วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คุณธรรมของมหาเถรที่ต้องรอ คสช.แก้ไข?

เมื่อมหาเถรทำในเรื่องไร้คุณธรรมและจริยธรรม  


 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ครั้งที่ 1

กรณีมหาเถรสมาคมตั้งเจ้าคณะภาค 1

เกิดคำถามขึ้นมาอย่างเซ็งแซ่ เมื่อมหาเถรสมาคม โดยการนำเสนอของพระพรหมโมลี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง แต่งตั้งให้พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) อายุ 45 ปี พรรษา 25 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และรองเจ้าคณะภาค 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แทนพระพรหมโมลีซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง แทนสมเด็จพระมหาธีราจารย์ซึ่งมรณภาพไป

มีคำถามจากพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศว่า เหตุใดจึงต้องเป็นพระโสภณปริยัติเวที

เพราะเมื่อสำรวจดูคุณสมบัติของพระโสภณปริยัติเวทีแล้ว ก็เห็นความไม่เหมาะสมหลายประการ เช่น

1.ด้านสมณศักดิ์ พระโสภณประยัติเวทีนั้นเป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญ เพิ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 คือเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งพระราชาคณะชั้นนี้นั้นอย่านับแต่จะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคเลย แม้แต่ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดก็ยังไม่เหมาะสมด้วยซ้ำ (เว้นแต่จังหวัดเล็กๆ เช่น แม่ฮ่องสอน เป็นต้น ขนาดเจ้าคณะจังหวัดลำพูนยังเป็นชั้นราชเลย)

2.ด้านความอาวุโส พระโสภณปริยัติเวทีนอกจากจะได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะเพียง 4 ปีแล้ว ก็ยังขึ้นดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 ได้ไม่ถึง 1 ปี (แต่งตั้งวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2553) พระโสภณปริยัติเวทีจึงอ่อนทั้งอายุพรรษาและประสบการณ์ในการทำงานในระดับเจ้าคณะภาค ซึ่งการได้ขึ้นเป็นรองเจ้าคณะภาค 1 ของพระโสภณปริยัติเวทีนั้นก็ถือว่าน่าเกลียดแล้วเพราะยังเด็ก แต่เพราะพระผู้ใหญ่จะเอาเสียอย่างก็ไม่มีใครกล้าขัด เพราะคิดว่าเอามาสนองงาน แต่ถ้าจะเอาถึงขนาดว่าปกครองพระสงฆ์ทั้งภาค ก็เห็นจะเป็นการดูถูกพระทั้งเมืองเกินไปหน่อย มันเหมือนกับว่าทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นไม่มีพระดีมีความสามารถแล้วหรือ จึงต้องเอาเด็กเมื่อวานซืนอย่างมหาสายชลมาเป็นเจ้าคณะภาค

3.ความสำคัญของเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งในบรรดาผู้ปกครองระดับภาคทั้ง 18 ภาคในประเทศไทยเรานี้ เจ้าคณะภาค 1 ถือว่าเป็นภาคสำคัญที่สุด เพราะปกครองกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เทียบทางฝ่ายทหารก็เท่ากับกองพลที่ 1 รักษาพระองค์เลยทีเดียว ดังนั้น การจะคัดคนเข้าดำรงตำแหน่งนี้จึงต้องพิถีพิถันอย่างยิ่ง มากกว่าทุกภาคในประเทศไทย คือต้องแก่ทั้งอายุพรรษา บารมี และมีประสบการณ์ในการบริหารการปกครองอย่างหาตัวจับได้ยาก ดังกรณีพระพรหมโมลีเอง กว่าจะได้เป็นเจ้าคณะภาค 1 นั้น ก็ต้องดำรงสมณศักดิ์ถึงชั้นธรรม แถมยังผ่านการบริหารในระดับเจ้าคณะภาคมาก่อน เคยเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมชั้นสูง (ป.ธ.7-8-9) ของคณะสงฆ์ที่วัดสามพระยาอีกต่างหาก แล้วถามว่าพระโสภณปริยัติเวทีมีอะไร การตั้งให้พระโสภณปริยัติเวทีพระราชาคณะชั้นสามัญขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 ในครั้งนี้ จึงเท่ากับตั้งทหารระดับนายพันขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งมองยังไงก็ไม่เหมาะสม

4.ในกรุงเทพมหานครนั้น มีวัดพระอารามหลวงอยู่มากมาย มีพระราชาคณะผู้ใหญ่นับตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะชั้นรองสมเด็จ ชั้นธรรม ชั้นเทพ ชั้นราช ฯลฯ และเจ้าอาวาสพระอารามหลวงอยู่นับไม่ถ้วน พระภิกษุผู้ควรดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคหนึ่ง ซึ่งจะคุมโซนกรุงเทพมหานครนั้น จึงต้องมีสมณศักดิ์ระดับสูง เจริญด้วยอายุพรรษาที่เรียกว่า "ตั้งอยู่ในเถรภูมิ" และเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงด้วย การใช้อำนาจในการบังคับบัญชาหรือสั่งงานก็จะเกิดศักดิ์และสิทธิ์ มีผู้เชื่อฟังและปฏิบัติตาม แต่พระโสภณปริยัติเวที นอกจากจะเป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญแล้ว ก็ยังเป็นเพียง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม" ซึ่งมองยังไงก็ไม่เหมาะสม ทำนองชิงสุกก่อนห่าม เป็นมะม่วงบ่มแก๊สตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มิใช่ตำแหน่งพระครูปลัดที่จะแต่งตั้งเณรหัวขี้กลากที่ไหนเป็นก็ได้ เช่นว่าถ้าถึงงานพระราชพิธี ถามว่าพระโสภณปริยัติเวทีจะนั่งที่ไหน แต่ในฐานะเจ้าคณะภาค ถ้าไปตรวจงานคณะสงฆ์ จะยกมือไหว้ใคร หรือจะให้ใครยกมือไหว้

มีกรณีเปรียบเทียบ เช่นมติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 6/2554 แต่งตั้งให้พระธรรมสิทธินายก (ธงชัย สุขญาโณ) วัดสระเกศ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 แทนพระพรหมกวี วัดโมลีโลกยาราม ซึ่งมรณภาพไป ก่อนหน้านั้น พระธรรมสิทธินายก เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 การได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 จึงถือเป็นการ "ข้ามห้วย" ทั้งๆ ที่ในภาค 10 เองนั้นก็ยังมีรองเจ้าคณะภาคเป็นพระราชาคณะชั้นราช อยู่ตั้ง 2 รูป คือ 1.พระราชโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส และ 2.พระราชวชิรโมลี (โสรัจจ์ มหาโสรจฺโจ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสวนพลู ซึ่งถ้าจะว่ากันโดยคุณวุฒิก็ดี โดยความอาวุโสก็ดี ทั้งสองรองเจ้าคณะภาคย่อมจะเหนือกว่าพระธรรมสิทธินายกอย่างมิต้องสงสัย แถมยังทำงานคุ้นเคยในพื้นที่มานาน น่าจะได้รับการพิจารณา แต่ท่านอ้างว่า "ระเบียบมหาเถรสมาคมใหม่ กำหนดให้เจ้าคณะภาค ต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป" พระธรรมสิทธินายกจึงได้เป็นเพราะสมณศักดิ์ถึง ก็โอเค อ้างกันอย่างนี้ก็ไม่มีใครว่า

