วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บันทึกมรดกความทรงจำโลก สาวกมิตซูโอะครวญ ทำไมต้องเป็นสาวธรรมกาย


เปลื้องข้อครหามอมยาหลวงพ่อมิตซูโอะ !

เหตุผลในการเปิดเผยภาพรักในต่างแดนของฝ่ายหญิง





เพราะหลังจากมีข่าวว่าหลวงพ่อลาสิกขากลับไปญี่ปุ่นแล้ว ก็มีกระแสข่าวว่า"ถูกอุ้มตัว" บ้าง "ถูกแบลคเมล์" บ้าง จนกระทั่งใกล้ความจริงว่า "กำลังเดินทางไปกับสตรีหน้าตาดีท่านหนึ่ง" วันนี้ ผู้ตกอยู่ในกระแสข่าวจึงจำเป็นต้องเผยตัวเองออกมาสู่สังคม

ถามว่า การลาสิกขาของพระมิตซูโอะมีปัญหาอะไร ?

คำตอบก็คือ ไม่มีหรอก เพียงแต่มีความลักลั่นกันขึ้น ระหว่างสถานภาพที่ประกาศมายาวนานในฐานะครูบาอาจารย์ผู้ชำนาญทางด้านกรรมฐาน ซึ่งชาวไทยให้ความเคารพนับถือสูงส่งกว่าพระปริยัติ แต่จู่ๆ ท่านก็สละสมณเพศ เหมือนคนกระโดดลงจากยอดตึก ซึ่งอันตราย คนดูจะช็อกเอาง่าย ถ้าค่อยๆ ลงเป็นชั้นๆ ก็คงไม่กระทบกระเทือนศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเท่าไหร่

แต่ถึงกระนั้น ปัญหากลับตกอยู่ในกลุ่มที่ยังศรัทธาคงมั่นต่อพระอาจารย์ว่า คงไม่มีอะไรที่ไปในทางที่สวนทางกับสมณเพศ และยังเชื่อกันว่า สาเหตุแห่งการลาสิกขาก็คือ "การมุ่งมั่นไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ชาวญี่ปุ่น" ตามที่กระแสข่าวกล่าวอ้าง และเมื่อมีการวิจารณ์ถึงกรณีนี้ ก็มีบรรดาสานุศิษย์ "สมอ้าง"ออกมาแก้ต่าง แก้ตัว และตอบโต้ ผู้ที่บังอาจแตะต้อง "พระอาจารย์" ของตัวเอง ซึ่งก็พอๆ กับศิษย์ของเณรคำแถออกทีวีนั่นแหละ และวันนี้ภาพก็ปรากฏชัดแล้ว ว่าไอ้ที่อ้างๆ กันว่า "หลวงพ่อลาสิกขาเพราะต้องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ชาวญี่ปุ่นบ้านเกิด" นั้น ก็เชื่อถือไม่ได้


วันก่อน เป็นการพาดบันได-หาทางลงให้แก่หลวงพ่อมิตซูโอะ
แต่วันนี้ บรรดาสาวกพวกที่ถือบันได้กลับต้องแบกบันไดไว้เสียเอง ?

บทเรียนครั้งนี้สอนให้รู้ว่า "อย่าเสนอหน้าแก้ต่างแทนใครถ้าไม่จำเป็น"

แม้แต่พระที่เชื่อว่าเป็น "อริยะ" ก็เถอะ !





 
หลังจากที่พระอาจารย์ มิตซูโอะ คเวสโก อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี ลาสิกขา ไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดมีผู้โพสต์ภาพบุคคลที่คาดว่าจะเป็น อดีตพระอาจารย์ มิตซูโอะ พร้อมสตรีคนหนึ่งในหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว ขณะที่ยังคงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆจากผู้โพสต์แต่อย่างใด 

โดยเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ก ได้โพสต์สเตตัสว่า 
"ขอบคุณสำหรับผู้ที่ไม่หวังดีต่อดิฉัน ที่กล่าวหาว่าดิฉันวางยา Blackmail อาจารย์มิตซูโอะ โดยมีเจตนาทำให้ดิฉันเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงทำให้อาจารย์มิตซูโอะผู้ที่มีเมตตา และความรักต่อดิฉัน จะต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของดิฉัน ด้วยการเปิดเผยความจริงต่อสังคมเร็วๆนี้ ขอบคุณอีกครั้ง"

