วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สมเด็จพระสังฆราช ตรัส ท่านใดอาบัติปราชิกควรสึกออกไป เพื่อรักษาพระธรรมวินัย ช่วยแชร์ให้มากครับ


ยักยอกเงินบริจาควัด ปาราชิก แต่ ไม่ยอมสึก??? มหาเถรสมาคม ไม่ทำหน้าที่ตาม พระธรรมวินัย และ รัฐธรรมนูญ จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดหน้าที่ของประชาชนไทย ไว้ในหมวด 4 หน้าที่ของชนชาวไทย ดังนี้

1. บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ (มาตรา 70)[7] โดยมีเจตนารมณ์ เพื่อกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบุคคลทุกคนในการพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ปาราชิก
คำว่า ปาราชิก สันนิษฐานว่าแปลว่า “ผู้แพ้” อาจหมายถึง “ผู้แพ้แก่วิถีชีวิตการเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา” ปาราชิกเป็นอาบัติขั้นที่ร้ายแรงที่สุด ภิกษุไม่ว่ารูปใด ถ้าหากอาบัติถึงขั้นปาราชิกแล้วจะสิ้นสภาพการเป็นภิกษุทันที แม้ว่าจะยังครองผ้าเหลืองหรือปฏิบัติตนอย่างภิกษุอื่นๆ อยู่ก็ตาม ภิกษุที่รู้ตนเองว่าอาบัติปาราชิกแล้วสามารถลาสิกขาไปใช้ชีวิตอยู่อย่างฆราวาสทั่วไปได้ แต่หากยังคงดื้อครองผ้าเหลืองหลอกให้ผู้คนกราบไหว้อยู่อีก ก็จะยิ่งเป็นบาปหนาที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

อาบัติปาราชิกมี ๔ ประการ ได้แก่ การเสพเมถุน การลักทรัพย์ การฆ่ามนุษย์ และการอวดอัตริมนุสธรรม

๑. การเสพเมถุน คือ การร่วมประกอบกิจกรรมทางเพศไม่ว่าจะกระทำกับผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือกระทำกับสัตว์ก็ตาม ปาราชิกข้อการเสพเมถุน บางทีก็เรียกกันว่า ปฐมปาราชิก แปลว่า “ปาราชิกข้อแรก”
๒. การลักทรัพย์ คือ การนำทรัพย์ของผู้อื่นไปเป็นของตนโดยเจตนา ในเมืองไทยกำหนดว่า การลักทรัพย์มีมูลค่าตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไป เป็นการผิดหรือเป็นอาบัติขั้นปาราชิก การเจตนาแอบอ้างความคิดหรือผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน หรือการเบียดบังเอาเงินในกองทุนที่มีผู้ศรัทธาถวายเป็นทานเพื่อใช้ในกิจของสงฆ์ หรือกิจของศาสนามาใช้ส่วนตัว ก็ถือว่าเป็นอาบัติปาราชิกเช่นกัน
๓. การฆ่ามนุษย์ คือ การเจตนาทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ไม่ว่าจะลงมือฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่าให้ก็ตาม ถือเป็นความผิดปาราชิกข้อที่ ๓ ทั้งสิ้น
๔. การอวดอุตริมนุสธรรม คือ การพูดอวดผู้อื่นว่าตนได้บรรลุธรรมะระดับสูง เช่น บรรลุโสดาบัน บรรลุอรหันต์ เป็นต้น ไม่ว่าตนจะได้บรรลุธรรมตามที่ตนได้อวดอ้างไปจริงหรือไม่ก็ตาม

อาบัติปาราชิก หากผิดแม้แต่เพียงข้อเดียวก็ถือว่าภิกษุผู้อาบัติสิ้นสภาพการเป็นภิกษุแล้ว แม้จะไม่มีใครล่วงรู้หรือจับได้ก็ตาม การกราบไหว้บูชาภิกษุที่อาบัติปาราชิก นอกจากจะไม่เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ยังผิดมงคลที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ที่ว่า บูชาบุคคลที่ควรบูชาอีกด้วย
ข้อมูล :: - http://www.sakulthai.com/
ศาลสั่งจำหน่ายคดีวัดพระธรรมกาย หลัง อสส.ยื่นคำร้อง ขอถอนฟ้อง“พระธัมมชโย” กับศิษย์ ฐานยักยอกเงินบริจาควัดกว่า 35 ล้าน ยกเหตุจำเลยคืนเงินวัดกว่า 950 ล้าน ทั้งยังเผยแผ่ศาสนาตามพระไตรปิฎก ตามพระลิขิตพระสังฆราชแล้ว ขณะที่คดีธรรมกายอีก 3 สำนวน อัยการพร้อมยุติคดีสั่งไม่ฟ้อง

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ศาลโดยนายสุนพ กีรติยุติ ผู้พิพากษาอาวุโส และองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์ มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องในคดีดำหมายเลขที่11651/2542 และคดีดำหมายเลข 14735/2542 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ สิทธิพล อายุ 62 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และนายถาวร พรหมถาวร อายุ 57 ปี ลูกศิษย์คนสนิท เป็นจำเลยที่ 1-2

ทั้งนี้ เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

โดยร่วมกันยักยอกทรัพย์ และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา ต.หนองพระ อ.วังทรายมูล จ.พิจิตร โดยโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายถาวร จำเลยที่ 2
และเงินจำนวน 29,877,000 บาท ไปซื้อที่ดินเนื้อที่ 902 ไร่เศษ ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร และ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ. เพชรบูรณ์ โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2

คดีนี้เรืออากาศโทวิญญู วิญญกุล อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาล เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2549 สรุปว่า ตามที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 และวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ตามลำดับ โดยกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำผิด

โจทก์ขอเรียนว่า การดำเนินคดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 กับพวก ไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่มีว่า ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสั่งสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือนแตกแยกออกไปกลายเป็นสองฝ่าย มีความเข้าใจความเชื่อถือ พระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้สงฆ์แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้องคือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที ไม่ได้คิดให้มีโทษเพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ว่า ในชั้นต้นหากมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่ เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นพระคืนให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอม เป็นพระด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา

บัดนี้ข้อเท็จจริงในการเผยแผ่คำสอน ปรากฏจาก อธิบดีกรมการศาสนา ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เลขาธิการมหาเถรสมาคม และ เจ้าคณะภาค 1 ว่า ในปัจจุบันจำเลยที่ 1 กับพวก ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ตรงตามพระไตรปิฎก และนโยบายของคณะสงฆ์??? ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือกิจการของศาสนา ทั้งของคณะสงฆ์ ภาครัฐ และเอกชนจำนวนมาก

สำหรับในด้านทรัพย์สินนั้น ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959,300,000 บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับพวก จึง เป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ครบถ้วนทุกประการแล้ว???

ขณะเดียวกัน ขณะนี้บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักร โดยเฉพาะพระภิกษุ สามเณร และประชาชนทั้งในและต่างประเทศ ที่นับถือศาสนาพุทธ และไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้ ดังนั้น โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ทุกข้อกล่าวหา ขอศาลโปรดอนุญาต เมื่อศาลได้สอบถามว่าจำเลยทั้งสองจะคัดค้านหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองแถลงว่า ไม่คัดค้าน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ก่อนศาลมีคำพิพากษา โดยอ้างเหตุดังข้างต้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านที่โจทก์ถอนฟ้อง จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองและจำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความของศาลอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ได้มีการสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างการสืบพยานจำเลย ซึ่งที่ผ่านมามีการสืบพยานไปแล้วเกือบ 100 ครั้ง เหลือการสืบพยานอีกเพียง 2 ครั้ง ในวันที่ 23-24 สิงหาคม นี้ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อธิบดีอัยการคณะกรรมการอัยการ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า การถอนฟ้องคดีก่อนศาลจะมีคำพิพากษา สามารถทำได้ ซึ่งในอดีตอัยการสูงสุด เคยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแล้วเช่น ความผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ คดีกบฏ ผู้ก่อการร้าย

สำหรับคดียักยอกทรัพย์วัดพระธรรมกาย ที่อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญามีเพียง 2 คดีเท่านั้น คงเหลือสำนวนคดียักยอกทรัพย์ที่รอการสั่งคดีในชั้นอัยการอีก 3 สำนวนได้แก่
- 1.คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ นางกมลศิริ คลี่สุวรรณ และนายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค ลูกศิษย์คนสนิท เป็นผู้ต้องหา ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันเบียดบังนำเงินวัดจำนวน 95 ล้านบาทเศษไปซื้อที่ดิน
- 2.คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ นางสงบ ปัญญาตรง นายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค และนายชาญวิทย์ ชาวงษ์ ลูกศิษย์คนสนิท เป็นผู้ต้องหา เบียดบังเงินจำนวน 845 ล้านบาทเศษและ
-3.คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ร่วมกับนายเทิดชาติ ศรีนพรัตน์ นายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค และนางอมรรัตน์ สุวิพัฒน์ หรือสีกาตุ้ย ลูกศิษย์คนสนิท ผู้ต้องหา ร่วม
กันปลอมแปลงเอกสารและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดยเมื่ออัยการสูงสุดมีนโยบายให้ถอนฟ้อง การสั่งคดีของพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ก็จะต้องมีความเห็นให้ยุติการสั่งคดีไว้ เนื่องจากการดำเนินคดีจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 78 และ 128 โดยเมื่อยุติการสั่งคดีก็ต้องถือว่าคดีนี้สิ้นสุดลงตามกระบวนการทางกฎหมายทันที ซึ่งจำเลยทั้งสองได้คืนที่ดินและเงินที่ก่อความเสียหายรวมมูลค่า 959,300,000 บาท ให้แก่วัดพระธรรมกายแล้ว

พระอักษร สมเด็จพระสังฆราช

พระอักษร สมเด็จพระสังฆราช
ฉบับที่ ๑๑. หากพระรูปใด บิดเบือนพระธรรม กล่าวหาพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำ สงฆ์ให้แตกแยกเป็น 2 ฝ่ายถือเป็นกรรมหนักสุด ทางศาสนาเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้ง ปัจจุบันและอนาคตที่หนัก๒. พระรูปใด ได้ทรัพย์สิน ระหว่างที่บวชเพื่อความถูกต้อง ก็ต้องโอน สมบัติทั้งหมดเป็นของวัด

