วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

'หลวงปู่สุภา กันตสีโล' อริยสงฆ์ 5 แผ่นดิน (จารึกประวัติศาสตร์) มหาเถระควรศึกษา?




สิริอายุ 118 ปี ดำรงขันธ์ผ่านมา 5 แผ่นดิน





หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล



'หลวงปู่สุภา กันตสีโล' อริยสงฆ์ 5 แผ่นดิน วัย 118 ปี ละสังขารแล้วด้วยอาการสงบ ที่วัดบ้านเกิดสกลนคร


2ก.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระมงคลวิสุทธิ์ หรือหลวงปู่สุภา กันตสีโล วัยประมาณ 118 ปี ซึ่งศิษยานุศิษย์นับถือว่าเป็นอริยสงฆ์ 5 แผ่นดิน ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลาประมาณ 05.00น.ของวันนี้(2ก.ย.)  ขณะพักอยู่ที่วัดคอนสวรรค์ ต.ค้อเขียว อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นบ้านเกิด

หลวงปู่สุภา  เดิมชื่อ "สุภา วงศ์ภาคำ" เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2438 ณ บ้านบ่อคำ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร โยมบิดาชื่อ ขุนพลภักดี ผู้ใหญ่บ้านคำบ่อ โยมมารดาชื่อ สอ วงศ์ภาคำ มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน

บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ 8 ขวบ ชีวิตในบรรพชิตของท่านเกินกว่ากึ่งหนึ่งใช้ไปกับการธุดงค์ และบำเพ็ญธรรมตามป่าเขาลำเนาไพร เป็นเวลากว่า 45 ปี และเกือบทั้งหมดเป็นไปเพื่อปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง วิชาความรู้ในปฏิปทาจากประสบการณ์ของท่านมีมากมาย ทั้งทางโลก และทางธรรม

ในวัยหนุ่ม ท่านชอบเล่าเรียนศึกษา ได้ยินว่าที่ใดมีพระอาจารย์ผู้มีวิชาอาคม และวัตรปฏิบัติดี ท่านก็มักจะไปขอเล่าเรียนด้วย อาทิ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา หลวงพ่อทบ วัดชนแดน หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อโอภาสี ฯลฯ

ท่านออกธุดงค์จากภาคอีสาน สู่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก จนมาถึง จ.ภูเก็ต

เนื่องจากในขณะที่หลวงปู่เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในป่าในถ้ำบุหลันแดง เขาตะนาวศรี จ.กาญจนบุรี ได้มีเทพองค์หนึ่งมาบอกกับหลวงปู่ว่า ได้รับบัญชาจากเทพเบื้องสูงให้มาแจ้งกับหลวงปู่ว่า มีชนกลุ่มหนึ่งที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย มาเป็นพันๆ ปี มีแต่การกราบไหว้ผีสางนางไม้ วิญญาณต่างๆ ไม่มีผู้ใดที่สามารถเปลี่ยนจิตใจชนกลุ่มนี้ให้หันมานับถือศาสนาพุทธได้ มีแต่หลวงปู่รูปเดียวเท่านั้น ที่จะทำได้ จึงขอให้หลวงปู่เดินทางไปที่ จ.ภูเก็ต

หลวงปู่จึงได้เดินธุดงค์ตั้งแต่ปี 2500 ถึง จ.ภูเก็ต ปี2501 จากนั้นท่านได้นำหลักธรรมคำสอน และวิธีการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า อบรมสั่งสอนแนะนำชมกลุ่มนั้น คือ "ชาวเล" หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า "กลุ่มชนไทยใหม่" อยู่ที่เกาะสิเหร่ ปัจจุบัน ชนกลุ่มนี้ได้หันมานับถือศาสนาพุทธอย่างมั่นคง

เนื่องจากการสร้าง "วัดเกาะสิเหร่" เป็นภาระที่หนักมาก และต้องหาทุนทรัพย์ ท่านจึงต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ และวัดเกาะสิเหร่ เป็นประจำ

ต่อมาหลวงปู่ได้พบกับฆราวาสจอมอาคม จากสำนักเขาอ้อ คือ อาจารย์ชุม ไชยคีรี และอาจารย์อุทัย ดุจศรีวัชร ซึ่งมีความศรัทธาในหลวงปู่มาก จึให้การช่วยเหลือ โดยร่วมกันสร้างวัตถุมงคล "พระเสด็จกลับ" เพื่อนำปัจจัยสร้างวัดเกาะสิเหร่ ปัจจุบัน "พระเสด็จกลับ" เป็นที่นิยมของศิษยานุศิษย์อย่างกว้างขวาง และมีการเช่าบูชาในราคาแพง

เมื่อสร้างวัดเกาะสิเหร่สำเร็จแล้ว หลวงปู่สุภาได้ธุดงค์ขึ้นสู่ภาคเหนือ จนถึงค่ายทหารที่เขาค้อ สมัยที่ต้องต่อสู้กับพวก ผกค. หลวงปู่ได้พักอยู่ในค่ายทหาร  เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ตลอดจนสร้างเครื่องรางของขลัง ให้แก่บรรดาทหารหาญ ไว้คุ้มครองภัยโดยทั่วกัน

หลังจากนั้น ท่านได้ธุดงค์กลับบ้านเกิดที่ จ.สกลนคร และออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ จนกระทั่งกลับไปสู่ จ.ภูเก็ต อีกครั้งหนึ่ง บรรดาลูกศิษย์ที่เคยรู้จักกันมาก่อน จึงได้นิมนต์ขอให้หลวงปู่อยู่กับที่ โดยได้สร้างสำนักสงฆ์เทพขจรจิต (ตามชื่อเจ้าของที่ดิน) ขึ้นที่เขารัง เพื่อให้หลวงปู่ได้พำนักตลอดไป

หลวงปู่ได้พัฒนาสำนักสงฆ์ จนได้ยกฐานะขึ้นเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ

 ต่อมา หลวงปู่ได้ดำริที่จะสร้างสถานปฏิบัติธรรม สำหรับแม่ชีที่มาบวชเรียน  แต่สถานที่ที่เขารังคับแคบมาก จึงต้องหาสถานที่ตั้งวัดแห่งใหม่ บนเนื้อที่ 38 ไร่ที่ ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต คือ วัดสิลสุภาราม (ได้รับพระราชทานชื่อวัดจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ)

วัดสิลสุภาราม มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน โดยหลวงปู่ได้ทำหน้าที่สงเคราะห์ญาติโยมที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าทางจิตใจ หรือแม้ผู้ที่ถูกคุณไสย ทั้งยังเป็นวิปัสสนาจารย์ อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ในการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งมีอยู่มากมาย

ทั้งนี้ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2555  ด้วยวัยที่ชราภาพมากขึ้นประกอบกับสุขภาพของหลวงปู่สุภาเริ่มที่จะไม่ค่อยที่จะแข็งแรง จึงต้องการที่จะกลับมาพักผ่อนที่จังหวัดสกลนครซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยได้สั่งให้พระอาจารย์ดาและแม่ชีเปียหลานแท้ๆ เป็นผู้ที่ดูแลปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดมายาวนานตลอดและเป็นผู้ที่หลวงปู่ไว้วางใจให้พาเดินทางจากหมู่ที่ 6 ถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้น

วัดคอนสวรรค์แห่งนี้เป็นวัดหนี่งในจำนวน 39  วัดที่หลวงปู่ได้สร้างไว้ตลอดระยะเวลายาวนานในการครองเพศบรรพชิตเกินร้อยปีและที่วัดนี้ยังเป็นวัดบ้านเกิดด้วย

ทั้งนี้หลวงปู่สุภาถือคติธรรมที่ว่า "ถ้าเสียสัตย์ ก็เสียศีล เสียศีลแล้ว ธรรมก็ไม่บังเกิด" และ"ฆ่าจิตของเราให้มันตาย อย่าให้มีโกรธ อย่าให้โลภ อย่าให้มีหลง"


ข่าว : คมชัดลึก

2 กันยายน 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