วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ยื่นฎีกาในหลวง ! หมัดสุดท้ายของอรหันต์เณรคำ ภาพชุดใหม่ของบักเณรคำ


ยื่นฎีกาในหลวง !

หมัดสุดท้ายของอรหันต์เณรคำ

ขอพระบารมี "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงคุ้มครองพระอรหันต์เณรคำ  เพราะตั้งท่าดีทีเหลวมาสามตั้งแล้ว ตั้งแต่..



1. ตั้งด็อกเตอร์เก๊แก้ข่าว
2. ตั้งกองทุนกู้ชื่อเสีย
3. ตั้งทีมกฎหมายฟ้องคนกลั่นแกล้ง



ถ้าตั้งครั้งนี้ยังไปไม่ไหว ไม่มีใครเชื่อน้ำยา ก็จะยื่นฎีกาต่อในหลวง เพื่อทรงมีพระบารมีคุ้มหัวคุ้มภัยให้กลับเมืองไทยได้ โอ้น่าสงสารจริงหนอ ..อรหันต์จะตกต่ำอะไรปานนั้น ถ้ายื่นฎีกาสำนักพระราชวังก็ยังไม่เวิร์ค ก็ขอแนะนำให้เอาทองคำซักสิบตันไปบนบานท่านธัมมชโย-เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพราะรายนั้นท่านเก่งมาก สามารถปัดคดีโกงพันล้านให้หลุดลอยไร้มลทินได้อย่างมหัศจรรย์เรียกพี่ จริงๆ นะ บักหำเณรคำเอ๊ย





โอม..อรหันต์จะทำอย่างไร ในเมื่อไม่มีใครเชื่อน้ำยาแล้ว



วันที่ 30 มิ.ย. ที่พักสงฆ์ขันติธรรม หรือ วัดป่าขันติธรรม ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานองค์กรเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ศิษย์หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 29 มิถุนายน 2556 พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ได้ให้พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต เข้ามาปรึกษาหารือกับ หลวงพ่อปานขาว ซึ่งถือเป็นรักษาการประธานที่พักสงฆ์ขันติธรรม โดยจากการปรึกษาหารือกันแล้วพระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ได้รับข้อเสนอของหลวงพ่อปานขาว และให้ตนนำข้อเสนอดังกล่าวส่งไปยังมหาเถระสมาคม ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดมีอยู่ 3 ข้อหลัก และอีก 6 ข้อย่อย ประกอบด้วย

1.ตลอดระยะเวลาที่เกิดข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ปรากฏข้อใดที่หลวงปู่เณรคำ ขัดต่อพระธรรมวินัย ซึ่งก็ขอให้ทางเถระสมาคมได้ออกมาแถลงการณ์ชี้แจงว่า หลวงปู่เณรคำ ผิดพระธรรมวินัยข้อใด เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนได้เข้าใจ 2.ตนจะรับหน้าที่ดำเนินการหาความจริงในเรื่องที่มีภาพหลวงปู่เณรคำถูกตัดต่อนอนอยู่กับผู้หญิงเพื่อจะนำมาชี้แจงต่อประชาชน ซึ่งจริงๆ แล้ว ในเรื่องนี้มีการยืนยันจากฝ่ายเทคนิคแล้วว่าภาพนั้นเป็นภาพถูกตัดต่อจริง

3.ในเรื่องจัดตั้งวัด ทางคณะกรรมการหมู่บ้านจะรีบรวบรวมข้อมูล และประสานงานขอจัดตั้งที่แห่งนี้ให้เป็นวัดอย่างเป็นทางการ โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแนะนำในการดำเนินการขอจัดตั้งสร้างวัด 3.1 ในเรื่องทรัพย์สินของวัดทั้งหมด ทางเราจะมีการดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดให้มีการทำบัญชี ทั้งบัญชีรับเก่า ทั้งบัญชีรับใหม่ ทั้งหนี้สินที่เกิดขึ้น เพื่อรวบรวมให้เป็นตัวบัญชีโดยสมบูรณ์ให้เร็วที่สุด 3.2 จะดำเนินการกับผู้ที่ปล่อยภาพอันไม่เหมาะสมของหลวงปู่เณรคำ ตามกฎหมาย โดยจะมีการเชิญนักกฎหมายระดับโลกและนักกฎหมายที่มีจรรยาบรรณมาดำเนินการกอบกู้ชื่อเสียงของหลวงปู่เณรคำกลับมา

