ต้นเหตุของปัญหา ที่ต้องศึกษาและแก้ไข


ต้นเหตุของปัญหา ที่ต้องศึกษาและแก้ไข

โดย ประวัติศาสตร์ เมื่อ 28 มกราคม 2012 เวลา 16:10 น. ·

ทักษิณ VS ธัมมชโย
อัตตาในคราบพ่อค้า พบกับ อัตตาในผ้าเหลือง
 
     เป็นข่าวเกรียวกราวทั่วโลก กับ การไปวัดพระธรรมกาย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวยกย่องวัดพระธรรมกายในความยิ่งใหญ่ของเคหสถาน อันสำเร็จจากการ "บอกบุญโดยไม่จำกัดวิธีการและจำนวน" ทั้งซื้อ เซ้ง เช่า และผ่อนบุญเป็นงวดๆ จน "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดนี้ได้รับฉายา "พุทธพานิช" เป็นองค์แรกของพระสงฆ์ไทย
      พระธัมมชโย หรือหลวงพี่ไชยบูลย์นั้น ยังมีคดีติดตัวอยู่บานเบอะ ทั้งเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน การรับบริจาค การใช้เงินวัด และที่สำคัญก็คือ คดีทางพระธรรมวินัย ที่วัดพระธรรมกายตีความเสียใหม่ว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ต่างจากข้อความดั้งเดิมในพระที่ระบุว่า "พระนิพพานเป็นอนัตตา" เรื่องนี้ถามให้ตายก็คงหาคนรู้ยาก เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนระดับนักปราชญ์ทะเลาะกัน แต่เป็นเรื่องสำคัญเหมือนหัวใจของพระพุทธศาสนา ต้องแพทย์ระดับรักษาโรคหัวใจเท่านั้นจึงจะวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องว่า สิ่งไหนผิดหรือถูก
      คดีที่พระธัมมชโยถูกฟ้องเกี่ยวกับพระธรรมวินัยนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2542 เป็นเวลาที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำลังเตรียมตัวขึ้นศาลรัฐธรรมนูญในข้อหา"ซุกหุ้น" ก่อนการกล่าวอมตะวาจาว่า "บกพร่องโดยสุจริต" คราวนั้นนั่นเอง
      เรื่องพระธรรมวินัยในประเด็น "พระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา" นี้ มีพระมหาเถระนักปราชญ์ไทยเพียงหนึ่งเดียวในปัจจุบัน คือ พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9) วัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นองค์แรกที่ออกมาชี้ทางสว่างให้แก่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยว่า "กรณีธรรมกายนั้นถึงขั้นขุดรากถอนโคนพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย" หนังสือที่ท่านเขียนชี้แจงนั้นชื่อกรณีธรรมกาย
       และ พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ รูปนี้เช่นกัน ที่เคยออกหนังสือชื่อ "กรณีสันติอโศก" เมื่อปี พ.ศ.2532 ส่งผลให้พระโพธิรักษ์และคณะสันติอโศกต้องโศกศัลย์ ถูกศาลฎีกาตัดสินให้ "ผิด" ต้องยอมรับสภาพเป็น "นักบวชเถื่อน" ในประเทศไทยมาจวบปัจจุบันวันนี้
       กรณีสันติอโศกนั้น "เล่นง่าย" เพราะ "ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหัวแม่ตีนใคร" แต่กับกรณีธรรมกายนั้น "ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นเขา" ทั้งนี้เพราะ..
