วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์ไม่กราบไห้วคนชั่ว

‘ป๋า’ปลุกเกลียดคนโกง

เลิกยกมือไหว้

แม้จะเป็น‘ญาติพี่น้อง’

ใครเพิกเฉยถือว่าไม่รักชาติ

‘นายกฯ’สั่งฟันอาญา-แพ่ง

ยุคปูจำนำข้าวเจ๊ง6.8แสนล.

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตร หลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 5 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมให้โอวาทตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีปัญหาใหญ่อยู่ 2 เรื่องคือ ความยากจน และการฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งความยากจนเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องดูแล แต่ไม่สำคัญเท่ากับเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ยังมีอยู่มาก และยังแก้ปัญหาไม่สำเร็จ เพราะต่างคนต่างคิดว่าไม่ใช่ธุระ ไม่ใช่หน้าที่ อยู่เฉยๆ ก็ดีแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่แย่มาก ถือว่าไม่ร่วมพัฒนาชาติ ไม่รักชาติ

“ป๋า”ปลุกสังคมเลิกไหว้คนโกง

พล.อ.เปรมกล่าวต่อว่า บางคนแนะวิธีแก้ปัญหาด้วยการสอนและอบรมเรื่องธรรมาภิบาล แต่มันช้าเกินไปไม่ทันความเลวร้ายในการฉ้อราษฎร์บังหลวง ดังนั้น พวกเราต้องทำตัวเราเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องกล้าเงยหน้ากล้ายืดอกพูดว่า ผมไม่โกง และทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง

“เราต้องกล้าที่จะไม่ยกมือไหว้คนโกงชาติบ้านเมือง ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร จะเป็นญาติ พี่น้องเพื่อนหรือคนสนิท หากเขาได้มาด้วยการโกงไม่ต้องยกมือไหว้ รวมทั้งขอให้สอนคนที่อยู่รอบข้างให้เกลียดคนโกงด้วย เพราะคนโกงคือสิ่งเลวร้ายที่สุดในบ้านเมืองเรา พร้อมขอให้ปฎิบัติตัวให้เป็นตัวอย่างแก่คนรอบข้างเห็นว่าเราไม่โกง” พล.อ.เปรมกล่าว

จี้ปปช.ฟันทุจริตเร็ว-รุนแรง

พล.อ.เปรมยังกล่าวอีกถึงการทำงานของ ป.ป.ช.ว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตควรต้องทำให้เร็วและรุนแรง ให้คนกลัวว่าการทำทุจริตนั้น ต้องติดคุกติดตารางนานๆ นอกจากการฉ้อราษฎร์จะเป็นการกระทำผิดกฎหมายแล้ว ยังสร้างความอับอายให้ประเทศชาติบ้านเมือง เพราะต่างประเทศมองว่าไทยเป็นประเทศขี้โกง เราต้องแก้ปัญหาความอับอายของบ้านเมืองให้ได้ หากไม่ทำแสดงว่าเราไม่ได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกนบข.

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 5/2557ว่า ที่ประชุมสรุปสถานการณ์ข้าวโลก ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาข้าวระยะยาวทั้งระบบ การขออนุมัติระบายข้าว รวมถึงสรุปตัวเลขการปิดบัญชีข้าวครั้งสุดท้ายในโครงการรับจำนำข้าว 4 โครงการพบว่า มีข้าวเหลืออยู่ 17 ล้านตัน เบื้องต้นเป็นข้าวผ่านมาตรฐาน 2.3 ล้านตัน ข้าวไม่ผ่านมาตรฐานแต่สามารถนำมาปรับปรุงและขายได้ 13 ล้านตัน ข้าวผิดมาตรฐาน 7 แสนตัน ข้าวผิดชนิดข้าว 6.7 หมื่นตัน

เผยเจ๊ง6.8แสนล.จ่อฟันแพ่ง-อาญา

ทั้งนี้ จากตัวเลขปิดบัญชีดังกล่าว มีการแบ่งข้าวเป็น 4 ระดับคือ ข้าวผ่านมาตรฐาน ข้าวเสื่อมสภาพ ผิดมาตรฐาน ข้าวปรับปรุงได้และผิดชนิดข้าว โดยกำหนดเป็นเกรด เกรดเอคือขายได้ตามมาตรฐาน เกรดบีคือข้าวที่ต้องปรับปรุงทำให้ราคาอาจตกลงเล็กน้อย ส่วนเกรดซีคือข้าวที่ต้อง แจ้งความดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง เรียกค่าเสียหาย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดส่งไปยังกระบวนการยุติธรรมแล้ว จากการประมาณการโครงการรับจำนำข้าว 4 โครงการ ถ้าขายข้าวทั้งหมดแล้วจะขาดทุนโดยประมาณ 6.8 แสนล้านบาท