ฉบับที่ ๒
"ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไปกลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้ามเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยกเป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง คือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที การไม่ยอมคืนสมบัติให้วัด ในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาเป็นของตน แต่เมื่อถึงอย่างไร ก็ยังไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะ โดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา "

ฉบับที่ ๓
"การโกงสมบัติผู้อื่นตั้งแต่ 5 มาสกขึ้นไปคือประมาณไม่ถึง 300 บาทในปัจจุบัน ภิกษุนั้นต้องอาบัติปาราชิกฐานผิดพระธรรมวินัยพ้นจากความเป็นพระทันที ในกรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการสั่งให้สึก ไม่ว่าจะมีการจับสึกหรือไม่ก็ตาม ภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยข้อนี้ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระโดยอัตโนมัติ ที่ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรก็เพื่อเตือนให้รู้ทั่วกันว่า ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้นไม่ใช่พระในพุทธศาสนา เป็นเพียงผู้นำผ้ากาสาวพัตร์ไปครอง เป็นพระปลอม ต่อจากนั้นย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้รักษากฎหมาย หรือของผู้มีหน้าที่ในการพุทธศาสนา จะต้องรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้มีพระปลอมมาทำลาย ทำให้เสื่อมเสีย เช่นที่ผู้รักษากฎหมายเคยทำมาแล้ว เคยบังคับให้เป็นผู้ปลอมเป็นพระ ถอดผ้ากาสาวพัตร์ออกจากตัว การปฏิบัติต่อพระปลอมต้องไม่มีแตกต่างกัน ต้องไม่มียกเว้นว่า คนนั้นปลอมได้คนนี้ปลอมไม่ได้ เป็นพระปลอมมีอยู่ในพุทธศาสนาไม่ได้ทั้งนั้น ประกาศนั้นเป็นคำบอกเล่าเป็นคำเตือนให้รู้ เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับมหาเถรฯไม่บังคับให้เชื่อ ไม่บังคับใครให้ทำอะไร แสดงความถูกผิดให้ปรากฏอยู่เท่านั้น ในฐานะที่เป็นประมุขแห่งสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงต้องทำหน้าที่ส่วนตนให้เรียบร้อยถูกต้อง บอกความจริงด้วยความหวังดีมิได้บังคับ จงเข้าใจทั่วกัน"

ฉบับที่ ๔ในกรณีเกี่ยวกับ เรื่องวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีกขณะนี้ ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดี ด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม "

ฉบับที่ ๕" ได้แจ้งให้เป็นที่เข้าชัดเจนดีทั่วกันแล้วก่อนหน้านี้ ว่าในตำแหน่งผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายก ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพื่อเทิดทูนรักษาพระพุทธศาสนาให้พ้นถูกทำลาย สมบูรณ์ดีที่สุดแล้วตามอำนาจท่านกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหลายจะทำอะไรต่อไปตามความต้องการ จะไม่มานั่งฟังรับรู้ในที่ประชุมวันนี้ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 "

สะเก็ดข่าวศาสนาตลอดปี 2549 โดย...ปี้ส่าง

อัยการสูงสุดถอนฟ้องธัมมชโย
เป็นข่าวใหญ่โตสุดท้ายก่อนอวสานรัฐบาลทักษิณ ถูกจัดเรตติ้งเป็นข่าวดังอันดับ 2 ของประเทศไทย ในปี 49 ความดังที่ว่านี้มีหลายสาเหตุ ทั้งจากเหตุที่ท่านธัมมชโยเป็นเจ้าอาวาสวัดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทย มีทรัพย์สินมากที่สุดถึงหลายหมื่นล้าน กิ่งก้านสาขาก็มากมายทั้งในและต่างประเทศ มีการออกนิตยสาร สื่อสาร เว๊บไซต์ แม้กระทั่งมีดาวเทียมเป็นของตนเอง พระธัมมชโยไม่ต้องอาศัยใครช่วยโฆษณาก็สามารถออกอากาศได้ตามใจปรารถนา ศาสนิกหรือก็ล้นวัด ขนาดว่าที่ดินนับพันๆ ไร่ที่ซื้อไว้นั้น เชื่อไหมว่าจัดงานใหญ่เข้าจริงๆ ปรากฏว่า "ไม่พอจอดรถ" ถ้าไม่มีชนักติดหลังเรื่อง สร้างสัทธรรมปฏิรูปเมื่อปี 2542 แล้วละก็ ธัมมชโยคงลอยไกลไปจนถึงระดับสันตะปาปาแห่งนครรัฐวาติกันนั่นทีเดียว แต่โบราณว่า ถ้าบุญญาวาสนาไม่ถึงก็อย่าเขย่งเท้าเดินเลย ปวดเสียเปล่า ประเดี๋ยวเขาก็รู้ว่าหมู่หรือจ่า ดังนั้น เรื่องนี้ต้องขยาย...

กล่าวกันตามที่เห็นและเป็นไป ปี้ส่างมิได้มีอคติกับท่านธัมมชโยเป็นการเฉพาะ ผลงานการสร้างวัดก็ดี สำนักเรียนก็ดี หนังสือหนังหาก็ดี ที่วัดพระธรรมกายทำออกมานั้น ยอมรับว่าดูดีกว่าผลงานของวัดในประเทศไทยหลายหมื่นวัด อาจจะรวมทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุ วัดสระเกศ พวกนี้ด้วย แต่ที่ต้องออกมาตราหน้าอย่างรุนแรง ก็เพราะพฤติกรรมของคณะวัดพระธรรมกาย ต่อกรณี ที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ท่านได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีที่วัดพระธรรมกายได้ออกเอกสารระบุว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" นั่นแหละ

ในฐานะที่พระธัมมชโยเป็นถึงพระราชาคณะเจ้าอาวาสมีพระมากที่สุดในประเทศไทย ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า "เป็นนักปราชญ์" ในทางพระศาสนาด้วยผู้หนึ่ง ซึ่งคุณสมบัติดังว่ามานี้ เมื่อมีหนังสือท้วงติงจาก พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ซึ่งท่านได้เขียนอย่างสุภาพ ยกหลักฐานต่างๆ ทั้งในพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา เป็นต้น มาเทียบเคียงเพื่อให้สาธุชนได้ใช้ตรวจสอบลัทธิธรรมกาย ตอนนั้น เราคาดหวังว่าจะได้เห็น "การชี้แจงอย่างสุภาพเหมาะสมกับภูมินักปราชญ์เจ้าสำนักใหญ่ระดับโลกของ
พระธัมมชโย"

แต่เปล่าเลย ธัมมชโยนอกจากจะมุดหัวอยู่แต่ในกุฏิ ไม่ยอมชี้แจงแถลงไขในเรื่องที่ตัวเองกระทำลงไปแล้ว ยังให้สมุนบริวารออกเอกสารโจมตีพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์อย่างข้างๆ คูๆ ใช้นามแฝงว่า "ชมรมสามเหล่าทัพ" บ้าง ว่า "ดร.เบญจ์ บาระกุล" บ้าง ส่วนตัวเองนั้นก็ใส่แว่นตาดำนั่งรถเข็นไปขึ้นศาล อ้างว่าป่วย ! แสดงความอ่อนแอให้คนเห็นในท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติเกี่ยวกับตัวเองและสำนักเรียน ไม่มีความองอาจ ขาดความเป็นนักปราชญ์หรือผู้ดี ไม่มีการกระทำอย่างลูกผู้ชาย นี่แหละคือตัวจริงเสียงจริงของธัมมชโย ซึ่งต้องกับโบราณภาษิตที่ว่า "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ" แต่สถานการณ์สำหรับธัมมชโยนั้นกลับกลายเป็นสร้าง "โมฆบุรุษ" ไปอย่างที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9)
วัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
บุคคลที่พระธัมมชโยและเหล่ากัลยาณมิตรต้องคิดถึงไปจนวันตาย


หลังจากตะลอนขึ้นศาลสงฆ์และศาลอาญามาตั้งแต่ปี 2542นั้น ธัมมชโยก็ให้เหล่ากัลยาณมิตรวัดพระธรรมกายออกมาส่งเสียง "ขอความเป็นธรรม" เป็นระยะๆ อ้างว่าทำคุณงามความดีเพื่อประเทศชาติศาสนามามากมาย ควรจะนิรโทษกรรมท่านธัมมชโยเสีย แต่กระพรวนบนคอแมวนั้น นอกจากจะหาหนูใจกล้านำไปผูกได้ยากแล้ว หนูตัวที่จะนำกระพรวนออกก็ยิ่งหาได้ยากกว่า ดังนั้นคดีดัง "ธรรมกาย" เมื่อเข้าสู่ศาลอาญาแล้ว ตามหลักก็จำเป็นต้องดำเนินการไปจนสิ้นสุดกระบวนการ ซึ่งประมาณว่า คดีนี้จะสิ้นสุดในประมาณปลายปี 2549 แต่จะออกลูกผีหรือลูกคนก็ไม่มีใครทายใจศาลอาญาได้

การที่คดีอาญาของพระธัมมชโยจะเดินไปสุดทางนั้น แปลได้ 2 ความหมาย คือ1.ถ้ารอด ก็เท่ากับว่าธัมมชโยเสมอตัว แต่ที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลมานานถึง 7 ปีนั้น ก็นับว่าเป็นเคราะห์กรรมมหันต์ และ 2.ถ้าศาลพิพากษาว่าธัมมชโยผิด ก็หมายถึงว่าต้องติดคุก ซึ่งพระที่ต้องคดีอาญาถึงติดคุกนั้นตามกฎหมายไม่สามารถจะเอาเข้าคุกทั้งผ้าเหลืองได้ ต้องเปลื้องผ้าเหลืองออกเสียก่อน หมายถึงว่า พระธัมมชโยต้องสึกสถานเดียว !
แต่ปัญหามันมิได้มีเพียงเท่านั้น เพราะท่านธัมมชโยนั้นเป็นถึงระดับปรมาจารย์ เป็นผู้ก่อตั้งวัดจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก วัดพระธรรมกายตั้งแต่เกิดจนโตขึ้นมาได้ทุกวันนี้นั้นก็เพราะท่านธัมมชโย การจับพระธัมมชโยสึกจึงเป็นการทำลายวัดพระธรรมกายจนถึงรากถึงโคน เพราะถ้าไม่มีพระธัมมชโย รับรองว่ากัลยาณมิตรคุมกันไม่ติดแน่ แต่ในฐานะที่วัดพระธรรมกายนั้นใหญ่โตรโหฐาน มีสาวกนับแสน การจะจับเจ้าสำนักสึกจึงมิใช่เรื่องง่าย รับรองว่าจลาจลแน่ แต่เหนือนิติศาสตร์ก็ยังมีรัฐศาสตร์ ซึ่งตรงนี้อัยการสูงสุดได้นำมาทำเป็นลูกกุญแจดอกที่สอง สำรองไว้ไขความสำหรับการไว้ชีวิตพระธัมมชโยและคณะวัดพระธรรมกายในครั้งนี้

