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นปึกแผ่นแน่นหนายิ่งกว่าสมัยสมเด็จเกี่ยวเป็นปฏิบัติหน้าที่สังฆราชเสียอีก และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมพุทธะอิสระ จึงเล่นแรง พูดคำก็ "ลาออกมหาเถรสมาคม" สองคำก็ "พร้อมเป็นโพธิรักษ์" ก็เพราะอยากจะยกระดับเงื่อนไขให้ไปสู่การเผชิญหน้ากับ "ธัมมชโย" อย่างเต็มๆ เท่านั้น

ปัญหามันอยู่ที่ว่า เงื่อนไข ที่จะออกอาวุธ คือความชอบธรรม ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ทั้งทางศาสนาและการเมือง รวมทั้งการ "ชิงจังหวะ" เล่น เพราะไม่มีใครยอมเสียเปรียบใคร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพระเกจิหรือโพธิสัตว์ หรืออีกนัยหนึ่ง สงครามย่อมไม่มีคำว่าปรานี เพราะไม่ว่าคุณจะอ้างเอาความชอบธรรมสูงสุดเพียงใด แต่ผลสุดท้ายของสงครามก็คือ "ความตาย"

สรุป ณ เบื้องต้นว่า การพระศาสนาในเมืองไทย ก็ยังต้องเล่นกันต่อไป ตราบใดที่"การเมือง" ยังไม่สะเด็ดน้ำ หมายถึงว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่สามารถ "กินรวบ"ประเทศไทยได้อย่างเด็ดขาด เรื่องราวเหล่านี้ก็จะต้องมีขึ้นไม่สิ้นสุด

อย่าพลาดชม มหกรรมกีฬาสี ที่ใช้พระเป็นหัวหน้า ได้เกมต่อไป





อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
8 กันยายน 2556





จากัวร์ + อพาร์ตเมนต์

2 ข้อหา

พุทธะอิสระประเคนน้ำฝน

ขาใหญ่นครชัยศรีว่าไง
ตอบได้หรือไม่ หรือเมื่อไหร่จะตอบ
เห็นบอกว่าพร้อมให้ตรวจสอบทันทีมิใช่หรือ ?







ก็ต้องถือว่า "ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง" สำหรับคำท้าจากทางฝ่าย "น้ำฝน" ซึ่งออกทีวีรายการเจาะข่าวเด่นของ "สรยุทธ สุทัศนจินดา" แล้วท้าทายว่า "ผมผิดตรงไหน ผิดอะไร เชิญตรวจสอบได้เลยทุกเวลา" ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ASTV-ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ก็ขึ้นปกพระอ้วนๆ สักยันต์เต็มแขน เต็มปกหรา พาดตัวหนังสือโตเท่าคอนโดว่า "หลวงเพ่น้ำฝน ขาใหญ่ซุ้ม...นครชัยศรี"

ทีนี้ เมื่อดูเนื้อหาภายใน ถ้าเป็นแฟนใหม่ในคอลัมน์ศาสนา ก็คงจะเห็นว่า "เจ๋ง" แต่สำหรับแฟนเก่าระดับ "คอกาแฟดำ" ก็คงผิดหวังว่า "มือระดับผู้จัดการทำงานได้แค่นี้เองหรือ" เพราะถ้าเทียบกับกรณี "เณรคำ" แล้ว ทางสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงกับลงทุนส่งนักข่าวลงพื้นที่ เจาะประวัติเณรคำละเอียดยิบ ถึงกับกล้าเรียกกลางจอทีวีว่า "ไอ้คำ"

แต่สำหรับ "น้ำฝน" นั้น ทางผู้จัดการยังใช้คำนำหน้าว่า "หลวงเพ่-หลวงพี่" นี่ก็แสดงว่า "ยังไม่ฟันธง" ว่าน้ำฝนจนแต้มในวงการผ้าเหลืองเรื่องอำนาจแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในบทความของผู้จัดการเล่มนั้น ก็ได้ตั้งคำถามที่ค่อนข้างหนักสำหรับน้ำฝนไว้ 2 ข้อด้วยกัน ได้แก่