คาดระบายสต๊อกหมดใน1-3ปี

“ในส่วนข้าวเสียนั้น ต้องดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่งและอาญา ส่วนต้องชดเชยเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กระบวนการทางแพ่งในการดำเนินคดี ส่วนการระบายข้าวจะใช้วิธีการประมูลโดยจะเลือกช่วงเวลาที่ไม่กระทบกับราคาข้าวใหม่ หวังว่าจะระบายข้าวทั้งหมดภายใน1-3 ปี อีกทั้ง ยังตั้งความหวังว่า ไทยจะเป็นแชมป์ขายข้าวต่อไป ไม่เพียงปริมาณแต่เป็นข้าวที่มีคุณภาพด้วย”นายกฯกล่าว และว่า สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจกับจีนวันนี้ จะมีเรื่องการขายข้าว โดยจีนจะรับซื้อข้าว 2 ล้านตัน เป็นการตกลงแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) พร้อมยังแสดงความมั่นใจว่า นโยบายข้าวที่รัฐวางไว้ จะไม่ทำให้รัฐบาลขาดทุน เพราะไม่ใช่การรับจำนำข้าว แต่ในเชิงปฎิบัติต้องช่วยเหลือกัน ไม่ให้เกิดทุจริต ส่วนแนวทางการระบายข้าวนอกจากขายต่างประเทศแล้ว จะเพิ่มการขายในประเทศ โดยเปิดตลาดข้าวสำหรับเกษตรที่จะขายในชุมชน เพื่อให้ราคาดี พร้อมพอใจกับราคาข้าวเปลือกที่วันนี้มีราคา 8,500 บาทต่อตัน

“ปนัดดา”แจงผลตรวจสต๊อกรัฐ

ด้านม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดประจำสำนักนายกฯในฐานะประธานอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ เปิดเผยภายหลังประชุม นบข.ถึงผลการตรวจสอบข้าวคงเหลือของรัฐในคลังกลางขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ทั้งปริมาณและคุณภาพในส่วนของคณะอนุกรรมการฯพบว่า มีข้าวคงเหลือรวม 17.963 ล้านตัน แยกเป็น 1.ข้าวผ่านมาตรฐาน 2.197 ล้านตัน คิดเป็น 12.23% 2.ข้าวไม่ตรงตามมาตรฐาน14.405 ล้านตันคิดเป็น 80.19% 3.ข้าวเสีย 0.694 ล้านตัน คิดเป็น 3.86% 4.ข้าวผิดชนิด 0.068 ล้านตัน คิดเป็น 0.38% และ5.ข้าวกองล้มหรือข้าวที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ 0.599 ล้านตันคิดเป็น3.34%

ม.ล.ปนัดดากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการตรวจสอบฯให้คณะทำงานตรวจสอบและจัดระดับคุณภาพข้าวในสต็อกของรัฐจัดระดับชั้นคุณภาพข้าวในส่วนที่ไม่ตรงตามมาตรฐาน ปริมาณ 14.405 ล้านตัน โดยแบ่งระดับคุณภาพข้าวเป็น 3 ระดับคุณภาพ คือ 1.ระดับคุณภาพเอเป็นข้าวต่ำกว่ามาตรฐานไม่มาก เมื่อปรับปรุงแล้วคุณภาพข้าวจะมีสภาพไม่ต่างจากข้าวผ่านมาตรฐาน 2.ระดับคุณภาพบี เป็นข้าวต่ำกว่าระดับเอต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพที่ยุ่งยาก จึงจะสามารถนำมาระบายได้ และ3.ระดับคุณภาพซี เป็นข้าวที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานมาก ไม่คุ้มค่าในการปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน

ไฟเขียวระบายข้าวยกคลัง

ม.ล.ปนัดดากล่าวอีกว่า โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางจัดการข้าวในสต็อกรัฐบาลเสนอแนวทางดำเนินการกับข้าวทุกระดับคุณภาพ และนบข.เห็นชอบแนวทางดำเนินการในสาระสำคัญ ดังนี้ ข้าวที่ผ่านมาตรฐาน ให้ระบายตามมาตรฐานแบบยกกองหรือยกคลัง ข้าวที่ไม่ตรงตามมาตรฐานแต่อยู่ในระดับเอและบี ให้ระบายยกคลังตามสภาพข้าวที่ไม่ตรงตามมาตรฐาน ระดับซี ข้าวเสีย ข้าวผิดชนิด ข้าวกองล้ม ข้าวที่ไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ ให้ระบายตามสภาพหลังจากที่ อคส.และอ.ต.ก. แจ้งความดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบ รวมทั้งดำเนินคดีกรณีข้าวหายด้วย