ล่าสุดจากการตรวจสอบภาพที่มา ปรากฎว่าภาพดังกล่าวมาจากเฟซบุ๊คของผู้ที่ใช้ชื่อว่า Suttirat Muttamara หรือ สุทธิรัตน์ มุตตามระ

ข้อมูลของ สุทธิรัตน์ระบุว่าเป็นเจ้าของสถานเสริมความงาม คิว เมดิคอล เซ็นเตอร์ ย่านอโศก มีชื่อเล่นว่า"แอน" เขียนประวัติตัวเองในเฟซบุ๊กว่า จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมฯ จากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ระดับอุดมศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ พระมิตซูโอะ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดป่าสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี ได้ลาสิกขาและเดินทางออกจากประเทศไทยไปต่างประเทศโดยไม่มีกำหนดกลับ ก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี คาดว่า สาเหตุของการลาสิกขา อาจมาจากโรคเบาหวานที่เป็นมานานกว่า 2 ปี ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง ไม่สามารถปฏิบัติกิจทางสงฆ์ได้เป็นปกติ จึงตัดสินใจลาสิกขา

พระอาจารย์มิตซูโอะเป็นผู้บุกเบิกวัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นวัดป่านานาชาติ และปัจจุบันดำรงสถานะเป็นเจ้าอาวาส นอกจากนี้แล้วในปี พ.ศ.2533 ยังเป็นผู้ริเริมมูลนิธิมายา โคตมี ที่ให้การช่วยเหลือด้านการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กๆ ที่ขาดโอกาส ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ตั้งของวัดหนองป่าพง ที่ท่านได้อุปสมบทมาก่อน




ข่าว :ข่าวสด
28 มิถุนายน 2556




ทำใจลำบาก !
 
สาวกมิตซูโอะครวญ ทำไมต้องเป็นสาวธรรมกาย
เป็นสาวหนองหานหรือสาวภูไทไม่ได้เหรอ ?

อา..ไอ้หนูเอ๊ย ความรักมีพรมแดนซะที่ไหนเล่า



บุญชัย-สาวกธรรมกาย ยังรัก "ตั๊ก-บงกช" สาววัดปากน้ำเลย แล้ว "มิตซูโอะ-ศิษย์หลวงพ่อชา" จะรัก "แอน-สุทธิรัตน์" สาวธรรมกายบ้างไม่ได้หรือไร ก็ไหนว่าทำใจได้แล้วไง หลวงพ่อสอนไม่ให้ยึดมั่นมิใช่หรือ ท่านบรรลุธรรมและทำให้เป็นตัวอย่างแล้วไง

นี่ไงของจริง ?





หนึ่งในคอมเมนต์จาก พันทิป ดอทคอม

สวนทางพระนิพพาน

"ทำไมต้องเป็นธรรมกาย"





ผมไม่โกรธ ที่ท่านสึก

ผมเฉยๆ กับที่ท่านไปคบหากับหญิงสาว

ใจจริงแล้วออกจะ "นับถือในความคิดของคุณมิตซูโอะด้วยซ้ำ ว่าไม่ทำให้ผ้าเหลืองแปดแปื้อน
ผมเจ็บปวด ตรงที่สาวที่คุณมิตซูโอะไปคบหา คือสาวกของลัทธิธรรมกาย ซึ่งใครๆ (รวมถึงคุณมิตซูโอะ) ก็น่าจะรู้ว่า ลัทธิธรรมกายนั้นสอนอะไร บิดและทำลายพุทธศาสนาแค่ไหน

และที่สำคัญ สิ่งต่างๆ ที่คุณมิตซูโอะ เคยสั่งสอนญาติโยมมา นั้นก็ไม่สามารถจะเข้ากันได้เลย กับคำสั่งสอนล้างสมองของลัทธิธรรมกาย ซึ่งคุณมิตซูโอะ ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ

ผมเจ็บปวดตรงนี้...


ปล. เจ็บปวดตรงที่ มิได้ทำให้ผ้าเหลืองแปดเปื้อน
แต่ทำให้ความเป็นพระอริยบุคคลแปดเปื้อนนะสิ อิอิ
(กรูหลงเชื่อมาตั้งนาน ถ้าออกเหรียญก็คงห้อยทุกรุ่น)



ข่าว : พันทิป ดอทคอม
28 มิถุนายน 2556




อ้าฮ่ะ จ๊าบสุดๆ !