1. เรื่องรถหรู ยี่ห้อ "จากัวร์" นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งน้ำฝนเดินทางไปทำพิธี"ขอขมากรรม" และได้สั่งซื้อรถคันนี้กลับมาเมืองไทย และได้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา เมื่อพระสุวิทย์หรือพุทธะอิสระ ได้ส่งเรื่องให้แก่ดีเอสไอเข้าตรวจสอบ ทั้งนี้ ทันทีที่ได้รับข้อมูลเบื้องต้น นายธาริต เพ็งษ์ดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ก็ได้ฟันธงลงทันทีว่า"ผิดกฎหมายร้อยเปอร์เซ็น" เพราะเลี่ยงภาษีพิกัดศุลกากร

แต่หลังจากนั้นกลับมีข่าวว่า "รถหรูของน้ำฝนไม่อยู่ในข่ายรถต้องสงสัยที่จะตรวจสอบ" หมายถึงว่าหลุดไปทั้งกะบิ ไม่มีการตรวจสอบ ทั้งๆ ที่อธิบดีได้ชี้แจงข้อกฎหมายไว้แล้วว่า "ผิด" ชัดเจน และตรงนี้ ส่งผลให้สถานะของ "น้ำฝน" จากเจ้าพ่อนครชัยศรี มีดีกรียิ่งใหญ่ระดับ "ประเทศ" ไปอีกคนแล้ว เพราะขนาด "ดีเอสไอ"ยังทำอะไรไม่ได้ ต่อไปในประเทศไทยใครจะต้านน้ำฝนอยู่

2. อพาร์ตเมนต์ หลังวัดไผ่ล้อม ถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ ที่ผู้จัดการโยนไฟเข้าใส่วัดไผ่ล้อมอย่างเต็มมือ ข้อมูลก็ดิบๆ แค่ว่า "ส่วนด้านหลังวัดก็มีอพาร์ตเมนต์ให้คนเช่า ซึ่งต้องถามหลวงพี่น้ำฝน ว่าใครเป็นเจ้าของ" ก็ครอบคลุมทุกประเด็นที่อยากจะถามแล้ว ถ้าเรียกเป็นภาษานักมวยก็ต้องเรียกว่าเป็น "หมัดทิ้งทวน" แถมยังเป็นหมัดหนักระดับ "ส่งเข้ามุม" ให้พี่เลี้ยงงัดฟันยางออกเสียด้วย

กรณี "อพาร์ตเมนต์หลังวัดไผ่ล้อม" จึงเป็นประเด็นร้อนใหม่ๆ ให้วงการสงฆ์นครปฐมต้องกลับมานั่งพิจารณาเรื่อง "น้ำฝน" กันอีกครั้ง เพราะเรื่องขึ้นปกผู้จัดการไปแล้ว จะปกปิดยังไงก็ไม่มิด เผลอๆ จะเป็นภาวะ "เขื่อนแตก" เหมือนกรณีเณรคำด้วยซ้ำไป เพราะใครจะเชื่อว่า "แค่ข่าวนั่งเครื่องบินเจ๊ต" จะส่งผลให้อรหันต์ผู้ไม่กลับมาเกิดอีกแล้วในชาติหน้า จะกลับเมืองไทยไม่ได้จนป่านนี้

ส่วนน้ำฝนนั้น ก็ต้องออกมาแสดงหลักฐานให้เคลียร์ ว่าอพาร์ตเมนต์หลังวัดที่ว่านั้น มันหลังไหน ใครเป็นเจ้าของ เป็นชื่อ "พระน้ำฝน หรือ นายน้ำฝน" กันแน่ มิเช่นนั้นแล้ว ความเป็น "ผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ" ที่ชอบคุยออกจอทีวี ก็เห็นทีจะ..เอวัง


อะลิตเติ้ลบุ๊ด่ะ ดอทคอม

8 กันยายน 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