3.3 เราจะดำเนินการให้มีการนำมูลนิธรรมมาดำเนินการให้ถูกต้อง เพื่อรองรับการทรัพย์สินของวัดที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทรัพย์สินตรงนี้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างแท้จริง ซึ่งเราจะใช้เพียงดอกผลเท่านั้น 3.4 จะดำเนินการจัดตั้งกองทุนที่จะทำสื่อธรรมะ หรือกองทุนกอบกู้ชื่อเสียงหลวงปู่เณรคำ ในรูปแบบบ้านวิมุตติธรรม เพื่อให้ธรรมะของหลวงปู่ได้มีการเผยแพร่ไปสู่ทุกหลังคาเรือนทุกๆ จังหวัด ในประเทศและต่างประเทศ

3.5 ถ้าวันที่ 5 ธันวาคม นี้ มีการดำเนินการก่อตั้งวัดและมูลนิธิเสร็จสมบูรณ์ จนไม่มีเรื่องมลทินแล้ว ทางเราจะมีการกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจัดงานในวันที่ 5 ธันวาคม และจะถือโอกาสฉลององค์พระมรกตจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในวันนั้นด้วย และ 3.6 หากหลวงปู่เณรคำ และทางวัด ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือมีการทำลายกันอย่างต่อเนื่อง ทางเราก็จะมีการทำหนังสือถวายฎีกาต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อที่จะขอให้พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อที่จะได้ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และองค์หลวงปู่เณรคำ ต่อไป

ส่วนการที่หลวงปู่เณรคำยังไม่กลับมานั้น เนื่องจากเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการคลี่คลายก่อน เพราะท่านเป็นพระที่มีประชาชน ญาติโยม เคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก วันนี้ท่านจะมาต้องจัดการปัญหาต่างๆ ให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้ท่านกลับมาอย่างสง่างาม และตอนนี้ท่านกำลังปฏิบัติภาระกิจที่สำคัญอยู่ คือการรวบรวมนิกายของพระพุทธศาสนาทุกนิกายที่อยู่ในประเทศยุโรปให้รวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งท่านไม่ได้เดือดร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย
ต่อไป



ข่าว : มติชน
01 กรกฎาคม 2556





ตั้งทีมงานฟ้องมือปล่อยรูปเณรคำ !

สมุนบักเณรคำแถลง "ตั้งทีมกฎหมาย" เอาผิดคนที่ปล่อยภาพไม่เหมาะสมของอรหันต์กำมะลอ เพราะเชื่อว่า มีคนไม่หวังดีนำเอาภาพต่างๆ ของบักเณรคำไปประจานทางอินเตอร์เน็ต


อา..โบราณว่า "กินขี้ดีกว่าค้าความ" เพราะกินขี้ก็ยังมีอะไรให้กิน แต่ถ้าค้าความแล้ว ก็จะโดนทนายไถไปหมด ไม่เหลือให้กินแม้แต่ขี้ วันนี้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา เมื่อคนที่อ้างตัวเองว่า "บรรลุธรรมเป็นชาติสุดท้ายไม่มาเกิดอีกแล้ว" ได้ออกลายกลายเป็น "นักค้าความ" หันไปพึ่งบริการ "ทนาย" ซึ่งได้รับการยกย่องว่า "ชำนาญในการไถมากที่สุดในโลก" เพราะ "สิบตำรวจก็ไม่สู้หนึ่งทนาย" ก็ดีใจด้วยฮะ ที่แสดงธาตุแท้ของพระอรหันต์ออกมาให้เห็น ว่าโง่กว่าแม่ค้าขายส้มตำเสียอีก






ขอแจ้งเบาะแสเป็นคนแรกเลยนะฮะ ไอ้หน้าโจรคนนี้แหละ ที่เป็นคนโพสต์ภาพบักเณรคำทางบักเณรคำดอทคอมน่ะ ขอให้รีบแจ้งความเอาไอ้หมอนี่เข้าตะรางที เห็นว่าหนีไปซุกหัวอยู่แถวๆ ฝรั่งเศสโน่น