เผยภาพ "เปิดครอสกรรมฐาน" ของทิดมิตซูโอะ

"สึกด่วน สึกไว  ไม่บอกใคร เพราะต้องการไปช่วยเหลือชาวญี่ปุนอย่างเร่งด่วน นะ ซาโยนาระ" และ "ท่านยังตั้งใจเผยแผ่พระพุทธศาสนาในผ้าลายต่อไป" ฯลฯ

แหมรวมคอมเมนต์จากประดาชมรม "คนหลงรักหลวงพ่อมิตซูโอะ" แอ่นอกรับผิดรับชอบ และ "ตอบคำถามแทน" ทุกถ้อยกระทงความ อ่านแล้วซึ้งจนน้ำตาแทบร่วงหลังพวงมาลัย

และเมื่อได้เห็นภาพเหล่านี้แล้วคงซาบซึ้งกินใจเข้าไปอีก
เพราะนี่คือหลักฐานที่ยืนยันจากปากของแม่ชีว่า

"ท่านอาจารย์จะรีบเปิดครอสกรรมฐาน งานแน่น"


ก็จริงๆ นั่นแหละ แน่นอกซะจนไม่มีเวลาลาโยมเลย



รวมภาพชุด : ซักคำก่อนไป





 

คำศัพท์อริยะแปลแบบเดียวกับเณรคำ

"เปิดครอสกรรมฐาน = ฮันนีมูน"




เผยภาพ "มิตซูโอะ" เปิดครอสกรรมฐานที่ญี่ปุ่น






โผล่แล้ว!ภาพ 'มิตซูโอะ' ตอนสึก ควงคู่หญิงคู่ใจ โพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก


27 มิ.ย. 2556 หลังจากอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก อายุ 63 ปี ชาวญี่ปุ่น เจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม หมู่ 8 ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งบวชในไทยกว่า 38 ปี อีกทั้งเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของหลวงปู่ชา สุภัทโท พระสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดัง แห่งวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี ได้ลาสิกขาอย่างกะทันหัน โดย น.ส.ดารณี บุญช่วย กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิมายาโคตมี ระบุว่า พระอาจารย์ได้ลาสิกขาจริงและเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยไม่ได้แจ้งเหตุผลและไม่มีใครทราบว่าท่านลาสิกขาที่วัดใด สำหรับทิศทางของมูลนิธิ หลังจากนี้ยังคงดำเนินการต่อไป ส่วนเรื่องยอดเงินบริจาคไม่ขอตอบ และการแถลงครั้งนี้จะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย

ขณะที่แม่ชีพิณพรรณ เนียมมุณี ระบุว่า อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ โทรศัพท์ทางไกลมาจากประเทศญี่ปุ่น แจ้งให้ทราบว่าเมื่อเดินทางกลับถึงประเทศญี่ปุ่นบ้านเกิด และเตรียมเปิดคอร์สอบรมให้ความรู้ฝึกกัมมัฏฐานแก่ชาวญี่ปุ่นและคนไทยในญี่ปุ่น พร้อมกำชับให้ทุกคนปฏิบัติตามคำสอนนั้น

จากนั้นข่าวคราวของอดีตพระชื่อดังก็เงียบหายไป กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน เฟซบุ๊กส่วนตัวของ "Suttirat Muttamara" โพสต์ข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ ระบุข้อความว่า 
"ขอบคุณสำหรับผู้ที่ไม่หวังดีต่อดิฉัน ที่กล่าวหาว่าดิฉันวางยา Blackmail อาจารย์มิตซูโอะ โดยมีเจตนาทำให้ดิฉันเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงทำให้อาจารย์มิตซูโอะผู้ที่มีเมตตา และความรักต่อดิฉัน จะต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของดิฉัน ด้วยการเปิดเผยความจริงต่อสังคมเร็วๆ นี้ ขอบคุณอีกครั้ง"

ต่อมา ผู้ใช้ชื่อว่า
 "แจ๋วแหว๋ว แหว๋ว" โพสต์ว่า "เป็นกำลังใจให้นะคะคุณแอน" ก่อนที่ "Suttirat Muttamara" ตอบว่า "ขอบคุณมากนะคะ"

ในเวลาไล่เลี่ยกัน "Suttirat Muttamara" ทยอยโพสต์ภาพถ่ายของอดีตพระมิตซูโอะกับหญิงวัยกลางคนร่วมสิบภาพ แต่ละภาพท่าทางแนบชิดสนิทสนมกัน ทั้งสองสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแลดูมีความสุข ท่ามกลางสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลากหลายมุม

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ "drama-addict" ได้แชร์ข้อความและภาพชุดดังกล่าวมาเผยแพร่ มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมากส่วนใหญ่มองในแง่บวก ยกย่องอดีตพระมิตซูโอะ ทำนองว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะหากรู้ตัวว่าตัดกิเลสไม่ได้ ไม่เหมาะที่จะครองเพศฆราวาสแล้ว การตัดสินใจออกไปเผชิญความจริงทางโลกย่อมเป็นสิ่งที่สมควร

ผู้ที่ใช้ชื่อ "ปินวัตร ว่าน" มองว่า "เป็นเรื่องปกติ พระไม่มีใจแล้ว ก็ควรสึกออกไป คนเราชอบตั้งความหวัง ชอบยกย่องคนให้เป็นศาสดา เป็นเทพ โดยลืมพื้นฐานไปว่า เขาก็คนเหมือนเรา ดีกว่าเป็นอลัชชีห่มจีวร หากินกับศาสนาเป็นเหลือบเป็นไร ถ้าพระทุกรูปทำแบบหลวงพ่อท่าน ข่าวเสียหายของวงการพระไทยคงไม่แย่ขนาดนี้"

ส่วนผู้ใช้ชื่อ "GooNg Pannarai" มองว่า "คนเค้าแค่สงสัยกันว่าท่านบวชมาหลายปียังไม่สามารถละกิเลสได้ และท่านเริ่มมีกิเลสตอนไหน แต่ดีตรงที่พอท่านรู้ว่าตัวเองยังละไม่ได้ก็สึก ไม่ได้อยู่เป็นมารศาสนา ให้ลูกศิษย์ลูกหาออกมาแถแก้ตัวไปวันๆ ส่วนตัวยังนับถือท่านอยู่ค่ะ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ใช้ชื่อ "Suttirat Muttamara" เป็นคนเดียวกับนางสุทธิรัตน์ มุตตามระ อายุ 52 ปี เป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือ เดอะควอลิตี้ กรุ๊ป และประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิว เมดิคอล เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้นำเทคโนโลยีศูนย์ต่อต้านความชราครบวงจรภายใต้แบรนด์ คิว เมดิคอล เซ็นเตอร์ มีแผนขยายศูนย์รูปแบบคลินิกความงามครบวงจรในย่านเมืองทองธานีและบางนา



ข่าว : คมชัดลึก
28 มิถุนายน 2556


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 ใช้ปัญญาพิจารณา บวชเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา" แต่วัดนี้กลับบอก "สึกเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา" ?
ฮากลิ้ง !
วัดป่าสุนันทวนารามออกแถลงการณ์
ประกาศสาเหตุพระมิตซูโอะสึกกะทันหัน
"เพราะต้องการเผยแผ่พระพุทธศาสนา"
ฮ่าๆ แหมคนไทยนี่งี่เง่ากันทั้งประเทศละกระมัง
พระวัดป่าท่านบอกอะไรก็เชื่อไปหมด
สอนให้เขาใช้ปัญญาพิจารณา
แต่ว่าตัวคนสอนน่ะ กลับไม่ยอมใช้ปัญญา ก็น่าสงสาร
สั่งสมศรัทธามานมนาน มาล้มละลายภายในวันเดียวhttp://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2013/06/blog-post_1943.html
ปาราชิก
คำว่า ปาราชิก สันนิษฐานว่าแปลว่า “ผู้แพ้” อาจหมายถึง “ผู้แพ้แก่วิถีชีวิตการเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา” ปาราชิกเป็นอาบัติขั้นที่ร้ายแรงที่สุด ภิกษุไม่ว่ารูปใด ถ้าหากอาบัติถึงขั้นปาราชิกแล้วจะสิ้นสภาพการเป็นภิกษุทันที แม้ว่าจะยังครองผ้าเหลืองหรือปฏิบัติตนอย่างภิกษุอื่นๆ อยู่ก็ตาม ภิกษุที่รู้ตนเองว่าอาบัติปาราชิกแล้วสามารถลาสิกขาไปใช้ชีวิตอยู่อย่างฆราวาสทั่วไปได้ แต่หากยังคงดื้อครองผ้าเหลืองหลอกให้ผู้คนกราบไหว้อยู่อีก ก็จะยิ่งเป็นบาปหนาที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