แต่เมื่อมาถึงกรณีพระโสภณปริยัติเวทีรูปนี้ ทางมหาเถรสมาคมใช้หลักเกณฑ์อะไร ในเมื่อมันไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง จะอ้างว่า "เพราะพระโสภณปริยัติเวทีดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 อยู่ก่อนแล้ว เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาคว่าง จึงเลื่อนขึ้นไปตามสายงาน" คำถามนี้ก็จะถูกนำไปถามซ้ำกับกรณีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 10 ซึ่งผ่านมาได้เพียง 2 เดือนนี่เอง ว่าทำไมไม่เลื่อนรองภาคขึ้นเป็นภาค เขาบกพร่องด้านไหนอย่างไร และทำไมจึงบกพร่องพร้อมกันทั้งสองรูป  แถมคำอ้างครั้งก่อนที่ว่า "ระเบียบมหาเถรสมาคมใหม่ กำหนดให้เจ้าคณะภาค ต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป" ก็จะขัดแย้งกันเองอีก เพราะเท่ากับว่ามหาเถรสมาคมไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย นึกอยากจะอ้างอะไรก็อ้าง ยิ่งอ้างว่า "ชั้นราชสมณศักดิ์ไม่ถึงเจ้าคณะภาค" แต่กลับตั้ง "ชั้นสามัญ" ขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งใหญ่กว่า ก็ยิ่งเห็นถึงความเหลวไหลไร้สาระของมหาเถรสมาคมเอง หรือจะใช้หลักกูที่ว่า "เพราะพระพรหมโมลีเห็นเหมาะสม" เท่านั้น นั่นก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเท่ากับประกาศว่าคณะสงฆ์ในเขตการปกครองของเจ้าคณะใหญ่หนกลางเป็นของพระพรหมโมลีแต่เพียงผู้เดียว ใครไหนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้อง

กรณีเปรียบเทียบอีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.2546 มีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ให้พระราชรัตนมงคล (มนตรี อภิมนฺติโก น.ธ.เอก ประโยค1-2) ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ตอนนั้นมีเสียงวิจารณ์จากสังคมรอบข้าง รวมทั้งพระเถระผู้ใหญ่ในฝ่ายมหานิกายออกมาท้วงติงว่า "ไม่เหมาะสม" จนกระทั่งพระราชรัตนมงคลต้องยินยอม "ลาออก"

การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 ในครั้งนี้ ดูเหมือนจะออกข่าวในทำนองว่า "มหาเถรสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง" แต่ความจริงแล้ว มหาเถรสมาคมเป็นเพียงผู้รับทราบตามที่เจ้าคณะภาค 1 คือพระพรหมโมลีเสนอขึ้นมา การปล่อยให้ชื่อของพระโสภณปริยัติเวทีผ่านการพิจารณาขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 โดยไม่มีการทักท้วงในที่ประชุมมหาเถรสมาคมนั้น แสดงให้เห็นว่ามหาเถรสมาคมกลายเป็นสมาคมตรายาง ทำหน้าที่เพียง "ประทับตรา" สร้างความชอบธรรมให้แก่ใครก็ได้ที่ผู้มีอำนาจเสนอขึ้นมา ซึ่งถ้าบุคคลผู้ถูกนำเสนอนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสม มติมหาเถรสมาคมก็จะมีศักดิ์และสิทธิ์ เป็นที่เชื่อถือของพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วไป แต่ถ้าหากว่ามหาเถรสมาคมหลับหูหลับตาเออออห่อหมกไปตามแต่ใครจะว่าอย่างไร หรือบางทีก็เข้าตำราว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง คือผู้หลักผู้ใหญ่เล่นเส้นเล่นสาย เอาแต่คนของตัวเองเข้าไปกินตำแหน่ง พอคนอื่นเขาเอามั่งก็ว่าเขาไม่ได้ แบบว่าทีใครทีมัน แบบนี้ก็คงไม่ใช่องค์กรปกครองคณะสงฆ์อันมีพระธรรมวินัยเป็นหลักในการบริหารกิจการพระศาสนาแล้วล่ะ อาจจะกลายเป็นก๊กเป็นแก๊งค์ที่มีแต่การเล่นพรรคเล่นพวก มือใครยาวสาวได้สาวเอา ทีมึงกูไม่ว่า ทีข้ามึงอย่าโวย ทำนองนั้น

ซึ่งนั่น เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขอเตือนว่า หายนะกำลังมาเยือนคณะสงฆ์ไทย หมายถึงว่า มหาเถรสมาคมชุดปัจจุบัน กำลังนำเอากิจการพระพุทธศาสนาไปยืนอยู่หน้าหุบเหว สร้างความแตกแยกในวงการสงฆ์ สุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลายทางศรัทธาของพระภิกษุสงฆ์สามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

พระพรหมโมลีเอง ก็เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางได้เพียง 1 เดือน การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 ครั้งนี้ จึงถือเป็นผลงานแรกของพระคุณท่าน แต่ออกมาแล้วมีแต่คนยี้ ก็ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพระพรหมโมลีเองว่าเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางหรือไม่เพียงใด

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ แต่ที่วิจารณ์ก็เพราะเป็นห่วงวงการคณะสงฆ์ที่มีมหาเถรสมาคมปกครอง ไม่อยากให้เสียหายลามปามกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เหมือนคำสั่งแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ ถูกคณะพระป่ามี พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ประกาศปรับอาบัติระดับ "ปาราชิก" มาแล้ว แถมยังโดนด่าเป็นไอ้เป็นอี หวังว่าคงจะยังไม่ลืม

การประทับตราแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 1 ของมหาเถรสมาคมครั้งนี้ จะเป็นตราบาป ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะถ้ามหาเถรสมาคมยังดันทุรังให้พระโสภณปริยัติเวทีดำรงตำแหน่งนี้อีกต่อไปอย่างไร้ความสง่างาม ในอนาคตก็จะมีการตั้งพระราชาคณะชั้นสามัญหรือบางทีก็อาจจะให้พระครูปลัดขึ้นเป็นเจ้าคณะภาคบ้าง ถึงเวลานั้นก็คงจะว่าใครไม่ได้ เพราะพระผู้ใหญ่ในวันนี้ทำวิปริตผิดประเวณีเสียเอง

ดังนั้น จึงขอกราบเรียนมายังพระเดชพระคุณพระพรหมโมลีและมหาเถรสมาคมที่เคารพ ว่ากรุณาทบทวนเสียเถิดครับ อย่าให้คนมองว่าบ้าอำนาจ และอย่าให้ใครต่อใครพูดกันถึงขนาดว่า กิจการพระพุทธศาสนาทุกวันนี้เป็นของวัดสระเกศกับวัดชนะสงครามเท่านั้น ดังนี้เลย


 

 หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ครั้งที่ 2

"เมื่อองค์กรหลักด้านคุณธรรมกระทำในสิ่งไร้คุณธรรม"

พระพุทธศาสนานั้นที่ได้รับความยอมรับนับถือจากประชาชนชาวไทยยืนยงคงมั่นอยู่ถึงปัจจุบัน นับได้ถึง 2544 ปี ก็เพราะเป็นศาสนาแห่งความดีงาม มีพระธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักธรรมประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลส ที่หยาบให้ละเอียด ที่ละเอียดให้ขาดหาย และในบรรดาพุทธบริษัททั้ง 4 เหล่า คือ พระภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้นั้น พระภิกษุได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลัก คือเป็นหัวหน้าของพุทธบริษัททั้งปวง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ในประเทศไทยเราเอง เมื่อมีการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาหลักหรือศาสนาประจำชาติ มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งองค์อัครศาสนูปถัมภก ก็ทรงโปรดให้มีมหาเถรสมาคมขึ้นมา เพื่อให้พระสงฆ์ได้ดำเนินการปกครองกันเอง เป็นการเหมาะสมกว่าที่จะให้ฆราวาสญาติโยมอันมีศีลาทิคุณต่ำกว่าพระสงฆ์มาปกครอง และมหาเถรสมาคมก็ทำหน้าที่บริหารและปกครองมาได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะมีปัญหาหนักบ้างเบาบ้าง ก็สามารถแก้ปัญหาฝ่าวิกฤตมาได้ มีน้อยครั้งนักที่จะเกิดปัญหาเพราะการบริหารการปกครองที่ผิดพลาดของมหาเถรสมาคมเอง เช่นกรณีพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ในอดีต ซึ่งศาลทหารพิพากษาว่าผู้กระทำความผิดมีตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา แต่เห็นว่ามีผู้ร่วมกระบวนการทำผิดมากเกินไป จึงขอให้จำเลยอโหสิกรรม

