วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พฤติกรรมมหาเถระในประวัติศาสตร์ไทย

อย่างฮา !

มหาเถรคำราม "ห้ามบวชภิกษุณี" ในเขตประเทศไทย

แต่ที่บวชกันไปแล้วนั้น ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

สงสัยจะยกให้เป็น "อาทิกัมม์" ไม่เอาผิดผู้ทำเป็นคนแรก

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
เจ้าของตำนาน "วัวหายล้อมคอก" ของคณะสงฆ์ไทย

 

อา..แล้วไอ้ที่เขาบวชกันเอิกเกริกที่สงขลาไปแล้วล่ะครับท่าน จะทำอย่างไร มาห้ามอะไรเอาในตอนนี้ อีตอนเขายัง "ไม่บวช" ทำไมไม่ห้าม พอเขา "บวชแล้ว" เพิ่งจะห้าม มันก็เหมือนห้ามลูกสาวออกบ้านตอนเสียตัวแล้วนะซี ทำงานแบบนี้มันจะปกครองบ้านเมืองได้ยังไง

เอ้า ! ไหนๆ วัดปากน้ำก็มี "กรรมการมหาเถร" มากมายถึง 3 รูป เจ้าคณะพระสังฆาธิการก็แทบจะล้นวัด คุมทั้งอำนาจทางการปกครองและอำนาจทางการศึกษา แบบว่าวัดปากน้ำเป็นศูนย์รวมอำนาจของประเทศไทยไปแล้ว ก็ขอนิมนต์ "ผู้มีอำนาจวัดปากน้ำ" ได้แก้ไขปัญหาของประเทศไทยให้ราบรื่นนะครับ เพราะเวลามี "ตำแหน่งและสมณศักดิ์ว่าง" พระวัดปากน้ำก็อ้าง "มีคุณสมบัติมากกว่าใคร" คว้าเอาพุงปลาไปกินหมด วัดอื่นๆ ได้กินแค่ "ขี้ปลา" วันวาน "เจ้าคุณสุชาติ" ก็ฟาดไป 2 ตำแหน่ง ดังนั้น วันนี้ ก็อยากจะเห็น "สุดยอดคนเก่ง" แห่งสำนักวัดปากน้ำ ได้ใช้ "สติปัญญาและอำนาจวาสนา" แก้ไขปัญหาพระศาสนา จะเอาวัดพระธรรมกายมาร่วมด้วยช่วยกันก็ยิ่งดีครับ เห็นวัดพระธรรมกาย "กระเหี้ยนกระหือรือ" อยากจะทำงานพระศาสนามาก ถึงขนาดอาสา "ตักบาตรช่วยชาติ" มานานหลายสิบปี โดยไม่มีใครขอร้อง วันนี้มี"คำขอ" จากพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศแล้ว ช่วยยกโขยงลงไปจับ "ภิกษุณีในโครงการเฉลิมพระเกียรติ" ที่สงขลา ถอดผ้าเหลืองให้ที ไหนๆ เมืองไทยก็กลายเป็น "ลัทธิธรรมกาย" ครองเมืองไปแล้ว จัดธุดงค์ธรรมชัยให้ "พระธรรมกิตติวงศ์" เป็นหัวหน้า ยกกองทัพธุดงค์เหยียบดาวโรย ลงไปปิดล้อมวัดภิกษุณีที่ภูเก็ตเลยสิครับท่านธัมมชโย รับรองว่า "สังฆราชศรีลังกา" ก็มาไม่ได้ นะ จัดวันคุ้มครองโลกมาหลายปี ช่วยจัด "วันคุ้มครองประเทศไทย" ให้ดูเป็นบุญตาซักทีเหอะ ก้าๆ หน่อย

 

 

วันนี้ (11 ธ.ค.) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม พระพรหมเมธี กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวภายหลังประชุม มส. ว่า จากการที่พระศรีลังกามาบวชภิกษุณีในประเทศไทย จำนวน 47 คน ณ ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา เมื่อเร็วๆ นี้นั้น ที่ประชุม มส. ได้มีการหารือกรณีดังกล่าวแล้ว และได้มีมติให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศ ปฏิบัติตามประกาศของกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เรื่องห้ามพระเณรไม่ให้บวชหญิงเป็นบรรพชิต พ.ศ.2471 โดยห้ามมิให้พระภิกษุสามเณรทุกนิกายบวชผู้หญิงเป็นภิกษุณี เป็นสิกขมานา เป็นสามเณรี ด้วยเหตุผลที่ว่า นางภิกษุณีหมดสาบสูญขาดเชื้อสายมานานแล้ว

