วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ส.ค.ส.๒๕๕๘ ธรรมะหลวงพ่อเยื้อน

การบรรยายธรรม : อบรมกรรมฐาน วัดมเหยงคณ์

ถ้าเราพิจารณา ปฏิบัติให้เป็นธรรมแล้ว หาความเมตตาธรรม ในจิตไม่ได้ ก็ไม่ใช่ธรรมอยู่ดีนั่นล่ะ เราต้องให้เกิดความเมตตา บางคนภาวนานะ เกิดทิฐิมานะสูง มาก ใครพูดขวางหูไม่ได้ ไม่รู้ภาวนาเพื่อละ หรือเพื่อโลก ความจริงนา ถ้าเป็นนักภาวนาแล้ว จิตของเราจะมีความเมตตา ความให้อภัย ความเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา มันจะเกิดกับผู้ปฏิบัติธรรมนะ ผู้ปฏิบัติธรรมจะได้เปรียบกว่าคนอื่นมาก ใครด่ามาก็ จะโกรธไหม อย่าพึ่ง ถ้าเราพิจารณาว่า กายคนนี้ โคตรพ่อคนนี้ เพื่อเราจะมาละให้ทัน เขามาด่าโคตรพ่อเรา เราก็บอกงี้มันก็ไม่ใช่ โคตรพ่อฉัน ก็โคตรพ่อเธอ แม่ฉัน ก็คือแม่เธอ คือแก้ปัญหาให้ทัน เพื่อไม่ให้จิตของเราหลงทาง ถ้างั้นการพิจารณากลับไปกลับมา กลับไปกลับมา ถ้าเรามีสมาธิพักแล้วถอนขึ้นมาพิจารณา 
หลวงปู่มหาบัว อาตมาก็เป็นศิษย์หลวงปู่เหมือนกัน แต่ก็อดพูดถึงสมาธิอาจารย์ไม่ได้ เพราะสมาธิอาจารย์นั้นน่ะ เป็นแนวทางที่เกิดขึ้นแล้ว และก็ดับแล้ว แล้วก็ฟื้นมาใหม่แล้ว เพราะอาจารย์ภาวนาแล้วจิตสงบมาก ท่านว่างั้น จนหลวงปู่มหาบัวบอกให้พิจารณากาย แต่หลวงปู่บอกไม่ต้อง ท่านจะนั่งสงบทั้งคืนก็ได้ หลวงปู่รู้สึกจะฝืนหลวงปู่มั่น จะไม่พิจารณาเพราะจิตมันสงบแล้ว แน่วแล้ว นั่งตอนไหนก็แน่วตอนนั้น นึกว่านิพพาน มันอยู่ตรงนั้น แต่ที่แท้มันไม่ใช่ อันนั้น มันคือความสงบเฉย ๆ ไม่ได้สงบด้วยความรู้แจ้ง ความสงบกับความรู้แจ้งมันต่างกัน ท่านไปทำกลดอันเดียว เราไปนะ จิตมันถอน สมาธิมันถอนมาอยู่ที่กลด ที่ไม้ไผ่กับมีด ตอนนี้จิตมันเสื่อมเข้าสมาธิไม่ได้ ทำไงก็เข้าไม่ได้ จนวิ่งเข้าป่าอะไรจะช่วยได้ไหม ก็ไม่ได้ เข้าป่าก็แล้ว ไปหาเสิอ เสือก็ช่วยไม่ได้ หาช้าง ช้างก็ช่วยไม่ได้แล้ว ร้อนเป็นไฟเลย เพราะคนมีความสงบแล้ว ตอนไม่สงบมันร้อนมาก เหมือนนรกทั้งเป็นนะ อะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมดเลย เพราะจากการที่ไม่ได้พิจารณาตรงนี้ ตอนนี้จิตเสื่อมของท่านตรงนี้ล่ะ ท่านมาตั้งต้นใหม่เลย บริกรรมพุทโธ พุทโธ นึกในใจ ขนาดนักภาวนาทำมาตั้งนานแล้ว ต้องมาตั้งต้นใหม่ ตอนนี้ท่านนึก ๆ ๆ ตลอดเวลา จะปัดกวาดก็นึก จะขี้ก็นึก จะเยี่ยวก็นึก กินข้าวก็นึก