แต่วันนี้มีปัญหาใหญ่อันเกิดจากการบริหารการปกครองของมหาเถรสมาคมเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว นั่นคือมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 11/2554 วันที่ 20 เมษายน พุทธศักราช 2554 ที่เห็นชอบการแต่งตั้งให้พระโสภณปริยัติเวทีและพระศรีศาสนวงศ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 และรองเจ้าคณะภาคหนึ่งตามลำดับ โดยทั้งคู่ยังเป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญเท่านั้น

มติมหาเถรสมาคมดังกล่าวมานี้ ชี้ให้เห็นว่า มหาเถรสมาคมไม่ใช้หลักคุณธรรมนำหน้าในการพิจารณาตัวบุคคลที่จะเข้ามาบริหารกิจการคณะสงฆ์ แต่กลับนำเอา "ระบบโควต้า" มาใช้แทน แบบว่าถ้าใครเป็นเจ้าคณะใหญ่หนไหน ก็สามารถจะเอาใครก็ได้มาดำรงตำแหน่งในขอบเขตการบริหารของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงว่าพระภิกษุรูปนั้นจะมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งที่ดำรงอยู่หรือไม่

คำว่า "หลักคุณธรรม" นั้นก็คือ ความอาวุโสและความรู้ความสามารถในการบริหารการปกครองนั่นเอง คำว่าอาวุโสยังแบ่งออกเป็น 3ประเภท คืออาวุโสด้านอายุพรรษาในสมณเพศ อาวุโสด้านสมณศักดิ์ และอาวุโสในการบริหารงาน หรือกล่าวให้กระชับก็คือว่า ประสบการณ์หรือฝีมือในการทำงาน


ตามประวัติของพระภิกษุทั้งสองรูปนั้นมีดังนี้

พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9)

อายุ 45 พรรษา 25 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 เป็นรองเจ้าคณะภาค 1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2553 และเป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 ทั้งยังมีฐานะเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามเท่านั้น

พระศรีศาสนวงศ์ (มีชัย วีรปญฺโญ ป.ธ.9)

อายุ 46 พรรษา 25  เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2540 เป็นเจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2553 และเป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 พร้อมกับพระโสภณปริยัติเวที

ซึ่งเมื่อนำเอาคุณสมบัติทั้งปวงของพระทั้งสองรูปนี้มาพิจารณาเทียบกับคุณสมบัติของพระเถระผู้ควรแก่การขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะและรองเจ้าคณะภาค 1 แล้ว ก็เห็นว่า "ไม่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง" ไม่ว่าจะโดยอายุพรรษา โดยสมณศักดิ์ หรือโดยอาวุโสในการบริหารงานก็ตาม กล่าวได้แต่เพียงว่า "เป็นพระเด็กๆ" ขาดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งในคณะภาคหนึ่งอันเอกอุดังกล่าว

จึงมีความสงสัยใน "วิจารณญาณ" ของคณะกรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบัน อันมี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ว่ามหาเถรสมาคมได้ใช้วิจารณญาณพิจารณาให้เหมาะสมแก่เหตุผลหรือไม่เพียงใด ในการแต่งตั้งให้พระเด็กๆ ทั้งสองรูปขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญสูงสุดในคณะสงฆ์ไทยดังกล่าว

เมื่อมติมหาเถรสมาคมดังกล่าวแพร่ออกไปสู่สาธารณชน ก็เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมไม่ชอบธรรมของมติดังกล่าว และเมื่อสาวลึกลงไปถึงคุณสมบัติของพระทั้งสองรูปที่ได้รับแต่งตั้งแล้ว ก็ยิ่งเห็นถึงความผิดพลาดบกพร่องด้านวิจารณญาณของกรรมการมหาเถรสมาคมอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

ความไม่เหมาะสม และความไม่ชอบธรรม ดังกล่าวมานั้น ก่อให้เกิดกระแสไม่ยอมรับการแต่งตั้ง (รวมทั้งการบริหารการปกครอง) โดยพระภิกษุทั้งสองรูป เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การปกครองของคณะสงฆ์ไทย บางคนถึงกับประณามมติมหาเถรสมาคมครั้งนี้ว่าเป็น"มติอัปยศ" ด้วยซ้ำ

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จึงรู้สึกเสียดายและเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องเพราะในสภาวการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาก็อยู่ในฐานะง่อนแง่นคลอนแคลนอยู่แล้ว ประชาชนคนไทยไม่น้อย ขาดความเชื่อมั่นและความเคารพนับถือในพระสงฆ์ภายใต้การบริหารการปกครองของมหาเถรสมาคม ถึงกับมีการตั้งลัทธิใหม่ขึ้นแข่งขัน เช่นสันติอโศก มีพรรคการเมืองและกลุ่มมวลชนหนุนหลังอย่างแน่นหนา สามารถดำเนินกิจกรรมทางด้านการศาสนาและการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการตั้งองค์กรด้านคุณธรรมขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับมหาเถรสมาคม เช่นศูนย์คุณธรรมเป็นต้น

ปัญหาภายในมหาเถรสมาคมก็มีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นวัดพระธรรมกาย ที่ทำงานดีล้นจนล้ำหน้ามหาเถรสมาคม กรณีพระป่านำโดยพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ได้รวมตัวกันประกาศนิคหกรรมกรรมการมหาเถรสมาคม มีสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นประธาน ถึงกับประกาศปรับอาบัติปาราชิกต่อสาธารณชน แสดงว่าไม่ยอมรับการปกครองของมหาเถรสมาคม และล่าสุด พระคึกฤทธิ์ โสตถิผโล แห่งวัดนาป่าพง ปทุมธานี ก็ประกาศตัดพระปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ และวัดหนองป่าพงซึ่งเป็นวัดแม่ ได้ประกาศตัดวัดนาป่าพงออกจากสาขา แต่ว่ามหาเถรสมาคมกลับไม่สามารถดำเนินการให้วัดนาป่าพงอยู่ในร่องในรอยดังเดิมได้

เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่าเหล่านี้ ล้วนแต่มีผลกระทบถึงความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอันมีมหาเถรสมาคมเป็นผู้บริหารสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าหนักหนาสาหัสยิ่งแล้ว น่าที่กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปจะได้สังวรระวังในการบริหารการปกครองให้ผิดพลาดบกพร่องน้อยที่สุดหรือไม่เสียเลยยิ่งดี ทั้งนี้เพื่อประคับประคองศรัทธาสาธุชนที่ยังเหลืออยู่ให้มั่นคงยืนยาวต่อไป และสร้างศรัทธาใหม่ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส แต่ในวันนี้กลับปรากฏว่า กรรมการมหาเถรสมาคมเสียเองได้สร้างปัญหาซ้ำซ้อนให้เกิดขึ้นเพิ่มเติม โดยการเล่นเส้นเล่นสาย ละโมบโลภมากในยศถาบรรดาศักดิ์ แย่งชิงอำนาจกันเป็นการภายใน ไม่ใช้หลักคุณธรรมจริยธรรมพิจารณาความดีความชอบให้แก่พระภิกษุสงฆ์ ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในสังฆมณฑลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แบบนี้ก็น่าสังหรณ์ใจว่าความล่มสลายของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยใกล้จะมาถึงแล้ว