พระพรหมเมธี กล่าวต่อไปว่า แต่เดิมข้อบัญญัติในภิกขุนีขันธกะแห่งวินัยปิฎก ในพระไตรปิฎก กำหนดไว้ว่า ผู้หญิงทั่วไปที่อายุยังไม่ครบ 20 ปีสามารถเข้ารับบรรพชาเป็นสามเณรี และเมื่ออายุได้ 18 ปี ให้บวชเป็นสิขมานาผู้รักษาศีล 6 ข้อ ซึ่งจะขาดไม่ได้แม้แต่ข้อเดียวเป็นเวลา 2 ปี จนมีอายุครบ 20 ปี จึงจะสามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีจากอุภโตสงฆ์ คือ คณะสงฆ์ 2 ฝ่าย ได้แก่ ภิกษุณี และภิกษุสงฆ์เถรวาท แต่เมื่อปัจจุบันภิกษุณีในพระพุทธศาสนาเถรวาทได้ขาดสูญไปแล้ว การบรรพชาสามเณรีและการอุปสมบทภิกษุณีโดยภิกษุสงฆ์เถรวาทเพียงฝ่ายเดียวจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

กรรมการและโฆษก มส. กล่าวอีกว่า ภิกษุณีสงฆ์ก็ได้ขาดสูญไปจากประเทศศรีลังกาแล้วเช่นกัน ตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าวิชัยพาหุ  ซึ่งในปัจจุบันคณะสงฆ์และรัฐบาลศรีลังกาก็ไม่ได้รับรองสถานภาพของภิกษุณีในศรีลังกา ด้วยเหตุผลที่ว่าภิกษุณีสงฆ์เถรวาทได้ขาดสูญไปนานแล้ว การนำภิกษุและภิกษุณีสงฆ์มหายานจากเกาหลีและไต้หวันมาร่วมอุปสมบทแก่ภิกษุณีเถรวาทที่อินเดีย ย่อมทำให้สังฆกรรมนั้นบกพร่อง ไม่เป็นไปตามพระวินัยกำหนด   ทั้งนี้มหาเถรสมาคมยังได้มอบหมายให้ พศ. ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ ในการที่จะออกประกาศให้พระสงฆ์จากต่างประเทศ ที่จะมาจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทในประเทศไทย ต้องแจ้งให้มหาเถรสมาคมรับทราบ และได้รับหนังสืออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน เพื่อป้องกันเหตุการณ์เหมือนที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลาอีก

"เราไม่ได้ห้ามไม่ให้ภิกษุณีอยู่ในประเทศไทย แต่มหาเถรสมาคมห้ามภิกษุบวชภิกษุณีในประเทศไทย เพราะตามประวัติศาสตร์ถือว่าภิกษุณีเถรวาทหมดไปจากประเทศไทยแล้ว และที่มีการกล่าวอ้างว่า มีพระมหินทวังสะ เจ้าอาวาสวัดทีปทุตมาราม แห่งนิกายอมรปุระ  ประเทศศรีลังกา มาเป็นประธานบวชภิกษุณีในประเทศไทย ก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อประกาศดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทราบว่า ในเร็วๆ นี้จะมีการบวชภิกษุณีอีก จึงมอบหมายให้ พศ. ติดตามและดำเนินการตามประกาศดังกล่าวต่อไป" โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าว

 

ที่มา : เดลินิวส์
11 ธันวาคม 2557

 

ถ่ายอำนาจ !