ทำอะไรก็นึกพุทโธอย่างเดียวเลย นึกในใจนะ นึกลึก ๆ นะ ต้องนึกเข้ามาเหนือสะดือหน่อย มันถึงจะได้ควบคุมง่าย นึก ๆ ใหม่จนจิตขอท่านค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา จนจิตของท่านนั้น ถึงปกติ ถึงสงบท่านก็ยอมละพุทโธ เพราะแต่ก่อนสงบแล้ว มันก็ยังหาย ตอนนี้ท่านไม่สนใจแล้ว ท่านมาพิจารณา การพิจารณาตรงนี้โยม จิตมันเคยสงบมันไม่ยอมพิจารณา มันไม่ยอมดูกายเลย กูจะนั่งดูแน่ว ชั่วโมง สองชั่วโมงก็แน่ว สามชั่วโมงก็แน่ว สบายมากนะ ตรงนี้จิตมันไม่ยอมพิจารณาเลย ทำยังไงก็ไม่มา ๆ อาจารย์ของอาตมาทำไง เดินเลย นั่งทีไร มันจะเข้าล็อกของมัน ท่านก็เดินเร็ว เดินช้า ๆ ไม่ได้ เสียเปรียบมัน มันจะสงบ เดินเร็ว ๆ อาจารย์มหาบัว ท่านเดินเร็วจนถึงปัจจุบัน เร็วมากเลย วิ่งได้วิ่งเลย ไม่ยอมเข้าล็อกมัน สุดท้ายจิตของท่านพิจารณามาเรื่อย ๆ จนถึงที่สุดของท่าน ท่านก็ปลอดภัยจนถีงปัจจุบันนี่ นี่จิตของครูบาอาจารย์นะฮะ คือว่า อาตมาเป็นผุ้น้อย แต่จังหวะพอดีไปรู้เรื่องมาก ๆ ในปัญหาเรื่องจิต ก็เลยมาพูดให้โยมฟัง ตอนนี้หลวงปู่ดูลย์ก็เหมือนกัน หลวงปู่ดูลย์ เป็นอุปฌาย์ของอาตมา ท่านก็บอกให้ดูจิตอย่างเดียว แต่ท่านเคยเปรยให้อาตมาฟังอยู่ว่า หลวงปู่มั่น ที่จิตของท่านภาวนาแล้วเป็นพระพุทธรูปทั้งองค์ แต่หลวงปู่มั่นอยู่ที่เชียงใหม่ หลวงปู่ดูลย์อยู่ที่นครพนม อ.นาแก เขาเรียก ธรรมพระเวท(ไม่แน่ใจในคำสะกดนี้) จิตเป็นพระพุทธรูปทั้งองค์ หลวงปู่มั่นมาปรากฏให้หลวงปู่ดูลย์ว่า สัพเพสังขารา สัพเพธรรมา อนัตตาติ หลวงเอ้ ทำไมครูบาอาจารย์ต้องให้เรามาพิจารณาตรงนี้ ตอนนี้หลวงปู่ท่านไวกว่า เพราะท่านไม่ดื้ออาจารย์ ท่านก็พิจารณาตรงนี้ พระพุทธเจ้าทั้งองค์ก็ช่าง ไม่เอาทั้งนั้นล่ะ ตราบใดยังมีรูป ฉันก็ไม่ยอม พิจารณาให้เป็นไตรลักษณ์ จนสุดท้ายจิตของหลวงปู่ก็ปลอดภัย เพราะท่านรู้แจ้งด้วยการพิจารณา ครูบาอาจารย์ท่านเดินก่อนเราทั้งนั้นน่ะ 
อยากให้ญาติโยม ผุ้มีพลังสมาธิ ผู้มีจิตศรัทธาที่แน่วแน่ ผู้มีความปิติความพร้อม ที่จะกระแทกเข้าไปเลยนะ ถ้าหากพิจารณาแล้วมันเกิดขึ้นยังไง ก็ครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์สุรศักดิ์ท่านก็อยู่ ท่านก็เรียนจบวิชากรรมฐานมาแล้ว ท่านก็แนะนำเราได้ ตอนนี้ครูบาอาจารย์อยู่ รีบเปิดประตู ใส่ให้เต็มที่ไปเลย ไม่ต้องกลัวมัน ถนอมมันทำไม ตอนที่มันไม่เห็นใจเรา