ความเก่งกาจระดับซูเปอร์เซียนของทีมกฎหมายวัดพระธรรมกายนั้น ต้องขอยกนิ้วให้ว่า "ยอดเยี่ยมระดับโลก" ขอโฆษณาไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ถ้าใครไหนต้องคดีอะไร ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ก็ขอให้ไปติดต่อท่านธัมมชโยเพื่อขอให้ทีมทนายมาช่วยว่าความให้ เพราะไม่น่าเชื่อว่า เรื่องใหญ่ระดับประเทศนั้น ทนายความทีมนี้สามารถปลดชนวนระเบิดปรมาณูลูกใหญ่ ขนาดสามารถทำลายอาณาจักรธรรมกายหลายหมื่นล้าน ให้หมดฤทธิ์ลงได้อย่างง่าย โดยใช้กุญแจดอกที่ชื่อว่า "สมานฉันท์" ผ่านมือนักปลดชนวนคดีทางการเมืองชื่อก้องโลก "ทักษิณ ชินวัตร"

ทีมกฎหมายวัดพระธรรมกาย ใช้ตรรกวิทยาที่ว่า ในเมื่อไม่มีหนูตัวไหนเป็นใจอยากไปปลดกระพรวนบนคอแมวออก ก็เห็นจำเป็นต้องใช้หนูตัวเดิมที่เอากระพรวนผูกคอแมวไว้นั่นแหละ ซึ่งในการฟ้องร้องต่อศาลอาญานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดจึงถูกกำหนดให้เป็นหนูตัวที่ต้องไปดึงเอากระพรวนบนคอแมวคือศาลอาญาออกมา เพราะผู้ผูกย่อมรู้ทางแก้ และสมการนี้แหละที่ทำให้วงการนักกฎหมายไทยต้องตะลึงเป็นคำรบสอง รองมาจากคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผ่านมาด้วยวาทะว่า "บกพร่องโดยสุจริต" นั่นเอง

ลำดับเหตุการณ์ระทึกใจในการ "ปลดชะนวนระเบิดวัดพระธรรมกาย" นั้นมีดังนี้

1. วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดจัดงาน “รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี” ที่วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานีมีการเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไปเป็นองค์ปาฐก
2. วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2549 ศาลอาญารัชดา โดยนายสุนพ กีรติยุติ ผู้พิพากษาอาวุโส และองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำสั่งอนุญาตให้ "ถอนฟ้อง" คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และลูกน้องคนสนิท ตกเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ เงินบริจาควัดมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท

โดยศาลอ้างเหตุผลว่า

1. เพราะว่าจำเลยได้คืนทรัพย์สนที่ฉ้อโกงมาจากวัดพระธรรมกาย จำนวน 1,000 ล้านบาท คืนให้แก่วัดหมดแล้ว2. ถ้าหากดำเนินคดีนี้ให้สิ้นสุด อาจจะเกิดความแตกแยกระหว่างพุทธศาสนิกชน ที่สังคมตั้งคำถามก็คือว่า การที่อัยการออกหน้าดึงเรื่องกลับมาจากศาลในครั้งนี้ ถ้าไม่มีคนที่ชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ส่งสัญญาณให้แล้ว ลำพังอัยการจะกล้าหาญกระทำการเองหรือ หรือ ถ้าคิดจะทำ ทำไมไม่ทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ปล่อยให้คดีค้างคาศาลมานานถึง 7 ปีได้อย่างไร และทำไม พอทักษิณกลับจากวัดพระธรรมกายได้ เพียง 35 วัน ศาลก็ออกนั่งบัลลังก์สั่งถอนคดีตามคำขอของอัยการ?????

ปิดท้ายรายการด้วย นายถวิล สมัครรัฐกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกมาประกาศว่า "เมื่อศาลสั่งจำหน่ายคดีอาญาแล้ว คดีทางสงฆ์ก็ถือว่าสิ้นสุดไปด้วย" แปลว่า สำเร็จ พระธัมมชโยพ้นบ่วงกรรมแล้ว บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใย โดยไม่ต้องผ่านศาลไหนให้ตัดสินทั้งสิ้น ใช้ระบบ "ลอบบี้" หรือวิ่งเต้นมันจนวินาทีสุดท้ายนี่แหละ ตำราจีบของแม๊กอินทอชเขาว่า "ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก" และมันก็เป็นทฤษฎีที่ยังเวิร์คอยู่ ใครไม่เชื่อก็ดูเอาเองเถิด

เรื่องนี้ในแวดวงพุทธศาสนิกชนคนไทยที่สนใจเรื่องหวยเรื่องเบอร์มากกว่าเรื่องพระธรรมวินัย ก็คงไม่มีใครคิดว่า "มันสลักสำคัญอะไร" เรื่องหลวงพี่น้ำฝนศิษย์หลวงพ่อพูลวัดไผ่ล้อม โดนห้ามให้หวยนั้นยังใหญ่กว่าเสียอีก เรื่องสำคัญระดับ "นักปราชญ์ทะเลาะกัน" นี้ จึงมีเพียงนักปราชญ์ไม่กี่คนเท่านั้นที่สนใจให้ความสำคัญ เชื่อไหมว่าถ้าปี้ส่างไม่นำเรื่องนี้มาฉายซ้ำ หลายคนดูเหมือนจะลืมเลือนไปแล้ว ที่ต้องบันทึกร่วมไว้ในหน้าเดียวกันก็คือว่า ผลงานการหลุดคดีนี้ของพระธัมมชโยนั้น นักปราชญ์ทางศาสนาเขาจัดให้เป็นผลงาน "โบว์ดำ" ชิ้นสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณก่อนจะสิ้นอำนาจด้วย

http://www.alittlebuddha.com/html/Special%20Event/Special%20news2549.html

TUESDAY, SEPTEMBER 05, 2006


มาดูชาวธรรมกายเค้าวางแผนโพสพันทิปกัน

ขอบคุณข้อมูลจากคุณ Sea Ghost Manhttp://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4679230/Y4679230.html
http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=4617

โฮจุงยิ้มแล้วนะค้าบ โพสต์ 31/5/2006 16:53โพสต์ #35

สืบเนื่องจากในเวปพันทิพห้องศาสนาได้มีการโพสโต้ตอบ-ชี้แจงกรณีของวัดพระธรรมกายมากมายหลายประเด็นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
จากกระทู้ก่อนหน้านี้มีความคิดเห็นโดยส่วนใหญ่ว่าคนที่โจมตีหนักๆเราไม่ต้องการแก้ไขความคิดเขาเท่าไหร่ แต่ที่เราต้องเข้าไปโพสเพราะต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงให้คนที่ผ่านมาอ่านได้รับทราบความจริงมากกว่า ผมมีความเห็นว่า โดยส่วนใหญ่กระทู้ห้องศาสนาที่คนทั่วไปจะอ่านมักจะเป็นกระทู้แนะนำซึ่งอยู่ด้านบน
ส่วนกระทู้ทั่วไปด้านล่างจะเป็นขาประจำห้องศาสนา มานั่งไล่อ่านไล่ตอบซะมากกว่าจากการตั้งข้อสังเกตของผมเอง

อยากให้ท่านลองเข้าไปดูห้องราชดำเนิน จะพอสงสัยได้ว่ามีการจัดตั้งกลุ่มๆหนึ่งที่อาจเรียกว่าวอร์รูม กลุ่มนี้จะคอยโพสคอยโหวตและคอยช่วยกันลบกระทู้ที่เข้าข้างกลุ่มพันธมิตรฯหรือความคิดที่โจมตีรัฐบาล เราจะเห็นว่ากระทู้แนะนำทั้งหมดล้วนเป็นกระทู้ที่เป็นไปในแนวทางสนับสนุนรัฐบาล กระทู้ที่คัดค้านรัฐบาลแทบจะไม่มีโอกาสโผล่มาให้เห็นเลยจากจุดนี้ผมจึงมีความคิดว่า เราควรจะนำแนวทางนี้มาดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์สำหรับวัดเราในห้องศาสนาได้ด้วยเช่นกันคือ

1.พยายามอย่าโหวตกระทู้ที่โจมตีวัดเราโดยเด็ดขาด เข้าไปโต้ตอบให้น้อยที่สุด ปล่อยให้กระทู้ตบมือข้างเดียว เพื่อไม่ให้กระทู้เหล่านี้มีการเคลื่อนไหวมากมาย ซึ่งจะนำไปสู่การถูกโหวตจากบุคคลอื่นและทำให้กระทู้ติดลมบนขึ้นกระทู้แนะนำในที่สุด

2.ตั้งกระทู้เรื่องอื่นๆที่เป็นประโยชน์แก่คนทั่วไปที่เกี่ยวกับธรรมมะ เช่น ยกธรรมะในพระไตรปิฏกมาวิเคราะห์บ้าง ยกชาดกมาเล่าบ้าง พูดถึงประสบการณ์การทำดี ช่วยเหลือสังคมแล้วได้พบปะเรื่องราวประทับใจบ้าง เช่น เมื่อวานสอนธรรมมะให้รุ่นน้องคนนึงฟัง ปรากฏว่าบังเอิญเขากำลังจะฆ่าตัวตาย วันนี้เขามาขอบคุณที่ได้เล่าธรรมมะให้เขาฟัง ทำให้เขาเลือกคิดที่จะฆ่าตัวตายแล้ว จะเริ่มตั้งใจทำงานและเลี้ยงดูพ่อแม่ให้ดีที่สุด อะไรประมาณนี้ ซึ่งตรงนี้ผมก็เห็นหลายท่านได้ทำและกำลังทำอยู่อย่างมากมาย แต่ก็อยากให้อีกหลายๆท่านช่วยกันเพราะมันจะสร้างเครดิตให้กับล็อกอินของเรา ช่วยให้กระทู้ไม่ดีตกไปข้างล่างเร็วๆ ที่สำคัญเราเองก็ถือว่าได้ให้ธรรมทานด้วย