จึงเป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง ที่องค์กรหลักในด้านคุณธรรมคือมหาเถรสมาคม ทำตัวเป็นองค์กรไร้คุณธรรมเสียเอง ดังปรากฏตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 11/2544 ที่ผ่านมา แล้วจะมีน้ำยาอะไรไปสั่งสอนคนอื่น ในเมื่อพวกท่านก็ไม่มีคุณธรรมเพียงพอ

ถ้ามหาเถรสมาคมไม่ยอมทบทวนมติดังกล่าว ก็เท่ากับว่า "มหาเถรสมาคม" นั่นเองที่เป็นต้นเหตุแห่งความวิบัติฉิบหายของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย อย่าโทษใครไหนเลย







"เราเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ไม่ได้สบายอย่างที่คิด ต้องทำงานหนักหลายสิบเท่า ผิดเป็นไม่ได้ เพราะพระผู้ใหญ่มีหน้าที่ดูแลงานคณะสงฆ์ เขามอบหมายหน้าที่ให้ก็ต้องทำ ต้องทำให้ดี คนอื่นจะว่ากล่าวติเตียนเราไม่ได้"

สมเด็จพระมหาธีราจารย์
วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร


วัน-เวลาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น16 กุมภาพันธ์ 2539สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มรณภาพ ส่งผลให้ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางว่างลงขณะนั้น สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้มาตั้งแต่ พ.ศ.2534 แต่มีการโยกสลับตำแหน่ง โดยให้พระพรหมจริยาจารย์ (สมุท รชตวณฺโณ ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง24 ธันวาคม 2549พระพรหมจริยาจารย์ (สมุท รชตวณฺโณ ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร เจ้าคณะใหญ่หนใต้ มรณภาพ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ว่างลง10 มกราคม 2550มหาเถรสมาคมแต่งตั้งให้พระธรรมรัตนากร (สงัด ปญฺญาวุโธ ป.ธ.7) วัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง เจ้าคณะภาค 18 ให้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้5 ธันวาคม 2550พระธรรมรัตนากร (สงัด ปญฺญาวุโธ ป.ธ.7) วัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนใต้ ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นที่ พระพรหมจริยาจารย์20 ธันวาคม 2550มหาเถรสมาคมแต่งตั้งให้พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปญฺญาวุโธ ป.ธ.7) วัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง เจ้าคณะภาค 18 และรักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้19 กุมภาพันธ์ 2554พระพรหมกวี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ ป.ธ.8) เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม เจ้าคณะภาค 10 ประสบอุบัติเหตุมรณภาพ20 กุมภาพันธ์ 2554มหาเถรสมาคมมีมติตั้งให้พระราชโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดจักวรรดิราชาวาส รองเจ้าคณะภาค 10 เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1028 กุมภาพันธ์ 2554มหาเถรสมาคม โดยการเสนอของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสระเกศเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ลงมติแต่งตั้งให้พระธรรมสิทธินายก (ธงชัย สุขญาโณ น.ธ.เอก พธ.บ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1011 มีนาคม 2554สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ปฺ.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มรณภาพ21 มีนาคม 2554มหาเถรสมาคม แต่งตั้งให้พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะภาค 1 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางแทนสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ส่งผลให้ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ว่างลง11 เมษายน 2554พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เสนอต่อมหาเถรสมาคมให้พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) อายุ 45 พรรษา 25 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม รองเจ้าคณะภาค 1 ให้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 120 เมษายน 2554พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เสนอต่อมหาเถรสมาคมให้พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) อายุ 45 พรรษา 25 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม รองเจ้าคณะภาค 1 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1พร้อมกันนั้น ได้เสนอแต่งตั้งให้พระศรีศาสนวงศ์ (มีชัย วีรปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดหงษ์รัตนาราม อายุ 45 พรรษา 25 ให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 อีกรูปหนึ่งด้วย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้นนี้ ผู้ที่ไม่สนใจหรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับยศถาบรรดาศักดิ์ของพระสงฆ์และโครงสร้างการบริหารกิจการของคณะสงฆ์ไทย จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่พระสงฆ์สามเณรส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ไม่ทราบ เพราะไม่มีสอนในห้องเรียน ดังนั้นจึงต้องอธิบาย

ในบรรดาเจ้าคณะภาค ทั้ง 18 ภาคของคณะสงฆ์ไทยเรานั้น ภาค 1 ถือว่าสำคัญสุดยอด เพราะคุมโซนกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงไว้ฉันใด ในบรรดาเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ทั้ง 4 หน คือ หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก และหนใต้ หนกลางย่อมจะสำคัญกว่าทุกหน ฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา-เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มรณภาพลงไปในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 นั้น ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางได้ว่างลง ขณะนั้น มีพระมหาเถระซึ่งเหมาะสมในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ก็คือ พระพรหมจริยาจารย์ (สมุท รชตวณฺโณ ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร แต่เกิดการสับเปลี่ยนตำแหน่งกันขึ้น คือสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ ได้โยกตัวเองมาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ส่วนพระพรหมจริยาจารย์นั้นถูกโยกให้ไปเป็นเจ้าคณะใหญ่หนใต้แทน พอถึงวันที่ 24 ธ.ธ. 2549 พระพรหมจริยาจารย์ ก็มรณภาพ

ขณะนั้น เกิดปัญหาความรุนแรงขึ้นในภาคใต้ พระสงฆ์ถูกปล้นฆ่าถึงในวัด ไม่สามารถจะออกหาอาหารบิณฑบาตได้ตามปรกติ ต้องมีเจ้าหน้าที่ทหารถืออาวุธคอยคุ้มกันไปทุกอย่างก้าว แม้ว่าตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้จะว่างลง แต่ไม่มีพระสงฆ์ในภาคกลางรูปไหนอยากจะดำรงตำแหน่งอันยิ่งใหญ่นี้ ทั้งนี้เพราะกลัวไฟใต้ไหม้มือนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่โดยประเพณีปฏิบัติของมหาเถรสมาคมแต่เดิมมานั้น สมณศักดิ์ที่สมเด็จพระราชาคณะก็ดี ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ก็ดี จะไม่ยอมแต่งตั้งพระสงฆ์ในต่างจังหวัด โดยอ้างว่าเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าประชุมมหาเถรสมาคม แต่แท้ที่จริงแล้วก็คือการกุมอำนาจไว้ในส่วนกลางคือกรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว มหาเถรสมาคมจึงต้องแต่งตั้งให้พระธรรมรัตนากร (สงัด ปญฺญาวุโธ ป.ธ.7) วัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 18 ให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งจ้าคณะใหญ่หนใต้ เพื่อใช้เวลาสรรหาผู้เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยมหาเถรสมาคมได้สมนาคุณพระธรรมรัตนากรด้วยการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นรองสมเด็จที่ "พระพรหมจริยาจารย์" ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550

ตกวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2550 มหาเถรสมาคมจึงหาตัวพระเถระผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ได้แล้ว จึงประกาศแต่งตั้งว่าได้แก่ พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปญฺญาวุโธ ป.ธ.7) วัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง นั่นเอง

ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า มหาเถรสมาคมหมดปัญญาจะหาพระภิกษุผู้มีความรู้ความสามารถในส่วนกลาง จึงจำใจต้องแต่งตั้งให้พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด) เป็นเจ้าคณะใหญ่หนใต้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย เหมือนปล่อยเค็กให้หลุดจากมือไปต่อหน้าต่อตา

ปัญหายังตามมาอีก เนื่องเพราะตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ นั้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทยฝ่ายมหานิกาย ซึ่งเจ้าคณะใหญ่จะต้องเข้าร่วมประชุมมหาเถรสมาคมด้วย ดังนั้น ถ้าเจ้าคณะใหญ่มิใช่สมเด็จพระราชาคณะแล้วซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่งแล้ว ก็จะต้องได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม มิฉะนั้นก็เข้าประชุมไม่ได้