สมเด็จวัดปากน้ำประกาศลาออกจากแม่กองบาลี

ตั้งเจ้าคุณสุชาติ-พระพรหมโมลีขึ้นเป็นแทน

แถมตำแหน่ง "กรรมการมหาเถร" อีกหนึ่งเก้าอี้

ส่งผลให้วัดปากน้ำมีกรรมการมหาเถรถึง 3 รูป

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

นาทีนี้มิใช่แค่ "ช่วงน้ำขึ้น" ของวัดปากน้ำเท่านั้น หากแต่ถ้ากั้นไม่อยู่ ก็อาจจะถึงระดับ "น้ำท่วม" โดยเฉพาะพระเณรทั่วประเทศนั้น "ท่วมถึงปาก" ไปแล้ว แต่ของอย่างนี้มันว่ากันไม่ได้หรอกฮะ ทีใครก็ทีมัน ตอนวัดบวรนิเวศได้เป็นใหญ่ก็ไม่เบา เอาแม้กระทั่ง "พระราชรัตนมงคล ประโยค 1-2" เข้ามาเป็นกรรมการ มส. พอถึงทีวัดสระเกศได้เป็นปฏิบัติหน้าที่สังฆราช ก็เอา "มหาเหนาะ ประโยค 6" ข้ามหัวครูบาอาจารย์เข้ามาเป็นใหญ่เป็นโต แบบว่าคุมทุกอย่างไว้ที่ภูเขาทอง แถมเล่นเสือข้ามห้วยโยก"ธงชัย" จากภาค 9 เข้าไปกินตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 10" อีกต่างหาก ครั้นเมื่อสมเด็จฯสมศักดิ์-วัดพิชัยญาติ ได้ขึ้นเถลิงอำนาจ "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ก็เหลิงหนัก ถึงกับเอา "มหาสายชล-หลานสมเด็จนิยม-ชาวอยุธยา อายุ 45" ขึ้นมาเป็นเจ้าคณะภาค 1 เอาให้ "เจ้าคุณเอื้อน" ได้เรียกใช้เล่น เช่นกันเมื่อสมเด็จฯสนิท-วัดไตรมิตร ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ก็ผ่องถ่ายอำนาจไว้ภายในวัดไตรมิตร ไม่ให้กระเด็นออกนอกวัดเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียว จึงเมื่อมีเสียงยี้จากพระเณรทั่วบ้านทั่วเมืองต่างกรรมต่างวาระกันเหล่านี้ พวกกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหลายก็พากันเข้าฌานเงียบกริบ เพราะตัวเองก็เล่นเหมือนกัน มันเป็นเรื่อง "ประเพณี" ของคณะสงฆ์ไทย ที่ยังคงใช้ระบบ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ในทางการศาสนา

ดังนั้น ก็อย่าว่าอะไรใครเลย ปล่อยให้บ้านนี้เมืองนี้เป็นของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจท่านดูแลไปเถิด ท่านจะเอาใครมาเป็นเจ้าเป็นนายก็สุดแต่ใจท่าน พวกเราเป็นแต่เพียงผู้อาศัยแผ่นดินไทยอยู่ มีหน้าที่เพียง "เป็นทาส" เท่านั้น แต่ก็ไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่นานก็รู้"หมู่หรือจ่า" เวลาตายนั่นแหละถึงจะเป็น "หนังม้วนจริง" ว่าสิ่งที่ทำๆ ไว้ในเวลามีอำนาจนั้น มันมีกึ๋นกันหรือไม่ ? "วัดสระเกศแตก" ในวันนี้ คือหนังตัวอย่างที่ฉายให้พระสงฆ์สามเณรทั่วประเทศไทยได้ดูเป็นตัวอย่าง แต่ดูแล้วจะได้อะไรไปมันก็อยู่ที่"ตา" ของใครก็ของใคร แค่สองคนยลตามช่องก็มองเห็นต่างกันแล้ว นี่คนเป็นแสนเป็นล้านมอง มันก็ย่อมต่างกันอย่างไม่ต้องสงสัย

 

สองเด้ง

พระพรหมโมลี
(สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ
เจ้าคณะภาค 5 แม่กองบาลีสนามหลวง กรรมการมหาเถรสมาคม

 

ตั้งพระพรหมโมลี เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมและแม่กองบาลี

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ภายหลังการประชุม พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธัมมจารี) กรรมการและโฆษกมหาเถรฯ กล่าวว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรฯ ว่า ขอลาออกจากตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวง พร้อมทั้งเสนอต่อที่ประชุมขอแต่งตั้ง พระพรหมโมลี (สุชาติ ธัมมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เจ้าคณะภาค 5 และเลขานุการแม่กองบาลีฯ ขึ้นเป็นแม่กองบาลีสนามหลวง ซึ่งที่ประชุมมหาเถรฯ มีมติเห็นชอบตามที่เสนอ

พระพรหมเมธี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ยังแจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า ตามที่พระพรหมเวที (สนิท ชวนปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรฯ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งต้องเป็นกรรมการมหาเถรฯ โดยตำแหน่ง ส่งผลให้กรรมการมหาเถรฯ โดยการแต่งตั้งว่างลง 1 ตำแหน่ง จึงเสนอต่อที่ประชุมขอแต่งตั้งพระพรหมโมลี เป็นกรรมการมหาเถรฯ รูปใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ

ที่มา : ข่าวสด
11 ธันวาคม 2557

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