3.ตั้งกระทู้ในทางดีเกี่ยวกับวัดเราอ้อมๆ(เน้นว่าอ้อมๆนะครับ อย่าให้เขาเห็นว่าเป็นหน้าม้า) เช่น กระทู้ "รายชื่อวัดทีสอบได้เปรียญธรรม9ประโยคประจำปีนี้" แล้วเราก็นำเสนอรายชื่อวัดต่างๆ ซึ่งแน่นอนวัดเราครองแชมป์อยู่แล้น(เย้) แต่เราไม่ต้องแสดงความเห็นเชียร์เลย คือเสนอข่าวไปกลางๆ คนอ่านเขาจะเห็นเอง เฮ้ยวัดธรรมกายได้ที่หนึ่งเว้ย หรือ รายนามผู้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทางภาคเหนือ เราก็นำเสนอซัก10ชื่อ โดยมีวัดเราด้วย แล้วก็ชักชวนเพื่อนๆในเวปมาร่วมบุญด้วยกัน โดยไม่ต้องเชียร์วัดเราเลย แบบนี้เป็นต้น

4.จากข้อ2และ3ให้เรานัดแนะกันโหวตกระทู้นั้นๆขึ้นมาให้เป็นกระทู้แนะนำ โดยช่วยกันทำให้สม่ำเสมอ กระทู้ไหนโจมตีเราหนักๆ เราก็ช่วยกันแจ้งลบกระทู้นั้นๆไปเลย
การเข้าไปชี้แจงกระทู้โจมตีถึงเราเขียนได้ดีแค่ไหนโอกาสคนทั่วไปเชื่ออีกฝ่ายนึงจะค่อนข้างมากกว่าเพราะเขาอคติมาตั้งแต่ช่วงที่วัดถูกโจมตีหนักๆมาแล้ว เราควรจะช่วยกันพรีเซนต์ให้คนทั่วไปได้รู้ในสิ่งที่สื่อไม่เคยนำเสนอบ้างเช่น ในแง่การสอบปริยัติวัดเราเป็นยังไง การช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ของเราไม่เคยตกหล่น การมอบรางวัลให้วัดเราหรือการยกย่องวัดเราจากองค์กรต่างประเทศทั้งของชาวพุทธและชาวไม่พุทธต่างๆ ให้เขาเห็นซะบ้างว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อเราตอนนี้ทั่วโลกกำลังยกย่องนะ อะไรประมาณนี้เป็นต้น

ขณะนี้ ตอนนี้เ รามีสมาชิก มีกำลังพลที่จะทำได้เช่นเดียวกับวอร์รูมในห้องราชดำเนินและเราก็เห็นแล้วว่าเขาทำได้ ฝ่ายที่โจมตีเราส่วนใหญ่มักอยู่เดี่ยวๆ เขาไม่ค่อยได้จับกลุ่มกันเท่าไหร่นัก ถึงจับกลุ่มจริงๆถ้าเทียบกับกลุ่มของเรา ผมมั่นใจว่าของเราชนะขาด ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้นำกลุ่มคอยส่งสารหลังไมค์ให้พวกเราคอยไปโหวตกระทู้นั้นคอยไปเชียร์กระทู้นี้ โดยส่วนตัวผมเห็นคุณเกียรติหัดฝัน คุณวรกร และอีกหลายๆท่าน สมควรจะเป็นผู้นำนะครับ (หากมีเวลาพอ)หากเราทำได้ใกล้เคียงที่ห้องราชดำเนินทำ (อย่างแนบเนียนที่สุด) ผมมองว่าจะเกิดประโยชน์ขึ้นอย่างมหาศาล ตามหลักจิตวิทยา เวลาเราเห็นคนส่วนใหญ่เห็นด้วยไปทางไหน เราเองมักจะเขวๆตามไปทางนั้น ไม่มากก็น้อย

แม้แต่เรื่องการเมืองในห้องราชดำเนิน ผมว่าคนผ่านไปผ่านมาที่ได้อ่านกระทู้ถึงจะคัดค้านรัฐบาลแค่ไหนถ้าได้อ่านก็คงมีเขวๆไปบ้าง ยิ่งคนที่กลางๆอยู่แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมว่าเป๋ไปเลยทีเดียวหากท่านอื่นมีความคิดเห็นขัดแย้งหรือคิดว่าดีแล้วแต่อยากเพิ่มเติม เชิญเลยนะครับ ช่วยๆกันครับ ทางโลกเขายังมีโฆษณาประเภท"เล่นเนทอย่างไรให้ได้เงิน" เราก็เอาบ้างครับอย่ายอมเล่นเนททั้งที ของเราต้องเป็น "เล่นเนทอย่างไรให้ได้บุญ"อนุโมทนากับทุกท่านครับปล. ถ้าเวปมาสเตอร์หรือสมาชิกท่านใดคิดว่ากระทู้นี้ควรเป็นความลับ ลบได้เลยครับ แต่จะเป็นไปได้มั้ยถ้างั้นช่วยส่งหลังไมค์ให้สมาชิกทุกท่านได้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ

------------------------
โฮจุงยิ้มแล้วนะค้าบ โพสต์ 1/6/2006 14:36โพสต์ #42*

ขอบคุณมากครับ พี่จังกึม (แอบเรียกพี่เพราะเราหน้าอ่อน แหะๆ) อีกหน่อยตั้งชื่อนิกเนมเป็น โฮจุนบ้างดีกว่ากำลังอินเทรนด์ เลียนแบบพี่จังกึมซะเลย*

ผมว่าบางทีการที่เราเป็นแพทย์หรืออีกหลายท่านที่มีหน้าที่การงานที่พอเป็นเครดิตในทางโลก ขอเสนอแนะว่า เวลาเราเข้าไปโพสในห้องศาสนา ให้เราพยายามเปิดเผยอาชีพหรือหน้าที่การงานเราแบบเนียนๆไปด้วย เช่น อาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสสอนคนไข้ที่มาFollow up ให้ฝึกสมาธิ ปรากฎว่าวันนี้คนไข้มาตรวจ เราแปลกใจมากเลย ทำไมคนไข้ดูหน้าตาสดใสขึ้น ถามเขาว่าไปทำอะไรมา เขาบอกว่า "ก็ผมไปฝึกสมาธิตามที่คุณหมอสอนไงครับ ขอบคุณคุณหมอมากนะครับที่กรุณาแนะนำสิ่งดีๆเป็นแสงสว่างให้ชีวิตผม" อะไรประมาณนี้ คนที่มาอ่านเจอเขาจะได้รู้ว่าเราเป็นหมอนะ เป็นลูกศิษย์วัดธรรมกาย "เอ๊ะ เห็นมีคนพูดหลายคนแล้วว่า คนฉลาดๆ คนรวยๆ เข้าวัดนี้กันเยอะ"

คนที่เข้ามาอ่านเขาต้องรู้สึกในใจบ้างแหละว่า ทำไม คนที่เขามีความคิดความอ่านมีไอคิวสูงๆ ไม่น่าจะถูกหลอกง่ายๆ ทำไมแม้มีข่าวโจมตีมากมายก็ยังมาเข้าวัดนี้กันอีก สิ่งเหล่านี้แม้จะยังไม่สามารถไปเปลี่ยนทัศนคติเขาได้ทันที แต่มันจะเข้าไปสะสมคะแนนด้านดีของวัดเราในจิตใจเขาไม่มากก็น้อย เราก็ค่อยๆสะสมคะแนนด้านดีแบบนี้เรื่อยๆไป พูดง่ายๆในทางธุรกิจก็เหมือนการสร้างแบรนด์นั่นแหละครับ

ผมขอยกตัวอย่างละกัน ยังจำได้มั้ยครับว่า โออิชิ ครั้งนึงเคยโดนข่าวเรื่องน้ำกรดที่ปะปนอยู่ในชาเขียว ครั้งนั้นผมเองมั่นใจเลยว่า แบรนด์โออิชิดับแน่นอนงานนี้ ยากจะแก้ไขได้ แต่เชื่อมั้ยครับ เขาพลิกกลยุทธ์ ให้ผู้บริโภคเบี่ยงเบนความสนใจไปที่ 30ฝา 30ล้าน และโหมโฆษณาทางสื่อต่างๆอย่างเต็มที่ จนซักพักคนไทยก็เริ่มลืม แถมตรงกันข้าม คนยิ่งซื้อโออิชิมากขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะหวังเงินล้านใต้ฝาผมเองคิดว่า การที่เราโดดเข้าไปเล่นเกมหักล้างความเชื่อ คำสอน-นิพพาน-การระดมทุน ถึงเราแก้ได้ดีแค่ไหน ก็ยากที่จะไปพลิกใจคนเหล่านั้น แต่ให้เราสร้างแบรนด์จากทางอื่น เช่น ความดีในการช่วยเหลือสังคมของวัดเรา ความเก่งในแง่ปริยัติจากรางวัลหรือเปรียญ ความน่าเชื่อถือจากที่มีคนเก่งคนรวยเข้าวัดเรามากค่อยๆสั่งสมไปครับ วันนึงแบรนด์เราก็จะค่อยๆมีคะแนนมากขึ้น