ถ้าพระพรหมจริยาจารย์ (สงัด) เป็นเจ้าอาวาสวัดในกรุงเทพมหานคร ก็คงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมด้วย แต่เพราะอยู่ไกลถึงจังหวัดตรัง แม้จะแต่งตั้งก็คงไม่สามารถจะมาประชุมในกรุงเทพฯได้ จะเดินทางไปๆ มาๆ ก็ยิ่งลำบาก การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ก็เพื่อให้คุมไฟใต้ ถ้าทิ้งพื้นที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ บ่อยๆ งานในพื้นที่บกพร่อง ก็จะไม่สมประสงค์ของการแต่งตั้ง

แต่ถึงกระนั้น มหาเถรสมาคมก็ต้องรับทราบรายงานการปฏิบัติศาสนกิจในภาคใต้อยู่ดี แล้วทีนี้จะทำไฉน ในเมื่อพระพรหมจริยาจารย์เข้าประชุมมหาเถรสมาคมไม่ได้ ที่ว่าไม่ได้นั้นคือโดยวาระปกติ แต่ถ้าจะรายงานการสถานการณ์ไฟใต้ให้มหาเถรสมาคมรับทราบ ก็อาจจะได้รับอนุญาตให้เข้าประชุมได้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งคงจะไม่บ่อยนัก ช่องทางเดียวที่พระพรหมจริยาจารย์ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนใต้จะรายงานผลการปฏิบัติงานให้เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้โดยปกติ ก็คือ รายงานผ่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในฐานะประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นประธานมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่งอีกด้วย

แต่พระพรหมจริยาจารย์นั้นมีความสนิทชิดเชื้อในสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ถ้าจะรายงานผ่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ก็คงจะทำแบบเป็นทางการ แต่ถ้าจะรายงานแบบกันเองก็ต้องผ่านสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรืออีกนัยหนึ่ง เวลานี้มีผู้มีบารมีเหนือเจ้าคณะใหญ่หนใต้อยู่ถึง 2 รูป คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

ทีนี้ เมื่อมองดูโครงสร้างทางด้านการปกครองของคณะสงฆ์ไทยฝ่ายมหานิกายมาแต่เดิม ก็จะเห็นว่าเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ นั้นแยกอำนาจกันปกครอง ไม่ขึ้นแก่กันและกัน แต่ครั้นพระพรหมจริยาจารย์ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ แต่ไม่ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม จึงไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในมหาเถรสมาคม ทั้งที่มีอำนาจมากกว่ากรรมการมหาเถรสมาคมส่วนใหญ่อีกด้วย (เว้นแต่เจ้าคณะใหญ่หนกลาง หนเหนือหนและตะวันออก) การที่พระพรหมจริยาจารย์ต้องรายงานการปฏิบัติงานในส่วนของเจ้าคณะใหญ่หนใต้ ผ่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกอีกตำแหน่งนั้น แสดงให้เห็นว่ามีการรวบอำนาจของ 2 เจ้าคณะใหญ่เข้าไว้ในคนเดียวกันนั่นคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือกล่าวให้ชัดก็คือว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ในปัจจุบัน นอกจากจะดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก โดยนิตินัยแล้ว ก็ยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้โดยพฤตินัยอีกด้วย

บางคนก็ว่าพระพรหมจริยาจารย์ (สงัด) วัดกะพังสุรินทร์ ได้อำนาจเป็นเจ้าคณะใหญ่หนใต้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ แต่แท้ที่จริงแล้วกลับถูกสมเด็จพระพุฒาจารย์กินรวบไว้หมด นึกว่าแบ่งแยกแล้วจะปกครอง แต่ที่ไหนได้ มองให้ลึกลงไปกว่านั้นก็จะเห็นว่า เวลานี้คณะสงฆ์ไทยฝ่ายมหานิกายยุบโซนการปกครองลงเหลือเพียง 3 หนเท่านั้น คือ หนกลาง หนเหนือ และหนตะวันออกเฉียงเหนือ+หนใต้ หนสุดท้ายนี้เป็นของสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ส่วนพระพรหมจริยาจารย์ วัดกะพังสุรินทร์ นั้น ก็มีฐานะเทียบเท่า "ผู้ช่วยเจ้าคณะใหญ่หนใต้" เท่านั้น

นับระยะเวลารักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ตั้งแต่ยังเป็นธรรมรัตนากรกระทั่งเป็นพระพรหมจริยาจารย์ คือตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 2549 ถึงวันที่ 20 ธ.ค. 2549 ก็เป็นเวลา 1 ปีเต็มๆ ที่ตำแหน่งอันทรงอิทธิพลในคณะสงฆ์ไทยถูกปล่อยให้ว่างไว้ ให้มีเพียงรักษาการไปพลางๆ นับเป็นเหตุการณ์อันน่ามหัศจรรย์ในพันปีทีเดียว มองในแง่ดีก็อาจจะเป็นว่า พระสงฆ์ไทยนั้นหมดกิเลสตัณหา ไม่แก่งแย่งแข่งตำแหน่งกัน นั่นเป็นเรื่องเจ้าคณะใหญ่หนใต้ซึ่งจะขอผ่านไป

กลางเดือนตุลาคม 2553 โผพระราชาคณะประจำปีที่พิจารณาผ่านมหาเถรสมาคม เล็ดรอดออกมาสู่สื่อมวลชน จำนวน 65 รูป มีพลาดเพียงรูปเดียว คือ พระราชพัฒนโสภณ  (มงคล เกสโร) เจ้าอาวาสวัดชิโนรสาราม กรุงเทพฯ ที่จะได้เลื่อนเป็น พระเทพสิริภิมณฑ์ แต่บุญท่านมาถึงเสียก่อน จึงมรณภาพไปในวันที่ 18 ต.ค. 2553 แถมมีบัญชี 2 เป็นกรณีพิเศษ แต่งตั้งพระครูพิมลสรภาณ (ณรงค์ เขมาราโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระพุทธมนต์วราจารย์ พระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระ (วิ) โควต้าชั้นเทพที่พระเทพสิริภิมณฑ์จึงค้างไว้ไม่แต่งตั้ง

แต่ครั้นวันที่ 29 พ.ย. 2553 ก็มีข่าวจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ สถาปนา พระธรรมปริยัติโสภณ (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ ป.ธ.8) เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม และเจ้าคณะภาค 10 ขึ้นเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ (ชั้นหิรัณยบัฏ) ในราชทินราม พระพรหมกวี เป็นกรณีพิเศษ

แปลว่า มหาเถรสมาคมตกสำรวจอีกแล้ว ทำบัญชีกันเป็นปี แต่ไม่มีชื่อพระธรรมปริยัติโสภณ พอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปรารภลงมาก็หน้าแตกกันเป็นแถวๆ เหมือนเมื่อคราวทรงทักท้วงบัญชีเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่ไม่มีชื่อพระธรรมเจดีย์ (กี มารชิโน ป.ธ.9) วัดทองนพคุณอยู่ด้วยนั่นแหละ มิน่าเชื่อว่าประวัติศาสตร์จะเวียนมาซ้ำกับรอยเดิม

พระผู้มีความรู้ ทรงคุณธรรม ทำงานเพื่อพระศาสนา แต่ว่าไม่ซูฮกกรรมการมหาเถร ถูกพระเลขา-หน้าห้องของสมเด็จฯยืนบังหมด โผเจ้าคุณออกมาในแต่ละปีก็มีแต่วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม วัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติ ยืนเป็นโควต้าหลักเหมือน ส.ส.บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคการเมือง ถ้ากูไม่ได้ก็อย่าหวังว่าวัดอื่นจะได้ ถ้าพระผู้ใหญ่พวกนี้มีอายุถึง 100 ปีขึ้นไป รับรองว่าพระเณรทั้งวัดได้เป็นเจ้าคุณหมด ท่านอาจจะหันไปตั้งหมา-แมวให้เป็นฐานานุกรมด้วยก็เป็นได้

