วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวในประวัติศาสตร์ พระศาสนา ที่ชาวพุทธต้องอ่าน ?


ปิดคดีเครื่องราช  !
พระพม่าชูศาสนานำหน้าการเมือง
ปูดโปน !

ปมลาสิกขาพระมิตซูโอะปูดออกมาเรื่อยๆ
ล่าสุดศิษย์ใกล้ชิดระบุ

"ขัดผลประโยชน์"
ปลดพระมหาสมพรวัดพระธรรมกาย !
 ไล่ลัทธิจานบินพ้นเกาะดอนสวรรค์

อภิมหากาพย์วัดเทพศิรินทร์ ทำบุญด้วยความโลภ โลภทั้งพระ โลภทั้งโยม ผลที่ได้ก็คือ บาปกรรมมหันต์ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น






วันที่ 13 มิถุนายน 2556 มีคดีใหญ่ที่ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และเป็นคดีร้อนที่ผู้คนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด คือคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชื่อดัง "เอกยุทธ อัญชันบุตร" เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ที่ยังคงมีปมค้างคาใจหลายฝ่าย ทั้งญาติผู้เสียชีวิต หรือประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกัน ยังเป็นวันปิดตำนานคดีสำคัญที่ถือเป็น "ประวัติศาสตร์" ส่งผลฉาวโฉ่ ในวงการผ้าเหลือง ข้าราชการ นักการเมือง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ธนาคาร เพราะเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีทุจริตเครื่องราชฯ หลังจากต่อสู้กันมายาวนานกว่า 25 ปีด้วย!!

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะมีกลุ่มบุคคลที่มีความคิดสามานย์นำ "เครื่องราชอิสริยาภรณ์" ที่ในหลวงจะทรงมอบให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ มาแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวได้ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดเผยขึ้นครั้งแรก โดย นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม 2529 พร้อมพาดหัวว่า "ปลอมอนุโมทนาบัตร อ้างบริจาค 1,400 ล้าน" 

พร้อมกับเนื้อข่าววันนั้น สรุปใจความได้ว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบพบว่า มีข้าราชการขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำหรับปี 2529 ในส่วนผู้ทำคุณประโยชน์ในทางราชการ จำนวนกว่า 750 ราย ที่ได้บริจาคเงิน สิ่งของ ให้วัดและโรงเรียนต่างๆ โดยมีใบอนุโมนาบัตร ระบุเงินกว่า 1,400 ล้านบาทส่อเค้าว่าไม่ถูกต้อง เพราะจากการสุ่มตรวจทราบว่าไม่ได้รับของบริจาคตามที่ระบุไว้
 

เมื่อกลายเป็นเรื่อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น จึงสั่งการให้ตามติดกรณีนี้ให้ถึงที่สุด จนกระทั่ง มีการจับกุมในหลายระลอก แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องที่กระทบความรู้สึกของประชาชนมากที่สุด คือ "พระราชปัญญาโกศล" หรือ "เจ้าคุณอุดม" รองเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นเพศบรรพชิต ถูกควบคุมตัว ในขณะห่มผ้าเหลือง จึงกลายเป็นที่สนใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

หลังจับกุม ได้มีการฝากขังที่ สน.นางเลิ้ง และในเช้าวันที่ 11 ธ.ค. 2530 สื่อทุกสำนักได้ส่งนักข่าวไปติดตามคดี รวมถึง นสพ.สยามรัฐ ซึ่งระบุในหน้า 1 ฉบับวันที่ 12 ธ.ค. 2530 ที่พาดหัวว่า "เจ้าคุณอุดมน้ำตานองลาสึก ไม่อยากติดคุกทั้งผ้าเหลือง" โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