เสนอแนะนิดส์นึงเรื่องการเปิดเผยอาชีพการงาน ขอให้เปิดเผยแบบเนียนๆนะครับ คือบอกเหมือนไม่บอก อย่างที่ผมยกตัวอย่าง เราเอ่ยว่าคนไข้มาตรวจกับเรา คนอื่นก็จะรู้กลายๆเลยว่าเราเป็นหมอ อย่าไปตั้งนิกเนมว่า "หมอมหิดล" หรือประกาศตนอย่างโจ่งแจ้งว่าเป็นเจ้าของบริษัท อย่างนี้เสร็จเลยครับ เพราะเขาจะคิดว่าเรากำลังโอ้อวดตัวเองอยู่ หรือหนักกว่านั้น เขาอาจจะคิดว่าเราไม่ได้เป็นอาชีพนั้นๆจริงก็ได้ แอบอ้างเอาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ อย่างนี้ติดลบครับแทนที่จะเป็นบวก* รู้สึกผิดอย่างรุนแรงมากๆ ผมลืมคุณ Foox ไปเลย ท่านเป็นกำลังสำคัญของวัดเราทีเดียวนะครับ ในการเข้าไปเผยแผ่ในห้องศาสนา ขอเสนอชื่อท่าน Foox เป็นแกนนำด้วยครับ* เรื่องขุ่นมัวนี่ ขอยกมือสุดแรงเกิดด้วยคน ผมเองก็เป็นนะครับ เคยพยายามหลายครั้งแล้ว ที่จะอ่านและพยายามตอบหักล้าง แต่ได้ไม่คุ้มเสีย คือผมยังไม่แกร่งกล้าพอที่จะตอบได้ดีมากๆแบบ พี่เกียรติหัดฝัน คุณวรกร ท่านFoox ฯลฯ ผมเข้าไปอ่านยังไงก็คงตอบได้ไม่ดีเท่าท่านเหล่านี้ จะทำได้อย่างมากก็ให้ความเห็นหนับหนุน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคืออารมณ์ขุ่นมัว อารมณ์เร่าร้อน นั่งธรรมะนี่ฟุ้งกระจายยิ่งกว่าแป้งฝุ่นโดนทอร์นาโดเป่าเลยครับ หลังๆเลยต้องขออนุญาตเป็นทหารกองหลังไม่เข้าไปอ่านแล้วครับ ปล่อยให้ทัพหน้าความสามารถสูงบุกตะลุยไปก่อนครับ หากท่านๆทัพหน้าต้องการกำลังหนับหนุนกระทู้ไหนหลังไมค์มาเลยครับ ผมจะเข้าไปประมาณว่า "อ่านของคุณเกียรติผมว่าคุณเกียรติแสดงเหตุผลได้อย่างแยบคายและดูใจเย็นกว่าคุณงงทุกอบายเอ๊ยงงทุกสถานการณ์นะครับ" อะไรแบบนี้ก็จะทำให้น้ำหนักคุณเกียรติดีขึ้น

*** บางทีถ้าเราสรุปแนวทางการเผยแผ่ทางเนทได้แล้วว่าต้องไปโพสกระทู้ไหน เป็นหน้าม้ากันอย่างไร อาจจะพิมพ์ออกมาเลย แล้วนัดแนะกันไปเอาเอกสารที่สภา วัดอาทิตย์ จะได้ไม่ดูเปิดเผยกันเกินไป ถึงแม้ฝ่ายตรงข้ามจะลงทุนอยากรู้กลยุทธ์เรา ไปเอาเอกสารที่วัดบ้าง ก็เรียนเชิญเลยนะครับ จะได้มีโอกาสพรีเซนต์บ้านใหญ่ของเราให้เขาได้สัมผัส เผลอๆอาจเปลี่ยนฝ่ายไปซะงั้นก็ได้นะครับ (นึกแล้วขำปนปิติดี)***เล่นเนทให้ผ่อนคลายและได้บุญครับ***ปล.ผมเพิ่งขายเครื่องเกมPlay station2 ไป เนื่องจากคิดว่ามันช่างกัดกินเวลาอันมีค่าของเราซะเหลือเกิน เล่นเนทแบบได้บุญดีก่า ผ่อนคลายแบบอยู่ในบุญ แถมเหมือนได้เจอกัลยาณมิตรทุกวันด้วย อุ่นใจดีครับ

SATURDAY, APRIL 16, 2005


กรณีธรรมกาย โดย พระธรรมปิฎก

กรณีธรรมกาย
โดย พระธรรมปิฎก--------------------------------
ขอย้ำว่า คำสอนธรรมกายของมหายาน กับคำสอนธรรมกายของวัดพระธรรมกายนั้น ต่างกันมากมาย ยิ่งกว่าธรรมกายมหายานต่างจากธรรมกายเดิมของพระพุทธเจ้า
เรื่องวิชชาธรรมกายปัจจุบันของสำนักวัดพระธรรมกายนั้น ก็ควรจะกล่าวลงไปตรงๆ ไม่ต้องไปบอกว่า พระพุทธเจ้าค้นพบ หรือทรงสอนไว้แล้วหายไปจนต้องมีการค้นพบใหม่ ก็พูดไปตรงๆ ว่า อาจารย์ของสำนักท่านได้จัดวางของท่าน และได้สอนขึ้นมาในความหมายของท่าน เรื่องก็เท่านั้นเอง เพราะว่าธรรมกายที่ว่านี้ ก็ไม่ได้มีความหมายตรงกับธรรมกายเดิมในพระไตรปิฎก หรือแม้แต่ธรรมกายของมหายาน ที่เขาได้พัฒนาขึ้นมาในยุคหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปหลายร้อยปี ควรจะมีความแจ่มชัดดังที่กล่าวมาแล้ว "

อ่านเต็มๆ ที่ http://members.tripod.com/~b2b2/tmk/

กรณีธรรมกาย: สัมภาษณ์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก

"...หลักของพระพุทธเจ้า เป็นหลักจริงๆ ไม่จำเป็นต้องตีความแล้ว ถ้าใช้คำว่าตีความ ท่านก็ตีความไว้ให้เสร็จแล้ว เราไม่จำเป็นต้องตีความอีก

พระนิพพานคืออะไร เป็นอัตตาหรืออนัตตา นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาตีความแล้วนะครับ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เรียบร้อยแล้วว่าพระนิพพานเป็นอนัตตา
 ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าคุณเชื่อไหม เสรีภาพให้มาใช้ตรงนี้ คุณมีเสรีภาพจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ถ้าคุณไม่เชื่อพระพุทธเจ้าว่าอธิบายอย่างนี้ ตีความอย่างนี้ ผมไม่เชื่อ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะไปไหนก็ได้ ถ้าคุณไม่เชื่อคุณจะมาอ้างว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ต่างหาก เอาความเห็นของคุณไปใส่นี่ กลายเป็นว่าคุณกำลังจะบิดเบือน กำลังจะทำลายพระพุทธศาสนา
เสรีภาพเอามาอ้างกันบ่อย อ้างเสรีภาพในการนับถือศาสนา ใครจะนับถือนิกายไหนก็ได้ แต่ลืมนึกถึงบริบทของสังคมในเมืองไทย

อย่างเช่นชอบอ้างเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ... ผมขอพูดเรื่องนี้ก่อน ที่บอกว่าเรามีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาและปฏิบัติตามลัทธิประเพณีทางศาสนาที่ตนเชื่อถือ เช่นจะเข้าชื่อกันเพื่อแสดงสิทธิเสรีภาพที่จะสอนตามที่ตนต้องการ ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาที่ตนต้องการ เช่นสอนว่านิพพานเป็นอัตตา ทำพิธีนำข้าวไปถวายพระ-พุทธเจ้าบนนิพพาน อ้างเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นี่เข้าใจผิด กรณีธัมมชโยนี่มีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา ใช่แกมีเสรีภาพในการเลือก แล้วแกก็เลือกแล้วด้วย คือเลือกเป็นพระในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เลือกเรียบร้อย เป็นพระในพุทธศาสนานิกายเถรวาทก็จะต้องปฏิบัติตามประเพณีพิธีกรรมของเถรวาท หลักคำสอนของเถรวาท นี่คือหลัก ทีนี้แกเลือกแล้วแกจะมาอ้างสิทธิเสรีภาพในการเลือกอะไรอีก
แต่ถ้าจะเลือกใหม่อีก ก็มีสิทธิเลือก เช่นเลือกเป็นพุทธฝ่ายมหายาน สมมุตินะครับ เลือกเป็นพุทธฝ่ายมหายาน ไม่เอาแล้วเป็นเถรวาทเรื่องมาก จะมาเลือกเป็นพุทธฝ่ายมหายานก็ย่อมได้ สมมุติว่าธัมมชโยเลือกจริง ธัมมชโยก็ต้องไปอยู่กับพระจีน ไปอยู่กับพระญวน เพราะจะเกี่ยวโยงกับธรรมเนียมปฏิบัติในสังคมไทย มีกฎต่างๆ กฎกระทรวง กฎหมาย ของไทยว่า มหายานในเมืองไทยที่รับรองเป็นทางการมี ๒ ฝ่าย คือฝ่ายญวน และฝ่ายจีน ไต้หวันยังไม่รับรอง เพราะฉะนั้น คุณมีสิทธิเลือกตามรัฐธรรมนูญ ถ้าคุณเลือกเป็นมหายาน คุณก็ไปอยู่วัดเล่งเน่ยยี่ วัดโพธิ์แมน หรือไม่ก็ไปอยู่กับพระญวน อันนี้ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ...."

"....ปัญหาของธรรมกาย (ธรรมกายทุกสำนัก มิใช่เฉพาะสำนักของธัมมชโย ที่ยกธรรมกายคลองสามขึ้นมาพูดเพราะว่าเป็นต้นเหตุ) มีอยู่ ๒ ประเด็น

๑. ผิดต่อพระพุทธศาสนา อันนี้พูดอย่างไรๆ ก็ไม่มีใครเข้าใจนอกจากคนที่ศึกษาพระพุทธศาสนา คนข้างนอกไม่เข้าใจพระเองถ้าไม่ศึกษาพระพุทธศาสนาก็ไม่เข้าใจ นักวิชาการพุทธศาสนาจะต้องรู้ประเด็นนี้ คือผิดต่อหลักการของพระพุทธศาสนา

๒.ปฏิบัติผิดพระวินัย ประเด็นที่พูดกันวุ่นวาย ยืดยาว ปัจจุบันนี้เป็นประเด็นที่สอง ผมเห็นว่าเป็นประเด็นเล็กนิดเดียว คือว่า ธัมมชโยกับลูกศิษย์บางองค์ปฏิบัติผิดพระวินัย ที่เห็นเด่นชัดนั้นก็คือ ปาราชิกข้อที่ ๒ ฉ้อโกงทรัพย์ เอาเงินของวัดไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง อีกข้อหนึ่งซึ่งพิสูจน์กันยาก แต่ถ้าพิสูจน์จริงๆ ก็พิสูจน์ได้ คือการอวดอุตริมนุสธรรม การอวดอ้างว่าตนสามารถมีอิทธิปาฏิหาริย์อะไรต่างๆ ที่ตัวทำไม่ได้ เป็นสิ่งที่ตัวไม่มีในตัวเอง เช่นว่าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือบันดาลให้ภาพหลวงพ่อสดเหาะอยู่กลางอากาศอะไรพวกนี้ หรือไม่ก็อ้างพระสิริราชธาตุมีอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เป็นหินศักดิ์สิทธิ์ เทวดารักษาไว้ตั้งสองร้อยล้านปี เหล่านี้พิสูจน์ได้ ถ้าพิสูจน์ได้ก็เข้าข่าย ๑.อวดอุตริมนุสธรรม ๒.หลอกลวงประชาชน