แต่พระธรรมปริยัติโสภณคงจะมีบุญมากจริงๆ เพราะได้รองสมเด็จมาได้เพียง 2 เดือนกว่า ตกวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 ก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ที่จังหวัดอุบลราชธานี หรือจะเป็นดังโหราศาสตร์นิรายนะที่ทำนายไว้ว่า


พฤหัสบดีดลจักรปะทะลัคนามีทุรโทษธิบดีและพยาธิจุรภัยผิวสังฆราชาก็จะลาคณะไปบมิแม้นดุจไขก็จะผิดคติครู

ในตรงนี้ท่านอธิบายว่า ถ้าดาวพฤหัสบดีเป็นศรีจรทับลัคน์ จะมีโชคใหญ่ แต่จะมีภัยตามมา ยิ่งโชคใหญ่มากภัยก็ยิ่งมาก โชคระดับรองสมเด็จพระราชาคณะที่พระธรรมปริยัติโสภณได้มาโดยมิได้คาดหมายนั้นใหญ่เกินกว่าอะไรจะธารทรงเอาไว้ได้ สุดท้ายท่านก็จากไปแต่เพียงผู้เดียว ทั้งๆ ที่ในรถคันนั้นยังมีทั้งพระเณรตามไปอีกหลายรูป หรือจะเป็นอิทธิพลของดาวพฤหัสดังยกมาประดับไว้ในที่นี้

สมณศักดิ์รองสมเด็จฯหรือหิรัณยบัฏของพระพรหมกวีนั้นเป็นการโปรดเกล้าฯ โดยเฉพาะ แบบว่าน่าภูมิใจกว่าชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จฯ) ที่แย่งกันได้มาโดยระบบโควต้าเป็นไหนๆ แถมยังไม่สามารถจะสืบทอดอำนาจได้ เหลือก็แต่เจ้าคณะภาค 10 ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการปกครองต้องว่างลง มหาเถรสมาคมก็ได้ตั้งให้พระราชโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส หรือวัดสามปลื้ม ในฐานะรองเจ้าคณะภาค 10 ผู้มีอาวุโสกว่าพระราชวชิรโมลี (โสรัจจ์ มหาโสรจฺโจ ป.ธ.9) วัดสวนพลู ซึ่งเป็นรองภาคเดียวกัน ให้รักษาการแทน ซึ่งพระราชโมลีก็คงจะนอนฝันเห็นตราตั้งเจ้าคณะภาค 10 ถูกอัญเชิญมาประดับไว้เป็นเกียรติประวัติที่วัดสามปลื้มในไม่ช้านี้ พระราชโมลีรับบัญชาให้รักษาการเจ้าคณะภาค 10 ในวันที่ 20 ก.พ. 2554

แต่แล้วพระราชโมลีต้องฝันค้าง เพราะในอีกอาทิตย์หนึ่งเท่านั้น วันนั้นเป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 มีเสียงเล็ดรอดออกมาจากห้องประชุมมหาเถรสมาคมวัดสระเกศว่า "สมเด็จเกี่ยวเสนอตั้งพระธรรมสิทธินายก หรือเจ้าคุณธงชัย ให้เป็นเจ้าคณะภาค 10" เรียบร้อยโรงเรียนวัดสระเกศไปแล้ว

แม้ว่าเจ้าคุณธงชัยจะมิใช่รองเจ้าคณะภาค 10 จึงไม่อยู่ในไลน์ที่จะได้รับตำแหน่งในภาคนี้ อยู่ที่วัดสระเกศก็มีตำแหน่งเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าอาวาสและเป็นเลขานุการในสมเด็จพระพุฒาจารย์เท่านั้น ทั้งยังมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 อยู่แถวจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ดโน่น ก็ตาม แต่เพราะสมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านโปรดปราน จะให้ดำรงตำแหน่งในภาค 10 เพื่อเป็นหูเป็นตาแทนท่าน เจ้าคุณพรหมาและเจ้าคุณโสรัจจ์ก็ควรจะภูมิใจและอบอุ่นใจในความเมตตาของสมเด็จท่าน อย่าโวยวายไป สิ้นปีนี้จะให้เป็นชั้นเทพทั้งคู่ ดีไหม มีของชิ้นใหญ่ปลอบใจข้างหน้า อ้า..ฝันยาวเลย

สรุปว่าคณะภาค 10 ซึ่งแต่เดิมเป็นโควต้าในสายวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์นั้น ถูกวัดสระเกศฮุบไป ใช้เวลาปฏิบัติการเพียงแค่ 7 วันเท่านั้น มืออาชีพยังเรียกพี่

ก็จบเกมในภาค 10 ไป

ต่อไปก็มาถึงคิวเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เมื่อสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม บางลำพู และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ถึงแก่มรณภาพลงในวันที่ 11 มี.ค. 2554 มีแคนดิเดทในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางอยู่หลายรูป แต่มหาเถรสมาคมก็แน่มาก ใช้เวลาแค่ 10 วัน ก็ได้ตัวเจ้าคณะใหญ่หนกลางรูปใหม่ ได้แก่ พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะภาค 1

พอพระพรหมโมลีขึ้นเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาค 1 ก็ว่างลง เพราะก้นเดียวจะนั่งเก้าอี้ทีละหลายตัวคงไม่ได้ ตัวหนึ่งเล็กตัวหนึ่งใหญ่มันกระไรอยู่ พระพรหมโมลีซึ่งมีอำนาจในหนกลางคุมภาค 1 ไว้ในย่าม จึงตวัดปากกาเซ็นตั้งให้พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และรองเจ้าคณะภาค 1 ให้รักษาการในภาค 1 ไว้ก่อน รอฤกษ์ดีจะมีรางวัล วันที่ตั้งรักษาการภาค 1 คือ 11 เมษายน 2554

และแล้วพระพรหมโมลีก็ไม่ทำให้พระมหาสายชลผิดหวัง (แต่พระสงฆ์ซึ่งเป็นประชาชนผิดหวังมาก) เมื่อมติมหาเถรสมาคมวันที่ 20 เมษายน 2554 ประกาศออกมาว่า พระโสภณปริยัติเวที ได้เป็นเจ้าคณะภาค 1 หนุ่มน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย เพราะปีนี้พระโสภณปริยัติเวทีเพิ่งจะมีอายุได้เพียง 45 บวชพระได้ 25 ปี และมีสมณศักดิ์เป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญเท่านั้น การได้พาสชั้นขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 จึงถือว่าใหญ่กว่ารองสมเด็จหลายรูป ถ้าต่ำกว่านั้นยิ่งไม่ต้องมองบ่ามองไหล่เลย

ทีนี้เราจะมาเทียบเวลาดูว่า ในแต่ละตำแหน่งสำคัญที่ผ่านมานั้น มหาเถรสมาคมท่านใช้เวลาเท่าใดในการสรรหาและพิจารณาแต่งตั้งพระสังฆาธิการให้ดำรงตำแหน่ง


ตำแหน่งว่างเมื่อแต่งตั้งใหม่เมื่อใช้เวลาสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้24 ธ.ค.254910 ม.ค.25501 ปี 17 วันเจ้าคณะภาค 1019 ก.พ.255428 ก.พ.25549 วันเจ้าคณะใหญ่หนกลาง11 มี.ค.255421 มี.ค.255410 วันเจ้าคณะภาค 121 มี.ค.255420 เม.ย.255429 วัน

