วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ นำเอาเพชรและทองคำไปประดับยอดพระเจดีย์พุทธคยาและหลวงพ่อพุทธเมตตา ซึ่งสร้างด้วยศิลา ด้วยการโฆษณาว่า "เป็นการทำบุญอันยิ่งใหญ่"


พระธรรมวินัยก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า "เงินทองเป็นของอนามาส" ห้ามมิให้พระสงฆ์รับหรือแม้แต่จะแตะต้อง ซึ่งผลของการครอบครองเงินทองนั้นก็คือ"อันตรายถึงชีวิต" ทุกวันนี้ พระสงฆ์ไทยส่วนใหญ่แทบจะต้องนอนกอดปืน เพราะมีทรัพย์สมบัติมากมายไม่ต่างไปจากฆราวาสญาติโยม ข่าวพระถูกปล้นชิงและทำร้ายถึงแก่ชีวิตมีให้เห็นเป็นประจำทางหน้าหนังสือพิมพ์ น่าที่พระผู้มีหน้าที่ในทางปกครองคณะสงฆ์จะสำเนียก หาทางป้องกันอันตรายให้แก่พระสงฆ์สามเณรในสังฆมณฑลด้วยการ "ลด-ละ-เลิก" ในการยุ่งเกี่ยวกับเงินทอง แม้ว่าจะทำได้ไม่เต็มร้อย แต่ก็ต้องพยายามทำให้เห็น

แต่ที่เห็นเช่นวันนี้กลับเป็นที่น่าอนาถใจว่า พระผู้ปกครองคณะสงฆ์เสียอีก ที่มัวเมาลุ่มหลวงในยศถาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินเงินทอง ด้วยการสร้างค่านิยมใหม่ "หลอกชาวไทยให้เชื่อว่าทำบุญด้วยเพชรและทองคำแล้วจะได้บุญมากกว่าสิ่งใดในโลก" ซึ่งถือว่าเป็นการโกหกทั้งเพ

5 พันเม็ด !

ซื้อเพชรประดับพระพุทธเมตตา
พระพรหมเมธีเปิดเกมยึดพุทธคยาแซงหน้าทุกโครงการ
สาธุ อินเดียจงเจริญ !


อา..เห็นท่าว่าโครงการบูรณะลุมพินีของพระราชรัตนรังษีและเจ๊หน่อย และโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาเจดีย์พุทธคยาของสมเด็จพระวันรัตและ ดร.บวรศักดิ์ จะกลายเป็นเรื่อง "จิ๊บๆ" ไปเสียแล้ว เมื่อพระพรหมเมธีเปิดโครงการใหม่ "สร้างฉัตรยอดเศียรพระพุทธเมตตาด้วยเพชร" ซึ่งบริเวณทั้งหมดนั้นมีเนื้อที่เพียง 5.5 นิ้ว แต่มูลค่าเพชรที่จะประดับนั้นสูงถึง 5.8 ล้าน ก็ตกตารางนิ้วละล้านกว่าบาทเท่านั้นเอง






 

พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี)
วัดสัมพันธวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าของโครงการประดับยอดฉัตรพระพุทธเมตตาด้วยเพชร


ก็ไม่มีปัญหาอะไรฮะ ทำได้ก็ทำไป เกียรติประวัติจะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ว่าในวาระพุทธชยันตี 2600 ปีนั้น มีพระสงฆ์ชาวไทยที่มียศศักดิ์สูงส่งระดับสมเด็จพระราชาคณะ-รองสมเด็จพระราชาคณะ ได้ชักชวนคนที่อ้างตัวเองว่า "เป็นพุทธศาสนิกชน" นำเอาเพชรและทองคำไปประดับยอดพระเจดีย์พุทธคยาและหลวงพ่อพุทธเมตตา ซึ่งสร้างด้วยศิลา ด้วยการโฆษณาว่า "เป็นการทำบุญอันยิ่งใหญ่"

ประวัติศาสตร์นั้นยืนยันชัดเจนว่า ที่หลวงพ่อพระพุทธเมตตารอดพ้นจากการทำลายของกองโจรต่างศาสนานั้น ก็เพราะทรงเป็น "พระศิลา" ไร้ราคา หนักก็หนัก ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็เลยรอดตายมาถึงทุกวันนี้ไง

ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาก็ระบุว่า พระศรีสรรเพชรฯ ซึ่งสร้างด้วยทองคำ สูงถึง 8 วา (16 เมตร) เป็นพระที่มีมูลค่าสูงสุดของกรุงศรีอยุธยานั้น เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพของพระเจ้ามังระตีแตกในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2310 นั้น พระศรีสรรเพชรฯถูกทหารพม่าใช้ไฟสุมองค์พระให้ทองคำละลายแล้วจึงแปรรูปนำกลับไปยังพม่า ถึงทุกวันนี้คนไทยก็ยังเชื่อกันว่า ยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากองนั้น ส่วนหนึ่งเป็นทองคำที่ได้จากกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น

ส่วนประวัติของ "หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตรตลาดน้อย" นั้นก็ระบุชัดเจนว่า มีการหุ้มองค์หลวงพ่อไว้ด้วยรักและโบกปูนทับ เพื่อตบตาข้าศึก มิเช่นนั้นก็คงมีอนาคตเหมือนพระศรีสรรเพชรฯ

ถามกันให้ชัดๆ ว่า สิ่งที่มีค่าในสายตาของชาวพุทธไทยคืออะไร และเราใช้ตรรกะอะไรแยกแยะว่าสิ่งที่มีค่าทางโลกนั้น เป็นสิ่งที่มีค่าในทางพระพุทธศาสนา ?

เพราะพระธรรมวินัยก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า "เงินทองเป็นของอนามาส" ห้ามมิให้พระสงฆ์รับหรือแม้แต่จะแตะต้อง ซึ่งผลของการครอบครองเงินทองนั้นก็คือ"อันตรายถึงชีวิต" ทุกวันนี้ พระสงฆ์ไทยส่วนใหญ่แทบจะต้องนอนกอดปืน เพราะมีทรัพย์สมบัติมากมายไม่ต่างไปจากฆราวาสญาติโยม ข่าวพระถูกปล้นชิงและทำร้ายถึงแก่ชีวิตมีให้เห็นเป็นประจำทางหน้าหนังสือพิมพ์ น่าที่พระผู้มีหน้าที่ในทางปกครองคณะสงฆ์จะสำเนียก หาทางป้องกันอันตรายให้แก่พระสงฆ์สามเณรในสังฆมณฑลด้วยการ "ลด-ละ-เลิก" ในการยุ่งเกี่ยวกับเงินทอง แม้ว่าจะทำได้ไม่เต็มร้อย แต่ก็ต้องพยายามทำให้เห็น

แต่ที่เห็นเช่นวันนี้กลับเป็นที่น่าอนาถใจว่า พระผู้ปกครองคณะสงฆ์เสียอีก ที่มัวเมาลุ่มหลวงในยศถาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินเงินทอง ด้วยการสร้างค่านิยมใหม่ "หลอกชาวไทยให้เชื่อว่าทำบุญด้วยเพชรและทองคำแล้วจะได้บุญมากกว่าสิ่งใดในโลก" ซึ่งถือว่าเป็นการโกหกทั้งเพ

น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่า พระราชาคณะ-กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ที่ปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันวันนี้ กลับกลายเป็น "มิจฉาทิฐิ" ไปแทบหมดแล้ว โครงการข้างต้นนี้คือใบเสร็จที่ยืนยันความเป็นมิจฉาทิฐิของ "พระพรหมเมธี" อย่างชัดเจน



อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
18 มิถุนายน 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