อย่างสิริราชธาตุ จริงๆ แล้วก็คือ resin หลักฐานการสั่งของเข้ามาเมืองไทยเขามี สั่งอะไรมา ราคาเท่าไร สั่งมาเมื่อใด สามารถตรวจสอบได้ resin ไม่ใช่หินสองร้อยล้านปี สามารถพิสูจน์กันได้เดี๋ยวนี้ ฉะนั้นความผิดของแกถ้าจะมีก็มีอยู่ ๒ ประเด็นคือ อทินนาทาน กับอุตริมนุสธรรม แต่ว่าเป็นเรื่องเล็ก

ถามว่าทำไมถึงเป็นเรื่องเล็ก ตอบว่าเพราะไม่ใช่ขุดรากถอนโคนพระพุทธศาสนา เป็นเพียงการที่พระภิกษุรูปหนึ่งประพฤติปฏิบัติผิด ต่อพระธรรมวินัย เหมือนตำรวจทำผิดวินัยของตำรวจ อาจจะถูกสั่งพักหรืออาจจะถูกไล่ออก ก็เป็นเรื่องของบุคคลเท่านั้นเอง แต่ เรื่องใหญ่ คือเรื่องหลักการสอนของธรรมกาย การอ้างว่าธรรมกายมีในพระไตรปิฎกก็ดี การสอนวิธีเข้าถึงพระนิพพานโดยผ่านการเดินกายผ่านฐานต่างๆ เดินดวงแก้วผ่านฐานต่างๆ ของกาย แล้วก็สามารถทำให้เกิดนิมิตพระพุทธรูปหน้าตักกว้างเท่านั้นเท่านี้ สูงขึ้นกว่ากันตามลำดับ คือพระโสดาบัน ๕ วา พระสกทาคามี ๑๐ วา พระอนาคามี ๑๕ วา พระอรหันต์ ๒๐ วา ก็ดี การอ้างว่าการเห็นพระพุทธรูปนั้นคือการบรรลุพระนิพพาน และผู้บรรลุพระนิพพานสามารถถูกดูดเข้าไปสู่อายตนะนิพพาน ซึ่งอ้างกันว่าเป็นสถานที่สถิตของพระพุทธเจ้าในอดีตและพระอรหันต์ทั้งหลาย สามารถวัดความกว้างความยาวได้ คือเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๔๑,๓๓๐,๐๐๐ โยชน์ เส้นขอบของพระ-นิพพาน ๑๕,๑๒๐,๐๐๐ โยชน์ ๒ ขอบรวมเป็น ๓๐,๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ การอ้างพระนิพพานว่าเป็นสถานที่ การอ้างว่าพระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานแล้วท่านไปอยู่ตรงนั้น การอ้างว่าพระนิพพานบรรลุได้โดยการนั่งสมาธิจนทำตนให้เป็นพระพุทธรูป ไม่ใช่วิถีของพระพุทธศาสนา ไม่ว่านิกายไหน พุทธศาสนาถือว่าการบรรลุมรรคผลนิพพาน คือ การลด ละกิเลสได้ จนกระทั่งหมดกิเลสได้โดยสิ้นเชิง อย่างนี้เป็นการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องใหญ่..."
"...อาจารย์สรุปว่าธรรมกายไม่ใช่พุทธ

ฝรั่งมาสัมภาษณ์ผม ผมบอกเลยว่าไม่ใช่พุทธศาสนา ในความหมายที่แท้จริงคือ โดยรูปแบบเขาเป็นพระในพุทธศาสนา และเป็นเถรวาทด้วย แต่จริงๆ เขาไม่ใช่พุทธ เพราะว่าเขาไม่แสดงคำสอนของพุทธศาสนา เพียงไปหยิบเอาคำสอนของพุทธศาสนาบางจุด เพื่อสร้างความร่ำรวย ความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัว ถ้าเราถอยหลังมาพิจารณาสักนิด... เราจะเห็นว่าการสอน แม้แต่หลักบุญหลักทาน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานที่สังคมไทยสอนกันมาตามหลักพุทธศาสนานี่ ก็สอน “ให้เพื่อการสงเคราะห์ ให้เพื่อช่วยเหลือสังคม” ใครมีก็ช่วยเหลือเจือจานคนอื่นตามกำลังสามารถ ไม่เคยมีคำสอนใดในสังคมไทยหรือในพุทธศาสนาที่สอนว่า “มึงมีเท่าไรมึงทุ่มให้หมด” ไอ้มีเท่าไรทุ่มให้หมดนี่นะฮะ ถึงกับสร้าง slogan ว่า “ขายบ้านขายรถ ทุ่มสุดฤทธิ์ ปิดเจดีย์” ไม่มีก็ให้ไปขอยืมเขามา ให้ทำมากๆ ท่านก็จะได้มากๆ หมายถึงว่าได้สิ่งตอบแทนกลับมา เช่นให้ไป ๑,๐๐๐ บาท คุณจะได้รับตอบแทนกลับมา ๓,๐๐๐ บาท ๓ เท่าตัว… ไม่มีใครสอนอย่างนี้
ว่ากันจริงๆ นะ ถ้าถอยหลังมานั่งคิดสักนิด โอ้โห! นี่มันเป็นลัทธิขูดรีด “มึงจะชิบหายช่างมึง แต่ว่าต้องเอาเงินมาให้กูให้ได้ ให้กูได้ร่ำได้รวย” เอาเงินมาแล้วเอาไปทำอะไร สังคมก็เห็นอยู่แล้วว่าเงินทองเอาไปทำอีลุ่ยฉุยแฉก จ่ายให้สีกาคนละ ๑๐๐ ล้าน ๒๐๐ ล้าน เอาไปทำธุรกิจ ก็เห็นๆ กันอยู่ ทำไมคนถึงมองไม่เห็น ก็เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของผ้าเหลือง นี่ถ้าสมมติว่าเป็นคุณ นุ่งกางเกง ถ้าคุณทำอย่างนั้นคุณก็โดนถีบ โดนกระทืบตายแล้วใช่ไหม อันนี้เห็นได้ชัดๆ ไม่ใช่พุทธศาสนา คือเราเกรงใจ พูดกันแบบเกรงใจ ผมไม่เกรงใจหรอกแบบนี้...

พวกนี้สำคัญผิดหรือเจตนาฉ้อฉล

เจตนาฉ้อฉลๆ

หมายถึงรู้มาตั้งแต่ต้น

รู้ รู้มาตั้งแต่ต้น ตั้งใจมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ถ้าให้ความเป็นธรรมสักเล็กน้อย หลวงพ่อสดนี่ ท่านอาจจะเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้ ว่าพระนิพพานของท่านเป็นอย่างนั้น ท่านนั่งเห็นนิมิต ท่านเห็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้ เพราะสมถะนั้นสามารถที่จะทำให้เกิด delusion เกิดความเข้าใจผิดได้ จินตนาการไปได้ เพราะนิมิตที่เห็นนั้น แต่ทีนี้หลวงพ่อสดไม่เอาเรื่องนี้มาเป็นเครื่องมือหากินนะจะบอกให้ หลวงพ่อสดท่านปฏิบัติผิด ท่านก็เข้าใจผิดว่านิมิตนั้นเป็นจุดสุดท้ายเป็นจุดสำเร็จ

และถ้าดูประวัติของหลวงพ่อสดตั้งแต่ต้น หลังจากนั้นหลวงพ่อสดมาปฏิบัติวิปัสสนากับอาจารย์ใหญ่วิปัสสนาธุระที่วัดมหาธาตุ (ท่านเจ้าคุณโชดก) ได้มอบรูปให้สำนักนั้น เขียนบอกยอมรับว่าวิธีปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ตามที่สอนในสำนักวัดมหาธาตุนั้นถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ก็เขาเล่าลือกันมาตั้งนานแล้ว เขาไม่กล้าพูดกลัวจะเป็นการ bluff กัน ถ้าสมมติเป็นจริงดังนั้นตามหลักฐานที่มีให้เห็นและตามที่เล่าๆ กันมา ผู้ที่เล่าให้ฟังก็มีชีวิตอยู่ แสดงว่าหลวงพ่อสดท่านไปไหนต่อไหนแล้ว หมายความว่าท่านเคยติดตันอยู่ แล้วท่านก็ทะลุกำแพงไปได้ ไปถึงไหนนี่เราไม่ทราบ

แต่ว่าลูกศิษย์ลูกหาเอามรดกที่ท่านทิ้งไว้มาหากิน ถ้าสังเกตจะเห็นว่าธรรมกายมี ๒ กรุ๊ป กรุ๊ปหนึ่งคลองสาม กรุ๊ปหนึ่งดำเนินสะดวก ดำเนินสะดวกกับคลองสามนี่เป็นลูกศิษย์รุ่นเดียวกัน ทำงานมาด้วยกัน อยู่ที่เดียวกัน แล้วทะเลาะกัน เวลาทะเลาะกันก็วิ่งมาหาผม แม้กระทั่งที่ถูกไล่ ถูกตามล่า ตั้งแต่พระอดิศักดิ์ก็ดี พระชัยเจริญก็ดี พระเลอศักดิ์ก็ดี รุ่นแรกหนีตายก็มาหาผม ทำไมข้อมูลต่างๆ มาอยู่ที่ผม... ก็เพราะท่านเหล่านี้มารายงานให้ทราบ ผมรู้ก่อนใครทั้งนั้นเรื่องอะไรต่ออะไรต่างๆ

เพราะฉะนั้นสองกลุ่มนี้มีปัญหาหลักคือบิดเบือนคำสอนของพุทธศาสนา และบิดเบือนทั้งสองกลุ่ม จำได้ไหม การเถียงกันพระนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตานี่ ใน หนังสือ สมาธิ นิตยสารที่ออกในช่วงนั้น พวกธรรมกาย ไม่ว่าดำเนินสะดวก ไม่ว่าคลองสาม ยืนยันว่าพระนิพพานเป็นอัตตา จากนั้นท่านเจ้าคุณ (พระธรรมปิฎก) จึงเสนอหลักฐานของท่านออกมา และกลายมาเป็นหนังสือ “นิพพานอนัตตา” เกิดถกเถียงเรื่องนี้กันมาก่อน ท่านชี้ว่าพุทธศาสนาไม่ได้สอนนิพพานเป็นอัตตา นั่นแหละคือวิวาทะที่เกิดขึ้นมาก่อนเกิดเหตุ พอเกิดเหตุธรรมกายคลองสามเข้า ทางด้านดำเนินสะดวกก็สงบ สงวนท่าทีอยู่ เพราะว่ามีกรณีสมภารและรองสมภารวัดพระธรรมกายผิดพระวินัยอยู่ด้วย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องหลักการของพระพุทธศาสนา หรือพระนิพพานอย่างเดียว แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือประเด็นเรื่องพระนิพพานเป็นอัตตา ทั้งสองสำนักสอนเหมือนกัน ยืนยันเหมือนกัน..."