ตารางเวลาข้างต้นนั้นเป็นตัววัดสำคัญของการพิจารณา ว่าทำไมบางตำแหน่งใช้เวลาในการสรรหาพระเถระผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมนานเป็นปี แต่บางตำแหน่งกลับใช้เวลาแค่ 9 วัน 10 วัน

เทียบตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้กับเจ้าคณะใหญ่หนกลางดูคู่แรกก่อน เพราะว่าเป็นตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่เหมือนกัน หนใต้ใช้เวลา 1 ปี 17 วัน ส่วนหนกลางใช้เวลา 10 วัน ต่างกันแค่ 1 ปีกับ 7 วันเอง

คำตอบก็ง่ายๆ พระผู้ใหญ่กลัวปัญหาไฟไต้ไหม้มือ จึงไม่กล้าเป็น ถึงกับยกตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ให้แก่พระพรหมจริยาจารย์ไป แต่สำหรับเจ้าคณะใหญ่หนกลางแล้วเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพล มีอำนาจ และ "ไม่มีปัญหาเหมือนภาคใต้" ดังนั้นต้องรีบชิงตั้งพรรคพวกของตัวเองเข้าไปครองอำนาจไว้ ตัดปัญหาไม่ให้อำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซง

ต่อไปก็เชื่อเถิดว่า ถ้าเกิดปัญหาไฟเหนือ ไฟตะวันออกเฉียงเหนือ รับรองว่าไม่มีใครอาสาเป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเขาจะเข้าไปก็ต่อเมื่อมีผลประโยชน์และไม่เกิดอันตรายเท่านั้น โลโก้เซฟตี้เฟิร์สท์ของการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยยังอายกรรมการมหาเถรสมาคมเลย

ต่อมา เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ว่าง พระคุณท่านก็ใช้เวลาพิจารณาแค่ 9 วัน ลูกคิดจีนยังดีดไม่ทันเลย ว่ากันถึงขนาดว่าทำโผให้เซ็นกันตอนสองทุ่มอันเป็นเวลาวิกาลด้วยซ้ำ แถมด้วยเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งใช้เวลาแค่ 29 วัน ก็ได้รายชื่อไวเหมือนเนรมิตแล้ว

เห็นไหมว่าถ้าเป็นภาคใต้ละแหยง แต่พอภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ รีบยัดพรรคพวกเข้าไปกินตำแหน่งเชียว อ้างว่าเป็นคนดีมีความสามารถ อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา และ "ไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับรูปนี้อีกแล้วในโลกนี้"

ขอถามทีเถิดขอรับพระเดชพระคุณเจ้าประคุณสมเด็จทั้งหลาย บรรดาถ้อยคำที่กระผมนำเสนอมานี้ มีคนมาเล่าให้ฟัง มันเข้าหูโดยไม่ต้องถาม ต่อหน้าเขาก็นบนอบ แต่ลับหลังเขาก็นินทา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเขามิได้เลื่อมใสเคารพศรัทธาในตัวของพวกท่านไง เขาสวมหน้ากากเข้าหาเพราะว่าพวกท่านชอบคนประจบสอพลอ แต่พอมหานรินทร์เขียนเตือน ก็โกรธหาว่าทำให้เสียหน้า แต่ว่ากิจการคณะสงฆ์และความมั่นคงของพระพุทธศาสนาซึ่งพวกท่านรับผิดชอบอยู่ในเวลานี้ ถูกปู้ยี่ปู้ยำไปหมดแล้ว กลับหูหนวกตาบอดมองไม่เห็นกัน ถามทีว่านี่มันเป็นอะไร บริหารกิจการพระศาสนากันแบบไหน ทำไมยิ่งบริหารยิ่งขาดทุนถึงกับล้มละลายทางศรัทธา

วันที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) วัดชนะสงคราม มรณภาพลงไปนั้น หนังสือพิมพ์หลายเล่มได้ตีแผ่ชีวประวัติ รวมทั้งถ้อยคำที่ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า "เราเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ไม่ได้สบายอย่างที่คิด ต้องทำงานหนักหลายสิบเท่า ผิดเป็นไม่ได้ เพราะพระผู้ใหญ่มีหน้าที่ดูแลงานคณะสงฆ์ เขามอบหมายหน้าที่ให้ก็ต้องทำ ต้องทำให้ดี คนอื่นจะว่ากล่าวติเตียนเราไม่ได้"

ซึ่งในวันที่ 30 มีนาคม 2554 ซึ่งพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) เข้ารับตราตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลางจากสมเด็จวัดสระเกศนั้น ท่านก็กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า "จะยึดปฏิปทาของสมเด็จพระมหาธีราจารย์เป็นหลักในการทำหน้าที่เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ซึ่งก็คือว่าจะทำงานหนัก ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และที่สำคัญก็คือ "คนอื่นจะว่ากล่าวติเตียนไม่ได้" ที่ว่าไม่ได้นั้นก็คือว่า จะไม่ยอมให้มีข้อบกพร่องเป็นช่องให้คนอื่นโจมตีได้ไม่ว่ากรณีใดๆ

แต่พอวันที่ 20 เมษายน 2554 พระพรหมโมลีก็ไม่ทำให้สมเด็จฯวัดชนะท่านผิดหวัง เมื่อนำเสนอชื่อพระมหาสายชล (พระโสภณปริยัติเวที) ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1

เกิดเป็นเสียงโห่ฮาไปทั่วประเทศและทั่วโลก !

ศพสมเด็จพระมหาธีราจารย์ยังตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดชนะสงคราม ยังไม่มีหมายกำหนดการเสด็จพระราชทานเพลิงศพ แต่ครั้นวันที่ 20 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา พระพรหมโมลี ท่านก็จัดการ "เผา" วัดชนะสงคราม เสียวายวอดแล้ว

มีบางคนกระซิบบอกผู้เขียนด้วยว่า ที่พระพรหมโมลีตั้งพระโสภณปริยัติเวทีขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 นั้น เพราะสมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านขอร้องไว้ก่อนตาย

ผู้เขียนเถียงทันทีว่า "สมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านเป็นนักปราชญ์ คงไม่ทำพินัยกรรมโง่ๆ เช่นนั้นไว้หรอก และใครอ้างว่าท่านสั่งไว้แล้วใช้อำนาจไปในทางมิชอบ ถือว่ากล่าวตู่ต่อสมเด็จฯท่าน"

แต่ความเชื่อของผู้เขียนก็เป็นเพียงความเชื่อ เพราะเคยเชื่อผิดๆ มาแล้ว เช่น เคยเชื่อว่าพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9 Ph.D.) นั้น ท่านเป็นนักปราชญ์ คงจะสามารถสอนสั่งพุทธศาสนิกชนด้วยอนุสาสนีตามที่พระพุทธองค์ทรงเสริญเสริญได้ แต่ที่ไหนได้ สุดท้ายท่านก็เอาแม่ชีมาสอนเรื่องดูกรรมแทน และเคยเชื่อว่า "ท่านจะพิจารณาหาพระเถระผู้ทรงวัยวุฒิและคุณวุฒิให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แทนท่าน ดังครูบาอาจารย์ในอดีตเคยกระทำ" แต่สุดท้ายท่านก็เลือกเอาพระเด็กๆ อ่อนทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิขึ้นเป็นแทน ดังนั้น ผู้เขียนจึงไม่ค่อยเชื่ออะไรอีกต่อไป จึงอยากจะนำคำพูดข้างต้นนั้นไปถามพระโสภณปริยัติเวทีว่า ในบรรดาพินัยกรรมของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ทั้งสองฉบับ ฉบับไหนเป็นของจริงฉบับไหนเป็นของปลอม ได้แก่