     1. พระธัมมชโยนั้นเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก "หลวงพ่อสด จันทสโร" เจ้าของวิชชาธรรมกาย ทั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้นยังดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" โดยตำแหน่ง คือเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลคณะสงฆ์ไทยโดยไม่ต้องเลือกหรือแต่งตั้ง จะเป็นไปกว่าจะมรณภาพโน่นแหละ นอกนั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ยังเป็น "เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ" คุมอำนาจการบริหารและการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในพื้นที่ 16 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และ นครสวรรค์ ที่สำคัญ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ยังดำรงตำแหน่ง "แม่กองบาลีสนามหลวง" ซึ่งคุมการศึกษาในภาคภาษาบาลีอันเป็นภาษาดั้งเดิมในพระไตรปิฎกที่คณะสงฆ์ไทยใช้มาแต่สมัยเริ่มแรกอีกด้วย
      2. ธัมมชโยมีเส้นสายใยโยงถึงคณะกรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป รวมทั้งเจ้าคณะผู้ปกครองของคณะสงฆ์ไทยในระดับล่างอีกด้วย โดยได้นิมนต์พระมหาเถระเหล่านั้นไป "ฉัน"และ "รับซอง" ที่วัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่องนานหลายปี อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 ซึ่งเกิดกรณีสันติอโศกขึ้นมา อันเป็นกรณีศึกษาสำคัญให้วัดพระธรรมกายปรับเปลี่ยนนโยบาย "หันหน้าเข้าหาคณะสงฆ์ไทย" โดยการนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ไปเยี่ยมวัด พร้อมทั้งจัดการศึกษาภาษาบาลีสนองงานคณะสงฆ์ เพื่อตบตาให้เห็นว่า "เป็นเด็กดี" ก่อนจะใช้เท้าขยี้พระไตรปิฎกในอีกหลายปีต่อมา โดยที่พระผู้ใหญ่เหล่านั้นได้แต่มองตาปริบๆ เพราะความง่วงที่เพิ่งไปฉันกลับมาจากวัดพระธรรมกายจนเต็มทั้งย่ามทั้งพุง
      กรณีธรรมกายกับกรณีสันติอโศกนั้น "คล้ายกัน" แต่ "ต่างกันในวิธีการสร้างตัวเอง" 
       ที่ว่า "คล้ายกัน" นั้นคือว่า โพธิรักษ์กับธัมมชโยนั้น บวชเมื่อแก่แล้ว ไม่ร่ำไม่เรียนตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ไทย แต่คิดว่า "ตัวกูแน่" เพราะจบปริญญามา จึงขนเอาตำราพระไตรปิฎกมากางอ่าน แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ไปตามความรู้ความเข้าใจของตนเอง (วิธีเช่นนี้มีหลายคนที่จบปริญญาทางโลกก็เคยทำและกำลังทำอยู่) คนโง่ได้ฟังก็อัศจรรย์ใจว่าเป็น "อัจฉริยภาพ" แต่นักปราชญ์ได้ยินก็นึกว่าคนบ้าพูด ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นเจ้าสำนักใหญ่เสียเอง ผลของการ "ไม่เรียน แต่อวดตรัสรู้" ของเจ้าสำนักใหญ่ทั้งสองก็ออกมาเป็นภูเขาไฟระเบิดสร้างความเสื่อมเสียให้แก่คณะสงฆ์ไทยอย่าง "ประวัติศาสตร์ต้องจารึก" ดังที่ทราบ
      ประเด็นหลักที่ทั้งสองออกมาอวดอุตริมนุสธรรม "เพราะอ้างว่ารู้ได้ด้วยญาณ" ก็คือ โพธิรักษ์นั้นอวดว่า "ตนเองได้บรรลุธรรมแล้ว อย่างน้อยก็โสดาบัน" ส่วนธัมมชโยนั้นระบุว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา อันเป็นความรู้จากการบรรลุธรรมในสายวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ"
     ที่ว่า "ต่างกัน" นั้นคือ สันติอโศกนั้น โพธิรักษ์มีบุคลิกลักษณะเป็นคนโผงผาง เปรียบนักมวยก็เป็นมวยไฟรท์เตอร์ ทะลุดุดัน นิยมเทศน์ด่าคณะสงฆ์แล้วยกก้นตนเองไปในตัว เรียกว่าไม่มีน้ำหวานให้กันซักหยด แถมโพธิรักษ์ยังใช้วิธี "แบ่งแยกแล้วปกครอง" คือแยกตัวเองออกไปตั้งสำนักใหม่ คืนใบสุทธิ ประกาศอิสรภาพจากคณะสงฆ์ไทย ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ"ไม่มีครูบาอาจารย์หรือกัลยาณมิตรผู้มีอำนาจในมหาเถรสมาคม" ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องขึ้น คณะสงฆ์ไทยอันประกอบด้วย มหานิกายและธรรมยุติ จึงสนธิ (แปลว่าบวก) กำลังกันเข้ารุมสะกรัมสันติอโศกจนสะบักสะบอมตรอมใจโดยไม่ต้องรอลงอาญา
       ขณะที่ธัมมชโยนั้น บุคลิกลักษณะเป็นคนสุภาพ โยมจ๊ะโยมจ๋า อ้อนญาติโยมได้เด็ดกว่า"ไชยา มิตรชัย" อ้อนแม่ยกลิเกเสียอีก ที่สำคัญก็คือ พี่แกใช้ยุทธวิธี "กล่อมแล้วกลืน" ส่งคนเข้าประกบพระเถระในสายการปกครอง พร้อมกับสร้างสำนักวัดพระธรรมกายให้ "ใหญ่สุด"ก่อนจะประกาศว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ในเวลาต่อมา ถ้าไม่มี "พระพรหมคุณาภรณ์"เป็นก้างขวางคอ ป่านนี้รับรองว่า "ทฤษฎีของธัมมชโย" ติดหราอยู่ใน "พระไตรปิฎกฉบับวัดพระธรรมกาย" ไปแล้ว !