มันกลับหันหลังให้เลยนะ สาหัสสากรรจ์มากนะ การปฏิบัติ มันต้องมีแต่ความจริง คำว่าถอยไม่มี ยังกะอาตมาเป็นพระที่ชื่อว่า ไม่มีคำว่าถอย มีแต่เดินหน้าอย่างเดียว เพราะคำว่า เดินหน้าอย่างเดียว เพราะใจมันเดินไปแล้ว ตัวมันจะถอย ถอยได้ฮะ เห็นบางคนบอก เห็นรถสิบล้อ ถอยไหม ต้องถอย แต่ในความรู้สึกตรงนี้ ในการปฏิบัติเพื่อความอิสระของจิต ไม่ถอย 
ย้อนมาตัวอาตมาอีกทีหนึ่ง ตอนนั้นบวชแล้วถึง 7 วันโยม โยมผู้หญิง เขาบอกว่า ถึง 7 วันแล้ว หลวงพี่ต้องสึก จะสึกตรงไหน มองไม่เห็นเลย สึกไม่ได้ อ้าวทำไมพระอะไรพูดโกหก บวชเป็นพระเป็นเจ้าไม่รู้จักรักษาศีล ก็บอกจะสึกไปแต่งงานกัน บวช 7 วันแล้วจะสึกแต่งงานกัน แล้วอยู่ ๆ ไม่แต่งกันแล้วล่ะ บอกโอ้โหเธอ ตอนนี้คำตรงนั้นท่านหายไปหมดแล้ว ไม่มีเลย แม้แต่ฉันจะสึกเดี๋ยวนี้ก็สึกไม่ได้ ตายดีกว่า เพราะหาที่สึกไม่เจอ ก็บอกจะไปยากอะไรก็ปลดจีวร นุ่งกางเกงก็เสร็จแล้ว สึกก็ง่าย ๆ เห็นองค์อื่น ก็สึกง่าย ๆ แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น ไอ้นุ่งกางเกงมันนุ่งไม่ได้ ปลดก็ปลดไม่ได้ ไม่ได้หรอก สึกไม่ได้ เลยสุดท้ายก็ให้เขาไปเอาผัวใหม่ซะ บอกยังไง ๆ ก็เธอไปหาแฟนใหม่ดีกว่า เพราะยังไงฉันก็ไม่ได้ทำอะไร ก็จริง ๆ โยม มันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก เขาให้อยู่ด้วยกัน 3 เดือน ห้องเดียวกันนะ แต่ไม่ได้กอดกันนะ อยู่คนละมุม นะฮะ ผู้หญิงเขาจะกลิ้งกลางคืน เขาจะกลิ้งไปกลิ้งมา มึงอย่ามานะ อย่านะ ข้ามเส้นไม่ได้ ไม่เอา ๆ นอน ๆได้ เขาตามผู้ใหญ่คนโบราณ 2 คืนก็เอาแล้ว ไอ้นี่เป็น 3 เดือน ไม่แตะต้องเนื้อตัว มันเป็นยังไงล่ะ เชื่อไหม ถ้าอาตมาพูดตรงที่จิตมันเป็นอย่างนั้นนะ อาตมามองจิต ก็มีอย่างเดียวคือ ไม่ ๆๆๆ ไม่ใช่ ๆๆ แม้แต่ผู้หญิงคนนี้จะมากอด ก็ไม่ใช่ จะรักผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ ๆๆ คือ คำว่า ไม่รู้ ไม่ใช่ อาตมา นึกย้อนหลังไปว่า หมายความว่า พุทธองค์ คุ้มครองอาตมา ถ้าเกิดเราไปทำอะไรตรงนั้น เราคงไม่ได้มาวันนี้ เลยไม่ๆๆๆๆ เลย สุดท้ายเดือดร้อนถึงหมอ ไปตรวจแล้วก็ไม่มีอะไร ก็จบเห่กันไป เขาก็อยู่ทางนี้สบายไป จะมีลูกกี่คน ก็สบายเลย ไม่ว่าอะไร ก็เรียบร้อยไปแล้ว
https://m.facebook.com/profile.php?id=112951655526858

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