อาบัติปาราชิกมี ๔ ประการ ได้แก่ การเสพเมถุน การลักทรัพย์ การฆ่ามนุษย์ และการอวดอัตริมนุสธรรม

๑. การเสพเมถุน คือ การร่วมประกอบกิจกรรมทางเพศไม่ว่าจะกระทำกับผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือกระทำกับสัตว์ก็ตาม ปาราชิกข้อการเสพเมถุน บางทีก็เรียกกันว่า ปฐมปาราชิก แปลว่า “ปาราชิกข้อแรก”
๒. การลักทรัพย์ คือ การนำทรัพย์ของผู้อื่นไปเป็นของตนโดยเจตนา ในเมืองไทยกำหนดว่า การลักทรัพย์มีมูลค่าตั้งแต่ ๑ บาทขึ้นไป เป็นการผิดหรือเป็นอาบัติขั้นปาราชิก การเจตนาแอบอ้างความคิดหรือผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน หรือการเบียดบังเอาเงินในกองทุนที่มีผู้ศรัทธาถวายเป็นทานเพื่อใช้ในกิจของสงฆ์ หรือกิจของศาสนามาใช้ส่วนตัว ก็ถือว่าเป็นอาบัติปาราชิกเช่นกัน
๓. การฆ่ามนุษย์ คือ การเจตนาทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ไม่ว่าจะลงมือฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่าให้ก็ตาม ถือเป็นความผิดปาราชิกข้อที่ ๓ ทั้งสิ้น
๔. การอวดอุตริมนุสธรรม คือ การพูดอวดผู้อื่นว่าตนได้บรรลุธรรมะระดับสูง เช่น บรรลุโสดาบัน บรรลุอรหันต์ เป็นต้น ไม่ว่าตนจะได้บรรลุธรรมตามที่ตนได้อวดอ้างไปจริงหรือไม่ก็ตาม

อาบัติปาราชิก หากผิดแม้แต่เพียงข้อเดียวก็ถือว่าภิกษุผู้อาบัติสิ้นสภาพการเป็นภิกษุแล้ว แม้จะไม่มีใครล่วงรู้หรือจับได้ก็ตาม การกราบไหว้บูชาภิกษุที่อาบัติปาราชิก นอกจากจะไม่เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ยังผิดมงคลที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ที่ว่า บูชาบุคคลที่ควรบูชาอีกด้วย
ข้อมูล :: - http://www.sakulthai.com/
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 119
ข้อความบางตอนจากอรรถกถา อัจฉราสังฆาตวรรค
.......ไม่พึงอาจละฐานะได้ แต่นั้นบาปของภิกษุเหล่านั้น กำเริบขึ้น จะ
พึงทำเธอให้จมลงในอบายถ่ายเดียว แต่ฟังเทศนากัณฑ์นี้แล้ว เกิด
ความสังเวช ละฐานะ. ตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณร บำเพ็ญศีล ๑๐
ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ บางพวกเป็นพระโสดาบัน
บางพวกเป็นพระสกทาคามี บางพวกเป็นอนาคามี บางพวกบังเกิด
ในเทวโลก. พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก
ด้วยอาการอย่างนี้. ฝ่ายภิกษุนอกนี้ ถ้าไม่พึงได้ฟังพระธรรมเทศน
กัณฑ์นี้ไซร้ เมื่อกาลล่วงไป ๆ ก็จะพึงต้องอาบัติสังฆาฑิเสสบ้าง
ปาราชิกบ้าง ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว คิดว่า พระ-
พุทธศาสนา ช่างขัดเกลาจริงหนอ พวกเราไม่สามารถจะบำเพ็ญ
ข้อปฏิบัตินี้ตลอดชีวิตได้ จำเราจักลาสิกขา บำเพ็ญอุบาสกธรรม
จักพ้นจากทุกข์ได้ ดังนี้แล้ว จึงพากันสึกไปเป็นคฤหัสถ์. ชนเหล่านั้น
ตั้งอยู่ในสรณะ ๓ รักษาศีล ๕ บำเพ็ญอุบาสกธรรม บางพวกเป็น
พระโสดาบัน บางพวกเป็นสกทาคามี บางพวกเป็นอนาคามี บางพวก
บังเกิดในเทวโลกแล. ฯลฯ
หลักการศึกษาความจริง คือ กาลามสูตร เป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอ
อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