 
เจ้าหน้าที่กองอำนวยการสอบสวนคดีทุจริตปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้นำตัวพระราชปัญญาโกศล หรือ เจ้าคุณอุดม ผู้ต้องหาคนสำคัญมาสอบปากคำ โดยพระราชปัญญาโกศล ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าซึมเศร้าว่า ตนได้ตัดสินใจที่จะลาสึกจากพระแน่นอนแล้ว โดยตัดสินใจเมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (11 ธ.ค.30) เพื่อรักษาสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นส่วนใหญ่เอาไว้ แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้ตนขายหน้าชาวบ้านอย่างมากอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ตนจะสึกได้ขอร้องตำรวจ 3 ข้อคือ 1. ขอลาพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่วันเทพศิรินทร์ฯ เสียก่อน 2. ขอกราบไหว้พระประธาน และ 3. ให้จัดเสื้อผ้าให้ด้วย

พระราชปัญญาโกศล กล่าวขณะใบหน้านองน้ำตา ว่า ความจริงสิ่งที่ทำลงไปด้วยความบริสุทธิ์ใจมาโดยตลอด แต่กลับได้รับสิ่งที่ตรงกันข้าม เรื่องราวทั้งหมดเกิดจากคนใกล้ชิดทำให้เสียหาย "อาตมาเป็นคนไม่รู้หนังสือ ใครเอาอะไรมาให้เซ็นก็เซ็น โดยที่บางครั้งไม่มีการตรวจสอบรายละเอียดก่อน ซึ่งก็นึกไม่ถึงว่าคนใกล้ชิดจะทำได้อย่างนั้น" 

ทั้งนี้ ตำรวจได้นำใบอนุโมนาบัตร ซึ่งมีลายเซ็นแล้ว พบว่ามีการแก้ไขตัวเลข 500 บาท เป็น 50,000 หรือ 500,000 บ้าง นอกจากนี้ยังตรวจพบว่ามีการซื้อบ้านให้กับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งทางพระราชปัญญาโกศล ระบุว่า มีการร้องขอให้ช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 11.00 น. วันเดียวกัน ทางตำรวจได้พาเจ้าคุณอุดม ไปที่วัดเทพศิรินทร์ฯ เพื่อทำการสึก พร้อมกับกล่าวตอนหนึ่งว่า "บางครั้งก็ต้องพูดความจริง หากพูดไม่จริงก็จะเป็นบาป และพูดอะไรก็จะไม่เป็นบาป"

หลังการสอบสวน จับกุม และเปิดโปงสิ่งผิดปกติ ที่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้องนับหมื่นล้านบาท และสืบพยานกว่าร้อยปาก มาราธอน 17 ปี วันที่ 27 เม.ย.2548 ศาลชั้นต้นได้พิพากษา จำเลย 5 คน จาก 16 คน มีความผิดรวม 152 กระทง จำคุกคนละพันกว่าปี หนักสุดเกือบ 3,000 ปี แต่ให้จำคุก 50 ปี โดยมีการยกฟ้อง 3 คน

ต่อมาในปี 2553 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้โทษให้จำคุก นายอรุณ เพชรรัตน์ จำเลยที่ 4 อดีตลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด เป็นเวลา 2,234 ปี จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากาษาจำคุก 1,130 ปี นายมนตรี จำนง จำเลยที่ 5 อดีตครู จำคุก 2,180 ปี จากเดิม 1,170 ปี จำคุก นายอารี ศาสตรสาระ อดีตข้าราชการพลเรือนช่วยงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 9 เป็น เวลา 1,470 ปี จากเดิม 2,660 ปี นอกจากนี้ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก น.ส.พัทยา พิมพ์สอาด จำเลยที่ 8 อดีตพนักงานธนาคารกรุงเทพ 1,920 ปี และจำเลยที่ 11 นายเมธี บริสุทธิ์ อดีตข้าราชการพลเรือนประจำสำนักงานเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี จำคุก 1,148 ปี ปัจจุบันได้เสียชีวิต แล้ว ตามกระทงลงโทษ นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ยืนให้ยกฟ้อง นายพิภพ บุญดิเรก อดีตข้าราชการพลเรือนช่วยงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 10 , นางชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตข้าราชการพลเรือนประจำสำนักงาน เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี จำที่ 14 และนายวิโรจน์ ชาทอง อดีตศึกษานิเทศฯ 6 กรมสามัญศึกษา

ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 8-9 ฎีกา วันที่ 13 มิ.ย.2556 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา 2 จำเลยดังกล่าว คือ น.ส.พัทยา พิมพ์สอาด อดีตพนักงานธนาคารกรุงเทพฯ จำเลยที่ 8 นายอารี ศาสตรสาระ อดีตข้าราชการพลเรือน ช่วยงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 9
โดยจำเลยที่ 8 น.ส.พัทยา มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ ร่วมสนับสนุนจำเลย ที่ 1 (เจ้าคุณอุดม) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำผิด ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่ตนเอง ซึ่งที่ชั้นพิจารณาได้ความจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ว่า เจ้าคุณอุดม เป็นรองเจ้าอาวาสได้มอบหมายหน้าที่ให้ดูแลในส่วนของเมรุและสุสานหลวงไม่ได้ดูแลในส่วนของการยื่นคำขอเครื่องราชฯ จึงยังฟังไม่ได้ว่าไปร่วมสนับสนุนไปร่วมกระทำผิดดังกล่าว

ส่วน นายอารี จำเลยที่ 9 คดีนี้โจทก์ระบุพยานบุคคลไว้ 508 ปาก แต่สามารถนำพยานเข้าสืบได้ เพียงบางส่วน ซึ่งกลุ่มพยานในนั้น 17 คน แม้จะให้การถึง แต่ก็ไม่ยืนยันได้ว่าเห็นเรียกรับเงิน ส่วนพยานที่อ้างว่ารู้เห็นส่งมอบเช็คเงินสด ก็เป็นผู้ร่วมกระทำผิดที่เจ้าพนักงานได้ร่วมกันไว้เป็นพยานซึ่งมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย พยานหลักฐานโจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกทั้งสอง สูงสุดตามกฎหมายเป็นเวลา 50 ปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษายกฟ้อง

คำตัดสินดังกล่าว ถือเป็นการสิ้นสุดคดีสุดอื้อฉาว ที่มีการสืบพยาน และใช้เวลาในชั้นศาลมาราธอนกว่า 25 ปี มีการเปลี่ยนพนักงานอัยการหลายคน จำเลยในคดีนี้เสียชีวิตไปแล้ว 9 คน ผู้พิพากษาเสียชีวิต 1 คน และทนายความเสียชีวิต 4 คน.




ข่าว : ไทยรัฐ
15 มิถุนายน 2556




The State Religion !


พระพม่าชูศาสนานำหน้าการเมือง สร้างรัฐศาสนาเหมือนประเทศมุสลิมประกาศออกกฎหมายห้ามสตรีพุทธแต่งงานชายมุสลิม เออแบบนี้สิที่เรียกว่า "เมืองพุทธ" และมีผู้นำที่เป็นพุทธรู้เรื่องพุทธจริง พระพม่ารู้ว่า พรุ่งนี้จะมีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ขืนปล่อยให้นักการเมืองปกครองประเทศเหมือนประเทศข้างเคียง ก็จะเอาแต่คะแนนเสียง ไม่สนใจในเรืองของสถาบันชาติ-ศาสนา จึงจำเป็นต้องเร่งออกฎหมายก่อนประชาธิปไตยจะประกาศใช้ ต่างกับพระสงฆ์ไทยที่อะไรๆ ก็รอให้พระเจ้าอยู่หัวทรงประทานให้ เจ้าล้มลงวันไหน พระไทยก็ตายทั้งประเทศ ก็สมองมันคนละชั้น ดังนั้นจงอย่าแปลกใจเลยว่า ทำไมประเทศไทยจึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าตั้งสองครั้งสองครา