ภาพชุดใหม่ของบักเณรคำ

ชุด นั่งยกขาบนธรรมาสน์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พระอารามหลวง เมืองพิษณุโลก ก็ไม่รู้ว่าเจ้าอาวาสปล่อยให้มีพฤติกรรมแบบนี้ในพระอารามหลวงได้อย่างไร ถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเชียว




วันที่ 30 มิ.ย. ที่พักสงฆ์ขันติธรรม หรือ วัดป่าขันติธรรม ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานองค์กรเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม ศิษย์หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 29 มิถุนายน 2556 พระครูวิสุทธิญาณ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ได้ให้พระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต เข้ามาปรึกษาหารือกับ หลวงพ่อปานขาว ซึ่งถือเป็นรักษาการประธานที่พักสงฆ์ขันติธรรม โดยจากการปรึกษาหารือกันแล้วพระครูวัชรสิทธิคุณ เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ได้รับข้อเสนอของหลวงพ่อปานขาว และให้ตนนำข้อเสนอดังกล่าวส่งไปยังมหาเถระสมาคม ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดมีอยู่ 3 ข้อหลัก และอีก 6 ข้อย่อย ประกอบด้วย

1.ตลอดระยะเวลาที่เกิดข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ปรากฏข้อใดที่หลวงปู่เณรคำ ขัดต่อพระธรรมวินัย ซึ่งก็ขอให้ทางเถระสมาคมได้ออกมาแถลงการณ์ชี้แจงว่า หลวงปู่เณรคำ ผิดพระธรรมวินัยข้อใด เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนได้เข้าใจ

2.ตนจะรับหน้าที่ดำเนินการหาความจริงในเรื่องที่มีภาพหลวงปู่เณรคำถูกตัดต่อนอนอยู่กับผู้หญิงเพื่อจะนำมาชี้แจงต่อประชาชน ซึ่งจริงๆ แล้ว ในเรื่องนี้มีการยืนยันจากฝ่ายเทคนิคแล้วว่าภาพนั้นเป็นภาพถูกตัดต่อจริง

3.ในเรื่องจัดตั้งวัด ทางคณะกรรมการหมู่บ้านจะรีบรวบรวมข้อมูล และประสานงานขอจัดตั้งที่แห่งนี้ให้เป็นวัดอย่างเป็นทางการ โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแนะนำในการดำเนินการขอจัดตั้งสร้างวัด

3.1 ในเรื่องทรัพย์สินของวัดทั้งหมด ทางเราจะมีการดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดให้มีการทำบัญชี ทั้งบัญชีรับเก่า ทั้งบัญชีรับใหม่ ทั้งหนี้สินที่เกิดขึ้น เพื่อรวบรวมให้เป็นตัวบัญชีโดยสมบูรณ์ให้เร็วที่สุด

3.2 จะดำเนินการกับผู้ที่ปล่อยภาพอันไม่เหมาะสมของหลวงปู่เณรคำตามกฎหมาย โดยจะมีการเชิญนักกฎหมายระดับโลกและนักกฎหมายที่มีจรรยาบรรณมาดำเนินการกอบกู้ชื่อเสียงของหลวงปู่เณรคำกลับมา

3.3 เราจะดำเนินการให้มีการนำมูลนิธรรมมาดำเนินการให้ถูกต้อง เพื่อรองรับการทรัพย์สินของวัดที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทรัพย์สินตรงนี้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างแท้จริง ซึ่งเราจะใช้เพียงดอกผลเท่านั้น

3.4 จะดำเนินการจัดตั้งกองทุนที่จะทำสื่อธรรมะ หรือกองทุนกอบกู้ชื่อเสียงหลวงปู่เณรคำ ในรูปแบบบ้านวิมุตติธรรม เพื่อให้ธรรมะของหลวงปู่ได้มีการเผยแพร่ไปสู่ทุกหลังคาเรือนทุกๆ จังหวัด ในประเทศและต่างประเทศ