"...แล้วในฝ่ายของคณะสงฆ์

ในฝ่ายคณะสงฆ์นี่ จะกราบเรียนให้ทราบว่า การที่เราจะพูดว่าคอรัปชั่น การที่เราจะพูดว่าเป็นการติดสินบน นี่เราก็บอกไม่ควรพูด มันแรงไป เพราะจริงๆ ที่ท่านทำน่ะเป็นการเอื้ออาทรอุปการะซึ่งกันและกัน แต่ถ้าพูดโดย ultimate reality โดยปรมัตถ์แล้วนี่ ก็คือการคอรัปชั่น ก็คือการติดสินบนนั่นแหละ ผมจะยกตัวอย่าง... ต้องเข้าใจนะ พวกนี้หรือใครก็ตามที่เขารู้ตัวว่าเขาทำไม่ถูกต้องตามหลัก เขาจะต้องสร้างภูมิคุ้มกัน สมมติว่าถ้าเขาคิดมาตั้งแต่ต้นว่าเขาจะทำตรงนี้ให้เสร็จ มาทำตรงนี้ก็เลี่ยงกฎหมายเลี่ยงพระธรรมวินัย เลี่ยงอะไรเยอะ เขารู้ แต่ถ้าไม่ทำรายได้จะไม่มี คนจะไม่ขึ้น คนจะไม่นับถือ เขารู้มาตั้งแต่ต้นแล้วก็รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร รู้ว่าต้องเข้าหาใคร พวกนี้จริงๆ แล้วเป็นพระใต้บังคับบัญชาของพระเถระผู้ใหญ่ที่ว่าง่ายมาก ว่านอนสอนง่าย และเข้าหาพระผู้หลักผู้ใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตน มี link กัน มีความสัมพันธ์กันระหว่างพระผู้ใหญ่กับตัวเองอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอและมานานด้วย รู้จักคุ้นเคยและก็ได้รับความเมตตาอุปถัมภ์จากท่านเหล่านั้นมาก เพราะฉะนั้นทางฝ่ายเหล่านี้การอุปถัมภ์ทางปัจจัยเป็นของธรรมดามาก

พระผู้ใหญ่ท่านไม่เท่าทันหรือ ระหว่างเรื่องการเคารพกับความอ่อนน้อมเพื่อหวังประโยชน์ หรือระหว่างการที่สนับสนุนปัจจัยกับการติดสินบนท่าน

อาจจะไม่เท่าทัน หรือรู้เหมือนกันแต่ว่าต้องแกล้งไม่รู้ เพราะว่าการที่แกล้งไม่รู้ทำให้ท่าน “ได้”... พูดง่ายๆ ทำให้ท่านรวยขึ้น ได้มีปัจจัยความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรถยี่ห้อดีขึ้น หรือว่าสร้างอะไรท่านก็สามารถสร้างได้รวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่าง วัดที่มีชื่อแปลว่า “ยานพาหนะคือเรือ” ก็แล้วกัน หรูหรามหาศาลมาก ไปดูกำแพงวัดสร้างอย่างสวยงาม วัดนี้เอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ ... ก็จากระบบการเอื้ออุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นท่านเหล่านี้เขาเตรียมมาแล้ว ตัวเขานี่ เขาเตรียมทุกอย่าง หาเกราะป้องกันตัว อาศัยวัฒนธรรมไทยคือการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ระหว่างผู้อาวุโสกับด้อยอาวุโส อะไรต่างๆ โดยพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นไปด้วยความราบรื่น เป็นความราบรื่น จนกระทั่งว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นพรรคพวกเขาสามารถที่จะกระโดดเข้ามาป้องกันได้โดยที่ไม่คิดถึงอะไรทั้งนั้น แม้แต่กระแสสังคม สายตาของวิญญูชนทั้งหลาย ทำไม่สนใจทั้งนั้น

ถ้าดู video เวลาเขาออกข่าวก็จะเห็นว่า เวลางานสำคัญๆ ที่ผ่านๆ มา มีพระผู้ใหญ่องค์ใดบ้างที่ไปที่นั่นเป็นประจำ ไปเปิดอะไรต่ออะไรต่างๆ จะเห็นภาพอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจะบอกได้ทันทีว่า... ที่จริงแล้วถ้าดูด้วยความพินิจพิเคราะห์ เราจำแนกได้ว่า องค์ใดบ้าง คือพระผู้ใหญ่ที่อุปถัมภ์กันอยู่ ถ้าจะทำงานอะไรใหญ่ๆ เขาจะนิมนต์พระนี่เขาจะนิมนต์พระองค์ใด นิมนต์พระที่ต้องให้คุณให้โทษแก่เขาได้ มาทำอะไร มาเทศน์ นิมนต์มาเทศน์นี่นะครับ พอเทศน์จบ ก็ถวายกัณฑ์เทศน์ ถวายกัณฑ์เทศน์อย่างเก่งก็พัน ห้าพัน ห้าพันนี่ถือว่าอย่างเก่งแล้วนะฮะ ถวายกันถึงสามแสน สี่แสน ห้าแสน ก็มี ครึ่งล้านนี่ จะทำใจได้ไหมว่าเป็นกัณฑ์เทศน์ ท่านก็พยายามคิดว่านี่กัณฑ์เทศน์ กัณฑ์เทศน์นะ...ไม่มีอะไร เขาศรัทธา เขาเลื่อมใสมากก็ถวาย แต่ในส่วนลึกๆ จริงๆ ท่านผู้นั้นที่รับกัณฑ์เทศน์ไป ท่านย่อมจะรู้ว่าเป็นอะไร
แล้วหิริโอตตัปปะของท่านไปไหน

หิริโอตตัปปะก็อยู่นั่นแหละ แต่ไม่สำแดงตัว (หัวเราะ) ปัจจัยมันมากกว่ามันก็สำแดงออกมาไม่ได้ ถามว่าผิดไหม เป็นการติดสินบนไหม เป็นการคอรัปชั่นไหม ท่านก็ตอบ “มันไม่น่าจะผิดนะ” เป็นการติดกัณฑ์เทศน์ที่แฝงมา การให้สินบนโดยวิธีนี้อาศัยขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนามาเคลือบบังนี่ หากบอกว่ามันเลวร้าย... แล้วสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่อะไร มันนำไปสู่... ท้ายที่สุดแล้วท่านก็จะตกเป็นทาสของผู้ที่ให้ “ผู้รับตกเป็นทาสของผู้ให้” เขาต้องการอะไรก็ต้องทำให้ ธัมมชโย หรือ ทัตตชีโว นักธรรมตรีนะไม่ได้มีความรู้พระธรรมวินัยมากมายอะไรนักหนา แต่เวลาสอนไม่เคยสอนเรื่องอื่นเลยสอนแต่การให้ทาน การสร้างบารมี ธรรมลึกซึ้งมันจะไปรู้อะไร แค่นักธรรมตรี ใช่ไหม พระ ก. พระ ข. จะได้รับแต่งตั้งเป็นพระสมณศักดิ์อะไร ระดับนักธรรมตรีอย่างเก่งก็พระครู ต้องไต่เต้าไปตามลำดับ ไอ้นี่ ทีเดียวพรวดเป็นเจ้าคุณเลย เราก็จะเห็นอิทธิพลของปัจจัย อิทธิพลของอะไรต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง พรวดจากพระครูเป็นเจ้าคุณ แล้วพักเดียวได้เป็นชั้นราชแล้ว
เราก็จะเห็นได้ชัดว่า ในวงการพระท่านก็เกื้อกูลกัน ทีนี้บังเอิญว่าผู้ที่ได้รับการเกื้อกูลก็เป็นเจ้าคณะปกครองมีอำนาจในการพิจารณาความผิดความถูก มีอำนาจชี้ขาดว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง พอเกิดเหตุซึ่งจำเป็นจะต้องชี้ ก็น่าเห็นใจท่านนะ ท่านจะชี้อย่างไร ถ้าเป็นเราก็แย่เหมือนกัน ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เราเห็นใจท่าน ถามว่าทำไม ดูตัวอย่างเช่นเหตุการณ์เกิดกรณีถูกฟ้องร้องโดยฆราวาส ซึ่งก็ตามกฎนิคหกรรมว่ามีสิทธิ์ฟ้องได้ คุณมานพ (พลไพรินทร์ ผู้ยื่นฟ้องธัมมชโย และทัตตชีโว) ลืมเขียนคำว่านับถือศาสนาพุทธเท่านั้น ก็ปัดทิ้งแล้วบอกว่าคุณสมบัติไม่ครบ ที่จริงแล้วแค่บอกว่าคุณ... เอ่อนี่ลืมเขียนนี่ คุณนับถือศาสนาอะไรเขียนลงไปสิ ก็แค่นั้น... แก้ตรงนั้นก็ได้ แต่นี่หาเหตุว่าไม่ได้แล้ว ต้องยืนยัน ต้องเอาหลักฐานมายืนยันว่านี่เป็นพุทธแท้ๆ เคยบวชมา ถึงได้ยอม พอยอมแล้ว ก็น่าจะนำสู่กระบวนพิจารณาได้ทันที แต่ก็หาทางถ่วง บังเอิญไปเจอช่องโหว่ ตอนว่าด้วยการตรวจคุณสมบัติของโจทก์ มีเฉพาะข้อ ก. คือคุณสมบัติของโจทก์ที่เป็นพระ โจทก์ที่เป็นฆราวาสไม่เห็นบอกให้ตรวจคุณสมบัติ เมื่อไม่บอกให้ตรวจคุณสมบัติก็แสดงว่าฆราวาสไม่มีสิทธิ์ฟ้อง แนะนำให้ฝ่ายโน้นทำหนังสือแย้งไปว่าฆราวาสไม่มีสิทธิ์ฟ้องได้ พอฝ่ายโน้นทำหนังสือแย้งไปถึงเจ้าคณะภาค ไม่แย้งไปที่เจ้าคณะจังหวัดด้วย แย้งไปที่คณะภาคเสร็จแล้ว เจ้าคณะจังหวัดก็ไม่รับพิจารณาเรื่องนี้เพราะถือว่าเขากำลังอุทธรณ์ เขากำลังแย้งอยู่