มติพระพม่าจำกัดการแต่งงานพุทธ-มุสลิม

พระสงฆ์ผู้ใหญ่จากทั่วประเทศพม่าราว 200 รูป จัดประชุมถกความขัดแย้งระหว่างศาสนา มีมติพระพม่าจำกัดการแต่งงานพุทธ-มุสลิม

14มิ.ย.2556 เว็บไซต์อิระวดี รายงานว่า ที่ประชุมพระสงฆ์ผู้ใหญ่จากทั่วประเทศพม่าราว 200 รูป ที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองย่างกุ้ง ได้เริ่มร่างกฎหมายศาสนาที่จะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการสมรสข้ามศาสนา ระหว่างสตรีชาวพทุธกับชายมุสลิม

แม้ว่าก่อนหน้าการประชุมเป็นเวลาสองวันเริ่มจากวันที่ 13 มิ.ย. พระหลายรูปได้กล่าวว่า จะประชุมกันเพื่อหาหนทางคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างชาวพุทธพม่าและชนกลุ่มน้อยมุสลิม แต่ปรากฎว่าที่ประชุมกลับมีความเห็นว่า การจำกัดการแต่งงานข้ามศาสนาจะช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างชุมชนในพม่าได้ และได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหารือร่างกฎหมายความยาว 15 หน้า

พระอู ธัมมปิยะ (U Dhammapiya) พระอาวุโส และโฆษกที่ประชุม กล่าวว่า ได้จัดการประชุมครั้งนี้โดยมีวัตถุุประสงค์เพื่อปกป้องกันเผ่าพันธุ์ชาวพุทธและศาสนาของเรา และเพื่อให้เกิดสันติภาพและความสมัครสมานในชุมชนของเรา จากนี้ไปจะเริ่มรวบรวมรายชื่อเพื่อกดดันให้รัฐสภาพม่า ผ่านกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนี้จะส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีเต็ง เส่ง นางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน และสมาชิกรัฐสภาทุกคน

พระอู ธัมมปิยะกล่าวต่อว่า กฎหมายนี้ดำเนินรอยตามข้อจำกัดด้านการแต่งงานข้ามศาสนาในประเทศสิงคโปร์ และในประเทศมาเลเซีย โดยพบว่า หลังจากบังคับใช้กฎหมายนี้แล้วประเทศสิงคโปร์บังเกิดความสงบสุขและราบรื่น จึงคิดว่าการผ่านกฎหมายแบบเดียวกันในพม่าก็ไม่น่าจะมีปัญหาเช่นกัน

ด้านพระวิราทูพระพม่าที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดขั้ว กล่าวแสดงความยินดีกับแผนการที่จะออกมาเพื่อป้องกันและขัดขวางสตรีพุทธแต่งงานกับชายมุสลิม "ฉันฝันถึงกฎหมายนี้มานานแล้ว การมีกฎหมายแบบนี้ออกมาปกป้องเสรีภาพสตรีชาวพุทธ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก"

พระวิราทู เป็นผู้นำการรณรงค์ 969 ที่กำลังขยายตัวในพม่า โดยเรียกร้องให้ชาวพุทธไม่ทำธุรกิจกับชาวมุสลิมและให้อุดหนุนเฉพาะร้านพุทธด้วยกันเท่านั้น ที่ผ่านมา พระพม่าถูกมองว่า มีส่วนปลุกระดมและเข้าร่วมกับม็อบทำร้ายชาวมุสลิม แต่พระอีกจำนวนมากก็แสดงความไม่เห็นด้วย

เว็บไซต์อิระวดีรายงานด้วยว่า ร่างกฎหมายที่เสนอโดยพระสงฆ์ กำหนดให้สตรีพุทธที่ต้องการสมรสกับชายมุสลิม จะต้องขออนุญาตจากพ่อแม่และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อน นอกจากนี้ยังกำหนดให้ชายมุสลิมที่จะแต่งงานกับสตรีพุทธต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นพุทธด้วย ผู้ใดฝ่าฝืน อาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และถูกยึดอสังหาริมทรัพย์