พินัยกรรมฉบับที่ 1ที่พระพรหมโมลีตั้งพระโสภณปริยัติเวทีขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 1 นั้น เพราะสมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านขอร้องไว้ก่อนตายพินัยกรรมฉบับที่ 2"เราเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ไม่ได้สบายอย่างที่คิด ต้องทำงานหนักหลายสิบเท่า ผิดเป็นไม่ได้ เพราะพระผู้ใหญ่มีหน้าที่ดูแลงานคณะสงฆ์ เขามอบหมายหน้าที่ให้ก็ต้องทำ ต้องทำให้ดี คนอื่นจะว่ากล่าวติเตียนเราไม่ได้"

ถ้าพินัยกรรมฉบับที่ 1 เป็นของจริง ฉบับที่ 2 เป็นของปลอม ก็นิมนต์พระโสภณปริยัติเวทีเป็นเจ้าคณะภาค 1 ต่อไปเถิดครับ

ถ้าพินัยกรรมฉบับที่ 1 เป็นของปลอม แต่ฉบับที่ 2 เป็นของจริง ก็ขอให้พระโสภณปริยัติเวที พิจารณาตัวเองได้แล้ว

พิจารณาลาออกเสียแต่วันนี้ จะสง่างาม เป็นการรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของสมเด็จพระมหาธีราจารย์และวัดชนะสงคราม อย่าให้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านมาเสื่อมเสียในตอนก่อนเผาจริงเลย

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา20 พฤษภาคม 2554
09:00 P.M. Pacific Time.

 E-Mail ถึง บก.

peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003

 ศึกษาผลงานของ สมเด็จ เพื่อความประจักษ์แจ้งในธรรม ที่ http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/05%20May%202011.html

สรุปข่าวภัยสถาบันพระศาสนา
โดยสมเกียรติ กาญจนชาติในธรรมเป็นใหญ่ 
1.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/April%202011/13%20April%202011.html
2.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/April%202011/10%20April%202011.html
3.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/April%202011/11%20April%202011.html
4.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/April%202011/12%20April%202011.html
5.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/12%20May%202011.html
6.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/13%20May%202011.html
7.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/11%20May%202011.html
8.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/04%20May%202011.html
9.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/05%20May%202011.html
10.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/April%202011/15%20April%202011.html
11.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/02%20May%202011.html
12.http://www.alittlebuddha.com/News%202011/May%202011/09%20May%202011.html
สรุปจาก http://www.alittlebuddha.com/
นี้คือความเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาติไทย ท่านที่ขึ้นมาอย่างไม่มีธรรม ไม่สมควรกราบไห้ว ท่านเหล่านั้น จะต้องรับกรรมและผู้แต่งตั้งก็เช่นกัน (ธรรมเป็นใหญ่) กรรมนั้นมีอำนาจสูงสุดผู้ใดทำกรรมหนักไว้กับพระศาสนา ขอให้ชาวพุทธทั่วโลกจับตามอง


“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาว

สยาม”เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ 

พระองค์ทรงอุทิศชีวิตทั้งชีวิต เพื่อประเทศชาติและประชาชน ทรง

เป็นพระมหากษัตริย์ที่ตั้งมั่นในทศพิธราชธรรม ถือ ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่

รักในหลวงต้องกราบพระอริยะ

 http://www.alittlebuddha.com/html/The%20Vision%20of%20P.M.Narin/The%20Vision%20of%20Phramaha%20Narin%20117.html 

-ข้อมูลภัยต่อความมั่นคงของชาติ ที่ http://www.facebook.com/photo.php?fbid=272159052830204&set=a.253131934732916.61477.161446187234825&type=3&theater

ในหลายปีมานี้ มีคนคิดการใหญ่ หวังยึดครองเอาพระพุทธศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง วางแผนคิดการจะตั้งสังฆราชของตนเองแทนที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา

       

       แล้วสมคบกันยึดอำนาจของพระสังฆราชาอย่างหน้าด้านๆ จำกัดและข่มเหงย่ำยีพระองค์ท่านอย่างอุบาทว์ชาติชั่ว แม้จะทรงพระกรณียกิจใด หรือแม้สื่อมวลชนจะถ่ายทอดพระกรณียกิจ ก็ต้องขออนุญาตจากผู้ถืออำนาจเถื่อน

       

       เราขอฟ้องต่อพี่น้องชาวพุทธทั้งประเทศ ให้ได้รู้ทั่วกันว่า การกระทำที่อุบาทว์ชาติชั่วเช่นนี้ กระทบกระเทือนน้ำพระราชหฤทัยสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าถึงเพียงไหน

1. วันที่ 18 กรกฎาคม 2549 กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดจัดงาน “รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี” ที่วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี มีการเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หัวหนาพรรคไทยรักไทย ไปเป็นองค์ปาฐก

2. วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2549 ศาลอาญารัชดา โดยนายสุนพ กีรติยุติ ผู้พิพากษาอาวุโส และองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำสั่งอนุญาตให้ "ถอนฟ้อง" คดีที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และลูกน้องคนสนิท ตกเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ เงินบริจาควัดมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท

โดยศาลอ้างเหตุผลว่า

1. เพราะว่าจำเลยได้คืนทรัพย์สนที่ฉ้อโกงมาจากวัดพระธรรมกาย จำนวน 1,000 ล้านบาท คืนให้แก่วัดหมดแล้ว

2. ถ้าหากดำเนินคดีนี้ให้สิ้นสุด อาจจะเกิดความแตกแยกระหว่างพุทธศาสนิกชน

       ที่สังคมตั้งคำถามก็คือว่า การที่อัยการออกหน้าดึงเรื่องกลับมาจากศาลในครั้งนี้ ถ้าไม่มีคนที่ชื่อ"ทักษิณ ชินวัตร" ส่งสัญญาณให้แล้ว ลำพังอัยการจะกล้าหาญกระทำการเองหรือ หรือถ้าคิดจะทำ ทำไมไม่ทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ปล่อยให้คดีค้างคาศาลมานานถึง 7 ปีได้อย่างไร และทำไม พอทักษิณกลับจากวัดพระธรรมกายได้เพียง 35 วัน ศาลก็ออกนั่งบัลลังก์สั่งถอนคดีตามคำขอของอัยการ 

และแล้ววันสุดท้ายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มาถึง แต่จะถึงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวก็ไม่มีใครรู้ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในหลายประเทศ จุดหมายสุดท้ายก่อนจะกลับไทยก็คือ มหานครนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ทว่า ในเวลา 18.00 น. วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549  คณะนายทหารอันมีพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้า ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ประกาศยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณผ่านทีวีทุกช่อง ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเคว้งคว้างเดินทางไปพักที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะบินไปๆ มาๆ ระหว่างอังกฤษ-จีน-สิงคโปร จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังมิมีทีท่าว่าจะได้กลับประเทศไทย (กรรมที่ทำกับ สถาบัน) ที่มาข้อมูลที่ทั่วโลกทราบ http://www.alittlebuddha.com/html/Special%20Event/Special%20news2549.html

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา

ข้อมูลที่ขอให้ชาวพุทธทั่วประเทศได้ศึกษาความจริง ของทั่งสองท่านนี้ ถ้าชาวไทยไม่กล้าออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และปกป้องสถาบัน พระศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะการทำล้ายสถาบันใดสถาบันหนึ่ง ก็ทำให้สิ้นชาติไทยได้ 

พระราชปณิธาน เราจะครองแผ่นดินโดนธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม...

สมเด็จพระสังฆราช ตรัสชัดพระต้องถือธรรมะเป็นใหญ่ ไม่ยึดติดกับอำนาจ เงินทอง สมณศักดิ์ ยอมสละชีวิตรักษาธรรมะได้

ข้อมูลการข้อความเป็นธรรม เพื่อ สมเด็จพระสังฆราช ที่ http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2011/12/blog-post_04.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