เสร็จแล้วพอสังคม force โจทก์ก็รุกเร้าหนักขึ้น เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค ก็เลยไปประชุมกัน ประชุมกันตัดสินว่าฆราวาสไม่มีสิทธิ์ฟ้อง ทางกระทรวงศึกษาธิการโดยคณะรัฐมนตรีบอกตรงนี้ต้องให้ชัดเจน ก็เสนอให้มหาเถรสมาคมพิจารณา มหาเถรสมาคมก็พิจารณามาบอกว่าฆราวาสฟ้องได้ แล้วก็ให้เจ้าคณะภาคสั่งการให้เจ้าคณะจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอน เจ้าคณะจังหวัดก็บอกว่า มติว่าฆราวาสฟ้องไม่ได้ มันมีมาก่อนมติมหาเถรสมาคม เพราะฉะนั้นตอนนี้เมื่อเจ้าคณะภาคยังไม่ได้สั่งการมาว่าอย่างไร ผมก็ทำอะไรไม่ได้ กลายเป็นว่ามติของ มส. ไม่มีผลอะไร เพราะเชื่อเจ้าคณะภาคมากกว่า

แต่ทีนี้เขาก็นำเรื่องสู่ มส. ใหม่ กระทรวงศึกษาในช่วงหลังนี้ เขาก็พยายามติดตาม บอกว่าเอาอย่างไรกันแน่ ให้ยืนยันมติ ที่ว่าให้ยืนยันว่าฟ้องได้ ให้ยืนยันอีกทีหนึ่ง เสร็จแล้วพอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมก็เรียกเจ้าคณะภาคไปในฐานะที่เป็นกรรมการมส.ด้วยเหมือนกัน เจ้าคณะภาคก็บอกว่าเรื่องนี้ผมจะรับไปพิจารณาเองโดยรีบด่วน เสร็จแล้วก็ไม่พิจารณา ไม่ทำอะไร จนผลที่สุดเขาก็รบเร้ากันไปอีกจนกระทั่ง มส. สั่งบอกว่าให้รายงานแก่เจ้าคณะหนคือสมเด็จวัดชนะฯ เป็นลายลักษณ์อักษร ทางนี้ก็ทำหนังสือรายงานไปไม่ปะหน้าไปด้วย ท่านเจ้าคุณท่านบอกให้ไปทำมาใหม่ให้ละเอียด ตอนหลังมีใบปะหน้าถูกต้องตามระเบียบ แต่ว่ารายงานก็ยังสั้นอยู่บอกไม่เอา ต้องให้ละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น… ทั้งหมดนี้จะเห็นกลวิธีการถ่วงเวลา ไม่ใช่ไม่รู้แต่แกล้งถ่วงเวลา จนกระทั่งท้ายที่สุดเมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็จำต้องรายละเอียดส่งเจ้าคณะหน

เจ้าคุณเจ้าคณะหน คือสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ท่านอ่านเสร็จแล้วบอก อ้าวอย่างนี้ก็ขัดต่อมติมหาเถรสมาคม ใช่ไหม แล้วท่านยังจะยืนยันอย่างนี้อยู่หรือ ท่านก็บอกว่าให้คิดใหม่ เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหา พอเรื่องเข้าสู่มหาเถรสมาคมก็จะมีปัญหาอีก ท่านก็พูดว่า...ถ้าอย่างนั้นผมก็ตกนรกทั้งเป็น ตกนรกทั้งเป็นหมายความว่าอย่างไร คือไปรับเงินเขา เอ๊ย! รับลาภสักการะเขามาแล้ว ถ้ามาเปลี่ยนมติเสียเดี๋ยวก็จะมาตกนรกหรืออย่างไร อันนี้ก็ไม่ทราบนะฮะ ถ้าพูดอย่างนั้น

ผลที่สุดก็ไม่ยอมเปลี่ยน เจ้าคุณสมเด็จวัดชนะก็บอก ถ้าอย่างนั้นเห็นทีเราจะต้องขัดแย้งกันแล้วนะ ท่านเจ้าคุณวัดชนะท่านก็ยืนยันอ้างพระวินัยสมัยพุทธกาล อ้างเจตนารมณ์ของกฎ มส. กฎนิคหกรรม ว่าฆราวาสฟ้องได้อยู่แล้ว ท่านก็เสนอไปทั้งอย่างนั้นเลย เจ้าคณะภาคบอกไม่ได้ เจ้าคณะหนบอกว่าได้ พอไปถึงประธานในที่ประชุมคือสมเด็จวัดสระเกศ คราวนี้ก็เอาแล้ว ชักจะเปลี่ยนมติ มส.ใหม่แล้ว เอ! เรื่องนี้ถ้าเป็นปัญหาอย่างนี้ตกลงกันไม่ได้ ต้องให้กฤษฎีกาตีความใช่ไหม สมเด็จวัดชนะก็บอกว่าไม่ได้ กฤษฎีกาตีความได้อย่างไร เป็นกฎ มส. มส. เป็นคนออกเองย่อมรู้เจตนารมณ์อยู่เอง ถ้ามีปัญหา มส.ก็ต้องมาวินิจฉัยกันเอง สมเด็จวัดสระเกศท่านก็บอกว่า ต้องให้ผู้รู้กฎหมายเขาตีความอะไรต่ออะไรต่างๆ พยายามจะดึงให้กฤษฎีกาตีความ จุดประสงค์อย่างไรก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่นึกได้ก็คือ ต้องการถ่วงเวลา แต่แล้วเจ้าคุณวัดชนะท่านไม่ยอม เท่าที่ทราบ ท่านยกตัวอย่างมามีตัวอย่าง ๒-๓ ครั้งที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนจำไม่ได้หรือ มหาเถรสมาคมก็โยนให้กฤษฎีกาตีความ แล้วกฤษฎีกาเขาตอบมาว่าอย่างไร กฤษฎีกาเขาตอบมาว่า เป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมจะตัดสินกันเอง พอท่านยกอย่างนี้ปั๊บก็อึ้งกันแล้วก็เลยหาทางใหม่ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องปรึกษานักกฎหมาย ให้รัฐบาลส่งนักกฎหมายมา ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนรอศึกษาจากนักกฎหมาย นี่เห็นไหมทั้งหมดนี่ไม่ยอมให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณา จะตีความอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากต้องการจะอุ้มกัน ท้ายที่สุดก็ต้องยินยอมให้ฆราวาสฟ้องได้ เพราะว่าตามหลักระบุไว้ชัดแล้ว เข้าสู่กระบวนการพิจารณาแน่นอน ที่นี้คนทั่วไป ประชาชน อย่างท่านอย่างผม อย่างใครก็ตามนี่ ไม่ได้หมายความว่าตัดสินไปแล้วว่าธัมมชโยผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ต้องการจะให้มีการพิสูจน์ในเมื่อมีการกล่าวหากันอย่างนี้ให้มีการพิสูจน์ตามหลักพระวินัย ตามกฎหมายคณะสงฆ์ แต่ตอนนี้ยึกยักกัน ไม่ยอมให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ เราถึงต้องออกกำลังวิพากษ์วิจารณ์หรืออะไรต่ออะไรต่างๆ ถ้าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสงฆ์เรียบร้อยแล้วก็เป็นหน้าที่ของท่านสิ ท่านจะว่าอย่างไรก็เรื่องของท่าน ท่านตัดสินไม่ดีท่านก็ต้องรับไป ใช่ไหม ผู้ตัดสินเบื้องต้นมี ๓-๔ องค์ ตัดสินไม่ถูก ตัดสินมีอคติ สังคมเขาก็รู้เอง ตอนนั้นเราไม่ยุ่งแล้ว เราพูดวิพากษ์วิจารณ์ พวกอลัชชีบางองค์ก็บอก ไอ้นี่ ไม่ทำมาหากิน ตั้งหน้าตั้งตาด่าแต่พระผู้ใหญ่

กระทั่งว่ารับเงินจากต่างศาสนา

ผมเกือบจะพูดว่า ผมไม่ได้ด่าพระผู้ใหญ่หรอก ผมด่าอลัชชีต่างหาก ถ้าเป็นพระผู้ใหญ่ผมไม่ด่าหรอก..."

หลักฐานที่ธรรมกายสอนผิดๆว่า "นิพพานเป็นอัตตา"

หลักฐานที่ธรรมกายสอนว่า นิพพานเป็นอัตตา

1.มงคลชีวิต ฉบับธรรมทายาท พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ พิมพ์ครั้งที่ 10/2541 หน้า 324

"นิพพาน เป็นอัตตาเป็นตัวตนที่แท้จริง บังคับบัญชาได้ เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง"

2.กำเนิดโลกและมนุษยชาติ พระเผด็จ ทตฺตชีโว พิมพ์ครั้งที่ 2 มกราคม 2537 หน้า 49 ย่อหน้าแรก

"ธรรมแรกที่เกิดด้วยอำนาจบุญที่เราสร้างมาดีแล้ว ด้วยตาของเราเอง ด้วยความเพียร ไม่ย่อหย่อนด้วยหิริโอตตัปปะ ด้วยอัตตาหิอัตตโน นาโถ ด้วยกำลังความสามารถของเราเองนี่แหละ เป็นนิจจัง เป็นสุขขัง เป็นอัตตา ถึงเวลานั่นแหละเข้านิพพาน นี่ก็เป็นอย่างนี้ นี่คือสภาพของโลกเรา"
ข้อมูลที่ http://dmc7.blogspot.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