นายจ่อ ขิ่น เลขาธิการสหพันธ์มุสลิมพม่า กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนสากลชัดแจ้งและไม่คิดว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสภา ขณะที่นายคยี มินต์ ทนายอาวุโสและสมาชิกเครือข่ายทนายความพม่า เตือนว่า รัฐบาลควรระมัดระวังไม่ผ่านกฎหมายใดๆที่จะออกมาเพื่อคุ้มครองศาสนาใดศาสนาหนึ่ง



ข่าว : คมชัดลึก
15 มิถุนายน 2556



เจ้าคุณจำลองลาสิกขา !




พระศรีญาณวงศ์
(จำลอง ธมฺมโชติ ป.ธ.
9)

ข่าวจากวัดพุทธโสธรวิเทศ เมืองอัลบูเคอร์กี้ รัฐนิวแม๊กซิโก รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2556 พระศรีญาณวงศ์ (จำลอง ธมฺมโชติ ป.ธ.9) อดีตเจ้าอาวาสวัดมงคลชัยพัฒนาและเจ้าคณะอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 11/2548 ได้ตัดสินใจลาสิกขาบทแล้ว

พระศรีญาณวงศ์นั้น ถือได้ว่าเป็นพระไทยมาแรงที่สุดในยุค พ.ศ.2535 เป็นทั้งพระเปรียญธรรม 9 ประโยค เรียนจบจากประเทศฝรั่งเศส เป็นศิษย์หลวงพ่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ได้รับการเลือกจากจำนวนพระไทยทั่วประเทศให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นวัดในโครงการพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรูปแรก และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอมวกเหล็ก และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนาม "พระศรีญาณวงศ์" เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2535 ซึ่งพระราชาคณะรุ่นเดียวกันนั้น ปัจจุบันได้เลื่อนเป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะไปแล้ว

พ.ศ.2548 พระศรีญาณวงศ์ ได้ตัดสินใจเข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ และเลือกที่จะเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่วัดนวมินทรราชูทิศ เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตส์ สหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการของพระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา ต่อมา พระศรีญาณวงศ์ได้รับอาราธนาให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม เมืองโคโลราโด้ สปริงส์ รัฐโคโลราโด้ แต่ก็ได้ขอลาออกไปสังกัดวัดพุทธโสธรวิเทศ รัฐนิวแม๊กซิโก จนกระทั่งได้ตัดสินใจลาสิกขาในวันที่ 6 ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวกล่าวว่า พระศรีญาณวงศ์ ได้ฤกษ์ดีจากพระครูเกษมศาสนวิเทศ วัดไทยแอลเอ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดโหราจารย์ไทยในสหรัฐอเมริกา ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย ป.ธ.9) วัดสระเกศ ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีศิษย์ที่ทันสมเด็จพระสังฆราชอยู่เหลืออยู่แล้ว ท่านพระครูเกษมหรือหลวงตาประทีป ได้ให้ฤกษ์ดีแก่พระศรีญาณวงศ์ไว้ในเวลา 22.45 น. (10:45 p.m.) สถานที่ทำการลาสิกขานั้นก็ได้แก่พระอุโบสถวัดพุทธโสธรวิเทศ เมืองอัลบูเคอร์กี้ รัฐนิวแม๊กซิโก ส่วนพระสงฆ์ที่ทำพิธีสึกให้นั้นว่าได้แก่ พระอาจารย์คำผอง อาภากโร พระธรรมทูตรุ่นที่ 3/2540 และพระอาจารย์บำรุง ชาวมาเลเซีย ส่วนผู้ที่จูงแขนอดีตเจ้าคุณจำลองออกจากวัดนั้นแหล่งข่าวมิได้ระบุชื่อเอาไว้

อย่างไรก็ตาม การที่พระศรีญาณวงศ์ตัดสินใจลาสิกขาในวันนี้ ถือว่าเป็นการสูญเสียบุคคลากรทางศาสนาของวงการพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา อย่างสำคัญอีกรูปหนึ่ง แต่ถึงอย่างไร อดีตเจ้าคุณศรีญาณวงศ์ถึงแม้จะสละสมณเพศไปแล้ว แต่ก็ยังคงบำเพ็ญตนในฐานะอุบาสก ช่วยเหลือวัดวาอารามต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกาอย่างมั่นคงต่อไป

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ในฐานะคนคุ้นเคยของเจ้าคุณศรีญาณวงศ์ ก็ขออำนวยอวยชัยให้พรว่า "Good Luck โชคดีครับ ท่านเจ้าคุณศรี"


ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
13 มิถุนายน 2556


ปูดโปน !

ปมลาสิกขาพระมิตซูโอะปูดออกมาเรื่อยๆ
ล่าสุดศิษย์ใกล้ชิดระบุ

"ขัดผลประโยชน์"


เส้นทางชีวิตที่ผิดพลาดของพระมิตซูโอะ
จากพระป่าพระกรรมฐาน สู่พระพ่อค้า-พระดาราหน้าจอ
สุดท้ายก็ตายเพราะ...โลกมายา

หวังว่าพระป่าคงจะไม่เดินตามมิตซูโอะ



เมื่อต้นทุนทางศรัทธามาบวกกับต้นทุนทางโฆษณา
จะเกิดอะไรขึ้น ?

"ศิษย์หลวงพ่อชายืนขายลายเซ็น"
เป็นเรื่องทุเรศทุรังในวงการพระกรรมฐาน
แต่วงการดาราหน้าจอเขานิยมชมชอบฮ่ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องการลาสิกขา ของอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะนั้น ทางทีมงานรายการธรรมปทีป ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย วัดยานนาวา ได้มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวทันที หลังจากที่ได้เชิญอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ มาออกรายการสดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามนางพรรณทิพา หลักเสลา ผู้ประสานงานรายการธรรมปทีป โดยนางพรรณทิพา กล่าวว่า ในวันที่ 8 มิ.ย. อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ ได้มาออกรายการสดที่วัดยานนาวาในเวลา 16.00น. โดยที่ทางรายการไม่ทราบมาก่อนว่าหลังจากนั้นท่านจะไปลาสิกขา ดังนั้นการออกรายการเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. จึงถือว่าเป็นการเทศน์ครั้งสุดท้าย โดยในวันนั้นท่านเทศน์ในเรื่องเกี่ยวกับห่วงความสงบสุขในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้มีกระแสข่าวถึงสาเหตุการลาสิกขาของอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะต้องลาสิกขาไปนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะไม่พอใจการบริหารงานของคณะกรรมการมูลนิธิที่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เน้นไปในเชิงพุทธพาณิชย์มากจนเกินไป

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามมูลนิธิมายาโคตมี หนึ่งในมูลนิธิที่อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะตั้งขึ้น ก็ได้รับการปฏิเสธที่จะให้ข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวในตอนนี้ แต่ทางมูลนิธิมายาโคตมีจะมีการชี้แจงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวให้ทราบอีกครั้งในเร็วๆ นี้

ข่าว : เดลินิวส์
14 มิถุนายน 2556


ปลดพระมหาสมพรวัดพระธรรมกาย !
 ไล่ลัทธิจานบินพ้นเกาะดอนสวรรค์


พระมหาสมพร พุทฺธิธโร ป.ธ.9 วัดพระธรรมกาย



คำสั่งแต่งตั้งผู้ดูแลเกาะดอนสวรรค์



คำสั่งล่าสุด

ข่าวเกี่ยวข้อง
ข่าว : พันทิป

14 มิถุนายน 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