       แต่ไม่ว่า "บุคคลิก" ของทั้งสองจะต่างกันอย่างไร สุดท้ายไม้สำคัญที่ทั้งสองเจ้าสำนักนำมาใช้ต่อต้าน "พระพรหมคุณาภรณ์" ก็คือ ด่าและโกหก !
     โพธิรักษ์นั้น ก่อนพระพรหมคุณาภรณ์ท่านจะออกหนังสือ "กรณีสันติอโศก" ก็ทำตัวเป็น"ศิษย์น้อง" ของพระคุณท่าน เขียนจดหมายไปกราบเรียน ฝากเนื้อฝากตัว ขอคำปรึกษาหารือ เรียนพระพรหมคุณาภรณ์ว่า "ท่านภันเต" ซึ่งเป็นการยกย่องอย่างสูง ก็คนอย่างโพธิรักษ์นั้นเคยยกยอใครที่ไหนนอกจากตนเอง ครั้นพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ออกหนังสือ"กรณีสันติอโศก" ให้อ่าน โพธิรักษ์ก็อาจหาญทำการลบหลู่คุณท่านว่า "หนังสือใครก็เขียนได้ แต่สร้างคนดีได้หรือเปล่าล่ะ" เห็นไหมว่า การเข้าไปอ่อนน้อมแต่ก่อนมานั้น หาใช่นิสัยใจจริงของโพธิรักษ์ไม่ หากแต่แท้ที่จริงแล้วก็คือ การประจบประแจงนักปราชญ์ โดยหวังว่า วันหนึ่งข้างหน้า ถ้ามีความผิดพลาดเกี่ยวกับการสอนพระธรรมวินัยของตนเอง นักปราชญ์ คือพระพรหมคุณาภรณ์ จะทำใจอ่อน ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง อย่างมากก็คงแค่ "มองตาปริบๆ" เหมือนสมเด็จวัดปากน้ำและพระผู้ใหญ่หลายรูปมองธัมมชโยอยู่ในเวลานี้
      แต่โพธิรักษ์คาดผิด เพราะพระพรหมคุณาภรณ์นั้นท่าน "เถรตรง" มิได้เห็นแก่อามิสสินจ้างลาภยศสรรเสริญและคำเยินยอใดๆ เห็นแก่ก็แต่สิ่งเดียวคือ "พระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง" ท่านจึงต้องวินิจฉัยให้สังคมทราบว่า ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถ้าอยากเป็นคนถูกก็ง่ายๆ แค่สอนให้ถูก ปฏิบัติให้ตรง ก็เท่านั้น นั่นคือความซื่อสัตย์ซื่อตรง มิใช่ใช้วิธีการประจบเพื่อจะทำเรื่องผิดให้ถูกดังที่โพธิรักษ์กำลังทำอยู่
นั่นก็พฤติกรรมของ โพธิรักษ์ !
      ส่วน "ธัมมชโย" นั้นขี้อาย ไม่นิยมออกนอกหน้า (เว้นแต่เวลารับโยม) จึงให้ลูกศิษย์ลูกหาออกมาเป็น "มวยแทน" ทั้งเขียนด่าและหาเหตุเลสอ้างว่า "พระพรหมคุณาภรณ์คือกระบวนการของคริสต์ศาสนาเข้าบ่อนทำลายคณะสงฆ์ไทย" เรียกว่า เป็นการใช้ข้อหา"บ่อนทำลายพระธรรมวินัย" ยอกย้อนกลับไปให้พระพรหมคุณาภรณ์ได้รับระดับเดียวกันกับที่นักการเมืองกำลังฟ้องกันนัวเนียอยู่ทุกวันนี้แหละ แยบยลมิใช่เบาเลย สมแล้วที่หมุนเงินเก่งเป็นหมื่นล้านสร้างพระเจดีย์ได้ยิ่งใหญ่ระดับโลก จนทักษิณเอ่ยปากชมเปาะ
      แต่คนระดับมีปัญญาและคุณธรรม เมื่อมองดูพฤติกรรมของทั้งสองเจ้าสำนักเหล่านี้แล้ว ก็รู้สึกสมเพชสังเวชใจ ในขณะที่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านออกหนังสือชี้แจงแสดงเหตุผลกลไก อ้างทั้งพระไตรปิฎกและอรรถกถา ติดชื่อเสียงเรียงนาม อย่างชัดเจน วิธีการอันประเสริฐซึ่งควรจะได้รับการตอบสนองจากทั้งสอง คือ โพธิรักษ์และธัมมชโย ก็คือ "เขียนหนังสือขึ้นมาตอบโต้แก้ข้อกล่าวหา โดยอย่าลืมใส่ชื่อของตนเองไว้ที่หน้าซองหรือท้ายเล่ม ส่งให้ศาลสงฆ์ไปอ่านเพื่อตัดสินว่า ใครผิดใครถูก" นั่นจึงจะถูกต้อง
แต่ทั้งสองมิได้ใช้วิธีนี้ อันเป็นวิธีของนักการศึกษาและปัญญาชน เขากระทำกัน
        ทว่า ทั้งสองกลับใช้วิธีการ "ลอบกัด" ให้คนเขียนด่าท่าน ขุดค้นประวัติส่วนตัว ใส่ร้ายป้ายสี ที่มีว่าไม่มี ที่ไม่มีว่ามี แถมยังใช้ "นามแฝง" ในหนังสือเหล่านั้นอีก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบว่า "นายด๊อกเตอร์เบญจ์ บาระกุล เป็นใคร และไปซุกหัวอยู่ไหน" ??