3.5 ถ้าวันที่ 5 ธันวาคม นี้ มีการดำเนินการก่อตั้งวัดและมูลนิธิเสร็จสมบูรณ์ จนไม่มีเรื่องมลทินแล้ว ทางเราจะมีการกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจัดงานในวันที่ 5 ธันวาคม และจะถือโอกาสฉลององค์พระมรกตจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในวันนั้นด้วย และ

3.6 หากหลวงปู่เณรคำ และทางวัด ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือมีการทำลายกันอย่างต่อเนื่อง ทางเราก็จะมีการทำหนังสือถวายฎีกาต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อที่จะขอให้พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อที่จะได้ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และองค์หลวงปู่เณรคำ ต่อไป

ส่วนการที่หลวงปู่เณรคำยังไม่กลับมานั้น เนื่องจากเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการคลี่คลายก่อน เพราะท่านเป็นพระที่มีประชาชน ญาติโยม เคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก วันนี้ท่านจะมาต้องจัดการปัญหาต่างๆ ให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้ท่านกลับมาอย่างสง่างาม และตอนนี้ท่านกำลังปฏิบัติภาระกิจที่สำคัญอยู่ คือการรวบรวมนิกายของพระพุทธศาสนาทุกนิกายที่อยู่ในประเทศยุโรปให้รวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งท่านไม่ได้เดือดร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย



ข่าว : มติชน
01 กรกฎาคม 2556





เฉดหัวไปนานแล้ว !

แฉประวัติ "พระปานขาว-ลาวฝรั่งเศส" เคยอยู่ในสังกัดวัดหนองป่าพงเมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่ตอนหลังทำวิปริตผิดประเวณี เลยโดน "ไล่ออก" เป็นสาขาแรกในประวัติศาสตร์วัดหนองป่าพง มิน่า มันถึงเข้ากับบักเณรคำได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย เพราะเป็นพันธุ์ "กำมะลอ" เหมือนกันนั่นเอง




ภาพพระปานขาว-ชาวลาว ศิษย์หลวงพ่อชา ซึ่งบรรดาสานุศิษย์สาขาวัดหนองป่าพง เห็นว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสม จึงลงมติตัดออกจากความเป็นสาขา สิ้นสุดสายธารทางธรรมมานานหลายปี



จากการที่ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม" ได้รายงานข่าว เกี่ยวกับการจัดงานห่มผ้าพระแก้วมรกต องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ของวัดป่าขันติธรรม จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีอรหันต์กำมะลอ"เณรคำ" ตั้งตัวเป็นเจ้าอาวาสเถื่อน และหลบหนีคดีทางสงฆ์อยู่นอกประเทศในเวลานี้ โดยข่าวล่าสุดรายงานว่าบักเณรคำ "ซุกหัว" อยู่ที่วัดโพธิญาณราม เมืองตวกหน่ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมี พระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ (ปานขาว) พระชาวลาว สัญชาติฝรั่งเศส เป็นเจ้าอาวาส

และเมื่อค้นหาประวัติเดิมของพระปานขาวนั้น ก็ทราบว่า "เคยเป็นศิษย์รุ่นแรก" ของหลวงพ่อชาว สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมรุ่นกับพระมิตซูโอะซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ และวัดโพธิญาณราม-ตวกหน่ง นั้น ก็ยังมีฐานะเป็น "สาขา"อันดับที่ 6 ของวัดหนองป่าพง อีกต่างหากด้วย

วันนี้มีกระแสเพิ่มเติมว่า วัดโพธิญาณรามของพระปานขาวนั้น เคยมีสถานะเป็นสาขาของวัดหนองป่าพงจริง แต่นานมาแล้ว แต่ถูกคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง "ตัดขาด" เนื่องเพราะมีข้อวัตรปฏิบัติ "วิปริต" ไปจากแนวทางที่หลวงพ่อชาเคยสั่งสอนและคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงได้ตกลงยอมรับร่วมกัน ก็เป็นอันทราบว่า พระปานขาว ถูกอเปหิ (ขับไล่) ออกจากวัดหนองป่าพง เป็นองค์แรกในประวัติศาสตร์ของวัดหนองป่าพง

จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจอันใด ว่าเหตุใด "ปานขาว" จึงอาสาเข้ามาเป็นทนายหน้าหอให้แก่"บักเณรคำ" เพราะปานขาวนั้นก็มิใช่พระทีดีในสายปฏิบัติมานานแล้ว สายปฏิบัติเขาไม่นับปานขาวอยู่ในวงพระกรรมฐานมานานแล้ว






แต่ยังมีเงื่อนงำว่า "สาเหตุใด" ปานขาวจึงได้รับการปูนบำเหน็จ "เลื่อนสมณศักดิ์" ขึ้นเป็นพระครูชั้นเอก สายวิปัสสนา เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2552 ซึ่งเรื่องนี้ สายข่าวรายงานว่า "ปานขาว" ได้วิ่งเต้นเข้าไปยัง "วัดสระเกศ" ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จนสมเด็จเกี่ยวท่านโปรดปราน ถึงกับเมตตาให้ที่พักพาอาศัยในทุกครั้งที่มาเมืองไทย และนั่นเองจึงเป็นเหตุให้"ปานขาว" ได้รับการส่งเสริมและเสนอชื่อขึ้นเป็นพระครูสัญญาบัตรระดับ "เทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก" แถมด้วย "สายวิปัสสนา" ซึ่งถือว่า "สูงศักดิ์" กว่าพระสายสามัญและสายเปรียญเสียอีก




สมเด็จพระพุฒาจารย์
ประธานคณะผู้ปฏิบ้ติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ที่ถูกอ้างว่า เป็นผู้ให้การสนับสนุนแก่พระปานขาว ชาวฝรั่งเศส จนได้เป็นพระครูฯ




กรณีปานขาว ซึ่งเป็นพระลาว และเดิมเคยบวชอยู่ในคณะมหานิกาย ได้รับการส่งเสริมในคณะมหานิกาย (วัดสระเกศ) แต่หันไปอุ้ม "บักเณรคำกำมะลอ" ซึ่งเป็นสายธรรมยุต ในครั้งนี้ จึงมีเงื่อนงำให้สงสัยมากมายว่า ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร ถ้าไม่ได้อะไรจะทำทำไม

จริงไหมครับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่เคารพ ?

ครั้งก่อนก็ "พระพรหมวังโส" ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้และขอสมณศักดิ์ให้เป็นเจ้าคุณพระวิสุทธิสังวรเถร ได้ทำการบวชภิกษุณีที่ออสเตรเลีย แถมยังเอา"พระอุปัชฌาย์-สมเด็จพระพุฒาจารย์" ไปอ้างอิงเสียๆ หายๆ อีก ก็เลยถูกขับไล่ออกจากคณะสงฆ์ไทยไปไม่กลับหลับไม่ตื่นมาจนบัดนี้

วันนี้ พระปานขาว ผู้ใกล้ชิดกับวัดสระเกศ ได้ก่อเรื่องราวอื้อฉาวอีกแล้ว เพราะเป็นทั้งพระลาว แต่อุตริบินเข้ามาในประเทศไทย อ้างเอาคำสั่งของ "บักเณรคำ" ซึ่งหนีคดีอยู่ในเวลานี้ นั่งเป็นประธานจัดงานห่มผ้าพระแก้วเอ้เต้ ใหญ่กว่าเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วไทย ทำยังกะว่าไทยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส หรือว่า "ปานขาว" เป็นสังฆราชของประเทศไทย อย่างนั้นแหละ

จะแก้ตัวหรือพิจารณาความอย่างไรก็นิมนต์เถิดขอรับ พระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่เคารพ ไฟวัดป่าขันติธรรมลามมาถึงวัดสระเกศแล้ว เพราะโบราณว่า "ผู้ใดผูก ผู้นั้นก็ต้องเป็นคนแก้" เมื่อวัดสระเกศ "ขุน" ปานขาวขึ้นมา ก็ต้องพิจารณาว่าจะ "ฆ่า"ทิ้งอย่างไร ?

รีบเถิดครับพระเดชพระคุณท่านฯ อย่าให้ใครเขาครหาได้เลยว่า "วัดหนองป่าพงไล่" แต่"วัดสระเกศอุ้ม" เพราะมันคงไม่คุ้มแน่ !



อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

30 มิถุนายน 2556

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