พณ.ปิดจ๊อบเผยข้าวเสีย6.9แสนตัน

ขณะที่น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.)เปิดเผยหลังประชุม นบข.ว่า จากการตรวจสอบข้าวในสต๊อกรัฐบาลทั้งหมดมีประมาณ 17.8 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวที่ผ่านมาตรฐานปริมาณ 2.1 ล้านตัน อีกส่วนเป็นข้าวที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 14.4 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวเกรดเอ 6.1 ล้านตัน เกรดบี 3.6 ล้านตัน และเกรดซี 4.5 ล้านตัน ซึ่งข้าวเกรดซีเป็นข้าวที่ไม่ตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งมอบหมายให้อคส.และอตก. นำเรื่องไปแจ้งความดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา กรณีที่พบข้าวต่ำกว่ามาตรฐานแล้วเพื่อให้ตรวจสอบว่ามีเจตนาทุจริตหรือไม่ นอกจากนี้ ยังพบข้าวเสียปริมาณ 6.94 แสนตัน ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการแปรรูป เช่น เป็นอาหารสัตว์ และปุ๋ย

“ถือว่าหน้าที่ของเราสิ้นสุดแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ดำเนินคดี ของตำรวจท้องที่ที่ตั้งของโกดังที่มีข้าวเสีย และถ้าตรวจพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐไปเกี่ยวข้องก็จะเป็นหน้าที่ของป.ป.ช.หรือป.ป.ท.ดำเนินการ”น.ส.ชุติมากล่าว

เลื่อนเคาะเเชือด“ปู-บุญทรง”ต้นปี58

สำหรับความคืบหน้าการพิจารณาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.เปิดเผยว่า คณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์คดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ทันปลายปีนี้ เนื่องจากคณะทำงานฯไม่สามารถนัดประชุมครั้งสุดท้ายได้ทันภายในสิ้นปี คาดว่าจะประชุมนัดสุดท้ายต้นปี 2558 โดยกำหนดวันหารือเบื้องต้นไว้วันที่ 7 มกราคมหรือ 14 มกราคม ขึ้นอยู่กับฝ่ายอัยการฯ ส่วนการไต่สวนทุจริตซื้อขายข้าวแบบจีทูจีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์นั้น เร่งรัดให้นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว เร่งสรุปข้อเท็จจริงคดีนี้ภายในสิ้นปีนี้ แต่คาดว่าป.ป.ช.คงจะลงมติตัดสินได้ไม่ทันสิ้นปี น่าจะส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ชุดใหญ่ลงมติได้ต้นปี 2558

ลุ้นฟันอดีต268ส.ส.สิ้นปีนี้

ส่วนความคืบหน้าการไต่สวนการถอดถอนอดีต ส.ส.268 คน กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบนั้น นายปานเทพกล่วว่า ใกล้ได้ข้อยุติแล้ว คาดป.ป.ช.จะลงมติคดีดังกล่าวได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเป็นการลงมติสรุปผลภายในครั้งเดียว ไม่ทยอยชี้มูลความผิด ซึ่งนอกจากมีคดีถอดถอนแล้วจะลงมติพิจารณาคดีอาญาด้วย เพราะส.ส.บางคนมีพฤติการณ์เสียบบัตรแทนกันเข้าข่ายกระทำความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ไม่เกี่ยวคดี310สส.หนุนนิรโทษ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณี 268 ส.ส.ที่ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.มิชอบจะพ้นผิดเหมือนกับกรณี 310 ส.ส.ร่วมกันลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ป.ป.ช.ยุติไต่สวนโดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้วแล้วหรือไม่ นายสรรเสริญกล่าวว่า คนละกรณีกัน เพราะมูลเหตุเรื่อง 268 ส.ส.ที่ส่งมาให้ป.ป.ช.ไต่สวน นอกจากเรื่องกระทำผิดรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่มีการเสียบบัตรแทนกันอีกด้วย

“วรงค์”ติงรัฐไฟเขียวขายยกคลัง

มีข้อเสนอแนะจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กรณีรัฐบาลจะใช้วิธีระบายข้าวโดยประมูลขายแบบยกคลังว่า ก็มีผลต่อราคาอยู่ดี แต่วิธีขายแบบนี้คือ เหมาเข่งคละรวมกันไป พ่อค้าก็ต้องกดราคาลงมา อ้างมีของคุณภาพต่ำปะปน จะยิ่งมีผลต่อราคาข้าวในตลาด ที่สำคัญกลายเป็นยกประโยชน์พวกทุจริตที่เอาข้าวเสื่อมคุณภาพเข้าคลัง ไม่ต้องรับผิดชอบเพราะรัฐบาลขายเหมารวมไปแล้ว ในวงการค้าข้าวแนะนำว่าการขายแบบที่ผ่านมา ของดีขายราคาสูง ของไม่ดีขายราคาต่ำ น่าจะให้ประโยชน์ต่อรัฐดีกว่า จึงอยากให้รัฐบาลคิดให้รอบคอบ นอกจากไม่เป็นผลดี การขายเหมารวมจะง่ายแก่การทุจริตด้วย

นสพ.แนวหน้า

www.facebook.com/thaihistory

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