       หมาลอบกัด ยังนับว่า ประเสริฐกว่าการใช้วิธีการเช่นนี้ มิต้องนับว่าจะมีฐานะพิเศษพิโสเป็นเจ้าสำนักใหญ่โตระดับโลกดังที่ทักษิณเยินยอต่อหน้าหรือไม่ !
        ใครที่ใช้วิธีการเช่นนี้ ขอชี้ว่า ถ้าไม่เป็น "ตุ๊ด" ก็ต้องเป็น "กระเทย" เท่านั้น !

วัดขุมกำลังระหว่างสันติอโศกกับธรรมกาย
ฝ่ายสันติอโศก
หัวหน้าฝ่ายสมณะ : นายรักษ์ รักพงษ์ อายุ 72 (เกิดเดือนมิถุนายน 2477) เคยเป็นผู้จัดรายการทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นนักแต่งเพลง
เคยบวชพระ : 7 พฤศจิกายน 2513  ได้ฉายา (นามสกุลของพระ) กลฺยาโณ
หัวหน้าฝ่ายฆราวาส : พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
มูลนิธิ : กองทัพธรรมมูลนิธิ โรงเรียนผู้นำ กาญจนบุรี
ทรัพย์สิน : มหาศาล ทั้งพุทธสถานและสาขา รวมทั้งเงินในมูลนิธิ
บุคคลากร : คณะญาติธรรม
หนังสือ : แสงสูญ สารอโศก ดอกหญ้า
สำนักงานใหญ่ : สันติอโศก 65/1 ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ                      (ก่อตั้ง 7 สิงหาคม 2519)
หลักการเผยแพร่ลัทธิ : บุญนิยม
ต้องคดีทางสงฆ์ : พ.ศ.2532 คดี "บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ประพฤติผิดจากพระธรรมวินัย และทำพระธรรมวินัยให้วิปริต"  ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้โพธิรักษ์สิ้นสุดสถานภาพพระภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงเปลี่ยนสีจีวรและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สมณะ
สถานภาพปัจจุบัน : นักบวชนอกคณะสงฆ์ไทย คดีนี้ศาลอาญาตัดสินเด็ดขาด ให้พระรักษ์พ้นจากสมณะเพศ ตามคำสั่งของมหาเถรสมาคม วันที่ 16 มิถุนายน 2532

ฝ่ายธรรมกาย
หัวหน้าฝ่ายสมณะ : พระไชยบูลย์ สุทธิผล อายุ 62 ปี (เกิด 22 เมษายน 2487) จบการศึกษามัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
บวชพระ : 2512 ณ วัดปากน้ำ มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา ธมฺมชโย สมณศักดิ์ที่ พระราชภาวนาวิสุทธิ์
หัวหน้าฝ่ายฆราวาส : นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮาส์ นายผ่อง เล่งอี้ รักษาการสมาชิกวุฒิสภา นายวีระศักดิ์  ฮาดดา หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิธรรมกาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
มูลนิธิ : มูลนิธิธรรมกาย
ทรัพย์สิน : มหาศาล ทั้งวัดในประเทศไทยและต่างประเทศ มีดาวเทียมเป็นช่องของตนเอง
บุคคลากร : คณะกัลยาณมิตร
หนังสือ : กัลยาณมิตร อยู่ในบุญ ตะวันธรรม
สำนักงานใหญ่ : วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี                       (ก่อตั้ง 20 กุมภาพันธ์ 2513)
หลักการเผยแพร่ลัทธิ : บุญนิยม
ต้องคดีทางสงฆ์ : เข้าสู่กระบวนการนิคหกรรมของศาลสงฆ์ มีพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 1 วัดพิชยญาติการาม เป็นหัวหน้าผู้พิจารณาคดี ในปี พ.ศ.2542
สถานภาพปัจจุบัน : จำเลยในคดี "สร้างสัทธรรมปฏิรูป หรือพระธรรมวินัยเทียม" คดียังไม่สิ้นสุด
ต้องคดีทางโลก : 1 ) เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ 2 ) เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 3 ) ผู้ใช้แจ้งให้เจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความที่เป็นเท็จ ในเอกสารหรือหนังสือของทางราชการ ปัจจุบันนี้คดียังไม่สิ้นสุด
     ตามประวัติของเจ้าสำนักสองท่านที่นำเสนอนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งคู่ต่างเป็นคน "มีแผล" ด้วยกัน ต่างกันก็แต่เพียงว่า "โพธิรักษ์" นั้นเป็น "แผลตาย" รักษายังไงก็ไม่หาย เพราะคณะสงฆ์ไทยได้ประกาศขับไล่ออกนอกวัดไปแล้ว จึงไม่มีทางอื่นนอกจากผ่าตัดทางการเมืองเรื่อง"แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ให้มีคณะสงฆ์ไทยคณะใหม่ได้" เท่านั้น ส่วน "ธัมมชโย"นั้นเป็นแผลเป็น แม้บาดแผลจะใหญ่และเรื้อรังปานใด ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับโพธิรักษ์ ทั้งนี้เพราะอยู่ใกล้ชิดหมอ คือกรรมการมหาเถรสมาคมหลายรูป ทั้งยังใกล้โรงพยาบาลด้วยการส่งคนไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นทั้ง ส.ส. และ ส.ว. แถมยังมีทุนรักษาแผลอีกไม่อั้น เชื่อมั่นว่า ถ้าทักษิณรับปากช่วย บาดแผลของธัมมชโยก็คงหาย

ความเกี่ยวพันในทางการเมือง
      ผู้คนทั่วไปคงเข้าใจเพียงว่า วัดพระธรรมกายและสำนักสันติอโศกนั้น เป็นเพียงวัดหรือพุทธสถาน มีงานบุญเป็นหลักเหมือนกับวัดทั่วๆ ไป แต่แท้ที่จริงแล้ว สองสำนักนี้มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในทางการเมืองอย่างชัดเจน เพื่อนำเอาอำนาจทางการเมืองนั้นมาเป็นเครื่องมือค้ำจุนสถานภาพของตัวเอง หรือเอาไว้คอยปกป้องตนเอง จากการกระทำผิดทางพระธรรมวินัยหรืออื่นใดในทางโลก เพราะการสร้างอาณาจักรพุทธของตนเองนั้น หมิ่นเหม่ต่อการต้องคดีทั้งทางโลกและทางธรรม
      สำนักสันติอโศกนั้น ประกาศชัดเจนว่า "เป็นผู้สนับสนุนในการตั้งพรรคพลังธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2531" ทั้งชื่อพรรคว่า "พลังธรรม" นั้น โพธิรักษ์ก็ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า "ตนเองเป็นผู้คิด" ซึ่งพรรคนี้ ภายหลัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ผ่องถ่ายตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้แก่อภิมหาเศรษฐีที่ชื่อ"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"
      ส่วนธรรมกายนั้นยังไม่มีพรรคการเมืองเป็นของตนเอง แต่ก็มีข่าวว่า ศิษย์เอกของสำนักนี้มีตำแหน่งในทางการเมืองอันสำคัญยิ่งยวด คือ นายผ่อง เล่งอี้ เป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม อันคุมนโยบายสำคัญเกี่ยวกับศาสนาในประเทศไทยอีกด้วย อีกคนหนึ่งคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าพ่อวงการรถยนต์ไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทักษิณหลายสมัย

ความเกี่ยวพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี
      พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมืองอย่างเต็มตัวเพราะการเชื้อเชิญของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปี พ.ศ.2538 ก่อนจะรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคนี้ในเวลาต่อมา และเมื่อเห็นว่าไปไม่ไหว จึงตัดสินใจลาออกมาตั้งพรรคไทยรักไทยเป็นของตัวเอง ในปี พ.ศ.2541 ก่อนจะบรรลุจุดสุดยอดในทางการเมือง คว้าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาครองในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544
        และว่ากันว่า ขณะตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมานั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ยังเป็นตัวหนุนช่วยเหลือทักษิณอย่างแข็งขัน
       พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งมี "พ่อท่านโพธิรักษ์" อยู่เบื้องหลัง ได้ตัดสินใจ "แตกหัก"กับทักษิณ ในกรณีพิพาทเรื่อง "เบียร์ช้าง" ที่รัฐบาลจะให้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ สุดท้าย สันติอโศกใช้ข้อหา "บกพร่องทางจริยธรรมกรณีขายหุ้น 73,000 ล้าน" นำหน้า นำพลพรรคสมณะและญาติธรรมเข้าร่วมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 บีบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องยอมประกาศ "ยุบสภา" แถมด้วยการ "ขอพักทำหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ในวันที่ 4 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา
      ความเป็นจริงแล้ว ในการประท้วงการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของเบียร์ช้างนั้น แต่แรกเราก็จะเห็นภาพของการประสานมือระหว่าง "สันติอโศก" กับ "ธรรมกาย" โดยธรรมกายได้ระดมพระภิกษุสามเณรและกัลยาณมิตรไปร่วมกับสมณะและญาติธรรมของสันติอโศกที่หน้าตลาดหุ้นด้วย ทั้งนี้ วัดพระธรรมกายมีนโยบาย "เทเหล้า-เผาบุหรี่" เมื่อมีการชูประเด็น "ต่อต้านเบียร์" จึงเข้าร่วมอย่างเต็มตัว แต่ด้วยมิได้ระแวงว่าจะถูกสันติอโศกนำเอาเรื่องนี้ไปต่อรองผลประโยชน์ในทางการเมือง (หรืออาจจะต่อรองด้วยกัน แต่เมื่อเห็นว่าถ้าใช้วิธีนี้คงจะบี้ทักษิณยาก) ธรรมกายจึงออกลายค่อยๆ คลายสัมพันธ์สันติอโศก สุดท้ายก็โดดเดี่ยวสันติอโศกให้เข้าต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มตัว จนทักษิณกับจำลองไม่เผาผีกันแน่แล้วในชาตินี้
      การจัดโต๊ะชุมนุมเพื่อ "เจริญพุทธมนต์ ความสวัสดีแก่ปวงชนชาวไทย" ที่ท้องสนามหลวง ในตอนเย็น วันที่ 25 มีนาคม 2549 ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่ามีการจัดระเบียบเรียบร้อยของโต๊ะเก้าอี้ไว้ดีมาก จนกระทั่ง นายเปลว สีเงิน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ได้ระบุออกมาว่า "เป็นฝีมือการจัดของคณะกัลยาณมิตร วัดพระธรรมกาย"
      นั่นคือหลักฐานที่บ่งชัดว่า "บัดนี้ หลวงพี่ธัมมชโยย้ายหน้าตักมาแทงข้างทักษิณอย่างเต็มตัวแล้ว" ซึ่งก็หมายถึงว่า ธัมมชโยตัดเยื่อไม่เหลือใยในโพธิรักษ์อย่างเด็ดขาดแล้วด้วย
       แต่นั่นยังไม่ถึงเวลาที่ "เจ้าบ่าว" คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปหา "เจ้าสาว"คือธัมมชโย ถึงวัดพระธรรมกาย แต่ในใจของทักษิณแล้ว จะกระวนกระวายทุรนทุรายอย่างไรก็ไม่รู้ล่ะ
      สถานภาพระหว่าง โพธิรักษ์-ทักษิณ-ธัมมชโย ถ้าเปรียบเทียบกับเรื่องในครอบครัวแล้ว ก็อาจจะมองได้ดังนี้
      โพธิรักษ์นั้นเคยแต่งงานอยู่กินกับทักษิณมาเนิ่นนาน แต่วันนี้ทั้งสองประกาศ "หย่าขาด"กันเด็ดขาดแล้ว สมบัติที่เคยมี ไม่ว่าจะเป็นถ้วยรามชามไหไปยันสากกระเบือ อะไรๆ ก็แบ่งกันไปหมดแล้ว ไม่มีไมตรีจิตในฐานะคนเคยรักกันอีกต่อไป สถานภาพที่เหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ"คู่แค้น" เท่านั้น (สถานภาพนี้รวมทั้งหลวงตามหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ก็ตกหัวอกเดียวกันกับโพธิรักษ์ด้วย)
     ส่วนธัมมชโยนั้น เป็น "คู่รัก" คนใหม่ของทักษิณ แม้ว่าจะเคยหลงทางไปนิดๆ กับกรณี"เบียร์ช้าง" แต่ก็ชั่งเถอะนั่นมันอดีต เรื่องปัจจุบันสำคัญกว่า ความเอื้ออาทรที่ธัมมชโยมีให้ทักษิณนั้นดูจะอบอุ่น คือนอกจากจะ "ไม่ขับไม่ไล่" แล้ว ยัง "ส่งเสริม" เก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้แน่นหนาเป็นตราช้างอย่างไม่ลับ คือว่าออกนอกหน้า กระดี้กระด้าอยากได้ทักษิณมาเป็นคู่รักเสียเต็มประดา ธรรมกายจึงยินยอมเปิดสภาธรรมกายสากลจัดประชุม "รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี" บังหน้า เพื่อหาที่ยืนให้ทักษิณได้พูดหาเสียงในวงล้อมของกัลยาณมิตร เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา งานนี้แหละที่ว่ากันว่า คือ "งานแต่งระหว่างทักษิณกับธัมมชโย" อย่างเป็นทางการ ! โดยมีแขกเหรื่อร่วมเป็นสักขีพยานจากทั่วประเทศรวมแล้วร่วม 100,000 คน !

      โพธิรักษ์นั้น บวชได้ไม่กี่วันก็ร้อนวิชา นอกจากจะไม่ศึกษาร่ำเรียนแล้ว ยังอุตริขึ้นธรรมาสน์เทศน์ เมื่อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ตักเตือนก็ทนไม่ได้ ถึงกับขอ "ลาออก" แล้วไปบวชใหม่ บวชแล้วก็ไม่อยู่ถือนิสัยหรือศึกษาร่ำเรียนอะไร ออกไปตั้งสำนักอยู่เอง เทศน์ชี้บ๊งชี้เบ๊ จนได้คนโง่กลุ่มใหญ่ๆ ไปเป็นบริวาร ก็ดำรงวิถีชีวิตแบบเดียวกัน คือ ไม่เรียน แต่จะสอน
นับเป็นอัตตาในรูปแบบหนึ่ง
      ธัมมชโยนั้น ก็ฉันเดียวกัน คือไม่เรียน แต่ตั้งตัวเองเป็นใหญ่ อาศัยที่ว่าได้จุดขายดี เป็นวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสด จึงปั่นหุ้นได้นับหมื่นล้าน แล้วก็ออกลายขายวิชชาว่าด้วย"พระนิพพานเป็นอัตตา"
นี่ก็เป็นอัตตาในอีกรูปแบบหนึ่ง !
     รวมไปถึง "อัตตา" อันเป็นอุปนิสัยของคนทั้งสองที่ "เถียงไม่ได้" หรือ "เอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่" อันตรงกับนิสัย "เผด็จการ" ของผู้นำไทยในวันนี้ วันที่ดาวดังทั้งสองโคจรมาเจอกัน ณ ลานวัดพระธรรมกาย

     เราลองไปดู "อัตตา" ของ "ทักษิณ" เปรียบเทียบกับท่าน "ธัมมชโย" บ้างเป็นไร ว่าไฉไลระดับไหน ?

ธัมมชโย
       เพราะเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสบอกเรื่องทางอภิปรัชญาไว้อย่างละเอียด เพียงแต่บอกเป็นนัยให้ทราบเท่านั้น ความเห็นความเข้าใจในเรื่องทางอภิปรัชญานี้จึงมีความหลากหลายมาก สรุปยุติลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยาก ถ้าใครยืนกรานความเห็นในความเห็นหนึ่งว่าถูกต้องเด็ดขาด และปฏิเสธความเห็นอื่นทั้งหมดว่าผิด เป็นสัทธรรมปฏิรูป ทำลายพระพุทธศาสนา ต้องขจัดให้หมดไป พระพุทธศาสนาคงจะเต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้งและความแตกแยกระส่ำระสาย..
เอกสารวัดพระธรรมกายเรื่องพระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา พ.ศ.2542
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
     ท่านตุลาการที่เคารพเอง ก็ได้เคยถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยสัจวาจาทำนองเดียวกันว่า จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ผมและท่านตุลาการจึงมีพันธกิจเดียวกันครับ แต่ผมจะมีโอกาสได้ใช้ความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่น อุดมการณ์ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ เวลาและความคิด ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป ตามที่ได้ตั้งปณิธานไว้ และตามที่พี่น้องประชาชนมอบความไว้วางใจหรือไม่นั้น
     มาถึงบัดนี้ก็สุดแล้วแต่ดุลพินิจที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่า จะเชื่อคำยืนยันด้วยเกียรติยศของผมว่า ผมไม่มีเจตนาปกปิด เป็นเพียงความบกพร่องที่สุจริต และอยู่ที่ดุลพินิจของท่านตุลาการ ที่จะให้โอกาสนายกรัฐมนตรีคนนี้ทำงานเพื่อชาติ ประชาชน พระเจ้าอยู่หัว อันเป็นที่รักยิ่งต่อไปหรือไม่ เพียงใดครับ ขอขอบคุณครับ...
คำแถลงแก้ข้อกล่าวหา "ซุกหุ้น" ต่อศาลรัฐธรรมนูญ18 มิถุนายน 2544

       การไปวัดพระธรรมกาย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในครั้งนี้ จึงเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมากมาย โดยเฉพาะสายตาของ "ราชบัณฑิต" ที่ชื่อ "เสฐียรพงษ์ วรรณปก" อดีตสามเณรนาคหลวง ผู้เรียนจบ ป.ธ.9 เป็นสามเณรองค์ในรัชกาลที่ 9 ท่านกล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2549  ในชื่อคอลัมน์  "รำลึกถึงมหาแสง มนวิทูร" ไว้อย่างสะเด็ดว่า "คนดีเป็นที่ปรากฏในสังคมในด้านความรู้ความประพฤติ ใครๆ ก็อยากจะนับญาติด้วย เป็นธรรมดา เพราะทั้งคนถูกยกย่องและคนที่ยกย่องมีแนวโน้มอุปนิสัยใกล้เคียงกัน ย่อมยกย่องกัน นี่เป็นธรรมดา พระพุทธองค์ตรัสว่า คนที่มีธาตุเหมือน ก็ย่อมไหลไปหากัน เป็นธรรมดา พ่อค้าขายหุ้นก็ย่อมไหลไปหาพ่อค้าขายบุญประมาณนั้น นี่ก็เป็นของธรรมดา.." 
      ธัมมชโยนั้นเป็นพระร่ำรวยเงินทองล้นวัด สร้างอะไรก็ใหญ่โต เหมาะเจาะกับความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ร่ำรวยและชอบเมกะโปรเจ็ค แต่การไปวัดพระธรรมกายของทักษิณในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีที่ธัมมชโยกำลังถูกเดินเนินอยู่หรือไม่ ? ไม่มีใครตอบแทนได้ นอกจากคุณทักษิณเอง
       ทักษิณนั้นท่องคาถาประจำใจอยู่สองอย่าง คือ คะแนนเสียงและทุน 
     เมื่อพระธัมมชโยมีทั้งคะแนนเสียงเป็นสาวกนับแสนๆ ทั้งทรัพย์สินเป็นที่ดินวัดนับพันๆ ไร่ มีสาขาทั้งในและต่างประเทศอีกนับน้อย มีดาวเทียมส่งสัญญาณเป็นการส่วนตัว มีมหาวิทยาลัยเป็นของตนเอง การก่อสร้างมูลค่ามหาศาลนับหมื่นนับแสนล้าน อันเป็นทุนที่ใหญ่สุดเท่าที่วัดไทยเคยมีมาในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา 2549 ปี ธัมมชโยจึงมีทั้ง "ทุน" และ"บุญ" อันสามารถแปรเปลี่ยนเป็น "คะแนนเสียง" ให้พรรคไทยรักไทยได้
     วันนี้สองผู้ยิ่งใหญ่ในทางธรรมและทางโลก คือ ธัมมชโย กับ ทักษิณ ชินวัตร ก็โคจรมาพบกันแล้ว อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นอะไรที่การันตีได้ว่า ถ้าทักษิณยังได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป คดีธรรมกายก็จะจบเร็วและแฮปปี้เอ็นดิ้ง และวัดพระธรรมกายก็จะเป็นอมตะอย่างแท้จริง สมกับคำว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ก็อยู่ที่ว่าคณะกัลยาณมิตรจะทุ่มจิตทุ่มใจช่วยเหลือพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง 15 ตุลา 2549 นี้หรือเปล่า เท่านั้นเอง
     เพียงแต่ท่านธัมมชโยมิต้องนึกดอกว่า ก่อนหน้าจะมาเป็น "ทักษิณ" ในวันนี้ เคยมีใครเป็นบันไดให้เขามาบ้าง นับจาก หลวงตามหาบัว โพธิรักษ์ จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุน เสนาะ เที�¸
 ·  · แชร์ · ลบ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หน้าที่ของพระสงฆ์

พระพรหมเมธีเปลี่ยนไป๋ !

เปิดตำนาน...เทพเจ้าองค์แรก พระศิวะ...มหาเทพแห่งจักรวาล